- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอก้าวเป็นที่หนึ่งเหนือผู้ใด
- บทที่ 4 - ข้อตกลงสามปีที่ไม่เหมือนเดิม
บทที่ 4 - ข้อตกลงสามปีที่ไม่เหมือนเดิม
บทที่ 4 - ข้อตกลงสามปีที่ไม่เหมือนเดิม
บทที่ 4 - ข้อตกลงสามปีที่ไม่เหมือนเดิม
เซียวเหยียนผ่านการเกิดมาแล้วถึงสองชาติ เขามีประสบการณ์ชีวิตแบบผู้ใหญ่และมีพลังวิญญาณอันแข็งแกร่งที่ช่วยมอบประสาทสัมผัสการสังเกตอันเฉียบคม
เขามองออกว่าน่าหลันเยียนหรานกับจางหยวนรู้จักกันมาก่อนหน้านี้แล้ว อีกทั้งเห็นได้ชัดว่าน่าหลันเยียนหรานมีใจให้กับลูกพี่ลูกน้องของเขา
หากเปลี่ยนตัวคู่หมั้นไปเป็นจางหยวนกับน่าหลันเยียนหรานแทน ทั้งตระกูลเซียวและตระกูลน่าหลันก็จะยังคงรักษาหน้าตาเอาไว้ได้โดยไม่ต้องบาดหมางกัน ยิ่งไปกว่านั้นเบื้องหลังของน่าหลันเยียนหรานยังมีสำนักเมฆาครามและท่านอาจารย์ระดับจอมราชันปราณหนุนหลังอยู่อีก
ด้วยพรสวรรค์ของจางหยวน เขาย่อมคู่ควรกับน่าหลันเยียนหรานอย่างเหลือเฟือ สำนักเมฆาครามและตระกูลน่าหลันจะไม่มีทางคัดค้านอย่างแน่นอน
ทุกคนต่างก็มีความสุขสมหวังกันถ้วนหน้า จะมีก็เพียงแค่เขาซึ่งเป็นคนไร้ค่าสูญเสียพรสวรรค์เท่านั้นที่ต้องอับอายขายหน้า
แต่ตลอดสามปีที่ผ่านมา ตระกูลเซียวและจางหยวนได้ทุ่มเททรัพยากรมากมายให้กับคนไร้ค่าอย่างเขาโดยไม่เคยปริปากบ่นเลยสักคำ หากตอนนี้เขาจะต้องเสียสละอะไรบ้าง มันจะนับเป็นเรื่องใหญ่โตอันใดได้เล่า?
"อย่ามาพูดจาเหลวไหล" จางหยวนเขกหัวเซียวเหยียนไปหนึ่งที
ถ้าตอนนี้เขาขืนตอบตกลงไป ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าในอนาคตภรรยาตัวแม่สุดยอดแม่ศรีเรือนอย่างราชินีเมดูซ่าจะตามจีบยากแค่ไหน แถมยังมีแม่หญิงอาบยาพิษอีกคนที่อธิบายด้วยยาก ซวินเอ๋อร์คงเป็นคนแรกที่สติแตกอาละวาดอย่างแน่นอน
สาวสวยรวยเก่งระดับท็อปของดินแดนแห่งพลังปราณผู้นี้ เขาเผลอไปหยอดคำหวานใส่จนตกหลุมรักมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว จะมีเหตุผลอะไรให้ยอมแพ้ปล่อยมือไปเล่า?
"เรื่องการหมั้นหมายระหว่างตระกูลใหญ่ จะนำมาทำเป็นเรื่องล้อเล่นได้หรือ?" จางหยวนหาข้ออ้างที่ดูมีหลักการก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม "น่าหลันเยียนหรานมาเยือนอย่างเอิกเกริกถึงเพียงนี้ เรื่องนี้ย่อมปิดเอาไว้ไม่มิดอย่างแน่นอน"
"ข้าเห็นว่าควรทำเช่นนี้ อีกสามปีกว่าพวกเจ้าจะอายุครบสิบแปดปี ถึงตอนนั้นพวกเจ้าค่อยไปประลองกันที่ตระกูลน่าหลันในเมืองหลวง"
"หากน่าหลันเยียนหรานเป็นฝ่ายชนะ สัญญาหมั้นหมายย่อมเป็นอันยกเลิก แต่เจ้าก็ต้องชดเชยให้ตระกูลเซียวสำหรับการกระทำอันวู่วามในวันนี้ด้วย"
"แต่หากน้องเหยียนเป็นฝ่ายชนะ ก็ถือว่าได้ล้างอายในวันนี้ น่าหลันเยียนหรานจะต้องชดเชยให้ตระกูลเซียวเป็นสองเท่า"
"พวกเจ้ามีความเห็นเช่นไร?"
ด้วยเกรงว่าเซียวเหยียนจะพูดอะไรที่ลากเขาเข้าไปพัวพันในสมรภูมิรักเลือดสาดอีก เขาจึงต้องชิงก้าวก่ายตัดสินใจแทนไปเลย
"เดี๋ยวก่อน!"
เซียวเหยียนกับน่าหลันเยียนหรานยังไม่ทันได้อ้าปาก เก๋อเยี่ยก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน "สหายตัวน้อย ถึงอย่างไรคุณหนูเยียนหรานก็เป็นศิษย์ของสำนักเมฆาครามของเรา ดังนั้น..."
"แล้วอย่างไรเล่า?" ไม่รอให้เก๋อเยี่ยพูดจบ จางหยวนก็พูดแทรกขึ้นมาทันที "จักรวรรดิเจียหม่าแห่งนี้ไม่ได้ใช้แซ่อวิ๋น ต่อให้สำนักเมฆาครามของพวกเจ้าจะเก่งกาจเพียงใด ก็เป็นเพียงสำนักที่อยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิเท่านั้น"
"แม้ตระกูลเซียวจะตกต่ำลง แต่ในอดีตก็เคยเป็นถึงตระกูลระดับราชันปราณ ตอนที่ทำสัญญาหมั้นหมายกับตระกูลน่าหลันก็ไม่ได้มีสำนักเมฆาครามเข้ามาเกี่ยวข้อง ตอนนี้พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์มายุ่งเกี่ยวเรื่องระหว่างสองตระกูล อีกอย่างพวกเราก็ไม่ได้จะเอาชีวิตของน่าหลันเยียนหรานเสียหน่อย"
ความขัดแย้งระหว่างสำนักเมฆาครามกับตระกูลเซียว จางหยวนคิดหาวิธีจัดการเอาไว้ตั้งนานแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตและลดความสูญเสียของฝ่ายตนเอง
ตำหนักวิญญาณที่อยู่เบื้องหลังสำนักเมฆาครามนั้นจัดการได้ไม่ยาก ขอเพียงทำให้อวิ๋นซานรู้ตัวว่ากำลังถูกหลอกใช้ เขาย่อมต้องพลิกหน้ากลับมาเป็นศัตรูกับพวกมันทันที
แน่นอนว่าเพื่อความไม่ประมาท เขาจำเป็นต้องหาผู้ช่วยหนุนหลัง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงเลือกเข้าร่วมกับกองทัพของจักรวรรดิเจียหม่า
อย่างน้อยในตอนนี้ ราชวงศ์ก็ยังคงเป็นนายเหนือหัวของจักรวรรดิแห่งนี้อยู่
"แต่..." เก๋อเยี่ยยังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่น่าหลันเยียนหรานก็พูดแทรกขึ้นมาว่า "ตกลง ข้ารับปาก วันนี้เป็นข้าที่วู่วามไปเอง ข้อเสนอของพี่จางไม่มีปัญหาอันใด เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสำนักเมฆาครามจริงๆ ถึงตอนนั้นค่อยไปประลองกันที่ตระกูลน่าหลัน ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะข้าก็จะมอบสิ่งชดเชยให้"
ในเมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงเอ่ยปากเช่นนี้ เก๋อเยี่ยก็พูดอะไรไม่ออกอีก
ด้วยระดับพลังและฐานะของเขา เขาก็ไม่มีสิทธิ์จะพูดอะไรอยู่แล้ว
"เดี๋ยวก่อน ข้ามีข้อโต้แย้ง" เซียวเหยียนยกมือขึ้นพลางพูดอย่างจนใจ "ท่านพี่ ข้าว่าท่านกำลังคิดจะฆ่าข้าทางอ้อมแล้วล่ะ ด้วยสภาพของข้าในตอนนี้ อีกสามปีข้างหน้าจะเอาอะไรไปชนะนางเล่า?"
เนื่องจากการเข้ามาแทรกแซงของจางหยวน สถานการณ์ในที่เกิดเหตุจึงเปลี่ยนแปลงไปมาก เซียวเหยียนไม่ทันได้โกรธจัดจนต้องตะโกนประโยคเด็ดอย่าง "สามสิบปีแม่น้ำเปลี่ยนทิศ อย่าดูแคลนเด็กหนุ่มที่ยังยากไร้" ออกมา
เขารู้ตัวดีว่าสภาพของตนเองเป็นอย่างไร ย่อมไม่หน้ามืดตามัวโอ้อวดเกินจริงอย่างแน่นอน
"กล้าพูดกับข้าแบบนี้ ระวังข้าจะอัดเจ้าเหมือนตอนเด็กๆ นะ" จางหยวนพูดอย่างหมั่นไส้
น้องเหยียนผู้จะกลายเป็นจักรพรรดิเพลิงในอนาคตผู้นี้ ต้องคอยสั่งสอนกันตั้งแต่เด็กๆ โตขึ้นจะได้ไม่กล้ากำเริบเสิบสาน
"ข้าแค่พูดความจริงต่างหากเล่า" เซียวเหยียนเถียง
"เจ้าคิดว่าถ้าข้าไม่มั่นใจว่าจะรักษาร่างกายที่ไม่สามารถฝึกฝนได้ของเจ้า ข้าจะกล้าท้าประลองแทนเจ้าอย่างนั้นหรือ?" จางหยวนถามกลับ
แกรก!
เซียวจ้านเผลอบีบพนักพิงเก้าอี้จนแหลกละเอียด เขาถามด้วยความตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ว่า "หยวนเอ๋อร์ เจ้า เจ้าสามารถรักษาเหยียนเอ๋อร์ได้จริงๆ หรือ?"
ผู้อาวุโสหลายท่านและบรรดารุ่นเยาว์ของตระกูลเซียวต่างก็มองจางหยวนด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง ตัวเซียวเหยียนเองยิ่งตื่นเต้นจนตัวสั่น
"ก่อนกลับมาข้ามั่นใจแค่สามส่วน แต่ตอนนี้ข้ามั่นใจเก้าส่วนแล้วขอรับ" จางหยวนยิ้มบางๆ "ข้ากลับมาก็เพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ ไม่นึกเลยว่าจะได้มาเจอเรื่องสนุกๆ พอดี"
"ตกลง ข้ารับคำท้าข้อตกลงสามปีนี้" เซียวเหยียนเอ่ยปากรับคำ ก่อนจะคว้าข้อมือจางหยวน "ท่านพี่ พวกเราไปกันเถอะ"
ในฐานะผู้ข้ามมิติมาจากโลกมนุษย์ เมื่อได้รับโอกาสให้มีพลังเหนือธรรมชาติไว้ในครอบครอง เขาย่อมปรารถนาที่จะฝึกฝนมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่านัก
วันเวลาของการเป็นคนไร้ค่า เขาเบื่อหน่ายกับมันเต็มทนแล้ว
"เอาล่ะ" จางหยวนรู้ดีว่าเซียวเหยียนต้องทนทรมานมามากเพียงใดจึงไม่ได้ปฏิเสธ แต่หันไปพูดกับเซียวจ้านแทน "ท่านลุง ทางนี้ขอยกให้ท่านจัดการต่อก็แล้วกันนะขอรับ"
"พวกเจ้าไปเถอะ ทางนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ลุงเอง" เซียวจ้านพยักหน้ารับทันที
จางหยวนหันไปสบตากับซวินเอ๋อร์ พยักหน้าให้เป็นเชิงบอกกล่าว แล้วเดินตามเซียวเหยียนออกไป
"ทุกท่าน ตระกูลเซียวของเราเป็นเพียงสถานที่เล็กๆ คงไม่อาจรั้งพวกท่านไว้ร่วมรับประทานอาหารได้"
คล้อยหลังจางหยวนและเซียวเหยียน เซียวจ้านก็ออกปากไล่คนของสำนักเมฆาครามทันที
โดนรังแกหยามเกียรติถึงหน้าประตูบ้านเช่นนี้ เขาไม่คิดจะแสร้งทำตัวมีมารยาทอีกต่อไป
อย่างที่จางหยวนพูด คนปกติทั่วไปมักจะใช้ไมตรีก่อนใช้กำลัง แต่สำนักเมฆาครามกลับใช้กำลังข่มขู่ก่อนแล้วค่อยแสร้งทำเป็นมีไมตรี ช่างเย่อหยิ่งจองหองเสียจริง
จักรวรรดิเจียหม่าแห่งนี้ไม่ได้ใช้แซ่อวิ๋นเสียหน่อย
"ท่านอาเซียว หลานต้องขออภัยสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ อีกสามปีข้างหน้าหลานจะนำของขวัญมาเยือนเพื่อเป็นการขอขมาอีกครั้งเจ้าค่ะ" น่าหลันเยียนหรานย่อตัวทำความเคารพเซียวจ้าน
เซียวจ้านตั้งใจจะพูดจาตำหนิอย่างรุนแรง แต่ในเมื่อเรื่องที่เซียวเหยียนมองออก เขาย่อมมองออกเช่นเดียวกัน
เมื่อนึกถึงจางหยวน เขาจึงทำเพียงหลับตาลง เลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็นเพื่อให้สบายใจ
น่าหลันเยียนหรานเห็นดังนั้นจึงย่อตัวทำความเคารพอีกครั้ง ก่อนจะเรียกเก๋อเยี่ยและคนอื่นๆ ให้เดินตามนางออกไปที่หน้าประตูด้วยฝีเท้าที่เบาสบาย
วันนี้แม้นางจะทำเรื่องวู่วามลงไปเพราะความอ่อนหัด แต่เป้าหมายของนางก็สำเร็จลุล่วงด้วยดี แถมยังได้พบกับคนที่นางเฝ้าคิดถึงมาตลอดครึ่งปีอีกด้วย
รอจนผ่านไปอีกสามปี เมื่อนางได้รับอิสรภาพกลับคืนมา นางก็จะได้ก้าวเดินไปตามเส้นทางชีวิตที่ตนเองปรารถนา
ทางด้านเซียวเหยียน เขากำลังซักไซ้ไล่เลียงจางหยวนด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ท่านพี่ ท่านกับน่าหลันเยียนหรานคนนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไรหรือ?"
จางหยวนปรายตามองเขาแล้วตอบเสียงเรียบ "เมื่อสองปีก่อนหลังจากออกจากตระกูลเซียว พี่ใหญ่กับพี่รองก็เดินทางไปก่อตั้งกลุ่มทหารรับจ้างที่เมืองสือโม่ ด้วยหวังว่าหากเจ้าไม่สามารถฟื้นฟูพรสวรรค์กลับมาได้ อย่างน้อยก็ยังมีรากฐานกิจการไว้รองรับเจ้าในอนาคต"
"ส่วนข้าหลังจากออกไปหาประสบการณ์ตามสถานที่ต่างๆ ก็ตัดสินใจเข้าร่วมกับกองทัพของจักรวรรดิ เพราะที่นั่นเป็นสถานที่ขัดเกลาคนได้ดีที่สุด อีกทั้งขอเพียงสร้างผลงานทางทหารให้มากพอ ก็จะสามารถแลกเปลี่ยนเป็นเคล็ดวิชา โอสถวิเศษ หรือสิ่งใดก็ตามที่ข้าต้องการได้"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซียวเหยียนก็นึกถึงนักปรุงโอสถระดับสองที่มาตรวจดูอาการของเขาเมื่อครึ่งปีก่อน ภายในใจรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
เขาคือผู้มาเยือนจากโลกมนุษย์ที่เกิดใหม่พร้อมความทรงจำเดิม ในตอนแรกเขามองโลกใบนี้ด้วยความหวาดระแวงและคอยจับผิดอยู่เสมอ
แต่บิดาของเขาเซียวจ้าน พี่ชายแท้ๆ อย่างเซียวติ่งและเซียวลี่ รวมถึงลูกพี่ลูกน้องอย่างจางหยวน ทั้งสี่คนนี้ได้มอบความอบอุ่นในสายใยครอบครัว ทำให้เขาเริ่มยอมรับโลกใบนี้ทีละน้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เขากลายเป็นคนไร้ค่า ทั้งสี่คนกลับยิ่งปฏิบัติต่อเขาดีกว่าเดิม ความอบอุ่นที่ได้รับทำให้เขาตั้งปณิธานว่าจะต้องตอบแทนบุญคุณทุกคนอย่างสุดความสามารถให้จงได้
เมื่อก่อนเขาอาจจะทำได้เพียงแค่คิด แต่ถ้าหากพรสวรรค์ของเขาสามารถฟื้นฟูกลับมาได้จริงๆ เขาจะต้องก้าวขึ้นไปเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดทีละก้าว จากนั้นก็จะพาทุกคนในครอบครัวก้าวทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดไปด้วยกัน!
จางหยวนไม่ล่วงรู้ความคิดของเซียวเหยียน เขาเล่าต่อไปว่า "เมื่อครึ่งปีก่อน เมืองชิงสือที่อยู่ติดกับเทือกเขาสัตว์อสูรถูกฝูงสัตว์อสูรโจมตี ข้าได้รับคำสั่งให้นำทัพไปปราบปรามฝูงสัตว์อสูรกลุ่มย่อย ระหว่างนั้นก็ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือศิษย์สำนักเมฆาครามกลุ่มหนึ่งที่ออกมาหาประสบการณ์"
"ในบรรดาศิษย์กลุ่มนั้น มีคนที่ชื่ออวิ๋นเยียนเป็นผู้นำ แม้จะมีระดับพลังต่ำต้อยที่สุดแต่กลับเป็นหัวหน้าของทุกคน หลังจากนั้นนางก็คอยรับคำสั่งอยู่ใต้บังคับบัญชาของข้าอยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งอวิ๋นเยียนคนนั้นก็คือน่าหลันเยียนหรานนั่นเอง"
พอได้ฟังดังนั้น เซียวเหยียนก็ทำหน้าทะเล้นขยิบตาให้ "วีรบุรุษช่วยสาวงามนี่เอง พวกท่านมีอะไรเกินเลยกันบ้างหรือเปล่า?"
"ไม่มี" จางหยวนส่ายหน้า
ตอนนั้นเขามัวแต่วุ่นวายกับการพัฒนาความแข็งแกร่งของตัวเอง ไม่มีกะจิตกะใจจะไปจีบสาวหรอก
ส่วนน่าหลันเยียนหรานจะคิดอะไรเกินเลยหรือไม่นั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องของเขา
"ท่านพี่ ท่านนี่ช่างไม่รู้จักศิลปะแห่งการจีบสาวเอาเสียเลย ดูจากสายตาข้าแล้ว ข้ามั่นใจแปดส่วนเลยว่าน่าหลันเยียนหรานคนนั้นต้องมีใจให้ท่านแน่ๆ ดูท่าทีลุกลี้ลุกลนของนางเมื่อครู่นี้สิ" เซียวเหยียนหัวเราะร่วน "วางใจเถอะ อีกสามปีข้างหน้าข้าจะออมมือให้ ไม่ให้น่าหลันเยียนหรานต้องพ่ายแพ้อย่างน่าเกลียดเกินไปนัก"
จางหยวน: "..."
สมกับเป็นเจ้าแห่งการโอ้อวดจริงๆ พรสวรรค์ยังไม่ทันจะกลับมาก็เริ่มคุยโวเสียแล้ว
"ถ้าอย่างนั้น ข้าว่าข้าค่อยช่วยรักษาร่างกายให้เจ้าในอีกสามปีข้างหน้าดีไหม เจ้าจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาออมมือให้น่าหลันเยียนหรานด้วย" จางหยวนแกล้งแหย่
"ท่านพี่~" เซียวเหยียนแกล้งทำเสียงอ่อนเสียงหวาน
จางหยวนรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว นึกในใจว่าต่อไปเขาต้องพกหินบันทึกภาพติดตัวไว้ตลอดเวลาเสียแล้ว จะได้คอยเก็บภาพประวัติศาสตร์อันดำมืดของว่าที่จักรพรรดิเพลิงเอาไว้
"เลิกทำตัวน่าขนลุกได้แล้ว ปิดประตูให้มิดชิดแล้วมาเริ่มรักษากันเลย" จางหยวนสั่งการ
ตอนนี้เขากับเซียวเหยียนมาถึงห้องลับแห่งหนึ่งแล้ว มันคือห้องสำหรับฝึกเคล็ดวิชาที่ตระกูลเซียวสร้างขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจางหยวนมีสิทธิ์ใช้งานได้
"รับทราบ" เซียวเหยียนเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง ก่อนจะปิดประตูห้องลับจนสนิท
จากนั้นเขาก็ไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับจางหยวน รอคอยว่าอีกฝ่ายจะทำสิ่งใดต่อไป
ทว่าจางหยวนกลับไม่ได้ลงมือทำสิ่งใด เพียงแต่เอ่ยขึ้นว่า "โยนแหวนที่ท่านอาหญิงทิ้งไว้ให้เจ้าทิ้งไปเสีย"
เซียวเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ด้วยความไว้ใจในตัวจางหยวน เขาจึงทำตามทันทีโดยการขว้างแหวนออกไปให้ไกลตัว
จางหยวนขยับมายืนบังหน้าเซียวเหยียนเอาไว้ แล้วพูดกับแหวนวงนั้นว่า "เจ้าคนขี้ขลาดตาขาว มัวแต่ซ่อนตัวลับๆ ล่อๆ ดูดกลืนพลังปราณของน้องชายข้ามาตั้งสามปี ตอนนี้ยังไม่ยอมโผล่หัวออกมาอีกหรือ?"
เซียวเหยียนหลบอยู่ด้านหลังจางหยวน จ้องมองแหวนโบราณวงนั้นด้วยสายตาระแวดระวัง
"น่าสนใจดีนี่"
แหวนโบราณค่อยๆ ลอยขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะปรากฏร่างโปร่งแสงของชายชราผู้หนึ่งที่มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า
เซียวเหยียนเบิกตากว้าง สบถออกมาว่า "ให้ตายสิ โปเยโปโลเยหรือไง ข้าเลี้ยงผีเอาไว้โดยไม่รู้ตัวหรือเนี่ย แถมยังไม่ใช่ผีสาวแสนสวย แต่เป็นผีเฒ่าต่างหาก ตัวข้าแปดเปื้อนเสียแล้ว"
จางหยวน: "..."
เย่าเฉิน: "..."
[จบแล้ว]