- หน้าแรก
- ฝืนลิขิตฟ้า ข้าไม่ขอรอความตาย
- บทที่ 3 - อุบัติเหตุไม่คาดฝัน
บทที่ 3 - อุบัติเหตุไม่คาดฝัน
บทที่ 3 - อุบัติเหตุไม่คาดฝัน
บทที่ 3 - อุบัติเหตุไม่คาดฝัน
ความเย็นชาของฉินเทียนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งดินแดนผู้ฝึกตน จึงไม่มีใครรู้สึกว่าท่าทีเช่นนี้ของเขาจะเป็นปัญหาอันใด
ส่วนเรื่องที่เขาแสดงท่าทีเย็นชากับศิษย์สืบทอดนามผู้ไร้อนาคตที่เพิ่งรับเข้ามานั้น ยิ่งไม่มีใครมองว่าเป็นเรื่องผิดแปลก
โชคดีที่อวิ๋นไคถูกศิษย์ของสำนักหนานหัวพาไปพักผ่อนอยู่ด้านหลังในทันที รอจนกว่าการรับศิษย์ใหม่ในวันนี้สิ้นสุดลงจึงค่อยเดินทางกลับไปพร้อมกับขบวนของสำนัก
ในเวลานี้เอง ท่านลุงผู้คุ้มภัยที่คอยเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของนางอยู่ด้านนอกด้วยความกระวนกระวายใจมาตลอดก็หาโอกาสเข้ามาหาได้ในที่สุด เขาได้มอบห่อผ้าที่เตรียมไว้ให้กับนาง
ห่อผ้ามีขนาดไม่ใหญ่นัก ด้านในบรรจุเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนและของใช้ส่วนตัวของอวิ๋นไค อีกทั้งยังมีเศษเงินและตั๋วเงินจำนวนหนึ่ง
แม้ว่าท่านลุงกับลูกพี่ลูกน้องจะหายตัวไประหว่างทาง แต่ผู้คุ้มภัยท่านนี้ก็ไม่ได้มีความคิดชั่วร้ายเพื่อหวังชิงทรัพย์ เขาไม่ได้ทรยศต่อมิตรภาพที่มีต่อท่านลุงเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังคอยดูแลนางเป็นอย่างดีตลอดการเดินทาง
"แม่หนู ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องที่บ้านนะ ไปอยู่สำนักหนานหัวก็ตั้งใจเรียนให้ดี ดูแลตัวเองด้วย หากมีข่าวคราวของท่านลุงของเจ้าเมื่อใด ข้าจะรีบแจ้งให้เจ้าทราบทันที"
ผู้คุ้มภัยปฏิเสธที่จะรับตั๋วเงินที่อวิ๋นไคพยายามจะยัดเยียดให้เขาเพิ่ม สิ่งที่เขาสามารถช่วยได้ก็มีเพียงเท่านี้ หลังจากกำชับเสร็จเขาก็รีบจากไป
บรรดาผู้ฝึกตนจากสำนักเซียนใหญ่ในเวลานี้ไม่ได้ให้ความสนใจกับร่างที่ไร้ประโยชน์อีกต่อไป ส่วนบรรดาว่าที่ศิษย์ใหม่ที่สำนักหนานหัวรับเข้ามาในช่วงไม่กี่วันมานี้ก็จงใจตีตัวออกห่างจากนางเช่นกัน
อาจเป็นเพราะกลัวว่าอวิ๋นไคจะเป็นตัวซวยจริงๆ หรืออาจเป็นเพราะนางไม่ต้องเข้ารับการทดสอบเพื่อเข้าสำนักก็สามารถกลายเป็นศิษย์สืบทอดนามของยอดฝีมือระดับหยวนอิงได้ พวกเขาจึงกีดกันนางออกไปอย่างเงียบๆ และถึงขั้นมีคนแอบซุบซิบนินทากันเบาๆ
อวิ๋นไคไม่ได้ใส่ใจกับสถานการณ์เช่นนี้
นางเพิ่งจะผ่านพ้นจุดหักเหของโชคชะตาที่สำคัญที่สุดในชีวิตมาหมาดๆ ร่างกายและจิตใจของนางเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก การได้อยู่เงียบๆ คนเดียวจึงถือเป็นเรื่องดีสำหรับนาง
ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม การรับศิษย์ใหม่ในครั้งนี้ก็สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ
อาศัยจังหวะที่แต่ละสำนักกำลังตรวจสอบความเรียบร้อยในขั้นตอนสุดท้าย หลังจากได้รับอนุญาตแล้ว อวิ๋นไคก็ขอปลีกตัวไปหาแพทย์หญิงจากสำนักอิ่นหลิงเพื่อกล่าวขอบคุณเป็นการส่วนตัว
"ขอบพระคุณท่านมากที่ช่วยเหลือข้าในวันนี้ ทว่าข้ายังไม่ทราบชื่อของท่านเลย"
อวิ๋นไคทำความเคารพและกล่าวขอบคุณแพทย์หญิงอย่างจริงจัง ความดีที่ผู้อื่นมีต่อนาง นางล้วนจดจำไว้ในใจเสมอ
แพทย์หญิงชื่นชอบอวิ๋นไคจากใจจริง "ข้าชื่อเฉิงสือ เป็นแพทย์ประจำสำนักอิ่นหลิง เจ้าจะเรียกข้าว่าพี่เฉิงก็ได้ เรื่องในวันนี้เป็นเพียงการช่วยเหลือเล็กน้อย ไม่ได้สลักสำคัญอันใด ในเมื่อตอนนี้เจ้าได้เป็นศิษย์สืบทอดนามของท่านเจินจวินฉินแล้ว ก็นับว่าเป็นวาสนาของเจ้าเอง วันหน้าหากมีเรื่องใดที่ข้าพอจะช่วยได้ ก็ไปหาข้าที่สำนักอิ่นหลิงได้เลย"
พรสวรรค์ของเฉิงสืออยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างสูง ทว่านางกลับมีความเชี่ยวชาญด้านวิชาแพทย์เป็นอย่างมาก ดังนั้นแม้จะอยู่ในระดับจู้จี แต่นางก็ถือว่ามีชื่อเสียงพอสมควรในสำนักอิ่นหลิง
"นี่คือยาเสริมปราณระดับต้นหนึ่งขวด เหมาะกับสภาพร่างกายของเจ้าในยามนี้เป็นอย่างยิ่ง หากรู้สึกไม่สบายตัวเป็นพิเศษก็กินสักหนึ่งเม็ด อย่างน้อยก็น่าจะช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง"
เฉิงสือยัดขวดยากระเบื้องเคลือบใบเล็กใส่มือของอวิ๋นไคโดยไม่ยอมให้ปฏิเสธ "ไม่ว่าจะเป็นยาอายุวัฒนะชนิดใดก็ไม่อาจรักษาโรคของเจ้าให้หายขาดได้ หากเจ้าอยากมีชีวิตอยู่รอดต่อไป เจ้าจะต้องดึงดูดพลังปราณเข้าสู่ร่างกายให้สำเร็จให้จงได้ หากทำได้ แม้ร่างกายของเจ้าจะเป็นกายารั่วสวรรค์ แต่ตราบใดที่พลังปราณไหลเข้าสู่ร่างกายได้มากกว่าและรวดเร็วกว่าพลังปราณที่รั่วไหลออกไป เจ้าก็จะมีอายุยืนยาวกว่าคนทั่วไป"
อวิ๋นไคกำขวดยาเสริมปราณไว้แน่น ท้ายที่สุดนางก็พยักหน้ารับโดยไม่ปฏิเสธอีก
"ขอบคุณพี่เฉิงมาก ถ้อยคำที่ท่านกล่าวมา ข้าจะจดจำไว้ให้ขึ้นใจ"
จู่ๆ นางก็นึกขึ้นได้ว่าเฉิงสือคงจะยังไม่รู้ชื่อของนาง จึงได้เป็นฝ่ายเอ่ยแนะนำตัวก่อน "พี่เฉิง ข้าชื่ออวิ๋นไค อวิ๋นไคที่แปลว่าเมฆหมอกสลายเปิดทางให้แสงจันทร์สาดส่อง วันหน้าหากมีโอกาส ข้าจะต้องไปเยี่ยมท่านที่สำนักอิ่นหลิงอย่างแน่นอน"
ครึ่งชั่วยามต่อมา อวิ๋นไคก็เดินตามคนของสำนักหนานหัวขึ้นไปบนเรือเหาะของสำนัก ในขณะที่เฉิงสือเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าดูเหมือนท่านเจินจวินฉินจะไม่เคยถามไถ่ชื่อแซ่ของแม่นางน้อยเลยตั้งแต่ต้นจนจบ
เป็นเพราะเขารู้อยู่แต่แรกแล้ว หรือว่าเขาไม่ได้สนใจเลยกันแน่
นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็นห่วงอวิ๋นไคที่เพิ่งจากไป นางได้แต่หวังว่าเด็กสาวจะได้รับสถานะศิษย์สืบทอดนามจริงๆ ไม่ใช่เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบของท่านเจินจวินฉินเพียงชั่วครั้งชั่วคราวแล้วลืมเลือนไป
บนเรือเหาะ แม้อวิ๋นไคจะเป็นเด็กที่สุขุมเยือกเย็นเพียงใด แต่นางก็ยังเก็บซ่อนความตื่นเต้นและความอยากรู้อยากเห็นในการโบยบินบนท้องฟ้าเอาไว้ไม่อยู่เหมือนกับเด็กคนอื่นๆ นางเกาะขอบเรือเหาะมองออกไปด้านนอกอยู่นานสองนาน
แน่นอนว่าศิษย์ที่ทำหน้าที่รับส่งศิษย์ใหม่ย่อมเข้าใจความรู้สึกของเด็กๆ เป็นอย่างดี พวกเขาไม่ได้เร่งเร้า ปล่อยให้เด็กๆ ได้มองดูทิวทัศน์กันตามสบาย
หลังจากที่เด็กๆ ดูจนพอใจแล้ว พวกเขาถึงได้เรียกทุกคนมารวมตัวกันและให้นั่งลง อาศัยช่วงเวลาที่กำลังเดินทางกลับนี้ อธิบายกฎเกณฑ์การทดสอบเข้าสำนัก รวมถึงกฎระเบียบและเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการฝึกตนของสำนักหนานหัวให้ทุกคนได้ฟังไปพร้อมๆ กัน
ทุกคนล้วนตั้งใจฟังเป็นอย่างมาก อวิ๋นไคเองก็เช่นกัน ระหว่างนั้นก็มีเด็กบางคนถามคำถามอื่นๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ศิษย์ที่ทำหน้าที่รับส่งก็ตอบคำถามให้ด้วยความใจเย็น
ในขณะที่บรรยากาศกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ จู่ๆ บนเรือเหาะก็มีเสียงสัญญาณเตือนภัยดังแสบแก้วหูขึ้นมา
วินาทีต่อมา ดูเหมือนจะมีบางอย่างตกลงมาจากฟากฟ้า กระแทกเข้ากับม่านพลังป้องกันของเรือเหาะอย่างจัง
อวิ๋นไคทำได้เพียงเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ ก่อนที่ความเจ็บปวดแสนสาหัสจะแล่นปราดเข้ามา และทำให้นางหมดสติไปในทันที
ภายใต้แรงกระแทกอันน่าสะพรึงกลัว เรือเหาะก็ร่วงหล่นลงกระแทกพื้นอย่างแรงจนเกิดเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่ ตัวเรือแตกกระจายไม่มีชิ้นดี ชิ้นส่วนกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดทั้งในและนอกหลุม
ไม่มีใครมองเห็นเลยว่าสิ่งใดกันแน่ที่ตกลงมากระแทกเรือเหาะ เหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหันและรุนแรงมาก ศิษย์สำนักหนานหัวที่มีฝีมือเก่งกาจที่สุดสามคนสามารถหลบหนีเอาชีวิตรอดออกมาได้ และคว้าตัวเด็กที่มีรากปราณดีที่สุดห้าคนติดมือมาด้วย
แน่นอนว่าเด็กที่มีกายารั่วสวรรค์และถูกกำหนดมาแล้วว่าไร้อนาคตอย่างอวิ๋นไค ย่อมไม่อยู่ในกลุ่มเด็กห้าคนนั้น
"รีบลงไปช่วยคนเร็วเข้า รีบพาคนที่ยังมีลมหายใจขึ้นมาก่อน"
ลู่เฟยวางเด็กสองคนที่เขาพากระโดดหนีออกมาได้อย่างปลอดภัยลงบนพื้น จากนั้นเขาก็ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือฉุกเฉินไปยังสำนักทันที ก่อนจะร้องเรียกศิษย์ร่วมสำนักอีกสองคนให้รีบลงมือช่วยเหลือผู้รอดชีวิต
แต่น่าเสียดายที่หลังจากค้นหาอยู่นาน ไม่ว่าจะเป็นศิษย์ร่วมสำนักอีกสามคน หรือเด็กๆ ที่เพิ่งรับมาจากเมืองไท่คังในช่วงไม่กี่วันมานี้ กลับไม่พบผู้รอดชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว
หัวใจของลู่เฟยดิ่งวูบลงสู่หุบเหวลึก ในขณะที่เขากำลังคิดว่าจะต้องอธิบายเรื่องนี้กับทางสำนักอย่างไร จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจของศิษย์น้องถานดังขึ้น "ศิษย์พี่ลู่ ทางนี้ยังมีคนรอดชีวิตอยู่"
อวิ๋นไคถูกดึงตัวออกมาจากช่องว่างระหว่างเศษซากโล่ป้องกันชิ้นใหญ่ที่ทับถมกันอยู่
เมื่อเทียบกับสภาพศพของคนอื่นๆ ที่เละเทะจนจำไม่ได้แล้ว หากมองข้ามบาดแผลเหวอะหวะขนาดเท่ากำปั้นบริเวณจุดตันเถียน สภาพร่างกายโดยรวมของนางถือว่าสมบูรณ์และสะอาดกว่ามาก
ลู่เฟยร่ายเวทฟื้นฟูรักษาบาดแผลเหวอะหวะของอวิ๋นไคติดต่อกันนับสิบครั้ง หลังจากห้ามเลือดได้แล้ว เขาก็พันแผลให้นางอย่างลวกๆ และป้อนยารักษาอาการบาดเจ็บให้นางหนึ่งเม็ด
ราวกับนึกถึงสภาพร่างกายของอวิ๋นไคขึ้นมาได้ ลู่เฟยชะงักไปเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่สนใจที่จะเสียดายยา และป้อนยาให้นางเพิ่มอีกหลายเม็ด
แม้ตอนนี้จะรักษาชีวิตของนางเอาไว้ได้ชั่วคราว แต่สุดท้ายแล้วนางจะปลอดภัยหรือไม่ จะฟื้นขึ้นมาได้ไหม ก็คงต้องพานางกลับไปที่สำนักให้คนของยอดเขาโอสถตรวจดูเสียก่อนถึงจะรู้ได้
"ไม่คิดเลยว่านางจะเป็นคนที่รอดชีวิตมาได้ ช่างเหลือเชื่อจริงๆ"
แน่นอนว่าศิษย์น้องถานก็รู้ดีถึงสถานการณ์ของอวิ๋นไค เขารู้สึกในทันทีว่าเด็กสาวคนนี้ช่างโชคดีเหลือเกิน "น่าเสียดายที่นางเป็นกายารั่วสวรรค์และถูกลิขิตมาแล้วว่าไร้อนาคต มิเช่นนั้นผู้อาวุโสและปรมาจารย์ในสำนักคงต้องแย่งชิงตัวนางกันจนหัวร้างข้างแตกเป็นแน่"
"หากเจ้ามีเวลามาสนใจเรื่องพวกนี้ มิสู้เอาเวลาไปคิดหาคำอธิบายให้กับทางสำนักจะดีกว่า"
อารมณ์ของลู่เฟยยิ่งย่ำแย่ลง "ตอนนั้นเห็นได้ชัดว่ามีบางอย่างตกลงมากระแทกเรือเหาะ แล้วตอนนี้พบเบาะแสอะไรที่เป็นประโยชน์บ้างหรือไม่"
ไม่มีเลย นอกจากซากเรือเหาะที่แตกกระจายและซากศพของผู้เสียชีวิตแล้ว ก็ไม่พบสิ่งอื่นใดอีกเลย ช่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก
[จบแล้ว]