- หน้าแรก
- บุปผาเซียนเร้นราคะ
- ตอนที่ 43 เจ้าอย่าได้คิดฟุ้งซ่านนะ
ตอนที่ 43 เจ้าอย่าได้คิดฟุ้งซ่านนะ
ตอนที่ 43 เจ้าอย่าได้คิดฟุ้งซ่านนะ
ตอนที่ 43 เจ้าอย่าได้คิดฟุ้งซ่านนะ
เมื่อครู่เขามัวแต่สนใจความเคลื่อนไหวภายนอก อีกทั้งยังต้องคอยระวังสภาพของบุปผามารในกาย เมื่อร่างนุ่มนิ่มไร้กระดูกของหยางชุนโถมเข้าสู่อ้อมกอดของเขา เขาจึงไม่ได้ตระหนักเลยว่าร่างกายที่กำลังอยู่ในวัยหนุ่มแน่นของตนจะมีการตอบสนองตามสัญชาตญาณ
ทว่าโชคดีที่นี่เป็นเพียงปฏิกิริยาทางร่างกาย บุปผามารยังคงสงบ เฟยซิงไม่ได้สูญเสียสติไป
ดังนั้นเขาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนยิ่งว่า
"เจินเหรินไม่ต้องกังวล ข้าทนได้ จะไม่ทำสิ่งใดทั้งสิ้น"
เจ้าพูดเช่นนี้ก็จบแล้วหรือ!?
หยางชุนแทบจะตะโกนออกมาเสียงดัง
"เจ้าช่วย... ขยับมันออกไป หรือทำให้มันเล็กลงหน่อยได้หรือไม่!"
"ตกลง เช่นนั้นข้าจะลองดู"
ท่าทางที่ดูสงบของเฟยซิงทำให้หยางชุนอดไม่ได้ที่จะสงสัยในตนเอง หรือว่าจะเป็นตนเองที่ตื่นตูมเกินไป?
นางสัมผัสได้ชัดเจนถึงรูปร่างและอุณหภูมิของแก่นกายที่แนบอยู่กับท้องของตน สิ่งนั้นถึงขั้นเต้นตุบๆ เป็นจังหวะอยู่รำไร!
ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ว่าสตรีนางใดมาเจอก็คงสงบใจไม่ได้หรอก ท่าทางของเขานี่แหละที่แปลกเกินไป! ดูเหมือนจะไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญเกินไปหรือไม่!
หรือว่าในสายตาของเขา ข้าไม่ไม่ใช่สตรีกันแน่?!
เฟยซิงหลับตาลง เริ่มท่องวิชาชำระจิตสงบปราณ
ครู่ต่อมา หยางชุนสัมผัสได้ว่าสิ่งที่แข็งขืนและร้อนผ่าวบนหน้าท้องค่อยๆ ย่อขนาดลงและห่างออกจากร่างกายของนางไป จึงได้ลอบถอนหายใจยาว
นางมองดูใบหน้าที่งดงามยิ่งนักเบื้องหน้านี้ หวนนึกถึงคืนที่นอนร่วมแท่นเดียวกันกับเขาเมื่อสองวันก่อน ใจเริ่มว้าวุ่นเล็กน้อย
ในยามนั้น เสียงตะโกนจากภายนอกขัดจังหวะการคิดฟุ้งซ่านของนาง
"รับกระบี่ข้าไป!"
ตามมาด้วยเสียงถล่มของภูเขาและหิมะ
จุดที่เฟยซิงและหยางชุนอยู่ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โขดหินรอบข้างถูกแรงปะทะจนบีบอัดเข้ามาด้านใน
"อื้อ..."
ศีรษะของหยางชุนเกือบจะชนกับเฟยซิง โชคดีที่ในวินาทีสำคัญเบี่ยงออกไปด้านข้าง
เห็นเพียงตำแหน่งของทั้งสองคนทรุดต่ำลง หิมะทั้งสองด้านบีบอัดเข้าหาตัวพวกเขา ทำให้ทั้งสองคนแนบชิดกันยิ่งขึ้น
ยามนี้ร่างนุ่มของหยางชุนแนบชิดกับเฟยซิงอย่างสมบูรณ์ แก้มแนบติดกัน ประหนึ่งคู่รักที่กำลังโอบกอดกันอย่างชิดใกล้
เฟยซิงโอบกอดโฉมงาม สูดดมกลิ่นหอมจากเส้นผม สัมผัสความนุ่มนิ่มที่หน้าอก ความสามารถในการรับรู้ที่ทรงพลังประเมินขนาดของหยางชุนออกมาตามสัญชาตญาณ
แม้จะเทียบไม่ได้กับเจินเหรินอวี้ซวง แต่ก็นับว่าไม่เล็กแล้ว ฝ่ามือของข้าคงจะกุมได้พอดี
หลังจากกลายเป็นผู้บ่มเพาะเซียน ความเร็วในการเติบโตของร่างกายก็แตกต่างจากปุถุชน ปัจจุบันหยางชุนความจริงแล้วยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีก
ไม่ถูกสิ เหตุใดข้าถึงคิดเรื่องพวกนี้
เฟยซิงได้สติกลับมา ถามว่า
"เจินเหริน ไม่เป็นไรใชหรือไม่?"
ยามนี้เฟยซิงนอนหงายหน้ามองฟ้า ส่วนหยางชุนหมอบหน้ามองดิน
เสียงของเฟยซิงดังขึ้นที่ข้างหูของหยางชุน ลมหายใจอุ่นเป่าผ่านเส้นผมของนาง ตกกระทบลงบนติ่งหูที่บอบบางพอดี ร่างนิ่มของหยางชุนอดสั่นสะท้านไม่ได้
"ไม่..."
นางดิ้นรนในอ้อมกอดของเฟยซิงสองสามครั้ง ปรารถนาจะแยกออกจากเขาเล็กน้อย
เฟยซิงแอบแผ่สัมผัสเซียนออกไปภายนอกทีละน้อยอย่างระมัดระวัง แล้วรีบชักกลับมาอย่างรวดเร็ว
"เจินเหริน เหนือหัวพวกเรามีเศษหินทับถมอยู่ คนทั้งสามคนนั้นล้วนอยู่ไม่ไกล สัมผัสเซียนคงจะ... คาดว่าคงจะแผ่ครอบคลุมมาถึงที่นี่แล้ว"
สิ่งนี้หมายความว่าทันทีที่พวกเขาทำอะไรให้เกิดความเคลื่อนไหว หรือใช้ปราณเซียน ก็จะถูกตรวจพบทันที
ความพยายามของหยางชุนไร้ผล ในสภาพที่มีเศษหินทับถมอยู่เบื้องบน หากนางออกแรงเพียงเล็กน้อย ย่อมต้องทำให้เกิดความเคลื่อนไหวบางอย่างขึ้นแน่นอน
เฟยซิงเอ่ยว่า "เจินเหริน ข้าไม่เข้าใจ ต่อให้พวกเราถูกพบแล้วจะเป็นอย่างไร?"
ลมหายใจของเขาตกกระทบติ่งหูของนางอย่างต่อเนื่อง ร่างกายของหยางชุนสั่นสะท้านอีกครั้ง ทว่ายามนี้แม้แต่พื้นที่ให้หันศีรษะก็ยังไม่มี
นางอดที่จะอับอายและโมโหมิได้ กระทั่งน้ำเสียงก็เริ่มกระวนกระวาย
"ใครจะไปรู้ว่านิสัยของพวกเขาเป็นอย่างไรเล่า หากสู้กันจนโมโหแล้วพลั้งมือฆ่าพวกเราจะทำอย่างไร?"
เฟยซิงเอ่ยว่า "คงจะไม่กระมัง"
เขารู้สึกว่านิสัยของทั้งสามคนนี้ไม่ได้เลวร้ายเพียงนั้น อย่างน้อยเจิ้งไหวเอินและชิงเฉินก็น่าจะนิสัยดีพอสมควร
"อย่างไรเสียเจ้าก็ห้ามขยับ เจ้าไม่อยากอยู่ แต่ข้ายังไม่อยากตายนะ!"
"ตกลง"
เฟยซิงไม่ได้ใส่ใจนัก
เวลาค่อยๆ ผ่านไปทีละน้อย
ในที่ห่างออกไป เจิ้งไหวเอินและซุยรื่อออกกระบวนท่าเข้าใส่ชิงเฉินพร้อมกัน
เมื่อเผชิญกับการโจมตีประสานของทั้งสองคน ชิงเฉินก็ใช้กระบวนท่าวิชาไม้ตายที่เป็นตัวแทนของสำนักเซียนตงหวงออกมา
เห็นเพียงเบื้องหลังของนางปรากฏร่างจำแลงสีเขียวสูงหลายจั้ง วาดฝ่ามือออกไปพร้อมกับการเคลื่อนไหวของนาง
กระบวนท่าของทั้งสองฝ่ายปะทะกัน เกิดความเคลื่อนไหวที่ไม่น้อยอีกระลอกหนึ่ง...
ชิงเฉินพุ่งตัวออกจากม่านฝุ่นเป็นคนแรก แย้มยิ้มกล่าวว่า
"เจิ้งไหวเอิน กระบี่ที่เจ้าฟันเมื่อครู่นี้ด้อยกว่ากระบวนท่าของซุยรื่อมากนัก อย่างไรเล่า? หมดสิ้นท่าแล้วหรือ? เจ้าควรจะยังมีวิชาไม้ตายก้นหีบอยู่อีกสองสามท่ากระมัง? ข้าถึงกับใช้เคล็ดวิชาชิงเทียนหลิงรื่อแล้ว เจ้าก็อย่าได้ขี้เหนียวนักเลย ให้ข้าได้ชมดูหน่อยเป็นอย่างไร?"
ม่านฝุ่นจางลง อาภรณ์ของซุยรื่อขาดวิ่นไปหลายแห่ง เผยให้เห็นแขนที่ขาวซีดจนดูเหมือนเจ็บป่วย
ส่วนเจิ้งไหวเอินกลับดูสะบักสะบอมยิ่งกว่า เขาเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก ในใจเริ่มลังเลว่าจะยอมเปิดเผยขีดจำกัดความสามารถของตนออกมาทั้งหมดเพียงเพื่อกู้หน้าครั้งนี้หรือไม่
เฟยซิงแม้จะแอบเดินวิชาสงบจิตตานุภาพ ทว่ากลับจัดการสิ่งใดกับบุปผารักเซียนมัวเมาไม่ได้เลย
ท่ามกลางการต่อสู้ของคนทั้งสาม ปราณเซียนที่ควบแน่นซึ่งกระจายออกมาเป็นริ้วๆ ได้ลอยล่องไปไกล กลับคืนสู่ธรรมชาติ
หนึ่งในปราณสายนั้นตกกระทบลงบนกองหิมะ และถูกเฟยซิงรับรู้ได้
บุปผารักเซียนมัวเมาในกายดูเหมือนจะแสดงความโลภออกมา และเริ่มมีความเคลื่อนไหวอีกครั้ง!
มังกรยักษ์ค่อยๆ ผงาดศีรษะขึ้น
สีหน้าของหยางชุนเปลี่ยนไปตามกัน
นางสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่คุ้นเคยจากเบื้องล่าง มีบางสิ่งกำลังค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น
นางส่ายร่างนุ่มทันที เอ่ยเสียงร้อนรนด้วยใบหน้าแดงก่ำว่า
"เจ้าอย่าได้คิดฟุ้งซ่านนะ!"