- หน้าแรก
- วิถีเซียน เริ่มต้นบำเพ็ญด้วยการแย่งชิงวาสนาตัวเอก
- บทที่ 34 มู่หรงเยว่เดือดดาล
บทที่ 34 มู่หรงเยว่เดือดดาล
บทที่ 34 มู่หรงเยว่เดือดดาล
บทที่ 34 มู่หรงเยว่เดือดดาล
และในจังหวะนั้นเอง ร่างที่สามก็โผล่พ้นปากถ้ำออกมา
เสิ่นโม่ก้าวยาวๆ ออกมาจากถ้ำสวรรค์ชิงเสวียน อากาศบริสุทธิ์เย็นสบายที่ปะทะเข้าหน้า ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายไปทั้งตัว ราวกับเพิ่งได้ชำระล้างร่างกายมาใหม่ๆ
เขายังไม่ทันได้ยืนให้มั่นคงดี ซ่งจวิ้นเจี๋ยก็หน้าซีดเผือดราวกับเห็นผี รีบหดหัวซุกอยู่ข้างหลังซ่งเชาเฟิง ราวกับว่าเสิ่นโม่เป็นอสูรร้ายกินคนก็ไม่ปาน
ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของหลิ่วหยวนเฟิงและซ่งเชาเฟิงหล่นวูบลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่มพร้อมๆ กัน
ในกลุ่มฝูงชน สีหน้าของเซียวฝานและหลิ่วเฟยก็เปลี่ยนไปในพริบตา
เสิ่นโม่ไม่ควรจะมีชีวิตรอดออกมาได้ และยิ่งไม่ควรมายืนอยู่ตรงนี้
หลิ่วอวิ๋นเซวียนอยู่ในสภาพครึ่งเป็นครึ่งตาย ซ่งจวิ้นเจี๋ยก็หวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ แต่เสิ่นโม่กลับไร้รอยขีดข่วน แถมกลิ่นอายพลังยังดูหนักแน่นมั่นคงขึ้นกว่าเดิมเสียอีก ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าระดับพลังของเขาก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้นแล้ว ภายในถ้ำมันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่?
ในหัวของเซียวฝานดังอื้ออึง ราวกับถูกใครเอาแป้งเปียกมายัดใส่สมอง เขาเชื่อมั่นว่าในเวลานี้ หลิ่วหยวนเฟิงและซ่งเชาเฟิงเองก็คงจะงุนงงสับสนไม่แพ้กัน
ซ่งเชาเฟิงหน้าดำคร่ำเครียด เป็นคนแรกที่เอ่ยปากทำลายความเงียบ น้ำเสียงถูกกดให้ต่ำลง ทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดันของผู้ฝึกตนระดับผูกจินตัน "เสิ่นโม่! เจ้าทำอะไรลูกชายข้า?!"
แรงกดดันที่มองไม่เห็นถาโถมเข้ามาดั่งภูเขาลูกใหญ่ แฝงไว้ด้วยจิตสังหารอย่างไม่ปิดบัง
มู่หรงเยว่แค่นเสียงเย็นชา ร่างของนางวูบไหวเพียงครั้งเดียว ก็มาขวางอยู่เบื้องหน้าเสิ่นโม่แล้ว
แรงกดดันนั้นถูกนางปัดเป่าทิ้งไปอย่างง่ายดายราวกับปัดฝุ่น
"ท่านผู้อาวุโสใหญ่ ท่านใช้สิทธิ์อะไรมาขึ้นเสียงแบบนี้?" น้ำเสียงของท่านเจ้าสำนักผู้เลอโฉม เยียบเย็นดุจน้ำแข็งในฤดูหนาว "กำลังสอบสวนนักโทษอยู่หรือไง? หรือคิดว่าศิษย์ของข้าติดค้างคำอธิบายอะไรท่าน?"
สิ้นคำพูดของนาง บรรยากาศโดยรอบก็คล้ายจะเย็นยะเยือกลงไปอีกหลายส่วน
ไม่ว่าใครจะถูกหรือผิด เสิ่นโม่ก็คือคนของนาง
ต่อให้เขาทำผิดจริงๆ สำหรับนางแล้ว เขาก็คือฝ่าย "ถูก" อยู่ดี
ใครหน้าไหนที่กล้ามาพูดจาวางก้ามใส่ศิษย์ของนาง นางก็กล้าที่จะตอกกลับไปแบบไม่ไว้หน้า
"เสิ่นโม่เป็นศิษย์สายตรงของท่านเจ้าสำนักงั้นรึ?" มีเสียงอุทานเบาๆ ดังมาจากในฝูงชน
"ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? ท่านเจ้าสำนักปิดด่านบำเพ็ญเพียรมาหลายปี ไม่เคยรับใครเป็นศิษย์เลยนี่นา!"
"เสิ่นโม่มีดีอะไร ถึงทำให้ท่านเจ้าสำนักยอมแหกกฎรับเป็นศิษย์ได้?"
จู่ๆ เสิ่นโม่ก็หัวเราะออกมาเบาๆ น้ำเสียงไม่ดังนัก ทว่าดังกังวานชัดเจนไปทั่วบริเวณ "ท่านผู้อาวุโสใหญ่ ข้าอธิบายได้นะขอรับ แต่... ท่านแน่ใจหรือ ว่าจะให้ข้าพูดต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้?"
"พูดมา! มีอะไรที่พูดไม่ได้?" ซ่งเชาเฟิงตวาดกร้าว "ทำให้ลูกชายข้าตกใจกลัวจนเสียขวัญขนาดนี้ เจ้าต้องให้คำอธิบายมา!"
มู่หรงเยว่หันไปมองเสิ่นโม่ ดวงตากลมโตแฝงแววตั้งคำถาม
เสิ่นโม่สบตากับนาง พลางพยักหน้าเบาๆ
มู่หรงเยว่เข้าใจในทันที นางจึงเบี่ยงตัวหลบไปครึ่งก้าว
เสิ่นโม่ถึงได้เริ่มพูด น้ำเสียงเรียบเรื่อย "เมื่อไม่กี่วันก่อน หลังจากที่ข้าบำเพ็ญเพียรเสร็จและกำลังจะเดินทางกลับมาที่ทางออก ระหว่างทาง... บังเอิญไปเจอเข้ากับกับดักอันหนึ่ง"
"ท่านผู้อาวุโสใหญ่ ลองทายดูสิขอรับ ว่าเป็นกับดักอะไร?"
"หน้าไม้... แถมยังเป็นหน้าไม้ที่สามารถยิงทะลวงพลังวิญญาณได้ด้วย"
สีหน้าของซ่งเชาเฟิงเปลี่ยนไปในทันที
หว่างคิ้วของมู่หรงเยว่ขมวดมุ่น เห็นได้ชัดว่านางนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
หลิ่วหยวนเฟิงสายตาลอกแลก เลือกที่จะนิ่งเงียบ
เสิ่นโม่พลิกฝ่ามือ หยิบเอาหน้าไม้สองเครื่องและลูกศรอีกหลายดอกออกมาจากแหวนมิติ แล้วโยนลงบนพื้น
"ไม่ทราบว่ายอดฝีมือท่านใดช่างใจดี มาวางของเล่นพวกนี้ไว้บนเส้นทางที่ข้าต้องเดินผ่าน"
"ข้าเดาว่า... คงไม่ใช่ฝีมือของศิษย์พี่หลิ่วและศิษย์พี่ซ่งหรอกมั้ง? หรือว่าจะเป็น 'ของโบราณ' ที่ผู้อาวุโสรุ่นก่อนๆ ทิ้งไว้เมื่อห้าสิบปีที่แล้วกันนะ?"
เขายิ้มแฉ่ง แต่สายตากลับจ้องเขม็งไปที่หลิ่วหยวนเฟิงและซ่งเชาเฟิงอย่างไม่วางตา
มู่หรงเยว่ยกมือขึ้นกวักเบาๆ หน้าไม้และลูกศรเหล่านั้นก็ลอยขึ้นมาอยู่ตรงหน้านาง
สายตาของนางจับจ้องไปที่ของเหล่านั้น — ในฐานะเจ้าสำนัก นางคุ้นเคยกับสัญลักษณ์ของห้าสำนักใหญ่แห่งเสวียนเจียงเป็นอย่างดี
นี่คือหน้าไม้ของสำนักเถาวัลย์เขียว และหัวลูกศรก็เคลือบด้วยพิษบุปผาตัดวิญญาณ
เพียงแต่สัญลักษณ์เถาวัลย์สีเขียวที่เคยมีอยู่บนตัวหน้าไม้ ถูกลบรอยออกไปจนเหี้ยน
มู่หรงเยว่ตวัดสายตาอันเย็นชาไปทางคนทั้งสอง "พวกท่านทั้งสอง จงอธิบายเรื่องนี้ให้ข้าฟังเดี๋ยวนี้"
ท่านเจ้าสำนักผู้เลอโฉมที่มักจะดูอ่อนโยนดุจสายน้ำ เมื่อใดที่บันดาลโทสะขึ้นมา รังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาก็ชวนให้ผู้คนรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
แม้ในเวลานี้ นางจะพยายามสะกดกลั้นโทสะเอาไว้ แต่ประกายความเย็นเยียบในแววตา ก็ทำให้หลิ่วหยวนเฟิงและซ่งเชาเฟิงใจสั่นสะท้านขึ้นมาพร้อมกัน
"ข้าไม่รู้เรื่องนี้เลยจริงๆ" หลิ่วหยวนเฟิงส่ายหน้าปฏิเสธ
ซ่งเชาเฟิงกัดฟันกรอด "ข้าก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน"
"เรียกประชุมผู้อาวุโสทุกคนเดี๋ยวนี้!" น้ำเสียงของมู่หรงเยว่เฉียบขาดและเย็นชา
หง่าง! หง่าง! หง่าง!
เสียงระฆังดังกังวานกึกก้องไปทั่วสำนักชิงเสวียนอีกครั้ง
พวกของเสิ่นโม่ไม่ได้เข้าไปร่วมวงด้วย เพราะไม่มีความจำเป็นอันใด
การที่เขางัดเอาหน้าไม้และลูกศรออกมาแฉกลางแจ้ง ก็เท่ากับว่าได้มอบหลักฐานชิ้นโตให้กับมู่หรงเยว่แล้ว
นางสามารถใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการบีบบังคับให้ซ่งเชาเฟิงต้องยอมถอย และคายผลประโยชน์ก้อนโตออกมาได้
เว้นเสียแต่ว่าซ่งเชาเฟิงจะตัดสินใจแตกหัก และประกาศตัวเป็นศัตรูกับสำนักอย่างโจ่งแจ้ง มิฉะนั้น เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมก้มหัว
การที่เสิ่นโม่จงใจนำของเหล่านี้มาแฉต่อหน้าธารกำนัล ก็เพื่อหวังผลลัพธ์ที่รุนแรงที่สุดนั่นเอง
"ตาแก่นั่นหัวหมอไม่เบา น่าเสียดายที่ลูกชายดันเป็นพวกสมองกลวง"
หากเขาถูกขังอยู่ในถ้ำสวรรค์ชิงเสวียนถึงห้าสิบปีจริงๆ หน้าไม้และยาพิษของสำนักเถาวัลย์เขียวพวกนี้ก็คงจะผุพังไปตามกาลเวลา จนไม่มีใครสามารถสืบหาร่องรอยได้
แต่น่าเสียดาย ที่เขาสามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างทะลุปรุโปร่งผ่านกระดานชะตา
เมื่อเสิ่นโม่ หลิ่วอวิ๋นเซวียน และซ่งจวิ้นเจี๋ย ทั้งสามคนเดินลงมาจากปากถ้ำ สายตาทุกคู่ของบรรดาศิษย์ต่างก็จับจ้องไปที่เสิ่นโม่เพียงคนเดียว
หลิ่วอวิ๋นเซวียนและซ่งจวิ้นเจี๋ยที่เป็นถึงศิษย์สืบทอด กลับกลายเป็นเพียงฉากหลังไปเสียสนิท
คนคุ้นเคยอย่างจ้าวถิง ลั่วเซิ่งหนาน เจ้าโหรว และจางเวยหู่ รีบกรูกันเข้ามาล้อมรอบตัวเขา
ลั่วเซิ่งหนานพุ่งเข้าไปชกอกเขาเบาๆ "ไอ้หนุ่มนี่... ร้ายไม่เบาเลยนะ!"
เสิ่นโม่ระเบิดเสียงหัวเราะลั่น
ลั่วเซิ่งหนานชะงักไปเล็กน้อย
หมัดเมื่อครู่นี้ของนางไม่ได้เบาเลย หากเป็นศิษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงสุดคนอื่นๆ โดนเข้าไปก็คงต้องมีสะดุ้งกันบ้างล่ะ
แต่เสิ่นโม่กลับยืนนิ่ง ไม่แม้แต่จะขมวดคิ้วเสียด้วยซ้ำ
จ้าวถิงกระซิบถามเสียงเบา "ได้ของดีมาล่ะสิ?"
เสิ่นโม่ยิ้มกริ่ม "ถ้าข้ายืนยันว่าไม่ได้ล่ะ?"
"อย่ามาทำไขสือเลยน่า" จ้าวถิงปรายตามองซ่งจวิ้นเจี๋ยที่กำลังเดินคอตกจากไปแต่ไกล แล้วก็หันไปมองหลิ่วอวิ๋นเซวียนที่บาดเจ็บสาหัส "ท่าทางหงอยๆ ของซ่งจวิ้นเจี๋ยนั่น ไม่เหมือนคนชนะเลยสักนิด ส่วนหลิ่วอวิ๋นเซวียนที่เจ็บปางตายขนาดนั้น ก็คงไม่ได้อะไรติดมือมาเหมือนกัน"
"คนที่กวาดเรียบไปทั้งหมด ก็ต้องเป็นเจ้าอย่างแน่นอน"
เสิ่นโม่ยิ้มแต่ไม่ตอบ คิดไม่ถึงเลยว่าจ้าวถิงที่ดูเป็นคนซื่อๆ ทื่อๆ จะมีหัวคิดที่เฉียบแหลมปานนี้
"ความลับของสำนักน่ะ พูดลำบากๆ ถือซะว่าซ่งจวิ้นเจี๋ยเป็นคนได้ไปก็แล้วกัน สมน้ำสมเนื้อกับเขาดี" เสิ่นโม่หัวเราะร่วน
ซ่งจวิ้นเจี๋ยที่กำลังเดินปลีกตัวออกไปเพียงลำพัง ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะแว่วมาจากด้านหลัง แผ่นหลังของเขายิ่งดูอ้างว้างและน่าเวทนา ราวกับสุนัขจรจัดที่พ่ายแพ้ เขารีบจ้ำอ้าวหนีไปให้พ้นๆ อย่างรวดเร็ว
ส่วนหลิ่วอวิ๋นเซวียนนั้น ได้รับการประคองจากเซียวฝานและหลิ่วเฟยให้เดินจากไป
ก่อนจะลับสายตา เขาได้หันมาปรายตามองเสิ่นโม่ด้วยสายตาลึกซึ้ง
...
ค่ำคืนคืบคลานเข้ามา เสียงโต้เถียงภายในโถงประชุมยังคงดุเดือด
ศิษย์ที่เดินผ่านไปมาสามารถมองเห็นแสงสีต่างๆ พวยพุ่งออกมาจากภายในโถง ซึ่งเกิดจากพลังวิญญาณที่รั่วไหลออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจของบรรดาผู้ฝึกตนระดับผูกจินตันที่กำลังใช้อารมณ์อย่างรุนแรง
ตลอดทั้งวัน บรรดาศิษย์ต่างก็จับกลุ่มพูดคุยกันถึงเรื่องนี้อย่างออกรส
อู๋หวยเหรินเดินกระสับกระส่ายไปตามทางเดินที่ทอดยาวไปยังเขตที่พักของศิษย์สายใน
ศิษย์สายในที่เดินสวนมา แม้เบื้องหน้าจะทำท่าทีเคารพนอบน้อม แต่พอลับหลัง ก็พากันหัวเราะเยาะเย้ยหยัน
วีรกรรมอันฉาวโฉ่ของผู้อาวุโสสายนอกผู้นี้ เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งสำนักมานานแล้ว
หากไม่ใช่ศิษย์สายในป้ายแดงที่มีพรสวรรค์โดดเด่นจริงๆ รางวัลที่ได้รับก็มักจะถูกเขาหักหัวคิวไปไม่มากก็น้อย ขนาดศิษย์สายในป้ายแดงยังกล้าอมเงิน แล้วนับประสาอะไรกับคนอื่นๆ
อู๋หวยเหรินไม่มีกะจิตกะใจจะไปสนใจเสียงนินทาว่าร้ายเหล่านั้น เขาเดินไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอยราวกับคนไร้วิญญาณ
ไม่นานนัก เขาก็มาหยุดอยู่หน้าเรือนหลังเล็กที่ดูไม่สะดุดตาหลังหนึ่ง
แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องประหลาดใจก็คือ มีคนยืนรออยู่ที่หน้าประตูอยู่ก่อนแล้ว
ดูจากเครื่องแต่งกาย น่าจะเป็นผู้ดูแลของหอคัมภีร์
"ท่านผู้อาวุโสอู๋... ท่านก็มาด้วยหรือ?" ผู้ดูแลหอคัมภีร์เอ่ยทักด้วยความประหลาดใจ
อู๋หวยเหรินพึมพำตอบ "มีธุระนิดหน่อย... มาหาเสิ่นโม่น่ะ..."
"ข้าก็เหมือนกัน ถ้างั้นท่านเข้าไปก่อนเลยไหม?" ผู้ดูแลเอ่ยถามอย่างเกรงใจ
"ไม่ๆๆ เจ้าเข้าไปก่อนเถอะ ธุระของข้าไม่รีบร้อนหรอก" อู๋หวยเหรินปฏิเสธอย่างมีมารยาทผิดปกติ
"อย่าเลยๆ ท่านผู้อาวุโสอู๋เชิญก่อนเถิด ท่านเป็นถึงผู้อาวุโส ย่อมต้องให้ผู้อาวุโสทำธุระก่อนสิ"
"ไม่ต้องเกรงใจๆ เจ้าเข้าไปก่อนเถอะ ข้าไม่เคยเอาความเป็นผู้อาวุโสมาข่มใครอยู่แล้ว..."
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังเกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมาอยู่นั้น ประตูเรือนก็เปิดออก
เสิ่นโม่ยืนขมวดคิ้วอยู่ที่หน้าประตู มองดูพวกเขาทั้งสองคน "พวกท่านมาทำอะไรกันที่นี่? มารบกวนเวลาบำเพ็ญเพียรของข้าทำไม?"
ทั้งสองคนหน้าเสีย รู้สึกกระดากอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี