- หน้าแรก
- การ์ดมรดกเผ่าวิญญาณ ข้าจะนำพาวงศ์ตระกูลสู่เส้นทางเซียน
- บทที่ 10: ฝูงหมาป่าในเส้นทางขากลับ
บทที่ 10: ฝูงหมาป่าในเส้นทางขากลับ
บทที่ 10: ฝูงหมาป่าในเส้นทางขากลับ
เข้าสู่วันที่สามในตลาดนัด หลินชางเฉินก็เข้าสู่สภาวะ "ปลงตก" อย่างสมบูรณ์
ไม่ใช่ปลงอาสวกิเลสอะไรแบบนั้นนะ แต่เป็นอาการประเภท "ดูจนทั่วแล้ว แต่ไม่มีปัญญาซื้อ อยู่เฉยๆ ดีกว่า" สไตล์คนเบี้ยน้อยหอยน้อยนั่นแหละ
ตื่นเช้ามาเขาพิจารณาตารางงานของวันนี้อย่างจริงจัง: จะไปเดินดูร้านค้าอีกรอบเหรอ? ก็ไม่มีอะไรที่อยากซื้อเป็นพิเศษ จะไปขุดสมบัติที่หอหมื่นสัมพันธ์? โอกาสเจอของดีราคาถูกคงน้อยยิ่งกว่าโดนฟ้าผ่าเสียอีก จะไปงานประมูล? มันก็เพิ่งจบไปเมื่อวาน กว่าจะมีอีกทีก็เดือนหน้า
คิดไปคิดมา เขาตัดสินใจแวะไปที่ ร้านหยกอาคม เพื่อซื้อแผ่นหยกเปล่ามาตุนไว้สำรองอีกแผ่น
ยังคงเป็นชายชราหน้าเหี่ยวคนเดิม นั่งอยู่ที่เดิม พร้อมกับท่าทางสัปหงกท่าเดิมเป๊ะ
หลินชางเฉินเดินเข้าร้านด้วยความคุ้นเคย "เอาแผ่นหยกเปล่าอีกแผ่นครับ"
คราวนี้ตาเฒ่าไม่ได้หลับ เขาปรือตาขึ้นมอง พอเห็นว่าเป็นเจ้าหนูคนเดิมก็พยักหน้า "สามศิลาวิญญาณ"
หลินชางเฉินจ่ายเงิน เก็บแผ่นหยกเข้าถุง แล้วหมุนตัวเดินจากไป
พอออกมาข้างนอกเขาก็เริ่มกดเครื่องคิดเลขในใจ: เดิมมี 62 ก้อน จ่ายค่าหยกไป 3 เหลือ 59 เมื่อวานจ่ายค่าเข้างานประมูลไป 1 สรุปเหลือ 58
ศิลาวิญญาณระดับต่ำ 58 ก้อน
ในตลาดนัดแบบนี้ เงินเท่านี้ทำอะไรได้บ้าง? ซื้อยาเสริมปราณได้สองขวดแล้วเหลือ 28 ก้อน หรือซื้อสมบัติวิเศษระดับต่ำได้ชิ้นหนึ่งแล้วเหลือยี่สิบสามสิบก้อน หรือจะกินอาหารหรูๆ สักมื้อแล้วเงินก็ปลิวหายไปหมดเลย
ช่างมันเถอะ เลิกฟุ้งซ่านดีกว่า
หลินชางเฉินกลับไปที่โรงเตี๊ยมอย่างว่าง่าย เขานั่งขัดสมาธิแล้วเริ่มทำการ ฝึกตน
เขายังมีขวดโหลยาเสริมปราณเหลืออยู่อีกสองขวดกว่าๆ ถ้าไม่รีบใช้ก็คงเสียของเปล่า
เขากลืนโอสถลงคอ หลับตาลง และเริ่มโคจรเคล็ดวิชาเงียบๆ
พลังปราณในตลาดนัดหนาแน่นกว่าในป่ามาก เมื่อบวกกับฤทธิ์ของโอสถ ความเร็วในการฝึกของเขาจึงไวกว่าปกติอยู่เล็กน้อย
แต่มันก็แค่ "เล็กน้อย" เท่านั้นเอง
ระหว่างที่ฝึก หลินชางเฉินก็แอบเปรียบเทียบในใจ: โอสถช่วยให้ฝึกไวขึ้นสักสิบยี่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ากินมากไปก็จะเกิด พิษโอสถ สะสม ต้องเสียเวลาขับออกอีก~ ส่วนการ์ดพลังปราณนั้นต่างออกไป ไม่มีผลข้างเคียง เพิ่มถาวร แม้แต่ละใบจะเพิ่มเพียงนิดเดียวแต่มันก็ทับถมกันได้
สรุปคือดัชนีทองคำนี่แหละเจ๋งที่สุด
เขาตัดสินใจในใจเงียบๆ: วันหน้าถ้ามีโอกาส ต้องหาซากสัตว์อสูรมาสกัดให้มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเศษเสี้ยวรากปราณ การ์ดพลังปราณ หรือโดยเฉพาะความหยั่งรู้ใน เคล็ดวิชาเขาต้องการมันทั้งหมด
ส่วนโอสถน่ะเหรอ เอาไว้เป็นแค่ของเสริมรายวันก็พอ
หลังจากฝึกตนมาทั้งวัน หลินหลิงเฟิงก็กลับมาในช่วงโพล้เพล้
"พรุ่งนี้เช้ามืดเราจะออกเดินทางกลับกันนะ" เขาบอกทันทีที่เข้าห้อง "ธุระทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ของที่ต้องซื้อก็ซื้อครบ ที่ต้องขายก็ขายเกลี้ยง"
หลินชางเฉินพยักหน้า "รับทราบครับ"
เช้าวันที่สี่ ทั้งห้าคนรวมตัวกันและก้าวออกจากประตูเมืองตลาดนัด
วินาทีที่เดินพ้นประตูเมือง หลินชางเฉินหันกลับไปมองแวบหนึ่ง
ในเวลาสามวัน เขาเสียศิลาวิญญาณไปสิบกว่าก้อน แลกกับโอสถขวดครึ่ง แผ่นหยกเปล่าหนึ่งแผ่น และประสบการณ์ชีวิตอีกกองโต
คุ้มไหม?
คุ้มสิ
คราวหน้าพี่จะมาใหม่นะจ๊ะ
การเดินทางขากลับดูจะราบรื่นกว่าขามา
อาจจะเป็นเพราะเคยผ่านมาแล้วครั้งหนึ่ง หลินชางเฉินเลยรู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวขึ้นมาก
เย็นวันที่สาม กลุ่มเดินทางปักหลักพักแรมในป่าเพื่อพักผ่อน
หลินหลิงเฟิงเรียกเขาออกไปหาที่ลับตาคน แล้วหยิบถุงผ้าเล็กๆ ออกมาจากถุงเก็บสมบัติ
"นี่ของเจ้า"
หลินชางเฉินรับมาเปิดดูมันคือศิลาวิญญาณ 50 ก้อนถ้วน
"นี่คือ...?"
"รางวัลสำหรับวิชาเท้าเทพจรลีน่ะ" หลินหลิงเฟิงยิ้ม "ข้าใช้ ยันต์สื่อสาร แจ้งเรื่องนี้ให้ท่านผู้นำตระกูลทราบแล้ว ท่านตอบกลับมาว่าในเมื่อเจ้ามอบเคล็ดวิชาให้ตระกูล ก็สมควรได้รับรางวัลเบื้องต้นห้าสิบศิลาวิญญาณก่อน พอกลับไปถึงแล้วคงมีรางวัลอย่างอื่นตามมาอีก"
หลินชางเฉินอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
ศิลาวิญญาณ 50 ก้อนไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลยนะ
ถึงตอนที่เขามอบวิชาให้เขาจะไม่ได้หวังผลตอบแทน แต่ตระกูลก็ไม่ได้ปฏิบัติกับเขาอย่างแล้งน้ำใจ
"ขอบคุณครับท่านอาหลิงเฟิง ขอบคุณครับท่านปู่"
"ไม่ต้องขอบคุณหรอก เจ้าควรจะได้รับมันแล้ว" หลินหลิงเฟิงลูบไหล่เขา "เก็บไว้ให้ดี อย่าให้คนนอกเห็นล่ะ"
หลินชางเฉินเก็บเงินเข้าถุงเก็บสมบัติ อารมณ์ดีขึ้นเป็นกอง
รวมกับของเก่าที่มี ตอนนี้เขามีเงินกลับมาแตะหลัก 108 ก้อนอีกครั้ง
ถึงจะยังจนอยู่ แต่ก็ไม่ได้จนกรอบขนาดนั้นแล้วล่ะนะ
เช้าวันที่สี่ กลุ่มเดินทางผ่านเขตเนินเขาแห่งหนึ่ง
จู่ๆ หลินหลิงเฟิงก็หยุดฝีเท้าลง สีหน้าเปลี่ยนไปทันที
"มีบางอย่างผิดปกติ"
ทุกคนตื่นตัวทันที มือกระชับสมบัติวิเศษแน่น
หลินชางเฉินเองก็โคจรเคล็ดเร้นวิญญาณเพื่อเพิ่มประสาทสัมผัส
เสียงหมาป่าเห่าหอนแผ่วเบาดังมาจากข้างหน้า
พริบตาต่อมา เงาสีเทาเจ็ดแปดสายก็พุ่งลงมาจากเนินเขาด้วยความเร็วสูง
หมาป่าเงาวายุ!
รูม่านตาของหลินชางเฉินหดเล็กลง เขาจำพวกมันได้; สัตว์อสูรระดับหนึ่ง ขั้นต่ำที่โดดเด่นเรื่องความเร็วและการรุมจู่โจมเป็นฝูง ตัวเดียวไม่น่ากลัวเท่าไหร่ แต่ถ้ามาเป็นฝูงคือนรกชัดๆ
"เจ็ดตัว ไม่สิ แปดตัว!" หลินหลิงสือนับจำนวน "พวกมันมุ่งเป้ามาที่พวกเรา!"
"จัดขบวน!" หลินหลิงเฟิงสั่งการเสียงเข้ม "หลิงอวิ๋นกับหลิงอวี่คุมซ้าย หลิงสือคุมขวา ชางเฉินอยู่ตรงกลาง ข้าจะยันข้างหน้าเอง!"
ทั้งห้าคนขยับเข้าหากันยืนหลังชนหลังทันที
เพียงพริบตาเดียวฝูงหมาป่าก็พุ่งเข้ามาประชิด
จ่าฝูงเป็นหมาป่าตัวผู้ขนาดใหญ่กว่าตัวอื่นเล็กน้อย ขนสีเทาเงินดวงตาสีเขียววาวโรจน์ มันขู่คำรามต่ำๆ ฝูงหมาป่าทั้งแปดก็แยกตัวออกโอบล้อมพวกเขาทุกทิศทาง
"ลงมือ!"
หลินหลิงเฟิงซัดดัชนีทองคำกรรแสงเข้าใส่หมาป่าตัวหนึ่งที่พุ่งเข้ามา เจ้าหมาป่าร้องลั่นล้มกลิ้งไปไกล แต่มันก็ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาใหม่พร้อมรอยแผลบาดเจ็บเท่านั้น
"เจ้าพวกนี้หนังเหนียวชะมัด!" หลินหลิงเฟิงขมวดคิ้ว "ระวัง อย่าให้มันล้อมได้!"
การตะลุมบอนเริ่มขึ้นทันที
สองพี่น้องหลิงอวิ๋นและหลิงอวี่ประสานงานกันได้อย่างไร้ที่ติ คนหนึ่งรุกคนหนึ่งรับ ตรึงหมาป่าสามตัวทางด้านซ้ายไว้ได้ ส่วนหลินหลิงสือโคจรวิชาปฐพีแกร่ง ยันหมาป่าสองตัวทางขวาไว้ด้วยตัวคนเดียว ทางด้านหลินหลิงเฟิงต้องรับมือคนเดียวถึงสามตัว เขาใช้เถาวัลย์เขียวสลับกับดัชนีทองคำยื้อสถานการณ์ไว้อย่างสุดกำลัง
หลินชางเฉินยืนอยู่กลางวง แม้จะกดดันน้อยที่สุดแต่เขาก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ
เขากวาดสายตามองไปทั่วสนามรบ พร้อมจะเข้าไปช่วยเสริมทุกเมื่อ
หมาป่าตัวหนึ่งอ้อมหลินหลิงเฟิงมาจากด้านข้างแล้วพุ่งงับใส่เขา
หลินชางเฉินใช้งาน วิชาเท้าเทพจรลี โดยสัญชาตญาณลมพัดหวีดหวิวใต้ฝ่าเท้า เงาร่างวูบไหวหลบหลีกคมเขี้ยวไปได้อย่างง่ายดาย
เอ๊ะ?
เขาเองยังอึ้ง
ความเร็วนี้มันไวกว่าย่างก้าวไล่ลมตั้งเยอะ!
หมาป่าพุ่งพลาดแล้วหันกลับมางับซ้ำ หลินชางเฉินโยกหลบอีกครั้ง พร้อมกับชูนิ้วชี้กับนิ้วกลางซัดดัชนีทองคำกรรแสงสวนกลับไป!
แสงสีทองพุ่งเข้าเป้าที่หัวของหมาป่าอย่างจัง มันโหยหวนด้วยความเจ็บปวดก่อนจะล่าถอยไป
หลินชางเฉินไม่ไล่ตาม เขาหันไปสังเกตสนามรบต่อ
เขาพบว่าด้วยความเร็วระดับนี้ การแทรกตัวผ่านฝูงหมาป่าไม่ใช่เรื่องยากเลย วิชาเท้าเทพจรลีระดับสำเร็จขั้นต้นเมื่อบวกกับพื้นฐานย่างก้าวไล่ลม ทำให้เขาลื่นไหลประหนึ่งปลาไหลในโคลน
"ชางเฉิน ทางซ้าย!" หลินหลิงอวี่ตะโกนเรียก
หลินชางเฉินวูบวาบเข้าไปช่วยซัดดัชนีทองคำใส่หมาป่าตัวที่รุมเธออยู่จนมันโดนเข้าที่ขาหลังและถอยกะเผลกออกไป
"ทางขวาด้วย!" หลินหลิงสือร้องเรียกบ้าง
หลินชางเฉินก็แวบเข้าไปช่วยเติมดาบเอ๊ย เติมดัชนีให้อีกหนึ่งที
การต่อสู้ยืดเยื้ออยู่เกือบหนึ่งชั่วโมง
แม้ฝูงหมาป่าจะดุร้าย แต่พวกมันก็เป็นแค่สัตว์อสูรระดับหนึ่ง ขั้นต่ำเท่านั้น สุดท้ายก็ไม่อาจท้านทานการรุมล้อมของคนทั้งห้าได้ หลินหลิงเฟิงหาจังหวะซัดดัชนีทองคำเจาะคอหอยจ่าฝูงหมาป่าจนมันล้มตึงขาดใจตาย
หมาป่าที่เหลือเสียขบวนทันที พวกมันหันหลังโกยแน่บหายลับไปในพริบตา
ทิ้งซากไว้บนพื้นสี่ตัว
หลินชางเฉินหอบหายใจอย่างหนัก มองดูซากหมาป่าด้วยหัวใจที่เต้นรัว
สี่ตัว! สี่ตัวเชียวนะ!
เขาหายใจเข้าลึกๆ พยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด
"อย่าเพิ่งขยับ!" หลินหลิงเฟิงยกมือปราม "เช็กอาการบาดเจ็บก่อน แล้วค่อยเก็บกวาดสนามรบ"
ทุกคนตรวจเช็กตัวเอง หลิงอวิ๋นมีรอยกัดที่แขน ส่วนหลิงอวี่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งแต่ไม่มีใครบาดเจ็บสาหัส
ส่วนหลินชางเฉิน... ขนไม่ร่วงเลยสักเส้น
"เจ้านี่วิ่งไวชะมัด" หลินหลิงอวิ๋นเอ่ยแซว "วิชาท่าเท้าอะไรน่ะ? ดูคล่องตัวกว่าย่างก้าวไล่ลมเยอะเลย"
หลินชางเฉินยิ้มแห้งๆ "วิชาที่ฟลุ๊คได้มาจากตลาดนัดน่ะครับ ท่าเท้าเทพจรลี"
หลินหลิงอวิ๋นถึงบางอ้อ "มิน่าล่ะ ไว้ข้าต้องขอเรียนบ้างแล้ว"
"เอาละ เก็บกวาดก่อนเถอะ" หลินหลิงเฟิงตัดบท "หนังหมาป่ากับเขี้ยวขายได้เงินนะ ลงมือเลย"
ทุกคนเริ่มจัดการซาก
หลินชางเฉินย่อตัวลงข้างซากหมาป่าตัวหนึ่ง ทันทีที่มือแตะโดนขน เขาก็สั่งการในใจทันที: สกัด!
【ตรวจพบศพสิ่งมีชีวิตที่ตรงตามเงื่อนไข ต้องการสกัดหรือไม่?】
สกัด!
【กำลังสกัด... สกัดเสร็จสิ้น! ได้รับ “การ์ดกำลังกายจางๆ”】
หลินชางเฉินทำหน้าตาย ถล็กหนังถอนเขี้ยวต่อไป
ตัวที่สอง... สกัด!
【การ์ดว่องไวโฉบเฉี่ยว】
ตัวที่สาม... สกัด!
【การ์ดกำลังกายจางๆ】
ตัวที่สอง... สกัด!
【การ์ดว่องไวโฉบเฉี่ยว】
หลินชางเฉินลิงโลดในใจสุดขีดแต่ภายนอกยังนิ่งขรึม
การ์ดสี่ใบกำลังกายสอง ว่องไวสองเขาใช้งานทั้งหมดเดี๋ยวนั้นเลย
กระแสความอบอุ่นไหลเข้าสู่ร่างกาย ความรู้สึกถึงพละกำลังและความเบาหวิวเพิ่มขึ้นพร้อมกัน
เขารู้สึกได้ว่าสมรรถภาพร่างกายก้าวขึ้นไปอีกขั้นแล้ว
ถึงพลังฝึกตนจะไม่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าเรื่องตีกันล่ะก็ เขามั่นใจว่าเก่งขึ้นแน่นอน
สิบห้านาทีต่อมา หมาป่าทั้งสี่ตัวก็ถูกจัดการเรียบร้อย ทั้งหนัง เขี้ยว เล็บ และกระดูกของที่มีค่าทุกอย่างถูกเก็บเข้าถุงเก็บสมบัติ
"ไปกันเถอะ" หลินหลิงเฟิงมองฟ้า "เราต้องเร่งฝีเท้าให้ถึงจุดพักก่อนมืด"
ทุกคนเดินทางกันต่อ
อีกหนึ่งวันต่อมา ทิวทัศน์ที่คุ้นเคยก็ปรากฏสู่สายตา
หลินชางเฉินมองเห็นแนวเขาที่ทอดยาวจากระยะไกลนั่นคือเขตอิทธิพลของตระกูลหลินนั่นเอง
"ใกล้ถึงบ้านแล้ว" น้ำเสียงของหลินหลิงเฟิงดูผ่อนคลายขึ้น "อีกไม่เกินสองชั่วโมงเราก็เข้าเขตตระกูลแล้วล่ะ"
หลินชางเฉินพยักหน้า มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
ออกมาสิบวัน ผ่านศึกหนักสองรอบ ได้เงินกลับมาหลักร้อย มอบเคล็ดวิชาให้ตระกูล แถมยังสกัดการ์ดได้อีกเพียบ
คุ้มค่าจริงๆ
ข้างหน้าคือบ้านของเราแล้ว