เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 พิธีเซ่นสรวงเริ่มต้น

บทที่ 5 พิธีเซ่นสรวงเริ่มต้น

บทที่ 5 พิธีเซ่นสรวงเริ่มต้น


บทที่ 5 พิธีเซ่นสรวงเริ่มต้น

เกาะปี้อวี้

ริมทะเล คลื่นยักษ์ซัดสาดทราย ส่งเสียงคำรามกึกก้องน่าครั่นคร้าม

อารมณ์ของฟางชิงก็เหมือนกับท้องทะเลที่ปั่นป่วนรุนแรงนี้ เขานึกทบทวนถึงข้อมูลที่เพิ่งได้รับมาจากหม่าเหล่าซานเมื่อครู่

"วาสนาดีนัก... ศึกษาเล่าเรียน บ่มเพาะทางวิชาการ?"

"วิชาสูดปราณ... เซียน?"

เบาะแสมากมายเชื่อมโยงกันในใจเขาจนกลายเป็นข้อสันนิษฐานหนึ่ง "ตระกูลหลัวสามารถปกครองพื้นที่แถบนี้ได้ แปดส่วนในสิบส่วนต้องมีผู้ฝึกตนอยู่ในตระกูลเป็นแน่... เพียงแต่ขุมกำลังยังมิอาจเทียบได้กับสำนักเฮยเถิง ยามผู้อื่นมาปล่อยโรคระบาดในเขตอิทธิพลของตนจึงได้แต่รอดูอยู่ห่างๆ... ทว่าสำหรับปุถุชนเช่นพวกเราแล้ว มันดันเป็นยักษ์ใหญ่ที่มิอาจต่อกร"

"เมื่อร้อยปีก่อน 'เซียน' ที่บรรพชนตระกูลฟางได้พบเข้า คงไม่ใช่คนแซ่หลัวหรอกนะ?"

"ตระกูลหลัวให้ตระกูลฟางของข้าได้รับวิชาสูดปราณ เพื่อให้บ้านข้าได้รับเงินทองในทุกปี จากนั้นก็เปิดสำนักศึกษา บ่มเพาะทางวิชาการ... แล้วจึงสูบปราณไปให้ตระกูลตนเอง... นี่มันคือการกัดกินวาสนา หรือกัดกินปราณอักษรของตระกูลข้ากันแน่?"

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูก

สำหรับตระกูลหลัวแล้ว ตระกูลฟางก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์เลี้ยงที่ถูกกักขังเอาไว้มานานนับร้อยปี!

"มิน่าเล่า แม้ตระกูลฟางของข้าจะยากจนข้นแค้น แต่เด็กๆ กลับอ่านออกเขียนได้ทุกคน ที่แท้ก็มีเหตุผลเช่นนี้เอง!"

ฟางชิงคลายความสงสัยประการหนึ่งในใจลงได้

ตามหลักเหตุผลแล้ว ต่อให้ตระกูลจะมีรายได้จากวิชาสูดปราณ ก็เป็นไปมิได้ที่จะทุ่มเงินทั้งหมดลงไปกับการศึกษา

"หากเป็นเช่นนี้... การที่คนของสำนักเฮยเถิงมาใช้วิชาซิงเถิง กลับเป็นการทำลายแผนการของตระกูลหลัวเสียมากกว่า คาดว่ายามนี้ตระกูลหลัวเองก็คงจะวุ่นวายจนเอาตัวแทบมิรอด มิเช่นนั้นคงไม่ส่งเพียงปุถุชนอย่างหม่าเหล่าซานมาจัดการกับพวกเรา..."

"แต่จะว่าไป ผู้ฝึกตนในดินแดนกู่สู่นี่ช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก? วางแผนการหนึ่งยาวนานถึงร้อยปี แม้แผนการจะล้มเหลว หรือแม้ตระกูลฟางของข้าจะเหลือเพียงหน่อเนื้อเพียงไม่กี่คน ก็ยังคงตามล่าไม่ลดละ... เพื่อฆ่าปิดปากกำจัดเสี้ยนหนาม? หรือเพื่อจะเลี้ยงหมูต่อไป?"

"เมื่อเทียบกับที่นั่นแล้ว เกาะปี้อวี้ที่ทุกอย่างถูกเปิดเผยออกมาตรงๆ กลับเรียกได้ว่า 'ชาวบ้านซื่อสัตย์' มากกว่า"

สีหน้าของฟางชิงเคร่งขรึมขึ้น "ทางด้านกู่สู้... ช่วงนี้คงไปไม่ได้แล้ว"

ตระกูลหลัวมีผู้ฝึกตนอยู่!

หลังจากหม่าเหล่าซานตาย พวกเขาต้องเพิ่มความระมัดระวังขึ้นแน่นอน!

และตัวเขาในยามนี้ พลังยังไม่เพียงพอ!

"หากคิดจะต่อกรกับผู้ฝึกตนที่นั่น อย่างน้อยข้าต้องมีพลังเวทเสียก่อนสินะ?"

"หนี้แค้นร้อยปี สิ่งที่ตระกูลฟางของข้าสูญเสียไป ไม่ใช่เพียง 'แสงจันทร์หลั่งไหล' ไม่กี่ร้อยสายเท่านั้น... ต้องมีของที่สำคัญกว่านั้นเป็นแน่!"

ฟางชิงกำหมัดแน่น ถูกกักขังเยี่ยงสัตว์เลี้ยงมานับร้อยปี นี่คือความแค้นใหญ่หลวงเพียงใด?

สักวันหนึ่ง เขาจะต้องสืบหาความจริง และทวงคืนความแค้นนี้ทีละคนให้จงได้!

"ข่าวดีเพียงอย่างเดียวคือคราวก่อนท่านอาไม่ถูกจับตัว... หวังว่าเขาจะมีโชคช่วยนะ"

ฟางชิงทอดถอนใจ ก่อนจะเดินทางกลับไปยังหมู่บ้านชาวประมงต่าฮวา

...

พอเข้าถึงหน้าหมู่บ้าน บุรุษหนุ่มไม่กี่คนก็เดินตรงเข้ามาหา

ผู้นำกลุ่มมีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวพรรณดำขลับ

ฟางชิงจำได้ว่าคนเหล่านี้คือพวกนักเลงในหมู่บ้าน โดยมีหัวหน้าชื่อว่า 'หร่วนชี'

"ฟางชิง... ไปแล้วก็ไปเสียสิ เหตุใดจึงกลับมาอีก?"

หร่วนชีเมื่อเห็นฟางชิง สีหน้าพลันดูแย่ลงทันที

"ย่อมเป็นเพราะทนดูพวกเจ้ารังแกเด็กกับคนชราไม่ได้..." ฟางชิงส่ายหน้า ตลอดสามเดือนมานี้ ยามที่เขาอยู่ในหมู่บ้านชาวประมงก็ได้ยินข่าวคราวมาไม่น้อย

ตัวอย่างเช่น ในทุกปีที่ถึง 'วันประสูติราชามังกรทะเล' แต่ละบ้านต่างมีโควตาและหน้าที่ต้องปฏิบัติ

หากไม่ได้ตัวเขา ตระกูลของตาเฒ่าฉาก็คงไม่รู้ว่าต้องชดใช้ออกไปแค่ไหน

หรือบางที... อาจจะถูกบีบคั้นจนบ้านแตกสาแหรกขาด ซึ่งนี่ก็คือการรุมกินโต๊ะบ้านที่ไร้ทายาทในอีกรูปแบบหนึ่ง

"เหอะๆ! ข้าจะรอดูเจ้าตายอยู่ที่โขดหินมังกรทะเล!"

หร่วนชีฉายแววดุร้ายในดวงตา คล้ายอยากจะลงมือแต่ก็มีความกังวลบางอย่าง จึงได้แต่เค่นเสียงหัวเราะเย็นชา

ฟางชิงเดินสวนทาง มุ่งหน้าไปยังบ้านของตาเฒ่าฉา

"พ่อหนุ่ม หลายวันที่ออกไปข้างนอกมา สืบดูชัดเจนแล้วหรือไม่? บ้านอื่นไม่มีทางให้เงื่อนไขดีเท่าตาเฒ่าคนนี้หรอกนะ"

ตาเฒ่าฉาลูบกล้องยาสูบหัวทองแดงในมือ ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มแห่งความหวัง ไม่ได้มีความรู้สึกเหมือนถูกต้อนจนจนมุมเลยแม้แต่น้อย

'ตาเฒ่าผู้นี้... ช่างใจเย็นนัก'

ฟางชิงลอบขำในใจ 'หากข้าตบมือแล้วบอกว่าไม่เล่นด้วยแล้วตอนนี้ ไม่รู้ว่าเขาจะกระอักเลือดออกมาหรือไม่?'

อย่างไรก็ตาม อีกฝ่ายเคย 'ช่วยชีวิต' เขาไว้ ถือว่ามีวาสนาต่อกัน ย่อมมิอาจทำเช่นนั้นได้

"แน่นอน"

เขาพยักหน้า

"ดียิ่ง ตาเฒ่าจะพาเจ้าไปขึ้นทะเบียนบ้านเดี๋ยวนี้"

ใบหน้าของตาเฒ่าฉาปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา เขาเคาะกล้องยาสูบลงบนแผ่นหินสีเขียวใต้เท้า "ทุกอย่างตาเฒ่าอย่างข้าจะจัดการให้เอง เจ้าวางใจได้เลย"

เขาเตรียมจะให้ฟางชิงขึ้นทะเบียนเป็นคนในบ้านของตน เช่นนี้ยามให้ฟางชิงออกแรงในงานวันประสูติราชามังกรทะเลจะได้ดูสมเหตุสมผล

ใช่แล้ว สิ่งที่เรียกว่า 'ปลาวิเศษ' นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงเหยื่อล่อที่ตาเฒ่าฉาโยนออกมาตั้งแต่ต้น

สิ่งที่เขาหวังจริงๆ คือต้องการให้ฟางชิงไปทำพิธีเซ่นสรวงแทนครอบครัวของเขาเท่านั้น ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้ว

หากได้ปลาวิเศษมาก็ถือเป็นโชคดีมหาศาล หากไม่ได้ก็ไม่มีอะไรต้องเสียดาย

หากมีปลาวิเศษ จูเอ๋อร์อาจจะมีที่พึ่งพิงหลังจากงานประชุมทดสอบรากวิญญาณ แต่หากครอบครัวต้องล่มสลายไปก่อนงานประชุมนั้น ทุกอย่างก็คงไม่เหลืออะไรเลย!

"อืม"

ฟางชิงไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงพยักหน้าเบาๆ

ตาเฒ่าฉาหันหลังเดินจากไป ทว่ายามที่เขาหันหลังให้ แววตาพลันหม่นแสงลงวูบหนึ่ง คล้ายมีความรู้สึกผิดอยู่บ้าง

...

"ถอนสมอ... รับราชามังกร!"

ในวันประสูติราชามังกรทะเล

พร้อมกับเสียงร้องอันแหบพร่าและสูงกังวานของชาวประมงชราผู้หนึ่ง เรือเล็กนับสิบชิ้นก็ออกเดินทางจาก 'หมู่บ้านชาวประมงต่าฮวา'

ฟางชิงสวมเสื้อคลุมกันฝน ใบหน้าแต้มสีสันแปลกตา บนศีรษะประดับด้วยขนนกที่ไม่รู้ชื่อ ในใจลอบนึกบ่น 'การแต่งกายนี้... สุดยอดไปเลย'

ทว่าในยามนี้ เขากลับยืนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม จ้องมอง 'เครื่องเซ่นไหว้' ที่อยู่ข้างกาย

ในเครื่องเซ่นไหว้เหล่านี้มีทั้งสุราและเนื้อ ซึ่งล้วนเป็นของดีที่หาได้ยากยิ่งสำหรับชาวประมง ผิวของไหสุราสีดำสนิทมีกลิ่นอายของสมุนไพรจางๆ ซึมออกมา

สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่าคือ หลังจากแล่นเรือออกไปได้ไม่กี่ลี้ เริ่มมีขบวนเรือประมงระลอกแล้วระลอกเล่ามารวมตัวกันประหนึ่งแม่น้ำร้อยสายไหลสู่ทะเล กลายเป็นกองเรือขนาดใหญ่

"งานประสูติราชามังกรนี่... มีคนมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"

ฟางชิงเห็นภาพนั้นแล้ว อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

"หมู่บ้านเฮยอวี่ หมู่บ้านซ่างหง หมู่บ้านเซี่ยหง ที่อยู่ใกล้ๆ... ล้วนมากันหมดเลยรึ?"

"เหอะๆ... เจ้าเด็กน้อยไม่เคยเห็นโลก งาน 'วันประสูติราชามังกรทะเล' นี้ คืองานฉลองของเกาะปี้อวี้พวกเรา... ลำพังเพียง 'โขดหินมังกรทะเล' แบบนี้ ยังมีนับร้อยแห่งเชียวนา"

ชาวประมงคนหนึ่งที่มีริมฝีปากบางและผิวพรรณดำขลับกล่าวเยาะเย้ยอยู่ข้างๆ

ฟางชิงจำได้ว่า คนผู้นี้ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในนักเลงที่ติดตามอยู่หลังหร่วนชี

"โขดหินมังกรทะเลนับร้อยแห่ง?"

เขาอุทานในใจ "เยอะขนาดนี้เชียว... ช่างน่าตกใจนัก เกาะปี้อวี้นี่ก็กว้างใหญ่เหมือนกันนะ... แต่ลองคิดดูแล้วก็เป็นเรื่องปกติ ได้ยินว่าสัดส่วนของผู้มีวาสนาเซียนในหมู่คนธรรมดานั้นแทบจะเป็นหนึ่งในพัน หมู่บ้านหนึ่งจะมีเด็กที่อายุถึงเกณฑ์สักกี่คนกัน?"

โขดหินมังกรทะเล!

โขดหินนี้มองจากที่ไกลๆ ดูราวกับเต่ายักษ์หมอบคลาน ขาทั้งสี่เหยียดออก ระหว่างซอกกรงเล็บกลายเป็นท่าจอดเรือที่ยอดเยี่ยม

ในยามนี้ เรือประมงลำแล้วลำเล่าเข้าเทียบฝั่ง ชาวประมงจำนวนมากรวมตัวกันเป็นสายยาว มุ่งหน้าสู่ใจกลางเกาะ

'เกาะนี้ไม่เล็กเลย...'

ฟางชิงแบกสุราพลางก้าวเดินด้วยฝีเท้าที่มั่นคง

ชาวประมงส่วนใหญ่ต่างเคยฝึกวิชาพันชั่งร่วงหล่น ซึ่งเป็นวิชาพื้นฐาน

ทุกคนก้าวเท้าอย่างรวดเร็วมาถึงใจกลางเกาะ เห็นเพียงทะเลสาบผืนหนึ่ง ท่ามกลางแสงยามเย็นที่งดงามระยิบระยับ ประหนึ่งน้ำทองคำที่กระเพื่อมไหว

"ถึงแล้ว... ทะเลสาบผานหลง!"

"การบรวงสรวง... เริ่มได้!"

ชาวประมงชราไม่กี่คนตะโกนสั่งการ ผู้คนเริ่มจัดวางเครื่องเซ่นไหว้ ก่อกองไฟ และสร้างแท่นบูชา...

ฟางชิงสังเกตเห็นว่าทุกคนต่างขยับกายอย่างรวดเร็ว คล้ายกับเกรงว่าจะเลยเวลาและหนีไม่พ้นอย่างไรอย่างนั้น

'ยามค่ำคืน... น่าจะมีสิ่งที่น่ากลัวเป็นแน่!'

เขาไม่มีแก่ใจจะชื่นชมทัศนียภาพ เพียงแต่ลอบคำนวณอยู่ในใจ

เป็นดังคาด เมื่อพิธีเซ่นสรวงสิ้นสุดลง ผู้คนต่างพากันหนีกลับไปอย่างเร่งรีบ เหลือเพียงเหล่านักรบไม่กี่สิบคนที่เฝ้าเครื่องเซ่นไหว้ได้แต่มองหน้ากันไปมา

ในสายตาของฟางชิง พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้มาเฝ้าเครื่องเซ่น แต่กลับดูเหมือนเป็น 'เครื่องเซ่น' ที่แท้จริงเสียมากกว่า!

เพราะในยุคโบราณ การใช้มนุษย์เป็นเครื่องบรวงสรวงบูชายัญถือเป็นเรื่องปกติ ที่เรียกกันว่า 'เสามนุษย์' หรือ 'ร่างสถิต' อะไรทำนองนั้น…

ณ ยามนี้ ราตรีกาลลุ่มลึก ความมืดมิดภายนอกเปรียบเสมือนสัตว์ร้ายที่อ้าปากกว้าง เตรียมจะเขมือบผู้คน

ฟางชิงเห็นภาพนี้แล้วจึงตัดสินใจอย่างเงียบๆ ก้าวเดินออกไปไม่กี่ก้าว

"ช้าก่อน... เจ้าจะทำอะไร?"

นักเลงที่มาเรือลำเดียวกันจ้องมองฟางชิงอยู่ตลอด เมื่อเห็นเขาอยากจากไปจึงตะโกนร้องห้ามทันที

"เดินเล่นไปเรื่อย... อย่างไรเสียหลังฟ้ามืดก็ไม่มีเรือลำใดออกจากโขดหินมังกรทะเลได้ นี่คือกฎเหล็ก... และตราบใดที่เครื่องเซ่นไม่ได้ออกไปจากเขตทะเลสาบผานหลงก็ถือว่าใช้ได้ ใช่หรือไม่?"

ฟางชิงก้าวเท้าไม่หยุด และหายลับไปในความมืดอย่างรวดเร็ว

บนแท่นบูชา คบเพลิงขนาดใหญ่ลุกโชนวูบวาบ แสงไฟส่องกระทบใบหน้าของนักเลงที่เพิ่งเอ่ยปากจนดูราวกับภูตผี

เขาบิดเบี้ยวใบหน้าพลางแค่นหัวเราะ "สมกับเป็นคนนอกหมู่บ้านจริงๆ ยามบูชายัญเช่นนี้ หากออกไปจากทะเลสาบผานหลง... มีแต่จะตายอนาถยิ่งกว่าเดิม!"

เหล่านักรบจากหมู่บ้านอื่นไม่ได้กล่าววาจา เพียงแต่ขยับกายเข้าใกล้กองไฟมากขึ้น

ราตรี... ยิ่งมายิ่งลุ่มลึก

ธูปหนึ่งดอกผ่านไป... ครึ่งเค่อ... หนึ่งชั่วยาม...

สวบสาบ!

สวบสาบ!

ทันใดนั้น เสียงสวบสาบพลันดังมาจากทุกทิศทาง ราวกับมีสิ่งของขนาดมหึมากำลังเบียดเสียดผ่านผืนทรายและพงหญ้า ทำให้พุ่มไม้รอบด้านส่งเสียงครวญครางอย่างมิอาจรับน้ำหนักได้

"มา... มาแล้ว"

บนแท่นบูชา เหล่านักรบทุกคนต่างใบหน้าซีดเผือด พวกเขาอาจไม่รู้จักเจ้าของเสียงนี้ แต่สามารถจินตนาการจากเสียงเสียดสีได้ว่า สิ่งที่กำลังวนเวียนและใกล้เข้ามานั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่โตเพียงใด...

ใกล้เข้ามาแล้ว ใกล้เข้ามาอีก...

ในที่สุด...

ท่ามกลางความรู้สึกหายใจไม่ออกของเจ้านักเลงผู้นั้น เขาได้เห็นแสงสีแดงฉานอันเย้ายวนสองจุด ซึ่งขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ราวกับโคมไฟสีแดงสองดวงในความมืดมิด!

ฟ่อ! ฟ่อ!

"อ๊ากกก!!"

...

"ไม่... อย่า!"

"ราชามังกรทะเล... ไว้ชีวิตด้วย!"

"พวกข้าปรนนิบัติรับใช้อย่างภักดีมาโดยตลอด..."

บนเกาะร้างอีกแห่งหนึ่ง เหล่านักรบที่เป็นเครื่องเซ่นไหว้ต่างกรีดร้องวิ่งหนีอลหม่าน ทว่ากลับมิอาจพ้นเงื้อมมือของปากขนาดมหึมาที่กลืนกินเข้าไปได้

หากมองลงมาจากหมู่เมฆ จะพบว่านั่นคืออสรพิษยักษ์ที่มีลำตัวหนากว่าถังน้ำเสียอีก!

มันกลืนกินเหล่านักรบจนหมดสิ้น จากนั้นก็ใช้หางม้วนไหสุราที่เป็นเครื่องเซ่นขึ้นมา ดื่มกินอย่างรวดเร็วปานพายุหมุน ท่าทางของมันเริ่มดูผ่อนคลายและมึนเมาเล็กน้อย มันเลื้อยขึ้นไปยังเนินเขาอย่างไม่ใส่ใจ เริ่มสูดดมปราณวิญญาณใต้แสงจันทร์นวลตา

ปราณหมอกสีม่วงจางๆ วนเวียนอยู่รอบกายอสรพิษสีน้ำเงิน ยิ่งทำให้มันดูราวกับภาพฝันที่มิอาจจับต้องได้

"ดีมาก! งูตัวนี้รู้จักสูดปราณวิญญาณแล้ว ในที่สุดก็เข้าสู่ระดับสัตว์อสูรได้เสียที!"

เหนือหมู่เมฆ มีใบไม้สีเขียวขนาดใหญ่ลอยเด่นอยู่

ณ ปลายใบไม้ มีบุรุษหนุ่มในชุดสีน้ำเงินคนหนึ่งยืนจ้องมองภาพเบื้องล่างพลางหัวเราะร่า "จากโขดหินหนึ่งร้อยแปดแห่ง ที่นี่ทำสำเร็จแล้ว กลับไปคราวนี้คงได้รับรางวัลความดีความชอบไม่น้อย... หากเจ้าสีน้ำเงินนี่พยายามเข้าหน่อย ในอนาคตสามารถกระตุ้นสายเลือดเจียวหลงในกายจนกลายเป็นสัตว์อสูรระดับสองได้ บางทีโอกาสในการสร้างรากฐานของเจ้ากับข้า อาจจะอยู่ที่ตัวมันนี่แหละ..."

"ศิษย์พี่เย่..."

ด้านหลังบุรุษหนุ่มชุดน้ำเงินยังมีศิษย์หนุ่มอีกคนยืนอยู่ ใบหน้าฉายแววมิอาจหักใจได้ "ต้องทำพิธีเซ่นสรวงด้วยเลือดทุกปี เพียงเพื่อเลี้ยงดูฝูงงูทะเลที่มีสายเลือดเจียวหลงเหล่านี้หรือ?"

จบบทที่ บทที่ 5 พิธีเซ่นสรวงเริ่มต้น

คัดลอกลิงก์แล้ว