- หน้าแรก
- บุปผาเซียนเร้นราคะ
- ตอนที่ 16 นี่ก็ห้าม นั่นก็ห้าม
ตอนที่ 16 นี่ก็ห้าม นั่นก็ห้าม
ตอนที่ 16 นี่ก็ห้าม นั่นก็ห้าม
ตอนที่ 16 นี่ก็ห้าม นั่นก็ห้าม
ยังไม่ทันที่นางจะครุ่นคิดให้กระจ่าง พลันสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง จึงหันไปมองที่ประตู
เสียงกระเรียนร้องดังขึ้นที่ภายนอกเรือน พริบตาต่อมา ร่างหนึ่งก็ก้าวเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด
อาภรณ์สีขาวปลิวไสว ท่วงท่าดั่งกระบี่ ผู้ที่มาก็คือ กวั่งซาเจินเหริน
"ศิษย์พี่ วันนี้มีประชุมสำนัก เหตุใดท่านจึงยังไม่เคลื่อนไหวอีก?"
นางกล่าวพลางเหลือบไปเห็นเฟยซิงที่อยู่ในเรือนพักของอวี้ซวงด้วย
"ข้ากำลังจะไปพอดี" อวี้ซวงเอ่ยกับเฟยซิงว่า "เจ้าตามข้ามา"
เฟยซิงยังคงกังวลเรื่องสมบัติปีศาจในร่าง จึงขานรับด้วยอารมณ์หนักอึ้ง
ในยามที่อวี้ซวงเดินผ่านข้างกายเขา เสียงเซียนสายหนึ่งก็ดังเข้าสู่โสตประสาทของเขา
"เรื่องสมบัติปีศาจห้ามบอกผู้อื่นเป็นอันขาด ไม่ฉะนั้นชีวิตเจ้าจะหาไม่"
เฟยซิงกะพริบตา แล้วพยักหน้าช้าๆ
กวั่งซาชายตามองเขาแวบหนึ่ง พลันขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วยกมือขึ้นโบกไปมาที่หน้าจมูก
"ศิษย์พี่ ในห้องของท่านคล้ายมีกลิ่นแปลกๆ"
แม้เพลิงกระบี่จะเผาทำลายคราบสกปรกบนตัวอวี้ซวงและบนเตียงไปหมดแล้ว แต่ในอากาศคล้ายยังหลงเหลือร่องรอยบางอย่างอยู่
ก่อนหน้านี้อวี้ซวงไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลยจึงไม่ได้สังเกต เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไป
"กะ... กลิ่นอะไร..."
"ก็เป็นกลิ่นที่ประหลาด..."
"อย่ามัวสนใจเรื่องพวกนี้เลย รีบเดินทางเถิด" อวี้ซวงขัดจังหวะความรู้สึกของนาง แล้วกล่าวว่า "หากช้าไปจะถูกนังหนูหยางชุนนั่นคอยกระแนะกระแหนเอาได้"
เมื่อเอ่ยถึงหยางชุน ใบหน้าที่เดิมทีก็เย็นชาอยู่แล้วของกวั่งซาก็ยิ่งดูแย่ลงไปอีก
ทั้งสามคนขึ้นขี่นกกระเรียนเซียน บินมุ่งหน้าไปยังสำนักกระบี่หลิงซู่
แน่นอนว่าเฟยซิงยังคงนั่งกระเรียนตัวเดียวกับอวี้ซวง
ด้วยความที่ไม่ได้ขี่นกกระเรียนมานาน เขาจึงเผลอโอบกอดเอวของอวี้ซวงไว้ อวี้ซวงเลิกคิ้วขึ้นแล้วสะบัดมือฟาดลงที่แขนของเขาอย่างแรง
เพียะ...
เฟยซิงรู้สึกเจ็บที่มือทั้งสอง เมื่อปล่อยมือออกดูจึงเห็นว่าบนแขนมีรอยนิ้วสีแดงปรากฏอยู่
"เจินเหริน?"
อวี้ซวงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาและแผ่วเบาว่า "ห้ามแตะต้องเอวข้า"
"อ้อ" เฟยซิงรับคำ แล้วเปลี่ยนมาพาดมือไว้บนไหล่ของนาง
เพียะ...
"เจินเหริน?"
"ห้ามแตะต้องไหล่ข้า"
"อ้อ" เฟยซิงรับคำอีกครั้ง หลังจากคิดดูแล้วเขาก็คว้าชายเสื้อของนางไว้
เพียะ...
"ห้ามดึงเสื้อผ้าข้า"
เฟยซิงกะพริบตา ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงคว้าเอาขนปีกของนกกระเรียนเซียนแทน
นกกระเรียนเซียนส่งเสียงร้องเบาๆ คล้ายจะประท้วงอยู่บ้าง
กระบี่โบกโบยกลางเขาสีคราม เมฆาคล้อยผ่านยอดเขาแฝด
ณ ตำหนักชิงซิน เงาร่างงดงามกว่ายี่สิบสายยืนถือกระบี่สงบนิ่ง
อวี้ซวงและกวั่งซาก้าวเข้ามาในตำหนัก พยักหน้าทักทายพวกนาง
ท่วงท่าดุจผีเสื้อวสันต์ ดวงตาดั่งสายชลสารท ตานเฟิงเดินมาข้างกายอวี้ซวงแล้วเอ่ยขึ้นว่า
"ศิษย์พี่ เหตุใดวันนี้ท่านจึงมาล่าช้าถึงเพียงนี้?"
ริมฝีปากของอวี้ซวงขยับเล็กน้อย นิ่งเงียบไปหลายลมหายใจก่อนจะกล่าวว่า
"ปกติมีเพียงข้าที่มารอพวกเจ้าในตำหนัก อีกทั้งเจ้าสำนักก็มักจะมาสายทุกครั้ง ข้าจะรีบมาไปทำไม"
กวั่งซาที่อยู่ด้านข้างคิดในใจว่าสิ่งที่ศิษย์พี่พูดก็มีเหตุผล ต่อไปตนเองก็ควรจะมาสายบ้างดีกว่า
ไม่นานนัก ก็มีอีกร่างหนึ่งก้าวเข้ามาในตำหนัก
ทุกคนหันไปมอง จากนั้นหลายคนก็รีบสะบัดแขนเสื้อหันหลังกลับทันที
แน่นอนว่าผู้ที่มาไม่ใช่เจ้าสำนักหลิวซีเจินเหริน
"สวัสดีอาจารย์อาทั้งหลาย!"
พร้อมกับเสียงกระดิ่งที่ดังกรุ๊งกริ๊ง หยางชุนก้าวเท้าอย่างร่าเริงเดินนวยนาดเข้ามา
สายตาของนางกวาดไปรอบๆ พลันเล็งเป้าหมายไปยังร่างที่ดูอวบอิ่มงดงามร่างหนึ่ง แล้วปรี่เข้าไปเหมือนลูกแมว ก่อนจะเอ่ยปากว่า
"เอ๋ อาจารย์อาหงอวิ๋น ท่านอ้วนขึ้นหรือเปล่าเนี่ย?"
สิ่งที่ตอบกลับมาคือสายตาที่แหลมคมทว่านางกลับทำเป็นมองไม่เห็น เสียงหัวเราะดั่งระฆังเงินดังขึ้น นางก็ปรี่เข้าไปหาอีกคนหนึ่ง
"อาจารย์อาหลิ่วเวย ท่านควรพักผ่อนให้มากๆ นะ บนหน้าจะเริ่มมีริ้วรอยแล้วล่ะ!"
"ยา อาจารย์อาเฟิงเยว่ ไม่เจอกันนานเลยนะ ทำไมท่านยังอยู่ที่ระดับเดิมอีกล่ะ?"
"อาจารย์อาไฉ่ฮวา ทรงผมท่านดูแย่มากเลย..."
"นี่ไม่ใช่อาจารย์อาหว่านเจียงหรอกหรือ..."
"..."
ราวกับโยนก้อนหินลงในน้ำจนเกิดระลอกคลื่นนับพัน
น้ำเสียงใสกระจ่างของนางดังสะท้อนไปมาไม่หยุดยั้ง ภายในตำหนักที่เคยสงบนิ่งพลันเกิดจิตกระบี่ไหลเวียนขึ้นหลายสายอย่างเลือนราง
"อาจารย์อาอวี้ซวง!"
ในที่สุดนางก็มาถึงข้างกายอวี้ซวง
ตานเฟิงส่ายหน้าแล้วเดินหนีไป กวั่งซามองด้วยสายตาเย็นชา
"อาจารย์อากวั่งซา ทำไมท่านดูดุจังเลยล่ะ? หรือว่ารอบเดือนมาไม่ปกติ?"
ภายใต้สายตาดุจคมกระบี่ของกวั่งซา หยางชุนซบเข้าข้างกายอวี้ซวง ดึงแขนของนางแล้วกระซิบถามว่า
"มีผู้มากความสามารถมากมายมาเชิญท่าน อาจารย์อาไม่ตกลงปลงใจกับใครสักคนจริงๆ หรือ?"
อวี้ซวงกล่าวอย่างเฉยเมยว่า "ไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก"
"หยางชุน"
เสียงที่สงบดังขึ้นจากหน้าประตูตำหนัก ร่างในอาภรณ์ขาวดั่งสายลมพัดผ่านหลิวมาถึงอย่างเงียบเชียบ
"อาจารย์!"
หยางชุนปล่อยแขนอวี้ซวงแล้ววิ่งไปหาผู้นั้น
"คารวะเจ้าสำนัก..."
ทุกคนหันไปค้อมกายประสานมือทำความเคารพ
ผู้ที่มาก็คือเจ้าสำนักกระบี่หลิงซู่ หลิวซีเจินเหริน ผู้มีตบะอยู่ในระดับฮวาเสินขั้นกลาง
ผู้แข็งแกร่งในระดับฮวาเสินทั่วทั้งทะเลเซียวเหยาเกามีเพียงไม่กี่ร้อยคน เจ้าสำนักและผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักขนาดกลางและเล็กจำนวนมากล้วนอยู่ในระดับนี้
หยางชุนโถมตัวเข้าสู่อ้อมกอดของหลิวซี หลิวซีลูบหัวนางแล้วกล่าวว่า
"ไม่ไปบ่มเพาะ มาทำอะไรที่นี่?"
"อาจารย์อาทั้งหลายยังมาได้ ทำไมข้าจะมาไม่ได้ล่ะ?"
หลิวซีเอ่ยอย่างเอ็นดูว่า
"ในเมื่อเจ้าเรียกพวกนางว่าอาจารย์อา เช่นนั้นย่อมไม่ใช่ธุระของเจ้า"
หยางชุนพึมพำเบาๆ "อย่างนั้นข้าเรียกศิษย์พี่ก็ได้ใช่ไหม?"
หลิวซียิ้มน้อยๆ แล้วใช้นิ้วดีดหน้าผากนางหนึ่งที
"เรื่องของวันนี้ พวกเจ้าน่าจะเดากันได้แล้ว"
นางเดินไปที่ใต้คานกระบี่ในตำหนัก แล้วหันหน้ามาหาทุกคน
"งานชุมนุมเหมยเซียนจะเปิดขึ้นอีกครั้งที่เกาะเซียนเผิงไหลในช่วงปลายปีนี้ สำนักเราสามารถส่งลูกศิษย์รุ่นเยาว์ไปได้ยี่สิบคน จำเป็นต้องมีสามคนร่วมทางไปเพื่อคอยดูแล ในหมู่พวกเจ้ามีใครสมัครใจหรือไม่?"
"ข้าไปเอง ข้าไปเอง!" หยางชุนกระโดดโบกมือ
หลิวซีทำเป็นมองไม่เห็นนาง แล้วกล่าวว่า "หากไม่มีใครอาสา ข้าจะเป็นคนเลือกเอง"
"อาจารย์ อาจารย์ ให้ข้าไปเถอะนะ!" หยางชุนอ้อนวอน
หลิวซีสะบัดแขนเสื้อเบาๆ หยางชุนรู้สึกเพียงมีสายลมพัดผ่านหน้าไป
พริบตาต่อมา เมื่อนางได้สติอีกครั้ง ตนเองก็มายืนอยู่นอกตำหนักเสียแล้ว
"คนขี้เหนียว!"
มองดูประตูตำหนักชิงซินที่ปิดสนิท นางเท้าสะเอวพลางแลบลิ้นใส่
"ไม่ไปก็ไม่ไปสิ"
………..