- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอก้าวเป็นที่หนึ่งเหนือผู้ใด
- บทที่ 9 - คำถามเอาชีวิตจากซวินเอ๋อร์
บทที่ 9 - คำถามเอาชีวิตจากซวินเอ๋อร์
บทที่ 9 - คำถามเอาชีวิตจากซวินเอ๋อร์
บทที่ 9 - คำถามเอาชีวิตจากซวินเอ๋อร์
การเข้าหาอย่างกระตือรือร้นของซวินเอ๋อร์ อยู่ในความคาดหมายของจางหยวนทุกประการ
ในสถานการณ์ปกติ ด้วยฐานะของซวินเอ๋อร์ซึ่งเป็นถึงบุตรสาวของผู้นำตระกูลโบราณระดับจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้ นางย่อมเป็นหญิงสาวสูงศักดิ์ที่บรรดาอัจฉริยะอันดับต้นๆ จากขุมกำลังระดับสูงสุดของแผ่นดินต่างปรารถนาแต่ไม่อาจเอื้อมถึง
ต่อให้บิดาของนางต้องการให้นางมีชีวิตวัยเด็กที่เรียบง่าย (เพราะหลอมรวมเพลิงเทวะราชันทองคำมาตั้งแต่เด็ก ทำให้นางไม่สามารถฝึกฝนให้แข็งแกร่งมาตั้งแต่เด็กเหมือนอัจฉริยะคนอื่นๆ ในตระกูลได้ สู้ให้ไปเติบโตในเมืองเล็กๆ และหาโอกาสชิงหยกจักรพรรดิไปด้วยยังจะดีกว่า) แต่สายเลือดจักรพรรดิปราณก็ยังคงมอบความศักดิ์สิทธิ์บางอย่างให้นาง ทำให้นางไม่เคยมองเห็นใครอยู่ในสายตา
ความเย่อหยิ่งเย็นชาคือเรื่องปกติของนาง การรักษาระยะห่างกับผู้อื่นคือตัวตนที่แท้จริง นางจะอ่อนโยนเฉพาะกับคนที่นางให้ความสำคัญเท่านั้น นี่คือความเป็นมนุษย์ที่นางยังหลงเหลืออยู่ ส่วนความเห็นอกเห็นใจคือสันดานดิบ
ผู้หญิงแบบนี้ คือแสงจันทร์นวลผ่องในดวงใจของบุรุษนับไม่ถ้วน แต่ในสถานการณ์ปกติกลับเป็นผู้หญิงที่ตามจีบยากที่สุด เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่านางชอบอะไร จะได้เอาใจถูกจุด
แต่หากคุณสามารถทำให้นางตกหลุมรักได้ นางก็พร้อมที่จะละทิ้งศักดิ์ศรี ความเย่อหยิ่ง หรือแม้กระทั่งหลักการบางอย่างเพื่อคุณ
ชายขี่ม้าไม้ไผ่มาหา เวียนวนรอบเตียงเล่นลูกพลัมเขียว
อยู่ร่วมกันในตรอกฉางกาน สองวัยเยาว์ไร้ความเคลือบแคลงระแวงใจ
เขากับหญิงสาวเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก จึงสามารถเดินเข้าไปนั่งในหัวใจของนางได้สำเร็จ
"ซวินเอ๋อร์ เจ้าวางใจเถอะ"
"ปรมาจารย์ปราณไม่พอ พี่ก็จะก้าวขึ้นเป็นจอมปราชญ์ปราณ"
"จอมปราชญ์ปราณไม่ได้ พี่ก็จะก้าวขึ้นเป็นเซียนปราณ"
"หากเซียนปราณยังไม่ได้อีก ต่อให้ต้องเป็นจักรพรรดิปราณในตำนาน พี่ก็จะขอลองดูสักตั้ง"
เมื่อสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นอ่อนนุ่มในอ้อมกอด จางหยวนก็เอ่ยคำสาบานอันยิ่งใหญ่ออกมา น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ
หากยอดฝีมือบางคนมาได้ยินเข้า คงคิดว่าเขาเป็นพวกกบในกะลาที่อวดดีไม่เจียมตัว
แต่มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ดีว่า ขอเพียงเซียวเหยียนผงาดขึ้นมาได้อย่างราบรื่น เขาก็นอนเฉยๆ อยู่บ้านรอเป็นเซียนปราณได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีสูตรโกง และมีความรู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับ "เนื้อเรื่อง" หากมีตัวช่วยทั้งสองอย่างนี้แล้วยังไม่ได้เป็นจักรพรรดิปราณอีกล่ะก็ สู้เอามีดปาดคอตัวเองตายไปเสียตอนนี้เลยจะดีกว่า
"ซวินเอ๋อร์เชื่อท่านเจ้าค่ะ ท่านพี่หยวน"
ซวินเอ๋อร์ไม่มีท่าทีสงสัยเลยแม้แต่น้อย นางเชื่อมั่นในตัวจางหยวนเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์
จางหยวนจ้องมองดวงตาคู่สวยราวกับผิวน้ำ และริมฝีปากสีชมพูระเรื่อของซวินเอ๋อร์ ภายในใจเกิดแรงปรารถนาอย่างรุนแรง
เขาก้มหน้าลง หมายจะประทับรอยจูบ
หัวใจของซวินเอ๋อร์เต้นระรัว นางหลับตาลงโดยสัญชาตญาณ
ทว่าวินาทีต่อมา จู่ๆ ก็มีกลิ่นอายของยอดฝีมือปรากฏขึ้น ทำให้ซวินเอ๋อร์ต้องก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ
"ท่าทีที่เจ้าก้าวถอยหลังไปนั้นเอาจริงหรือ"
จางหยวนไม่ได้เสียใจกับปฏิกิริยาของซวินเอ๋อร์ แต่กลับได้สติคืนมาในทันที
การคิดจะจูบซวินเอ๋อร์ต่อหน้าหลิงอิ่งซึ่งเป็นเครื่องมือรับใช้นั้น มันเป็นการคิดที่เพ้อเจ้อเกินไปหน่อย
การที่เขาเผลอไปขโมยหัวใจของซวินเอ๋อร์มาได้ตั้งแต่เด็ก ก็ทำให้อีกฝ่ายแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว
"ท่านพี่หยวน ซวินเอ๋อร์มีเรื่องหนึ่งอยากจะถามท่านเจ้าค่ะ" ซวินเอ๋อร์เอามือไพล่หลังประสานกันไว้ เส้นผมสีดำขลับปลิวไสวไปตามสายลม ยิ่งขับเน้นความน่ารักสดใสและงดงามของวัยเยาว์
แต่คำถามที่นางเอ่ยออกมา กลับทำให้จางหยวนเหงื่อแตกพลั่กเต็มแผ่นหลัง
"ระหว่างซวินเอ๋อร์กับพี่สาวเซียนแพทย์น้อยคนนั้น ท่านพี่หยวนคิดว่าใครสวยกว่ากันหรือเจ้าคะ"
ให้ตายเถอะ ซวินเอ๋อร์รู้เรื่องการมีอยู่ของเซียนแพทย์น้อยได้อย่างไร
เขาแค่ไปหาประสบการณ์ที่เทือกเขาสัตว์อสูร แล้วบังเอิญได้รู้จักและอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเซียนแพทย์น้อยแค่ไม่กี่เดือน ยังไม่ได้ตกลงคบหากันอย่างเป็นทางการเสียหน่อย
ใช่แล้ว ต้องเป็นฝีมือหลิงอิ่งแน่ๆ เครื่องมือรับใช้ที่คอยวิ่งเต้นให้ซวินเอ๋อร์ ยอดฝีมือระดับจอมราชันปราณที่ตระกูลกู่อุตส่าห์คัดสรรมาให้
ที่เขากล้าออกไปใช้ชีวิตเสี่ยงตายข้างนอก ก็เพราะเดาไว้แล้วว่าซวินเอ๋อร์จะต้องส่งหลิงอิ่งมาคอยคุ้มกันเขาอย่างลับๆ แน่ ตอนที่ไปฝึกฝนในเทือกเขาสัตว์อสูรเขาก็เคยแอบทดสอบดูแล้วและยืนยันได้ว่าเป็นความจริง
ต้องเป็นหมอนั่นที่คาบข่าวไปฟ้องแน่ๆ!
แต่เขาก็พูดอะไรไม่ได้
"อะแฮ่ม ซวินเอ๋อร์ ปัญหาเรื่องที่น้องเหยียนฝึกฝนไม่ได้ยังต้องให้พี่ไปจัดการอีก พี่ขอตัวก่อนนะ เดี๋ยวตอนอาหารเย็นค่อยคุยกันใหม่" จางหยวนหันหลังเตรียมเผ่นหนี
จะให้ยอมรับโต้งๆ ก็คงไม่ได้ เพราะมันจะเป็นการฝังระเบิดเวลาไว้ในอนาคต
แต่ตอนนี้เขาก็ยังไม่มีความกล้าพอที่จะทำตัวเผด็จการ ดังนั้นจึงทำได้เพียงใช้แผน "ซื้อเวลา" ไปก่อน
โชคดีที่ซวินเอ๋อร์ไม่ได้คาดคั้น นางเพียงแค่ยิ้มบางๆ แล้วมองส่งเขากลับไปด้วยสายตาล้อเลียน
เมื่อร่างของจางหยวนหายลับไป ชายในชุดคลุมสีดำก็ปรากฏตัวขึ้นข้างกายซวินเอ๋อร์อย่างเงียบเชียบ เขาทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งแล้วกล่าวว่า "คุณหนู ข้าน้อยมีเรื่องหนึ่งที่ไม่เข้าใจขอรับ"
"ว่ามาสิ" ซวินเอ๋อร์หันไปมองหมู่เมฆที่กำลังม้วนตัว กลิ่นอายของนางเปลี่ยนเป็นเย็นชา นัยน์ตาเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่นดุจบ่อน้ำนิ่ง
"เหตุใดคุณหนูจึงไม่เอาความเรื่องเซียนแพทย์น้อยผู้นั้นขอรับ" หลิงอิ่งเอ่ยถาม
อันที่จริงการที่เขาถามคำถามนี้ถือว่าเป็นการล้ำเส้นและไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
หากยังอยู่ในตระกูลกู่ ลำพังแค่ความผิดฐานละเมิดกฎของตระกูลก็มากพอจะทำให้เขาโดนลงโทษอย่างหนักแล้ว
แต่การที่เขาได้รับมอบหมายจากกู่หยวนให้มา "คุ้มครอง" ซวินเอ๋อร์ แต่กลับปล่อยปละละเลยจนซวินเอ๋อร์ถูก "ไอ้หนุ่มบ้านนอก" ขโมยหัวใจไปนั้น ถือเป็นความผิดมหันต์ยิ่งกว่า
ตอนที่จางหยวนออกไปหาประสบการณ์ เขาถูกซวินเอ๋อร์สั่งให้แอบตามไปคุ้มกัน สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าตอนที่เขาจับได้ว่าจางหยวนไปเกาะแกะผู้หญิงคนอื่น เขาดีใจมากแค่ไหน เขารีบส่งข่าวกลับมาบอกทันที ด้วยหวังว่าซวินเอ๋อร์จะผิดหวังในตัวจางหยวนและตัดใจไปในที่สุด
แต่ผลลัพธ์คือซวินเอ๋อร์กลับส่งจดหมายตอบกลับมาสั่งให้เขาตั้งใจคุ้มครองให้ดี และให้คอยสังเกตดูว่าผู้หญิงที่จางหยวนไปเกาะแกะนั้นไว้ใจได้หรือไม่ หากไว้ใจได้ก็ปล่อยไป แต่หากไว้ใจไม่ได้ก็จงสังหารทิ้งเสีย
ทำไมถึงได้ใจกว้างขนาดนี้
"เหตุใดข้าต้องเอาความด้วยเล่า" ซวินเอ๋อร์ไม่ได้ใส่ใจกับการล้ำเส้นของหลิงอิ่ง นางตอบเสียงเรียบว่า "เมื่อข้าบรรลุนิติภาวะก็ต้องกลับไปที่ตระกูล ถึงตอนนั้นเจ้าคิดว่าพี่หยวนจะมีโอกาสมาปรากฏตัวต่อหน้าข้ามากแค่ไหนกัน"
ซวินเอ๋อร์คือบุตรสาวของผู้นำตระกูลกู่ ซึ่งเป็นถึงเซียนปราณเก้าดาวขั้นสูงสุด อนาคตของนางถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของดินแดนแห่งพลังปราณ
ในอนาคต หากคิดจะมาพบนาง อย่างน้อยก็ต้องมีพลังระดับจอมปราชญ์ปราณ และหากคิดจะแต่งงานกับนางก็ต้องมีพลังระดับเซียนปราณ
หากตระกูลเซียวยังไม่ตกต่ำลง และจางหยวนก็เป็นสายเลือดสายตรงของตระกูลเซียว เขาก็อาจจะมีโอกาสอยู่บ้าง
แต่สำหรับตอนนี้แล้ว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย!
"ข้าน้อยเข้าใจแล้วขอรับ" หลิงอิ่งรู้สึกว่าตัวเองเริ่มมองเห็นภาพรวมแล้ว
ซวินเอ๋อร์รักจางหยวนนั้นเป็นเรื่องจริง แต่ก็มีสติรู้ดีว่าฐานะของทั้งสองต่างกันราวฟ้ากับเหว ท้ายที่สุดแล้วย่อมไม่อาจครองคู่กันได้
ดังนั้นนางจึงไม่สนใจว่าจางหยวนจะมีผู้หญิงคนใหม่หรือไม่
"อืม" ซวินเอ๋อร์ตอบรับสั้นๆ
หลิงอิ่งเข้าใจแล้วงั้นหรือ
เข้าใจกับผีสิ!
นางไม่มีทางยอมแพ้เรื่องที่จะได้อยู่ครองคู่กับจางหยวนหรอก
หากในอนาคตจางหยวนสามารถกลายเป็นจอมปราชญ์ปราณ หรือแม้กระทั่งเซียนปราณ แล้วมาสู่ขอนางที่ตระกูลกู่ได้ นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด
แต่หากพลังของจางหยวนไปไม่ถึงขั้นนั้น ก็ไม่เป็นไร นางจะตั้งใจฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้น รอจนกว่านางจะแข็งแกร่งพอที่ไม่มีใครในตระกูลกู่กล้าคัดค้าน ถึงตอนนั้นนางย่อมสามารถแต่งงานกับจางหยวนได้อย่างเปิดเผย
แน่นอนว่าการมีความมั่นใจและความคิดริเริ่มนั้นเป็นเรื่องดี แต่ก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากในการทำให้ทั้งสองกรณีนั้นเป็นจริงด้วย
เผื่อในกรณีที่จางหยวนทำไม่สำเร็จ และนางเองก็ไม่แข็งแกร่งพอ อย่างน้อยๆ ข้างกายจางหยวนก็ยังมีผู้หญิงคนอื่นคอยอยู่เคียงข้าง
ที่นางไม่ติดใจเอาความ ก็เป็นเพียงเพราะนางไม่แน่ใจว่าในอนาคตจะได้อยู่ร่วมกับจางหยวนหรือไม่ก็เท่านั้นเอง
"รอให้ท่านพี่หยวนออกเดินทางแล้ว เจ้าก็คอยตามคุ้มกันเขาอยู่ห่างๆ ต่อไปนะ" ซวินเอ๋อร์สั่งการด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"ข้าน้อยรับบัญชาขอรับ" หลิงอิ่งรับคำอย่างกระตือรือร้น
เมื่อรู้ว่าคุณหนูของตนเพียงแค่อยากจะมีความรักใสๆ ในวัยเยาว์ ความหนักอึ้งในใจของเขาก็เบาบางลงไปกว่าครึ่ง
เขาเปลี่ยนเรื่องคุย "คุณหนูขอรับ หากข้าน้อยไม่ได้คิดไปเอง คุณชายจางหยวนน่าจะรู้ตัวแล้วว่ามีข้าน้อยคอยติดตามอยู่"
สำหรับพรสวรรค์ในการฝึกฝนและความเฉลียวฉลาดของจางหยวนนั้น หลิงอิ่งรู้สึกชื่นชมจากใจจริง
หากตระกูลเซียวยังคงรุ่งเรืองอยู่ จางหยวนอาจจะมีโอกาสได้ครองคู่กับคนงามจริงๆ ก็ได้
"ไม่เป็นไรหรอก" ซวินเอ๋อร์ยิ้มบางๆ "การที่ท่านพี่หยวนไม่พูดออกมาตรงๆ ก็แปลว่าเขายอมรับ เจ้าก็ถือเสียว่าตัวเองเป็นผู้พิทักษ์ของเขาก็แล้วกัน"
หลิงอิ่งย่อมไม่กล้าขัดข้อง และก็ไม่เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของซวินเอ๋อร์ด้วย
บนตัวซวินเอ๋อร์มีไพ่ตายที่กู่หยวนทิ้งไว้ให้ ต่อให้เจอเซียนปราณก็ยังสามารถหลบหนีได้ เขาเป็นแค่คนคอยวิ่งเต้นรับใช้ ไม่ใช่องครักษ์ส่วนตัวเสียหน่อย
ในขณะเดียวกัน บนถนนสายหลักจากเมืองอูถั่นมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงของจักรวรรดิเจียหม่า น่าหลันเยียนหรานนั่งอยู่ภายในรถม้า สายตาเหม่อมองกระบี่ยาวในมืออย่างเลื่อนลอย
กระบี่เล่มนี้คือของขวัญแรกพบที่อวิ๋นอวิ้นผู้เป็นอาจารย์มอบให้ แต่สายคล้องกระบี่ที่ด้ามนั้น กลับเป็นของที่จางหยวนให้มาเป็นของแถมเมื่อครึ่งปีก่อน
กระบี่บุ๋นประดับพู่ห้อย กระบี่บู๊ประดับสายคล้อง
"ศิษย์น้อง คนผู้นั้นช่างโอหังนัก ให้ศิษย์พี่หาวิธีสั่งสอนแทนเจ้าดีหรือไม่"
จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นด้านข้าง ทำเอาน่าหลันเยียนหรานตื่นจากภวังค์
นางขมวดคิ้วแล้วตอบว่า "ขอบคุณศิษย์พี่ แต่ไม่จำเป็นหรอกเจ้าค่ะ คนผู้นั้นพูดถูกแล้ว เป็นข้าเองที่ใช้วิธีการถอนหมั้นผิดไป ทำผิดก็ต้องยอมรับผิด"
ชายหนุ่มที่พูดด้วยส่ายหน้า "พูดแบบนั้นไม่ได้สิ เจ้ากลายเป็นศิษย์ของสำนักเมฆาครามแล้ว ซ้ำยังเป็นถึงศิษย์สายตรงของท่านเจ้าสำนัก การที่เขาทำเช่นนั้นถือเป็นการหักหน้าสำนักเมฆาครามของเรานะ"
"อีกอย่าง เขาเอาแต่พูดปาวๆ ว่าจักรวรรดิแห่งนี้ไม่ได้ใช้แซ่อวิ๋น เห็นได้ชัดว่าเขาดูแคลนสำนักเมฆาครามของเรา"
เมื่อได้ยินดังนั้น น่าหลันเยียนหรานก็รู้สึกรำคาญใจขึ้นมา
นางอยากจะย้อนถามเหลือเกินว่า จางหยวนพูดผิดตรงไหนหรือ
อวิ๋นซาน อดีตเจ้าสำนักเมฆาครามเก็บตัวฝึกวิชาแบบปิดตายมาหลายปีแล้ว ภายนอกต่างก็ลือกันว่าเขาสิ้นชีพไปแล้ว ตอนนี้ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักคืออาจารย์ของนาง อวิ๋นอวิ้น ซึ่งยังเทียบไม่ได้กับเจียสิงเทียนแห่งราชวงศ์จักรวรรดิเจียหม่า ขุมกำลังของทั้งสองฝ่ายก็ยังห่างชั้นกันมาก ยิ่งไปกว่านั้นจักรวรรดิเจียหม่าก็ไม่ได้มีแค่ราชวงศ์เพียงฝ่ายเดียวเสียหน่อย
แต่ในฐานะศิษย์ของสำนักเมฆาคราม นางไม่อาจพูดจาเช่นนั้นออกมาได้
"แล้วเหตุใดเมื่อครู่นี้ศิษย์พี่ถึงไม่โต้เถียงกับคนผู้นั้นเล่า" น่าหลันเยียนหรานเปลี่ยนประเด็น
"ตอนนั้นข้าคิดว่าตัวเองเป็นคนนอก ไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของศิษย์น้อง" ชายหนุ่มอธิบายอย่างฉะฉาน "แต่ตอนนี้มาลองนึกทบทวนดู คำพูดของเขาเป็นการดูหมิ่นสำนักเมฆาครามของเราอย่างมาก ข้าไม่ควรปล่อยผ่านไปง่ายๆ ข้าควรจะสั่งสอนเขาเสียหน่อย"
น่าหลันเยียนหรานลอบสังเกตสีหน้าของชายหนุ่ม ภายในใจแอบรู้สึกเย้ยหยัน
นางมองออกแล้วว่า ศิษย์พี่คนนี้จงใจพูดจาแบบนี้เพื่อหวังจะเอาชนะใจนาง
"ศิษย์พี่ ท่านช่างดีกับข้าเหลือเกิน" น่าหลันเยียนหรานแสร้งยิ้ม
ชายหนุ่มตาพร่าไปชั่วขณะกับรอยยิ้มนั้น ลอบดีใจในความฉลาดของตนเอง
ทว่าวินาทีต่อมา รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ต้องแข็งค้าง
"ตอนนี้พวกเราเพิ่งจะออกจากเมืองอูถั่นมาได้ไม่ไกล ย้อนกลับไปยังทันเวลา"
"รบกวนศิษย์พี่ช่วยออกหน้าท้าประลองกับคนผู้นั้น ให้เขารู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของสำนักเมฆาครามของเราด้วยเถอะเจ้าค่ะ"
"คิดว่าเป็นแค่หัวหน้ากองร้อยของกองกำลังเกราะทมิฬแล้วจะมาทำตัวโอหังได้งั้นหรือ"
น่าหลันเยียนหรานแสร้งทำเป็นฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้ง
ชายหนุ่มลอบกลืนน้ำลาย เอ่ยถามตะกุกตะกักว่า "เจ้าบอกว่าคนผู้นั้นคือหัวหน้ากองร้อยของกองกำลังเกราะทมิฬงั้นหรือ"
จางหยวนดูเหมือนยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ แต่กลับเป็นถึงยอดฝีมือระดับคุรุปราณช่วงปลายงั้นหรือ
"ใช่เจ้าค่ะ" น่าหลันเยียนหรานพยักหน้า "เมื่อครึ่งปีก่อนเขาก็เป็นถึงคุรุปราณเจ็ดดาวแล้ว ตอนนี้อาจจะก้าวขึ้นเป็นแปดดาวแล้วก็ได้ แต่ข้าเชื่อมั่นว่าเขาต้องสู้ศิษย์พี่ไม่ได้อย่างแน่นอน"
"ว่าแต่ เยียนหรานยังไม่เคยถามศิษย์พี่เลยว่า ท่านอยู่ระดับไหนแล้วหรือเจ้าค่ะ"
ชายหนุ่ม: "..."
เก๋อเยี่ยผู้เป็นอาจารย์ของเขายังเป็นแค่มหาคุรุปราณเลย ส่วนตัวเขาเป็นแค่ผู้ฝึกปราณแปดดาวกระจอกๆ เท่านั้นเอง
"เอ่อ ข้าขอตัวไปคุยเรื่องนี้กับท่านอาจารย์ก่อนนะ" ชายหนุ่มรู้สึกอับอายจนทนอยู่ในรถม้าต่อไปไม่ไหว
"หึ" น่าหลันเยียนหรานเบ้ปากเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปเหม่อมองสายคล้องกระบี่ต่อ
ดูเหมือนจางหยวนจะสนิทกับเซียวเหยียนมากเลยแฮะ อีกสามปีข้างหน้าข้าควรจะออมมือให้ดีไหมนะ
ในขณะเดียวกัน จางหยวนที่กลับมาถึงหน้าห้องฝึกวิชาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับซวินเอ๋อร์ที่มีใจให้เขารักเดียวใจเดียว การที่เขาแอบไปหว่านเสน่ห์ให้คนอื่นนอกบ้าน มันก็ทำให้เขารู้สึกผิดอยู่ลึกๆ เหมือนกัน
เขาหลัวเหลือเกินว่าซวินเอ๋อร์จะพูดว่า "ข้าเอาทั้งตระกูลกู่มาเดิมพันกับท่าน แต่ท่านกลับเห็นข้าเป็นธาตุอากาศ แล้วไปหาหญิงอาบพิษงั้นหรือ"
[จบแล้ว]