- หน้าแรก
- บุปผาเซียนเร้นราคะ
- ตอนที่ 44 ห้ามมองนะ
ตอนที่ 44 ห้ามมองนะ
ตอนที่ 44 ห้ามมองนะ
ตอนที่ 44 ห้ามมองนะ
เฟยซิงกำลังหาทางสงบบุปผาเซียนมัวเมา เจียดสมาธิส่วนหนึ่งเอ่ยขออภัยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
หยางชุนไม่ทราบเรื่องบุปผามารในกายเขา คิดเพียงว่าเขาอยู่ในวัยฉกรรจ์จนไม่อาจหักห้ามใจ ในใจทั้งตระหนกทั้งอับอาย ทว่ายามนี้ไม่อาจทำให้เกิดความเคลื่อนไหวใดๆ ได้ ช่างทำให้นางตกอยู่ในที่นั่งลำบากยิ่งนัก!
สิ่งที่แข็งและร้อนผ่าวนั้นขยายใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง รุกคืบเข้าไปยังระหว่างขาของนาง
นางกัดฟันเม้มริมฝีปาก รีบหนีบเรียวขาทั้งสองข้างให้แน่น
ด้วยประการฉะนี้ องคชาตของเฟยซิงจึงยันอยู่บนเนินโยนีของนาง เต้นตุบๆ ตามจังหวะชีพจร
"เจ้าอย่า... อื้อ~"
หยางชุนไหนเลยจะเคยได้รับความกระตุ้นเช่นนี้ คิ้วที่ขมวดคลายออก อดไม่ได้ที่จะครางออกมาเบาๆ ในใจยิ่งทวีความอับอาย
ไม่นานนัก หยางชุนรู้สึกถึงความเปียกชื้นเล็กน้อยที่เบื้องล่าง ไม่ทราบว่าเป็นน้ำหิมะหรือสิ่งใด ทว่ายามนี้นางไม่มีแก่ใจจะไปใส่ใจเรื่องเหล่านั้นแล้ว
ในจังหวะที่เต้นและเคลื่อนไหว องคชาตนั้นกำลังเสียดสีเนินโยนีของนางด้วยจังหวะที่แผ่วเบา
หยางชุนเกร็งไปทั้งตัวทว่าไม่กล้าขยับเขยื้อน ความรู้สึกประหลาดนานัปการส่งผ่านมาจากระหว่างขาอย่างต่อเนื่อง ทีละน้อย นางกลับรู้สึกว่าความรู้สึกนั้นไม่เพียงไม่ทำให้นางต่อต้าน ทว่ายังแฝงไว้ด้วยความปรารถนาที่จะตอบสนอง...
หมอกสีแดงจางๆ ล้อมรอบตัวหยางชุนไว้ ส่วนเฟยซิงในยามนี้กำลังกดข่มความปรารถนาในกาย การกำเริบครั้งนี้เบาบางกว่าครั้งก่อนๆ มากนัก และเน้นหนักไปที่ความปรารถนาที่จะสยบ ส่วนกามารมณ์เป็นเพียงผลพลอยได้ที่ถูกกระตุ้นขึ้นมา
ภายในทะเลสำนึก บุปผารักเซียนมัวเมาที่ใจกลางตาน้ำเซียนหมุนวนอย่างร่าเริง
เฟยซิงสัมผัสได้ว่ามันดูเหมือนจะต้องการให้เขาเลื่อนระดับขอบเขตให้เร็วที่สุด
เมื่อภาพของชิงเฉินผุดขึ้นในสติของเขา ปฏิกิริยาของมันก็ชัดเจนเป็นพิเศษ ราวกับปรารถนาที่จะสยบนางที่เป็นผู้นำของคนรุ่นใหม่ให้ได้
ทว่าตนเองไม่ไม่ได้มีความสนใจในการแก่งแย่งชิงดีเลยสักนิด
คนทั้งสามที่อยู่ไม่ไกลยังคงต่อสู้กันอย่างดุเดือด เฟยซิงกำลังปลอบประโลมบุปผารัก
ส่วนหยางชุน...
ปากเล็กของนางเผยอออกเล็กน้อย ดวงตากลมโตหรี่ลง มือทั้งสองข้างที่พาดอยู่บนแผ่นหลังเฟยซิงกำลังจิกแขนเสื้อของเขาไว้แน่น
เห็นเพียงเบื้องล่างของนางกำลังขยับโยกเบาๆ ตามสัญชาตญาณ ลมหายใจที่กระชั้นสั้นบางครั้งก็ขาดช่วง
ไม่กี่อึดใจต่อมา เฟยซิงลืมตาขึ้น
เขาได้ระงับบุปผารักในกายลงแล้ว
ทว่า ท่าทางของหยางชุนที่อยู่ข้างๆ กลับมีบางอย่างไม่ถูกต้อง
เห็นเพียงสีแดงระเรื่อค่อยๆ ลามขึ้นไปบนลำคอและติ่งหูของนาง การโยกย้ายของบั้นท้ายก็เริ่มรวดเร็วขึ้นอีกครั้ง
เฟยซิงกำลังจะเอ่ยปากพูดบางอย่าง ทันใดนั้นก็รับรู้ได้ถึงปราณกระบี่ที่หลงเหลือสายหนึ่งกำลังพุ่งมาทางพวกเขานี้
หากถูกโจมตีเข้า พวกเขาอาจจะต้องมีจุดจบเช่นเดียวกับนกยักษ์ตัวเมื่อครู่เป็นแน่
เขาไม่ทันได้เตือนหยางชุน ปราณเซียนในกายเดินเครื่อง โอบกอดนางพังชั้นหิมะและโขดหินทะยานขึ้นไปข้างบน!
"อ๊ะ...!"
หยางชุนได้สติกลับมา ร้องออกมาด้วยความตกใจ ทว่าในชั่วขณะนั้นเองความกระตุ้นอันรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนได้ส่งผ่านมาหน้าจากระหว่างขาทั้งสองข้างของนาง
ในขณะที่ทั้งสองคนอยู่กลางอากาศ เฟยซิงสัมผัสได้ว่าร่างนุ่มพลันแข็งทื่อ
เห็นเพียงหยางชุนเงยหน้าขึ้น ปากเล็กอ้าค้าง จากนั้นก็หุบลงอย่างแรง ฟันขาวกัดริมฝีปากไว้แน่น เก็บเสียงครางไว้ในลำคอ
ดวงตาที่ปกติมักจะแฝงแววขี้เล่นซุกซน คอยกลั่นแกล้งบรรดาผู้อาวุโสเหล่านั้น ยามนี้กำลังเหลือกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
ในขณะที่ร่างกายของนางกระตุกสั่น มือทั้งสองข้างก็จิกแขนเสื้อของเฟยซิงไว้แน่น ลมหายใจพ่นออกมาจากจมูกเป็นระลอกๆ
"หืม?"
ทั้งสามคนที่กำลังต่อสู้อย่างดุเดือดหยุดมือพร้อมกัน หันหน้ามามองทางพวกเขา
หยางชุนมีท่าทางคล้ายคนเมามายซบอยู่บนบ่าของเฟยซิง เฟยซิงร่อนลงบนยอดเขาเตี้ยแห่งหนึ่ง แล้ววางหยางชุนลง
เห็นเพียงขานางอ่อนแรง ทรุดลงนั่งกับพื้น ก้มหน้านิ่งไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร
ท่าทางตอบสนองเช่นนี้ของเจินเหริน... ไฉนดูเหมือนจะเป็น...
เฟยซิงไม่ทันได้คิด เพราะทางด้านยอดฝีมือทั้งสามกำลังจ้องมองเขาอยู่
นี่...
เขาคิดครู่หนึ่ง ประสานมือเอ่ยว่า
"รบกวนทุกท่านแล้ว พวกเราขอตัวลาก่อน"
เจิ้งไหวเอินขมวดคิ้ว รู้สึกว่าเสียงดูเหมือนจะคุ้นเคย คล้ายกับเพิ่งเคยได้ยินเมื่อไม่นานมานี้
ซุยรื่อจ้องมองเขาอย่างเย็นชา
"โอ้? นึกไม่ถึงว่าจะมีผู้ดูชมอยู่สองคน"
การต่อสู้ถูกรบกวน ชิงเฉินดูเหมือนจะมีสีหน้าไม่พอใจ สัมผัสเซียนกวาดผ่านทั้งสองคน
คนหนึ่งขอบเขตจินตาน อีกคนหนึ่งกลับเป็นเพียงขอบเขตกวานซิน
นางสะบัดปราณเซียนสายหนึ่งพุ่งไปทางหญิงสาวขอบเขตจินตานนั้น ปราณเซียนไม่ได้รุนแรงนัก ประมาณระดับขอบเขตเหฺยียนอิงทั่วไป พอดีสำหรับการสั่งสอนพวกเขาเล็กน้อยเท่านั้น
ทว่า หญิงสาวขอบเขตจินตานนั้นไม่ได้เคลื่อนไหว
เมื่อชิงเฉินเห็นเช่นนั้นสีหน้าก็เคร่งขรึมลง นางไม่ทันจะเรียกปราณเซียนกลับคืนมาได้แล้ว
ทว่า ชายหนุ่มที่มีขอบเขตต่ำต้อยข้างกายนางกลับเคลื่อนไหว
เขาอุ้มหยางชุนแล้วกระโดดไปด้านข้างทันที
ปราณเซียนเฉียดอาภรณ์ของเขาพุ่งไปไกล
"หืม?"
ชิงเฉินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เพียงขอบเขตกวานซิน กลับสามารถหลบหลีก และเป็นการพาคนหลบหลีกปราณเซียนของนางได้
โชคดีหรือ? หรือว่ามีความลี้ลับอื่น... ใบหน้าของคนผู้นี้นับว่าดูดีทีเดียว
ช่างเถิด
นางปรายตามองไปยังที่ไกลตา
ต่อสู้มานานเกินไปแล้ว แม้พวกเขาจะจงใจลดความเคลื่อนไหวลง แต่ก็ยังมีคนสังเกตเห็น
หากถูกพบเข้า ท่านพ่อต้องสั่งกักบริเวณตนเป็นแน่
ชิงเฉินมองไปยังเจิ้งไหวเอินและซุยรื่อแล้วเอ่ยว่า
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หากมีวาสนาค่อยพบกันใหม่"
สิ้นคำ ร่างของนางก็วูบไหว หายวับไป
ซุยรื่อก็หันหลังหายลับเข้าไปในพายุหิมะทันทีเช่นกัน
เจิ้งไหวเอินยันกายต่อไปไม่ไหว ร่วงลงสู่พื้น นอนแผ่ลงพลางหอบหายใจไม่หยุด
บนยอดเขาเตี้ย เฟยซิงจึงได้ลอบถอนหายใจยาว
โชคดีที่เขาสามารถล่วงรู้สถานะการไหลเวียนของปราณเซียนในกายของชิงเฉินล่วงหน้า ประกอบกับความสามารถในการรับรู้ปราณเซียนที่แม่นยำและเฉียบคมของเขา จึงทำให้หลบเลี่ยงปราณเซียนสายนั้นมาได้อย่างหวุดหวิด
ในยามนั้นเอง หยางชุนที่อยู่ในอ้อมกอดพลันผลักเขาออกอย่างแรง
"เจินเหริน?"
"เจ้า...!"
เห็นเพียงหยางชุนใบหน้าแดงก่ำ ยื่นนิ้วชี้มาที่เขา
"ข้า?"
เฟยซิงมีสีหน้ามึนงง สายตาพลันสังเกตเห็นที่ฝ่าเท้าของนาง
ของเหลวสีขาวขุ่นข้นเล็กน้อยหลายสายไหลย้อยลงมาจากระหว่างขาของนาง ไหลรินลงมาตามทาง
เห็นเพียงของเหลวนั้นไหลผ่านใต้กระโปรงลงมาตามเท้าเปล่าที่ขาวนวล จนกระทั่งหยดลงบนพื้นหิมะ
เฟยซิงเข้าใจทันที สถานการณ์ของหยางชุนเจินเหรินเมื่อครู่ เป็นเช่นนั้นจริงๆ ด้วย... เฮ้อ ทั้งหมดเป็นเพราะบุปผามารของข้าแท้ๆ
"ห้ามดูนะ!" หยางชุนเต็มไปด้วยความอับอายและโมโห "เจ้าคน... สารเลว!"
นางเอ่ยพลางหันหลังเหินกายจากไปทันที
เฟยซิงตะโกนถามตามหลังนางว่า "เจินเหริน ข้าจะกลับไปได้อย่างไร?"
"เรื่องของเจ้าสิ!"
แม้จะเอ่ยเช่นนั้น ลมพัดแผ่บางเบาสายหนึ่งก็ลอยมาพร้อมกับน้ำเสียง ห่อหุ้มร่างเฟยซิงไว้ แล้วพาเขาบินไปยังทิศทางกึ่งกลางเขาที่เขาเคยอยู่เดิมเป็นระยะทางไกล
เจิ้งไหวเอินที่อยู่เบื้องล่างนึกขึ้นได้ว่า เสียงของชายหนุ่มเมื่อครู่เหมือนกับเสียงเตือนที่ตนได้รับยามที่ปะทะกับซุยรื่อก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
นี่นับว่าเป็นเป้าหมายที่ไม่เลว
เขาฝืนพยุงกายบินขึ้นสู่เวหา มองซ้ายแลขวา
หืม? คนเล่า?
...