- หน้าแรก
- จุติใหม่ในฮอกวอตส์ เส้นทางปราชญ์เวทผู้มองทะลุตัวตน
- บทที่ 13 - วิชาแปลงร่าง
บทที่ 13 - วิชาแปลงร่าง
บทที่ 13 - วิชาแปลงร่าง
บทที่ 13 - วิชาแปลงร่าง
เวดเคยหลงนึกไปว่า หลังจากได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องแล้ว คาหาส่วนใหญ่น่าจะทำได้ง่ายสำหรับพวกเขา แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ระดับของเวทมนตร์นั้นในที่สุดก็ต้องพึ่งพาพรสวรรค์ส่วนบุคคลอยู่ดี
คาหาง่ายๆ อย่างคาถาทำความสะอาดหรือคาถาซ่อมแซม ตอนที่ร่ายออกมายังดูไม่ค่อยเห็นความแตกต่างนัก แต่เมื่อความยากของคาถาเพิ่มสูงขึ้น ธีโอก็เริ่มดูจะลำบาก คาถายกของตัวเบาลองไปสิบกว่าครั้งก็ยังได้บ้างไม่ได้บ้าง ส่วนไรอันกับไมเคิลนั้นดีขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังติดๆ ดับๆ เฮอร์ไมโอนี่ยังคงทำได้สำเร็จในครั้งเดียวเสมอ ทว่าเธอก็ยังพบว่าการยกของหนักๆ ให้ลอยขึ้นนั้นเป็นเรื่องยาก
อย่างไรก็ตาม สำหรับนักเรียนที่เพิ่งเริ่มเข้าโรงเรียนเวทมนตร์ แม้จะเป็นการใช้คาถาง่ายๆ ได้สำเร็จเพียงบทเดียวก็ทำให้พวกเขาตื่นเต้นจนเนื้อเต้นแล้ว ตอนที่เดินไปห้องโถงใหญ่เพื่อกินมื้อค่ำ ไมเคิลยังคงคุยโวกับธีโอว่า "นายเห็นคาถาซ่อมแซมครั้งสุดท้ายของฉันไหม? มันสมบูรณ์แบบมาก! โคมระย้าบนเพดานกลับคืนสภาพเดิมทันที! ฉันกล้าพูดเลยว่าตอนมันแขวนอยู่ตอนแรกยังไม่สว่างเท่านี้เลย!"
ส่วนไรอันยังคงพึมพำร่ายมนตร์พร้อมเหวี่ยงไม้กายสิทธิ์เพื่อฝึกคาถาเงียบๆ แต่เผลอไปนิดเดียว ปลายไม้กายสิทธิ์ก็พ่นประกายไฟออกมาเกือบจะเผาผมของเฮอร์ไมโอนี่เข้าให้
"โอ๊ย ขอร้องล่ะ! อย่าเอาไม้กายสิทธิ์ชี้ไปที่คนอื่นสิ" เฮอร์ไมโอนี่รีบพูดขึ้นทันที ก่อนจะถามด้วยความกระตือรือร้นว่า "นายกำลังฝึกอะไรอยู่เหรอ?"
ใบหน้าของเธอดูเหมือนจะเขียนไว้ชัดเจนว่า—รีบถามฉันสิ! "คาถายกของ" ไรอันบอก เขาเป็นคนอารมณ์ดีและเข้าใจได้ว่าภายใต้ท่าทางที่ดูเหมือนชอบออกคำสั่งของเด็กสาวนั้นมีความปรารถนาดีที่อยากจะช่วยเหลือซ่อนอยู่ เขาจึงมีท่าทีที่สงบมาตลอด
เฮอร์ไมโอนี่อุทานด้วยความประหลาดใจ "แต่เมื่อกี้คือนายทำสำเร็จแล้วนี่นา!"
ไรอันส่ายหน้า "ฉันรู้สึกว่าคาถาของฉันยังขาดอะไรบางอย่างไปน่ะ"
เมื่อถึงห้องโถงใหญ่ กลิ่นหอมของอาหารค่ำที่อุดมสมบูรณ์ก็ลอยมาแตะจมูก ทุกคนถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าหิวกันมากแค่ไหน
ธีโอพึมพำว่า "เมอร์ลินเป็นพยาน! ฉันรู้สึกเหมือนจะกินวัวเข้าไปได้ทั้งตัวเลย!"
................................
ความรู้สึกประสบความสำเร็จจากการใช้เวทมนตร์ได้นั้นช่างหอมหวาน แต่กระบวนการฝึกฝนกลับเหนื่อยยากเหลือเกิน หลังจากมื้อค่ำจบลง ในที่สุดไมเคิลก็อดใจไม่ไหวที่จะแยกตัวออกจากกลุ่มการเรียน เขาไปนัดกับเทอร์รี่เพื่อนร่วมห้องพักเพื่อไปเล่นเกมกลิ้งหินที่ลานกว้าง เฮอร์ไมโอนี่กับคนอื่นๆ ต่างแยกย้ายกลับห้องนั่งเล่นรวมเพื่อทำรายงาน ส่วนเวดฉวยโอกาสตอนที่ห้องสมุดยังไม่ปิด รีบไปยืมหนังสือสองเล่มที่เขาหมายตาไว้ตั้งแต่ตอนกลางวัน
ช่วงบ่ายพวกเขาช่วยกันทำความสะอาดห้องฝึกฝนจนสะอาดเอี่ยม โต๊ะเก้าอี้ที่ซ่อมเสร็จแล้วถูกจัดวางไว้ริมผนัง มีตู้ว่างข้างๆ ที่ใช้ทำเป็นชั้นหนังสือ เวดเปิดไฟ เตรียมหมึกและปากกาขนนกให้พร้อม นอกหน้าต่างมีเสียงเชียร์และเสียงหัวเราะของพ่อมดแม่มดตัวน้อยดังมาเป็นระยะ แต่เวดกลับเปิดหนังสือและจมดิ่งลงสู่โลกแห่งการอ่าน
"ทฤษฎีเวทมนตร์" — [การดัดแปลงความลับระดับลึกที่สุดตามใจชอบ—แหล่งกำเนิดของชีวิต แก่นแท้ของตัวตน—ต้องเตรียมใจรับผลลัพธ์ที่รุนแรงและอันตรายที่สุด]
"บทวิเคราะห์หลักการทำงานของคาถาพื้นฐาน" — [เวทมนตร์ คือการแสดงออกของเจตจำนงแห่งพ่อมด]
พ่อมดวัยเยาว์ไม่ว่าจะเพื่อต้องการอวดเพื่อนฝูงหรือต้องการพลังที่แข็งแกร่ง มักจะถูกดึงดูดด้วยคาถาที่ดูเท่และมหัศจรรย์ พวกเขาเต็มใจที่จะใช้เวลามากมายไปกับการฝึกคาถาระดับสูง แต่กลับมองข้ามทฤษฎีที่ยากและน่าเบื่อ แม้ว่า "ทฤษฎีเวทมนตร์" จะเป็นแบบเรียนปีหนึ่ง แต่พ่อมดตัวน้อยมักอยากจะเรียนคำสาปแกล้งคนอย่างคาถาพ่นไฟมากกว่าจะมานั่งอ่านหนังสือที่ดูไร้สาระแบบนี้
แต่เวดไม่คิดเช่นนั้น อาจเป็นเพราะตอนที่เขาเรียนในชาติที่แล้ว อาจารย์มักจะย้ำเสมอว่า—ต้องเข้าใจเนื้อแท้ เข้าใจหลักการ และกุมกฎเกณฑ์ให้ได้ เมื่อนั้นเราจึงจะสามารถก้าวข้ามโจทย์ที่เปลี่ยนแปลงไปมานับพันรูปแบบ หลุดพ้นจากการเรียนแบบนกแก้วนกขุนทอง ไม่ต้องเน้นการทำโจทย์จำนวนมหาศาลก็สามารถทำคะแนนสูงๆ ได้ และเมื่อเจอโจทย์รูปแบบใหม่ก็สามารถแก้ได้อย่างราบรื่น นี่ต่างหากคือการเรียนที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง
นั่นคือ—การรู้ว่า "มันเป็นอย่างนั้น" และต้องรู้ด้วยว่า "ทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น"
นิสัยการเรียนแบบนี้ทำให้เวดกลายเป็น "เทพแห่งการเรียน" ในสายตาครูและเพื่อนๆ ในชาติที่แล้ว—เขานอนเร็วตื่นเช้าไม่ต้องโต้รุ่ง แถมยังมีเวลาไปเล่นบาสและเล่นเกม แต่คะแนนกลับติดอันดับต้นๆ ท่ามกลางเพื่อนร่วมชั้นที่พากันอ่านหนังสือจนรากเลือด
ในชาตินี้เวดก็ยังคงรักษาความเคยชินเดิมเอาไว้ เขาเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์หรือเวทมนตร์ และไม่ว่าจะมีของวิเศษติดตัวมาหรือไม่ พื้นฐานที่แข็งแกร่งย่อมส่งผลดีต่อการเรียนของเขาอย่างมีนัยสำคัญแน่นอน
................................
วิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดแย่กว่าที่คิดไว้มาก
เวดเคยได้ยินมาว่าศาสตราจารย์ควีเรลล์เป็นชาวเรเวนคลอที่ฉลาดปราดเปรื่องมาก เมื่อปีที่แล้วเขายังสอนวิชามักเกิ้ลศึกษาอยู่ที่ฮอกวอตส์ เขาดูหนุ่มแน่น หล่อเหลา และมีความรู้กว้างขวางจนเป็นที่นิยมของนักเรียน เวดคิดว่าต่อให้ตอนนี้เขาจะมีโวลเดอมอร์ติดอยู่ที่หลังหัว แต่ความรู้ก็ไม่ควรจะหายไปไหน ห้องเรียนของเขาก็น่าจะมีอะไรที่มีประโยชน์บ้าง
แต่ความจริงก็คือ ควีเรลล์สอนแบบอ่านตามตำรา พูดจาวกวน เสียงอู้อี้จนถ้าอยู่ไกลหน่อยก็จะฟังไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าอยู่ใกล้... กลิ่นกระเทียมที่คลุ้งไปทั่วตัวเขาก็ทำให้นักเรียนสลิธีรินที่นั่งใกล้ๆ แทบจะสวมหน้ากากกันพิษด้วยความทรมาน
หากลองคิดในมุมของเขา เวดพอจะเข้าใจสภาพของเขาได้—ใครก็ตามที่มีวิญญาณอันชั่วร้ายสถิตอยู่ที่หัวก็คงไม่มีกะจิตกะใจจะเตรียมการสอนหรอก แต่ความเข้าใจไม่ได้หมายความว่าต้องยอมรับ ในคาบวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดครั้งที่สอง เวดจึงเลือกที่จะไปนั่งที่ไกลที่สุดเพื่ออ่านหนังสือทบทวนด้วยตัวเอง
................
"วิชาแปลงร่างเป็นเวทมนตร์ที่ซับซ้อนและอันตรายที่สุดในหลักสูตรของฮอกวอตส์ ใครก็ตามที่เล่นตลกในห้องเรียนของฉัน ฉันจะไล่เขาออกไปและไม่ให้กลับเข้ามาอีกเลยตลอดกาล!"
ในวิชาแปลงร่าง ศาสตราจารย์มักกอนนากัลกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มงวด เธอสะบัดไม้กายสิทธิ์ครั้งเดียวก็เปลี่ยนโต๊ะครูให้กลายเป็นหมูแล้วเปลี่ยนกลับมาเป็นเหมือนเดิม นักเรียนทุกคนต่างจ้องมองด้วยดวงตาที่เป็นประกาย
"วิชาแปลงร่างคือเวทมนตร์ที่สง่างามที่สุด แต่การจะเรียนรู้วิชานี้ พวกเธอต้องเข้าใจกฎการแปลงร่างของแกมป์เสียก่อน... จดไว้ซะนักเรียน! อย่ามัวแต่นั่งบื้อ"
"—ก่อนจะใช้คาถาแปลงร่าง ต้องจินตนาการถึงภาพของสิ่งที่ต้องการให้เปลี่ยนเป็นอย่างชัดเจนในหัวก่อน—ห้ามมีจิตใจวอกแวก ความคิดที่สับสนจะนำไปสู่ความล้มเหลวเสมอ มีตัวอย่างแบบนี้เกิดขึ้นนับไม่ถ้วนในประวัติศาสตร์..."
"การเหวี่ยงไม้กายสิทธิ์ที่เด็ดขาดและมั่นคงเป็นสิ่งสำคัญมาก... ในตอนเริ่มเรียนต้องร่ายคำสาปออกมาให้ชัดเจน แต่พ่อมดที่ชำนาญแล้วไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำพูดก็สามารถแปลงร่างสิ่งของได้..."
"การแปลงร่างที่ไม่สมบูรณ์นั้นทั้งยุ่งยากและอันตราย โดยเฉพาะในการแปลงร่างสิ่งมีชีวิต นี่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีสามข้อของกฎการแปลงร่าง... หากการแปลงร่างล้มเหลวอาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่รุนแรงมาก เช่น เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมามีพ่อมดชาวฝรั่งเศสคนหนึ่ง... ดังนั้นเมื่อการแปลงร่างล้มเหลวควรยุติและทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมทันที คาถาคือ เรพาริฟาร์โก ตอนนี้ฝึกร่ายตามฉันหนึ่งรอบ—"
เวดจดบันทึกลงบนกระดาษหนังไปอย่างน้อยสิบสามนิ้ว และฝึกร่ายคาถากลับคืนสภาพเดิมอยู่หลายครั้ง ศาสตราจารย์มักกอนนากัลถึงจะยอมให้พวกเขาเริ่มฝึกการแปลงร่างจริงๆ เธอแจกไม้ขีดไฟให้คนละหนึ่งอันและสั่งให้เปลี่ยนมันเป็นเข็ม นักเรียนหลายคนร่ายมนตร์เสียงดังและเอาไม้กายสิทธิ์จิ้มไม้ขีดไปมา แต่กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย
เวดยังไม่เริ่มลงมือทำทันที ในหัวของเขานึกถึงประโยคที่เขาเพิ่งอ่านเจอในหนังสือเมื่อวาน—เวทมนตร์ คือการแสดงออกของเจตจำนงแห่งพ่อมด
(จบแล้ว)