- หน้าแรก
- บุปผาเซียนเร้นราคะ
- ตอนที่ 39 เพื่อนใหม่
ตอนที่ 39 เพื่อนใหม่
ตอนที่ 39 เพื่อนใหม่
ตอนที่ 39 เพื่อนใหม่
ชายหนุ่มหน้าเหลี่ยมตาโต ท่าทางซื่อๆ คนหนึ่งกล่าวว่า "อ้อ ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็เป็นสหายร่วมอุดมการณ์กันแล้ว"
เฟยซิงถามว่า "พวกท่านทั้งหลายก็ไม่ได้ฝากตัวเข้าสำนักเช่นกันหรือ?"
ชายอีกคนหัวเราะพลางว่า "พวกข้านั้นไม่เอาถ่าน อีกทั้งความรู้ความสามารถก็น้อยนิด ฝันสูงแต่ฝีมือต่ำ ดีที่สำนักตงหวงใจกว้าง งานชุมนุมเซียนเหมยอนุญาตให้ใครก็ได้มาเฝ้าชม การได้เห็นเจ้าสำนักชิงเฟิงจวินในครั้งนี้ นับเป็นโชคดีถึงสามชาติเชียวล่ะ"
คนอื่นๆ ต่างก็พยักหน้าเห็นพ้อง ดูเหมือนว่าชื่อเสียงของสำนักตงหวงในหมู่ผู้บ่มเพาะพเนจรระดับต่ำเหล่านี้จะค่อนข้างดีทีเดียว
ความสนใจของเฟยซิงไม่ได้อยู่ที่เหล่าศิษย์และแม่น้ำเบื้องล่าง เขาเอาแต่มองขึ้นไปบนฟ้าเพื่อหาเงาร่างของอวี้ซวงเจินเหริน
ชายหนุ่มหน้าเหลี่ยมเห็นดังนั้น ใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า "ดูท่าสหายจะเป็นสหายร่วมอุดมการณ์จริงๆ เสียด้วย"
คนอื่นๆ ต่างก็ยิ้มโดยไม่พูดอะไร
"หืม?" เฟยซิงกะพริบตา
"ยามปกติหาดูเหล่าเจินเหรินเหล่านี้ได้ยากยิ่งนัก"
เขาขยับเข้ามาใกล้ พลางชี้ไปยังเจินเหรินท่านหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปเบื้องบน แล้วกระซิบว่า
"ดูจี๋เฉินเจินเหรินแห่งสำนักวังเหมันต์นั่นสิ ช่างงดงามราวกับเทพธิดา อรชรอ้อนแอ้นไม่ธรรมดาจริงๆ"
แม้จะเป็นเพียงระดับพิจารณาจิต แต่สายตาก็ดีกว่าคนธรรมดาไม่รู้กี่เท่า ยามนี้แม้ทั้งสองฝ่ายจะห่างกันอย่างน้อยหนึ่งร้อยวา แต่สำหรับพวกเขาแล้ว มันชัดเจนเหมือนมาอยู่ตรงหน้า
"ดูนั่นสิ เจินเหรินของพรรควาลีบุปผาตรงนั้น ช่างยั่วยวนเย้ายวนชวนให้ใจสั่นสะท้านเสียจริง"
"ข้าว่าคนข้างๆ นางต่างหากที่เด็ด!"
"นั่นไม่ใช่บุรุษหรอกหรือ?"
"ข้าหมายถึงคนข้างหน้านางต่างหาก!"
"นั่นไม่ใช่เด็กสาวหรอกหรือ?"
"พวกเจ้าไม่พบว่านางมีสง่าราศีราวกับมารดาแห่งแผ่นดินบ้างหรือ?"
"เจ้าคนสกปรกนี่... ดูเหมือนเจ้าจะพูดมีเหตุผลอยู่บ้าง!"
เฟยซิงนิ่งเงียบไม่พูดจา
ชายหนุ่มหน้าเหลี่ยมหัวเราะพลางว่า "พวกเราเป็นสหายร่วมอุดมการณ์กัน มีอะไรก็พูดออกมาเถิด ไม่ต้องเกรงใจ"
เฟยซิงยิ้มออกมา เขาไม่มีอะไรจะพูดจริงๆ
ในตอนนั้นเอง เงาร่างหนึ่งก็ร่อนลงมาตรงหน้าเขา
"เฟยซิง"
"ตานเฟิงเจินเหริน"
เซียนสาวผู้งดงามร่อนลงตามลม ทำเอาเหล่าชายโฉดทั้งหลายถึงกับตาค้าง
"ศิษย์พี่กลัวเจ้าจะหลงทาง เลยให้ข้ามาตามหา เจ้าอยู่นี่เองหรือ?" ตานเฟิงกล่าวพลางมองไปยังชายหนุ่มกลุ่มที่อยู่ข้างๆ เขา
เฟยซิงกล่าวว่า "นี่คือ... สหายที่ข้าเพิ่งทำความรู้จักเมื่อครู่นี้"
ตานเฟิงพยักหน้าทักทายพวกเขา ชายเหล่านั้นเห็นดังนั้นก็รีบลุกขึ้นคำนับทันที
นางกล่าวกับเฟยซิงว่า "อย่างนั้นเจ้าก็รออยู่ที่นี่ เดี๋ยวตอนพวกเรากลับจะมารับเจ้า"
เฟยซิงพยักหน้า
หลังจากนางจากไปแล้ว ชายเหล่านั้นยังคงจ้องมองตามหลังนางอย่างเคลิบเคลิ้ม นานกว่าจะดึงสติกลับมาได้
มีคนถอนหายใจว่า "เซียนสาวเช่นนี้ หากได้เห็นนางยิ้มสักครั้ง ต่อให้ตายก็ไม่เสียดายชีวิต"
ชายหนุ่มหน้าเหลี่ยมมีสีหน้าซับซ้อน เขามองไปทางเฟยซิงแล้วว่า "มีโฉมงามเคียงข้างเช่นนี้ สหายช่างมีวาสนานัก ดูท่าจะไม่ใช่สหายร่วมอุดมการณ์เดียวกับพวกเราเสียแล้ว"
เฟยซิงกล่าวว่า "ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าน้อยเพียงแค่ได้รับความช่วยเหลือจากพวกนาง จึงได้เดินทางมางานชุมนุมนี้ด้วยกันเท่านั้น"
"อ้อ ถึงจะเป็นเช่นนั้น ก็ก็นับว่าเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่"
"หากข้าได้รับความช่วยเหลือจากเซียนสาวเช่นนี้ ต่อให้ต้องเป็นวัวเป็นควายให้นาง ข้าก็ไม่ขัดข้อง!"
เฟยซิงมองไปยังยอดเขาอีกลูกที่อยู่ไม่ไกล แล้วกล่าวว่า "ตรงนั้นมีหญิงสาวอายุน้อยอยู่มากมาย หากพวกท่านอยากมองหาโฉมงาม เหตุใดจึงไม่ไปที่นั่นเล่า?"
ชายหนุ่มหลายคนยิ้มพลางกล่าวว่า
"ใจสู้แต่ใจปลาซิว"
"ใจเสาะแต่ชอบของสวยงาม"
"เก่งแต่ปาก"
ชายหนุ่มหน้าเหลี่ยมกล่าวว่า "ให้พวกข้าแอบมองอยู่ไกลๆ น่ะได้ แต่ถ้าให้เข้าไปใกล้จริงๆ ล่ะก็ พวกข้าแต่ละคนล้วนตัวสั่นงันงกเหมือนจิ้งหรีดที่เจออากาศหนาวเลยล่ะ"
เฟยซิงนึกถึงท่าทางประหม่าของพวกเขาเมื่อครู่ที่เห็นตานเฟิงเจินเหริน ก็เป็นจริงดังที่พวกเขาว่า
หลังจากนั้น ทั้งกลุ่มก็คุยกันเรื่องเรื่องราวน่าสนใจที่ได้พบหลังจากขึ้นมาบนเกาะเซียนเผิงไหล เฟยซิงค่อนข้างสนใจเรื่องเหล่านี้จึงร่วมวงสนทนาด้วย และเล่าเรื่องที่ตนเองแอบเห็นเซียนหญิงซุยรื่อแห่งนิกายเทียนซวงประลองกับเจิ้งไหวเอินแห่งสำนักกระบี่หยวนไห่เมื่อสองวันก่อนให้พวกเขาฟัง
"อ้อ? ถึงกับได้เห็นเรื่องแปลกเช่นนี้เชียวหรือ!"
"สำนักกระบี่หยวนไห่ถึงกับส่งคนมาด้วยหรือนี่"
เฟยซิงถามว่า "สำนักกระบี่หยวนไห่มาที่นี่มันแปลกมากหรือ?"
"แปลกแน่นอน สหายไม่รู้เรื่องราวในอดีตของทั้งสองฝ่ายหรือ?" ชายหนุ่มหน้าเหลี่ยมกล่าว
"โปรดชี้แนะด้วย"
"สำนักกระบี่หยวนไห่นั้น เมื่อร้อยกว่าปีก่อนเคยประชันกับสำนักตงหวงเพื่อชิงตำแหน่งสำนักอันดับหนึ่งของแผ่นดิน สุดท้ายพ่ายแพ้ไป จึงพากันย้ายทั้งสำนักลงไปฝึกตนในหุบเหวใต้ทะเลลึก ตั้งแต่นั้นก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก และงานชุมนุมเซียนเหมยนี้ก็ไม่เคยมาร่วมงานอีกเลย"
"ที่แท้ก็มีเรื่องราวเช่นนี้เอง" เฟยซิงพยักหน้า
อีกคนเสริมว่า "ยิ่งไปกว่านั้น คู่ประลองในศึกสุดท้ายเมื่อตอนนั้น ก็คือท่านเจ้าสำนักชิงเฟิงจวินแห่งสำนักตงหวงคนปัจจุบัน กับท่านเจ้าสำนักต้วนเจียงแห่งสำนักกระบี่หยวนไห่นั่นเอง"
ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งไม่น่าแปลกใจเลย
มีคนสงสัยว่า "แล้วครั้งนี้เจิ้งไหวเอินมาที่นี่เพื่อจุดประสงค์ใด?"
"หรือว่าจะมาหาบุตรสาวสุดที่รักของชิงเฟิงจวินเพื่อประลองฝีมือ?"
"เซียนหญิงซุยรื่อ ชิงเฉินเจินเหริน และเจิ้งไหวเอิน ทั้งสามคนนี้มารวมตัวกันที่นี่ ไม่แน่อาจจะมีเรื่องกันก็ได้"
"ได้ยินว่าเซียนสาวจากสำนักชิงเหลียนคนนั้นก็มาด้วยนะ"
"อ้อ? แต่คนใจบุญท่านนั้นคงไม่สู้รบตบมือกับใครหรอกมั้ง"
"คราวนี้ก็ขาดเพียงสำนักจิ้งฮวาแล้วล่ะ"
"เฮ้อ สำนักจิ้งฮวาน่ะอย่าออกมาน่ะดีแล้ว ครั้งไหนที่คนของพวกเขาออกมา ไม่เคยมีครั้งไหนที่โลกไม่วุ่นวาย"
แต่ละคนต่างคุยกันอย่างออกรส เฟยซิงสนใจเรื่องของสำนักใหญ่เหล่านี้มาก และตั้งใจจะถามต่อ ทันใดนั้นมือหยกที่เรียวบางก็คว้าตัวเขาจากด้านหลัง
ทุกคนหันกลับไปมอง เห็นเด็กสาวที่ดูเยาว์วัยและงดงามคนหนึ่งกำลังจ้องมองเฟยซิง ใบหน้าที่เปื้อนคราบสกปรกเล็กน้อยปรากฏรอยยิ้มขี้เล่นและน่ารัก นางลากตัวเฟยซิงออกไปทันที
ชายหนุ่มเหล่านั้นยืนอึ้งมองภาพนั้นอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่ชายหนุ่มหน้าเหลี่ยมจะส่ายหัวพลางทอดถอนใจ
"เขาไม่ใช่สหายร่วมอุดมการณ์ของพวกเราจริงๆ ด้วย"
...