- หน้าแรก
- บุปผาเซียนเร้นราคะ
- ตอนที่ 42 สิ่งนั้นของเจ้า... ดันโดนข้า
ตอนที่ 42 สิ่งนั้นของเจ้า... ดันโดนข้า
ตอนที่ 42 สิ่งนั้นของเจ้า... ดันโดนข้า
ตอนที่ 42 สิ่งนั้นของเจ้า... ดันโดนข้า
ซุยรื่อที่ฝั่งโน้นปรายตามองเจิ้งไหวเอินเรียบๆ
ฝ่ายหลังแม้จะไม่ยินยอม แต่หากสู้ต่อไป เขาก็มีแต่จะเสียหน้ามากขึ้น
เพราะคาดการณ์สถานการณ์เช่นนี้ไว้ตั้งแต่ต้น เขาจึงไม่ยอมลงมือกับชิงเฉินมาโดยตลอด
ในฐานะที่เป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากในรอบร้อยปีเหมือนกัน หากมีคนถูกกดข่มไว้ก้าวหนึ่งเสมอ คงจะไม่มีความสุขนัก
หากเป็นผู้ที่มีนิสัยทะนงตน ก็จะยิ่งอึดอัดใจมากขึ้นไปอีก
เจิ้งไหวเอินหันหลังเก็บกระบี่เตรียมจะจากไป ใครจะรู้ว่าชิงเฉินพลันเอ่ยขึ้นว่า
"ข้ายังไม่ได้บอกว่าจะให้เจ้าไปนะ"
เจิ้งไหวเอินหันมาถลึงตาใส่นาง
"หึหึ เช่นนั้นพวกเจ้าสองคนก็เข้ามาพร้อมกันเถิด" ชิงเฉินยิ้มอย่างสง่า
นางไม่ได้ประชดประชัน เพียงแค่คิดเช่นนั้นจริงๆ และนางก็มีความสามารถพอที่จะทำเช่นนั้นได้
ด้วยเหตุนี้ เจิ้งไหวเอินจึงยิ่งโมโหมากขึ้น
ช่างเป็น...
สายน้ำรินไหลเคียงหิมะเหมันต์ ลมหนาวพัดพริ้วอาภรณ์ขาว
ภายใต้ใต้หล้าทุกชีวิตล้วนเท่าเทียม สตรีก็สามารถขึ้นสู่จุดสูงสุดได้
"สมกับที่เป็นชิงเฉิน!" หยางชุนเอ่ยอย่างตื่นเต้น ท่าทางเหมือนจะอดรนทนไม่ไหวอยากจะปรบมือให้นาง
เฟยซิงถามว่า "ดูเหมือนเจินเหรินจะชื่นชมนางมาก?"
เขารู้สึกแปลกใจ เดิมทีเขาคิดว่าด้วยนิสัยของหยางชุนเจินเหริน น่าจะเป็นเพียงแค่ชอบดูเรื่องสนุกแบบไม่กลัวเรื่องบานปลาย ดีไม่ดีอาจจะรู้สึกว่าชิงเฉินเจินเหรินผู้นั้นโอหังเกินไปเสียด้วยซ้ำ ใครจะรู้ว่าท่าทางของนางกลับเต็มไปด้วยความใฝ่ฝัน
หยางชุนพยักหน้าอย่างแรง "แน่นอนสิ ชิงเฉินเจินเหรินคือแบบอย่างของพวกเรา!"
เฟยซิงยิ้มน้อยๆ มองไปยังใบหน้าอันองอาจและมั่นใจของชิงเฉินในที่ไกลตา สีหน้าที่สงบพลันเปลี่ยนไป
ความปรารถนาที่จะสยบอันรุนแรงผุดขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจเขา!
เขากำหมัดแน่นทันที ก้มหน้าลง ใบหน้าเริ่มแดงก่ำ
บุปผาปีศาจนั่นกำลังก่อเรื่องอีกแล้ว!
หยางชุนที่อยู่ข้างกายสังเกตเห็นความผิดปกติของเขา จึงถามด้วยความกังวล "เป็นอันใดไป? ไม่สบายหรือ? หรือว่าแรงปะทะจากการต่อสู้ของพวกเขาแผ่มาถึงจนกระทบเจ้า? ให้ข้าพาเจ้าออกไปหรือไม่?"
เฟยซิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองสามครั้ง ความปรารถนาในใจค่อยๆ ถดถอยไป โบกมือว่า
"ไม่เป็นไร เจินเหรินไม่ต้องกังวล เมื่อครู่ปราณเซียนในกายแปรปรวนเล็กน้อย ข้าปรับลมปราณครู่เดียวก็ใช้ได้แล้ว"
เฟยซิงเอ่ยพลางหลับตา เริ่มท่องวิชาสงบจิตตานุภาพ
ในขณะที่ทั้งสองสนทนากัน ทั้งสามคนที่ยืนอยู่กึ่งกลางเขาก็เริ่มต่อสู้กันอีกครั้ง ครู่เดียวหินก็ถล่มหน้าผาก็ทลาย กิ่งไม้ปลิวว่อนหิมะกระจาย
นี่คือพวกเขายังจงใจควบคุมความเคลื่อนไหวแล้ว ไม่เช่นนั้นอย่าว่าแต่ฟ้าถล่มดินทลายเลย ภูเขาสองลูกที่อยู่ใกล้เคียงย่อมต้องวอดวายแน่นอน
ตำแหน่งของทั้งสามคนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จากกลางเขาไปสู่ลำน้ำ จากลำน้ำเข้าไปในถ้ำหิน หลังจากพังถ้ำออกมาก็พุ่งรบกันมาทางทิศที่เฟยซิงและหยางชุนอยู่พอดี
หยางชุนดูจนเคลิบเคลิ้ม ชั่วขณะหนึ่งจึงยังไม่ทันได้ปฏิกิริยาตอบโต้
เฟยซิงหลังจากรู้สึกว่าความปรารถนาในใจถอยไปแล้ว ก็ถอนหายใจยาว ลืมตาขึ้นมาก็เห็นว่าทั้งสามคนมาถึงตำแหน่งที่ห่างจากที่นี่ไม่เกินห้าหกร้อยวาแล้ว
ไม่น่าเล่าเมื่อครู่ถึงได้ยินเสียงดูเหมือนจะดังขึ้นเรื่อยๆ!
"เจินเหริน!"
"อ๊ะ!"
หยางชุนถูกเฟยซิงเรียก ก็ได้สติกลับมา เพิ่งจะตระหนักได้ว่าสถานการณ์ของพวกเขาทั้งสองยามนี้ไม่สู้ดีนัก
"เจินเหริน รีบไปเร็ว!"
"ไม่... ไม่ทันแล้ว หากไปตอนนี้จะถูกพบเข้า!"
เห็นเพียงทั้งสามคนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ในความตื่นตระหนก หยางชุนคว้าตัวเฟยซิงแล้วกดลงเบื้องล่าง
ทั้งสองแนบชิดกัน มุดลงไปในกองหิมะหนาด้วยกัน
กิ่งไม้สั่นไหว หนวดสีเทาเขียวสองเส้นส่ายไปมา
ตั๊กแตนตัวหนึ่งกระโดดไปมาท่ามกลางต้นเหมย
มันเชื่อมั่นว่าตนเองไม่ใช่ตั๊กแตนธรรมดา แต่เป็นตั๊กแตนที่ได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยปราณเซียนมาครึ่งชีวิต อีกเพียงก้าวเดียวก็จะกลายเป็นสัตว์อสูรวิญญาณแล้ว
เมื่อมองดูหิมะเหมันต์ที่โปรยปราย ในใจของมันพลันมีความรู้สึกสังหรณ์อย่างแรงกล้า ว่าจะมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับตนเอง
พริบตาต่อมา นกยักษ์หัวแดงเท้าเขียว ขนสีดำขลับตัวหนึ่งก็โฉบลงมา เขมือบมันเข้าท้องไปในคำเดียว
ช่วงนี้ผู้คนมาแถวนี้มากเกินไป อาหารในรายการอาหารของมันต่างพากันแอบซ่อนตัว ตอนนี้จึงทำได้เพียงหาแมลงตัวเล็กๆ ประทังความหิวไปก่อน
มันกางปีกออก ตั้งใจจะพักผ่อนอยู่ที่นี่สักครู่
ได้ยินข่าวลือในหมู่พวกพ้องว่า สองวันมานี้มีปีศาจกินนกมาป้วนเปี้ยนแถวนี้ คอยล่าสังหารนกที่กำยำเช่นมันโดยเฉพาะ
มันไม่เชื่อหรอก ตนเองใช้ชีวิตอย่างสำราญในเทือกเขาแห่งนี้มาถึงยี่สิบปีแล้ว หากมีผู้ใดไม่รักดีมาคิดไม่ซื่อกับตน จะต้องจิกตาเจ้านั่นให้บอดให้ได้!
ควับ...
ปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งมา ตัดผ่านลำคอนกยักษ์
หัวนกกลิ้งขลุกๆ ตกจากหน้าผา ลงไปบนกองหิมะแห่งหนึ่งที่กึ่งกลางเขา
ในกองหิมะพลันมีมือข้างหนึ่งยื่นออกมา ดัง แปะ! ดีดหัวนกกระเด็นไป จากนั้นก็รีบตะกุยหิมะรอบๆ มาปกปิด แล้วชักมือกลับเข้าไปใต้หิมะอย่างรวดเร็ว
หยางชุนและเฟยซิงมุดอยู่ใต้กองหิมะ มองไม่เห็นสถานการณ์ภายนอก และไม่กล้าปล่อยสัมผัสเซียนออกไป ตอนนี้จึงทำได้เพียงฟังเสียงเพื่อระบุตำแหน่ง
คนทั้งสามมาหยุดนิ่งอยู่ที่ตำแหน่งห่างจากพวกเขาประมาณสองร้อยวา
ชิงเฉินยังคงท่วงท่าสง่างาม เพียงแต่เส้นผมยุ่งเหยิงไปบ้าง
เจิ้งไหวเอินหอบหายใจหนักหน่วง บนอาภรณ์มีรอยขาดเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง
เส้นผมสีขาวบริสุทธิ์ยาวเหยียดของสตรีศักดิ์สิทธิ์ซุยรื่อกระจายอยู่กลางอากาศ พลิ้วไหวตามลม ดูงดงามยิ่งนัก
ชิงเฉินยิ้มกล่าว "จะสู้ต่อได้หรือไม่?"
"ใครจะกลัวเจ้ากัน!" เจิ้งไหวเอินเอ่ยเสียงเข้ม
ราวกับว่าถ้าข้าบอกว่าไม่ได้แล้วเจ้าจะยอมปล่อยข้าไปอย่างนั้นแหละ
ซุยรื่อไม่ได้เอ่ยคำใด ไอเย็นที่พร้อมจะปะทุข้างกายคือคำตอบของนาง
"เจินเหริน พวกเขาเริ่มสู้กันอีกแล้ว" เฟยซิงเอ่ยเสียงเบา
หยางชุนที่อยู่เบื้องหน้าไม่ได้เอ่ยคำใด
ในยามนี้หิมะที่ทับถมบนร่างของทั้งสองคนหนาประมาณหนึ่งถึงสองนิ้ว
ร่างกายของทั้งสองคนก็ยังมีระยะห่างประมาณหนึ่งถึงสองนิ้วเช่นกัน
"เจินเหริน?"
เฟยซิงก้มหน้ามองหยางชุน เห็นเพียงหยางชุนมีสายตาหลบเลี่ยง แก้มทั้งสองแดงระเรื่อ ท่าทางดูแปลกประหลาดเล็กน้อย
"มีอันใดหรือ?"
"เจ้า..."
"ข้า?"
นางก้มหน้า เอ่ยเสียงเบาว่า "สิ่งนั้นของเจ้า... ดันโดนข้า..."
เฟยซิงหลุบตามอง เห็นเพียงองคชาตระหว่างขาของตนตื่นตัวพองขยายขึ้น ดันอยู่บนหน้าท้องน้อยของนางพอดี
……..