- หน้าแรก
- ฝืนลิขิตฟ้า ข้าไม่ขอรอความตาย
- บทที่ 2 - ศิษย์สืบทอดนาม
บทที่ 2 - ศิษย์สืบทอดนาม
บทที่ 2 - ศิษย์สืบทอดนาม
บทที่ 2 - ศิษย์สืบทอดนาม
เมื่อคำว่ากายารั่วสวรรค์หลุดรอดออกมา ผู้ฝึกตนทุกคนก็รู้ทันทีว่ามันหมายถึงอะไร
ในตอนแรก ผู้คนจากหลายสำนักเซียนใหญ่ยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อคำพูดของแพทย์หญิงนัก เพราะถึงอย่างไรนี่ก็คือต้นกล้ารากปราณอสนีที่ดีที่สุด ดังนั้นแต่ละสำนักจึงส่งคนมาดึงพลังปราณเพื่อตรวจสอบอวิ๋นไคด้วยตนเองอีกครั้ง
"น่าเสียดาย เป็นกายารั่วสวรรค์จริงๆ ด้วย แบบนี้รากปราณอสนีกลายพันธุ์ก็เทียบไม่ได้แม้กระทั่งรากปราณห้าธาตุเสียอีก"
"ใช่ว่าจะเทียบไม่ได้แค่นั้นเสียเมื่อ การชักนำพลังปราณเข้าสู่ร่างกายยังทำได้ยากเลย ในเมื่อจุดตันเถียนรั่วไหลเสียขนาดนี้"
"แล้วแบบนี้จะทำอย่างไรต่อเล่า พวกเจ้าไม่เอาแล้วงั้นหรือ"
"จะเอาไปทำไม ในเมื่อฝึกฝนไม่ได้เลยสักนิด"
"ก็ใช่ว่าจะฝึกฝนไม่ได้เสียทีเดียว หากโชคดีก็อาจจะดึงดูดพลังปราณเข้าสู่ร่างกายได้สำเร็จ แต่ชาตินี้อย่างมากที่สุดก็คงหยุดอยู่แค่ระดับเลี่ยนชี่ขั้นหนึ่งเท่านั้น แต่หากอาศัยการชักนำพลังปราณเข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่อง ขอเพียงแค่ความเร็วในการชักนำเข้าเร็วกว่าความเร็วที่รั่วไหลออกไป อย่างน้อยก็ยังพอจะรักษาชีวิตให้อยู่รอดไปได้จนถึงอายุหกเจ็ดสิบปีโดยไร้ปัญหา"
"หากมีศิลาปะทิฆัมพรล่ะก็ ไม่แน่ว่าอาจจะซ่อมแซมกายารั่วสวรรค์ของนางได้สำเร็จ"
"เจ้ากำลังพูดตลกอยู่หรือไร ของในตำนานเช่นนั้นใครเคยเห็นกันบ้าง เกรงว่าคงมีเพียงในดินแดนวิญญาณหรือดินแดนเซียนเท่านั้น ทวีปเฟิ่งสิงของเราย่อมไม่มีของพรรค์นั้นอยู่หรอก"
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของทุกคน อวิ๋นไคก็หลุดจากความตกตะลึงกับคำว่าคนไร้ค่าในตอนแรก และกลับมาตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณทำให้นางพยายามจับใจความสำคัญของข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสถานการณ์ปัจจุบันของตนเอง
คำว่าแทบจะเทียบเท่ากับคนไร้ค่า นั่นหมายความว่าไม่ได้ไร้ค่าไปเสียทั้งหมด หมายความว่าการที่นางมีรากปราณ หากได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกฝน ก็ยังมีหนทางรอดชีวิตหลงเหลืออยู่
ส่วนศิลาปะทิฆัมพรนั้นสามารถซ่อมแซมกายารั่วสวรรค์ให้กลับมาสมบูรณ์ได้ ช่วยให้นางรอดพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บและมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างแท้จริง แม้ว่ามันจะล้ำค่าและหายากเพียงใด แต่มันต้องมีอยู่จริงอย่างแน่นอน
เพียงแต่ในเวลานี้ สิ่งแรกที่นางต้องทำคือการฝากตัวเข้าเป็นศิษย์ของสำนักเซียนให้สำเร็จเสียก่อน จากนั้นถึงจะมีโอกาสเรียนรู้วิชาการฝึกฝนและมีโอกาสชักนำพลังปราณเข้าสู่ร่างกายเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้
"เรียนถามท่านเซียนทุกท่าน วันนี้ขอเพียงทดสอบพบว่ามีรากปราณ ก็สามารถเลือกสำนักเซียนที่อยากเข้าร่วมได้ใช่หรือไม่"
น้ำเสียงของอวิ๋นไคไม่ได้ดังมากนัก ทว่าก็ชัดเจนและหนักแน่นมากพอที่จะประกาศความต้องการของนางให้ทุกคนได้รับรู้ แม้ว่าตอนนี้นางจะไม่ใช่ต้นกล้าชั้นยอดที่ใครๆ ต่างพากันแย่งชิงอีกต่อไปแล้วก็ตาม
ลานทดสอบเงียบสงัดลงจนน่าอึดอัดในทันที สถานการณ์แปรเปลี่ยนไป ใครเล่าจะอยากรับคนที่มีรากปราณอสนีแต่มีกายารั่วสวรรค์มาเป็นศิษย์ เพราะสิ่งนี้ยังสู้รากปราณห้าธาตุที่ห่วยแตกที่สุดไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
"อะแฮ่ม ตามหลักการแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ"
นักพรตหญิงคนหนึ่งจากหอฝูเหยากระแอมไอด้วยความกระอักกระอ่วนใจ นางแอบคิดว่าหากนางต้องมาเจอเรื่องราวพลิกผันชนิดขึ้นสวรรค์ลงนรกแบบนี้ คงต้องปวดใจตายอยู่ตรงนั้นเป็นแน่ "แต่ว่าแม่นางน้อย เจ้าต้องรู้ไว้ว่าการทดสอบรากปราณและเลือกสำนักเซียนที่จะเข้าร่วมนั้นยังไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้าย เมื่อเดินทางไปยังสำนักที่เลือกแล้ว ยังต้องเข้ารับการทดสอบก่อนเข้าสำนัก หากผ่านการทดสอบได้สำเร็จถึงจะมีคุณสมบัติเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ แต่ด้วยสภาพร่างกายของเจ้าในเวลานี้ ไม่ว่าจะไปที่สำนักใดก็คงไม่อาจผ่านการทดสอบเข้าสำนักได้หรอกนะ"
อวิ๋นไคตั้งใจฟังพลางคิดคำนวณในใจ นางแค่ร่างกายอ่อนแอแต่สมองไม่ได้แย่สักหน่อย
เว้นเสียแต่ว่าการทดสอบเพื่อเข้าสำนักเซียนทั้งหมดจะเป็นการใช้พละกำลังอย่างหนักโดยไม่ต้องใช้สมองเลย มิเช่นนั้นการด่วนตัดสินปฏิเสธนางทั้งที่ยังไม่ได้ลองทดสอบเลยเช่นนี้ ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงอคติเท่านั้น
แต่นางเข้าใจดีว่าการที่สำนักเซียนรับลูกศิษย์นั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือผลตอบแทนที่ลูกศิษย์จะมอบให้สำนักในอนาคต ดังนั้นกับคนที่ในสายตาของพวกเขาถูกกำหนดมาแล้วว่าไม่อาจฝึกฝนได้ การที่สำนักไม่ยินยอมสิ้นเปลืองเวลาและทรัพยากรก็ถือเป็นเรื่องปกติวิสัย
"เรื่องที่ท่านกล่าวมา ข้าเข้าใจดี แต่ข้าก็ยังคงวิงวอนขอให้มีสำนักเซียนยอมมอบโอกาสในการทดสอบเข้าสำนักให้ข้าสักครั้ง ให้ข้าได้ลองดูก็ยังดี หากผ่านไปไม่ได้ นั่นก็หมายความว่าข้าไร้วาสนากับสำนักเซียน ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร ข้าก็จะรู้สึกสำนึกในบุญคุณและจะไม่ทำตัวพัวพันให้วุ่นวายอีกต่อไป"
อวิ๋นไคคิดเช่นนั้นจริงๆ นางโอนอำนาจการตัดสินใจกลับคืนไปให้สำนักเซียนใหญ่ด้วยความจริงใจและชาญฉลาดเป็นอย่างยิ่ง
นางดึงความสนใจไปที่กฎของการรับศิษย์ใหม่ ทั้งอ้างอิงเหตุผลและใช้อารมณ์ความรู้สึกเข้าช่วย หากมีสำนักเซียนใดยอมเปิดทางให้ อย่างน้อยที่สุดก็ถือเป็นการรักษาหน้าและปฏิบัติตามกฎ อีกทั้งยังเป็นการสร้างบุญคุณโดยไม่ต้องลงแรงอะไรมากนัก
อาจเป็นเพราะท่าทีของนางเปิดเผยและจริงใจจนเกินไป อีกทั้งคำพูดก็มีน้ำหนัก พอเปลี่ยนความคิด ในที่สุดก็เริ่มมีคนปรึกษาหารือกันและรู้สึกว่าการให้โอกาสเด็กคนนี้ลองเข้ารับการทดสอบดูสักครั้งก็ไม่ได้เสียหายอะไร
เพียงไม่นาน นอกจากสำนักหนานหัวที่มีความแข็งแกร่งที่สุดแล้ว สำนักเซียนใหญ่อื่นๆ ต่างก็พากันแสดงความยินดีที่จะมอบโอกาสให้อวิ๋นไคเข้าร่วมการทดสอบ
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ดูเหมือนสิทธิ์ในการเลือกจะกลับมาอยู่ในมือของอวิ๋นไคอีกครั้ง จู่ๆ ก็มีคนผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาจากฝูงชน และเอ่ยถ้อยคำเหนือความคาดหมายต่อหน้าทุกคนว่า "ไม่ต้องเข้าร่วมการทดสอบเข้าสำนักใดๆ อีก ข้ายินดีรับเจ้าเป็นศิษย์สืบทอดนามโดยตรง"
ทุกคนมองตามเสียงไป กลับพบว่าผู้มาเยือนคือฉินเทียนผู้ฝึกตนระดับหยวนอิงที่อายุน้อยที่สุดและทรงพลังที่สุดแห่งสำนักหนานหัว ดังนั้นพวกเขาจึงพากันลุกขึ้นยืนทำความเคารพและต้อนรับ
ฉินเทียนบรรลุระดับจู้จีตอนอายุสิบหกปี บรรลุระดับเจี๋ยตานตอนอายุสามสิบปี และเลื่อนระดับเป็นหยวนอิงตอนอายุเพียงหนึ่งร้อยหนึ่งปี
อย่าว่าแต่อยู่ในดินแดนสามรัฐเบื้องล่างที่มีทรัพยากรแย่ที่สุดเลย ต่อให้มองไปทั่วทั้งเก้ารัฐในทวีปเฟิ่งสิง เขาก็นับว่าเป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับยากอย่างยิ่ง
ไม่เพียงเท่านั้น ปัจจุบันเขามีอายุยังไม่ถึงสามร้อยปี ทว่าก็อยู่ระดับหยวนอิงขั้นปลายแล้ว ด้วยความเร็วระดับนี้ เป็นไปได้อย่างมากว่าเขาอาจจะกลายเป็นผู้ฝึกตนระดับฮว่าเสินที่อายุน้อยที่สุดในทวีปเฟิ่งสิง และได้จุติขึ้นสู่ดินแดนวิญญาณ
และในเวลานี้ ยอดอัจฉริยะเช่นเขากลับเป็นฝ่ายเสนอตัวรับลูกศิษย์เสียเอง แม้จะเป็นเพียงศิษย์สืบทอดนาม แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้ใครต่อใครต้องอิจฉาตาร้อน
แต่เมื่อนึกถึงกายารั่วสวรรค์ของอวิ๋นไค จิตใจของพวกเขาก็กลับมาสงบลงในพริบตา
คนที่มีกายารั่วสวรรค์ซึ่งถูกกำหนดมาแล้วว่าไร้อนาคต ต่อให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับหยวนอิงอย่างฉินเทียนก็ไม่อาจหาทางแก้ไขได้ ไม่ว่าใครจะรับนางเป็นศิษย์ก็เป็นเพียงการรับไว้ในนามเท่านั้น
ดังนั้น ทุกคนจึงเปลี่ยนมาเยินยอจิตใจอันเมตตาของฉินเทียนแทน โดยเห็นพ้องต้องกันว่าฉินเทียนรู้สึกเวทนาต่อชะตากรรมของเด็กคนนี้ จึงไม่อยากมองดูแม่นางน้อยหมดสิ้นหนทางรอดชีวิต และถือว่าเป็นการทำความดีไปในตัว
ทว่าหากฉินเทียนยอมเสียสละอะไรบางอย่างเพื่อช่วยแม่นางน้อยชักนำพลังปราณเข้าสู่ร่างกาย ก็ถือว่าเด็กคนนี้ยังไม่ถึงคราวเคราะห์ ถึงตอนนั้นก็ค่อยไปพักฟื้นที่สำนักหนานหัว อย่างน้อยการใช้ชีวิตเยี่ยงคนปกติไปจนถึงอายุห้าหกสิบปีก็ไม่ใช่ปัญหา
"รีบเข้าไปคุกเข่าขอบคุณท่านเซียนเร็วเข้า"
เมื่อแพทย์หญิงเห็นอวิ๋นไคยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ นางจึงคิดว่าเด็กสาวคงจะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก จึงแอบดันหลังอวิ๋นไคเบาๆ พร้อมกับกระซิบเตือน
เรื่องดีงามเช่นนี้ ย่อมต้องรีบยืนยันสถานะศิษย์อาจารย์ต่อหน้าทุกคนให้กระจ่างชัดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวายตามมาภายหลัง
เพียงแต่ไม่มีใครคาดคิดว่า ในช่วงเวลาที่ควรจะตื่นเต้นดีใจเช่นนี้ อวิ๋นไคกลับกำลังเหม่อลอยอย่างจริงจัง และที่สำคัญคือนางเหม่อลอยต่อหน้าฉินเทียนเสียด้วย
เรื่องนี้จะโทษนางก็ไม่ได้ เพราะแต่ไหนแต่ไรมานางก็ไม่ใช่คนโชคดีนัก ทว่าจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตกลับมาเยือนอย่างกะทันหันและง่ายดายจนนางตั้งตัวไม่ติดและอดสงสัยไม่ได้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่
จากปฏิกิริยาของทุกคนก็พอจะเดาได้ว่าท่านเซียนตรงหน้าผู้นี้ต้องเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย แล้วคนที่มีกายารั่วสวรรค์เช่นนางเอาความดีความชอบใดไปเข้าตาสะดุดใจบุคคลผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้
คงไม่ใช่เพราะความน่าสงสารของนางหรอกกระมัง
อวิ๋นไคเกิดความรู้สึกหวาดกลัวและกระวนกระวายใจอย่างประหลาดซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะนางรู้ตัวดีว่าบนโลกนี้มีคนที่น่าสงสารกว่านางอีกมากมายก่ายกอง และยิ่งเป็นคนที่แข็งแกร่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งยากที่จะใจอ่อนได้ง่ายๆ
โชคดีที่คำเตือนของแพทย์หญิงทำให้นางเรียกสติกลับมาได้อย่างแนบเนียนและตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด เพราะนางไม่มีเหตุผลใดๆ และไม่มีคุณสมบัติใดๆ ที่จะปฏิเสธไมตรีจิตที่ท่านเซียนผู้นี้หยิบยื่นให้ก่อนเลย
"ขอบพระคุณท่านเซียนที่เมตตา"
อวิ๋นไคเลิกคิดฟุ้งซ่าน นางคุกเข่าคำนับฉินเทียนอย่างเป็นทางการ
ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นเช่นไร แต่ในเมื่ออีกฝ่ายได้มอบโอกาสในการเรียนรู้วิชาเซียนให้แก่นาง พระคุณที่เหมือนชุบชีวิตใหม่นี้นางย่อมต้องจดจำไว้ในใจ
หลังจากรับการคำนับ ฉินเทียนก็พยักหน้าเล็กน้อย เขายกมือขึ้นเบาๆ เป็นสัญญาณให้อวิ๋นไคลุกขึ้น ดวงตาอันหล่อเหลาของเขาไม่ได้หันไปสนใจศิษย์สืบทอดนามที่เพิ่งรับมาใหม่ผู้นี้อีก
"พวกเจ้าดำเนินการต่อเถิด ข้ามีธุระต้องขอตัวก่อน"
หลังจากสั่งเสียกับศิษย์สำนักหนานหัวอย่างง่ายๆ เขาก็ไม่รั้งอยู่อีกต่อไป แม้กระทั่งเรื่องการจัดการศิษย์สืบทอดนามที่เพิ่งรับมาก็ไม่ได้กำชับอะไรเพิ่มเติม แล้วก็เดินจากไปเช่นนั้น
[จบแล้ว]