- หน้าแรก
- กบดานจนฟ้าดินสลาย ข้ากลายเป็นผู้อยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง
- บทที่ 18 ที่มาของเมืองซานเสีย
บทที่ 18 ที่มาของเมืองซานเสีย
บทที่ 18 ที่มาของเมืองซานเสีย
บทที่ 18 ที่มาของเมืองซานเสีย
เวลาล่วงเลยผ่านไป
พริบตาเดียว ก็ผ่านไปแล้วถึงสามปี
ในช่วงเวลาสามปีมานี้ หลินอวี่ทำงานในตำแหน่งเสี่ยวเอ้ออย่างขยันขันแข็ง
กิจการของเหลาอาหารเซียนเยือนหล้าดีวันดีคืนภายใต้การช่วยเหลือของหลินอวี่
เรียกได้ว่าเถ้าแก่เกากอบโกยกำไรเป็นกอบเป็นกำ
น่าเสียดาย ที่ตอนนี้เขาดูเหมือนจะไม่ได้สนใจเรื่องเงินทองเท่าไหร่นัก
ลูกสาวของเขาก็ยังคงไร้วี่แวว
ของบางอย่าง ต้องสูญเสียไปถึงจะรู้คุณค่า
เถ้าแก่เกาไม่ได้จ่ายค่าจ้างให้หลินอวี่แล้ว
แต่เปลี่ยนเป็นมอบหุ้นของร้านให้เขาสามส่วน
หลินอวี่ไม่รับ
เถ้าแก่เกาก็ไม่ได้เอาคืน เพียงแค่เก็บเงินไว้ในร้าน และบอกว่าถ้าหลินอวี่อยากใช้เงินเมื่อไหร่ ก็หยิบไปได้ทุกเมื่อ
เหตุผลที่หลินอวี่ไม่รับก็ง่ายนิดเดียว เพราะเขากินจุเกินไปนั่นเอง
เวลาสามปี กายาทองคำอมตะของหลินอวี่ดันอัปเกรดขึ้นมาถึงสองเลเวล
ถ้าเปลี่ยนไปอยู่ที่อื่น ไม่มีทางอัปเกรดได้เยอะขนาดนี้แน่นอน
ตอนนี้ กายาทองคำอมตะของหลินอวี่มาถึงระดับสิบแล้ว!
หลินอวี่เองก็หมดปัญญาจะหยั่งรู้ว่าพลังป้องกันของตัวเองแข็งแกร่งขนาดไหน
หลินอวี่เดาในใจว่า พลังป้องกันระดับนี้ ต่อให้เป็นพวกผู้ฝึกตนสายหลักก็ใช่ว่าจะเจาะการป้องกันของเขาเข้า!
แน่นอน ผู้ฝึกตนที่หลินอวี่พูดถึง หมายถึงพวกที่เพิ่งเริ่มต้นฝึกฝน
ส่วนไอ้สองร่างที่กำลังสู้กันตอนที่เขาเพิ่งทะลุมิติมาถึงโลกนี้ใหม่ๆ นั่นไม่นับรวมเด็ดขาด
ขนาดนึกย้อนไปตอนนี้ พลังระดับนั้นมันก็น่ากลัวเกินไปจริงๆ
แต่ว่า การต่อสู้ของยอดฝีมือระดับนั้น หลินอวี่ก็เคยเห็นแค่ครั้งเดียวนั่นแหละ หลังจากนั้นก็ไม่เคยเห็นอีกเลย
เห็นได้ชัดว่า ผู้ฝึกตนในโลกนี้ ก็คงจะไม่ได้มีเยอะแยะอะไรนักหรอก
สามปีนี้ หลินอวี่ได้รับแต้มคุณสมบัติมาอีกสามแต้ม
และเขาก็ยังเอาไปอัปคุณสมบัติศาสตร์เร้นลับจนหมดเกลี้ยง
คุณสมบัติศาสตร์เร้นลับของหลินอวี่ พุ่งขึ้นมาถึงแปดแต้มแล้ว
อีกแค่สองปี ก็จะเต็มสิบแต้มเหมือนกับพละกำลังแล้ว
หลินอวี่ตื่นเต้นมาก
แต่ก็ตื่นเต้นได้แค่แป๊บเดียว ก่อนจะกลับมาสงบลงอย่างรวดเร็ว
แต้มคุณสมบัติ ยังไงก็ต้องใช้เวลาแลกมาถึงจะได้ ตื่นเต้นหรือรีบร้อนไปก็ไม่มีประโยชน์
ทำได้แค่รออย่างเดียว
ช่วงเวลาสามปี ในเมืองซานเสียก็มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นมากมาย
ฉีหวางเกษียณแล้ว
เขามาหาหลินอวี่ที่เหลาอาหารเพื่อคุยเล่นทุกวัน
ไปๆ มาๆ ฉีหวางกับเถ้าแก่เกาก็เลยกลายเป็นเพื่อนซี้กันไปซะงั้น
ทั้งสองคนมักจะหาที่นั่งในร้าน ดื่มเหล้าเดินหมากกันอยู่เป็นประจำ
บางทีตอนที่หลินอวี่ไม่ยุ่ง ก็จะมาร่วมแจมด้วย
แต่ถ้าพูดถึงฝีมือการเดินหมาก หลินอวี่สู้สองคนนี้ไม่ได้เลย
ส่วนเรื่องใหญ่อีกเรื่องก็คือ เจ้าเมืองตายแล้ว
เจ้าเมืองป่วยตาย
แต่เพราะอายุมากแล้ว ก็เหมือนกับผู้นำหมู่บ้านเฒ่าแห่งหมู่บ้านสกุลจ้าวเมื่อหลายปีก่อน ถือว่าเป็นการจากไปตามวัยอันควร
งานศพของเจ้าเมืองจัดอย่างยิ่งใหญ่
ชาวบ้านในเมืองแทบทุกคนไปร่วมไว้อาลัย
ตอนที่เจ้าเมืองยังอยู่ในตำแหน่ง แม้จะไม่ได้สร้างผลงานยิ่งใหญ่อะไรมากมาย แต่ก็รักษาความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของเมืองซานเสียเอาไว้ได้ ถือว่ามีความดีความชอบไม่น้อย
วันเคลื่อนศพเจ้าเมือง มีคนแปลกหน้าสองคนโผล่มาในเมือง
เป็นชายวัยกลางคนอายุราวๆ สี่ห้าสิบปี
ทั้งสองคนคุกเข่าคำนับอยู่หน้าโลงศพของเจ้าเมือง จากนั้นก็ประกาศตัวตนต่อหน้าทุกคน
ว่าพวกตนคือพี่น้องร่วมสาบานของเจ้าเมือง!
คนเฒ่าคนแก่บางคนในเมือง จำสองคนนี้ได้ทันที
ว่ากันว่าเมืองซานเสียแห่งนี้ เกิดจากการร่วมกันสร้างของชายสองคนนี้และเจ้าเมืองคนก่อน
นี่จึงเป็นที่มาของชื่อเมืองซานเสีย (สามวีรชน) นั่นเอง
เดิมทีคำสั่งเสียของเจ้าเมืองคือการให้ฉีหวางรับตำแหน่งเจ้าเมืองต่อ แต่สองคนที่โผล่มาอย่างกะทันหัน กลับมาชุบมือเปิบแย่งตำแหน่งไปดื้อๆ
แต่ความจริงฉีหวางก็ไม่อยากเป็นเจ้าเมืองอยู่แล้ว เขารอคอยการเกษียณมาตั้งนาน
ประกอบกับสองคนนี้ก็ถือว่ามีสิทธิ์อันชอบธรรม ชาวบ้านในเมืองก็ไม่มีใครคัดค้าน ดังนั้นตำแหน่งเจ้าเมืองก็เลยตกเป็นของพวกเขาสองคน
คนหนึ่งเป็นเจ้าเมือง อีกคนเป็นรองเจ้าเมือง
เจ้าเมืองคนใหม่มีนามว่า เกาเซิ่ง ส่วนรองเจ้าเมืองนามว่า ถังหู่
สำหรับการลาออกของฉีหวาง เจ้าเมืองคนใหม่ไม่ได้เหนี่ยวรั้งไว้เลยสักนิด อนุมัติให้ทันที
จากนั้น รองเจ้าเมืองถังหู่ ก็รับช่วงต่อตำแหน่งของฉีหวาง ควบตำแหน่งหัวหน้ามือปราบไปด้วย
ความจริงเรื่องนี้ก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรนัก ตั้งแต่เหตุการณ์คนพรรคมารผ่านพ้นไป ในเมืองก็ไม่มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นอีกเลย พวกมือปราบก็แค่คอยจัดการเรื่องหยุมหยิมทั่วไปในเมืองก็เท่านั้น
แต่ทว่า
หลังจากที่เกาเซิ่งและถังหู่ก้าวขึ้นมารับตำแหน่ง จู่ๆ ก็ออกกฎเกณฑ์ใหม่มาหลายข้อ
ในจำนวนนั้น เรื่องที่ทำให้ชาวเมืองซานเสียรับไม่ได้มากที่สุดก็คือ เจ้าเมืองคนใหม่สั่งขึ้นภาษีถึงห้าเท่า!
ไม่ใช่เท่าเดียว หรือสองเท่า แต่เป็นห้าเท่า!
เดิมที ภาษีของเมืองซานเสียนั้นต่ำมาก
แต่จู่ๆ ก็พุ่งพรวดขึ้นมาห้าเท่า ทำเอาบรรดาพ่อค้าแม่ค้าในเมืองแทบกระอัก
พ่อค้าหลายคนรวมตัวกันกะจะไปขอร้องให้เจ้าเมืองคนใหม่ผ่อนปรนให้ที่ศาลาว่าการ แต่ก็โดนไล่ตะเพิดกลับมาหมด
หนำซ้ำ เจ้าเมืองคนใหม่ยังประกาศกร้าว ว่าถ้าใครกล้าเบี้ยวภาษี จะโดนไล่ออกจากเมืองซานเสียทันที!
เมืองซานเสียตั้งอยู่ค่อนข้างห่างไกล ชาวเมืองทุกคนอาศัยอยู่ที่นี่มานานหลายปี ถ้าถูกไล่ออกไป ก็เท่ากับไร้บ้าน
ดังนั้น พ่อค้าส่วนใหญ่จึงจำใจต้องจ่ายภาษีตรงตามเวลา
มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จ่ายช้าไปสองสามวัน
แต่เจ้าเมืองก็ไม่ได้ไล่พวกเขาออกไปจริงๆ กลับเปลี่ยนเป็นการสั่งปรับเงินแทน ว่ากันว่าจำนวนเงินค่าปรับนั้นสูงลิ่ว
ถ้าจ่ายค่าปรับไม่ไหว ก็ต้องโดนไล่ออกอยู่ดี
...
วันหนึ่ง
ฉีหวางก็มาหาเถ้าแก่เกาเพื่อเดินหมากเหมือนอย่างเคย
พอเดินเข้าประตูมา ฉีหวางก็ส่งเสียงประหลาดใจออกมา "เอ๊ะ วันนี้ร้านเจ้าขายไม่ค่อยดีแฮะ!"
ฉีหวางมาตอนเที่ยง
ความจริงก็กะจะมาเดินหมากแล้วก็เนียนกินข้าวฟรีไปด้วยนั่นแหละ
แต่คิดไม่ถึงเลยว่า ในร้านจะไม่มีลูกค้าเลยสักโต๊ะเดียว
ถ้าเป็นเมื่อก่อน อย่างน้อยก็ต้องมีสักห้าหกโต๊ะ ถ้าวันไหนขายดีหน่อยก็ถึงขั้นเต็มทุกโต๊ะด้วยซ้ำ
เถ้าแก่เกาทำหน้ามุ่ย เดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ พลางบ่นว่า "อย่าเรียกว่าไม่ค่อยดีเลย เรียกว่าใกล้จะเจ๊งแล้วดีกว่า"
ฉีหวางหัวเราะ แล้วพูดว่า "หรือว่าจะโดนหลินอวี่กินจนเจ๊งกันล่ะ?"
ปริมาณการกินของหลินอวี่ ฉีหวางย่อมรู้ดี
นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เขามาเนียนกินข้าวฟรี ก็เถ้าแก่เกายังเลี้ยงไอ้เครื่องสูบข้าวอย่างหลินอวี่ไหว ก็คงไม่สะเทือนกับกระเพาะเล็กๆ ของเขาหรอกมั้ง
แน่นอนว่า ฉีหวางก็ไม่ได้ขัดสนเงินทองอะไร
แค่ชอบมาคลุกคลีกับเถ้าแก่เกาแล้วก็หลินอวี่เท่านั้นเอง
ทว่า พอได้ยินคำพูดล้อเล่นของฉีหวาง คราวนี้เถ้าแก่เกากลับไม่ได้ล้อเล่นตอบ เขาปั้นหน้าขรึม แล้วถอนหายใจ "เฮ้อ ก็เพราะไอ้ภาษีมหาโหดนั่นแหละ..."
"หืม?" ฉีหวางเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังขึ้นมาทันที แล้วถามว่า "ร้านเจ้ายังพอทนไหวมิใช่หรือ?"
กิจการของเซียนเยือนหล้าดีมาตลอด ดังนั้นต่อให้ภาษีจะขึ้นเป็นห้าเท่า ก็ยังพอกัดฟันสู้ไหว
นี่คือสิ่งที่เถ้าแก่เกาเพิ่งจะพูดออกมาจากปากเมื่อไม่กี่วันก่อน
พอได้ยินคำถามของฉีหวาง เถ้าแก่เกากลับส่ายหน้า
"เมื่อก่อนน่ะทนไหว แต่ปัญหาคือ พ่อค้าคนอื่นๆ ในเมืองเขาทนไม่ไหวกันแล้วน่ะสิ พอพวกเขาทนไม่ไหว ไม่มีเงิน ก็ไม่มีใครมากินข้าวที่ร้าน..."
ลูกค้าของเซียนเยือนหล้า ความจริงส่วนใหญ่ก็เป็นพ่อค้าในเมืองนี่แหละ
พอพ่อค้าพวกนั้นไม่มีเงิน ก็ย่อมไม่มีใครมากินข้าว
มันคือวงจรอุบาทว์ชัดๆ
"เฮ้อ..." ฉีหวางถอนหายใจออกมาบ้าง
เรื่องพรรค์นี้ ตัวเขาเองก็หมดปัญญา
ตั้งแต่เกษียณออกมา เขาก็ไม่เคยกลับไปเหยียบที่ศาลาว่าการอีกเลย
ตอนนี้ เขาเป็นแค่ชาวบ้านตาดำๆ คนหนึ่งเท่านั้น
"เดินหมากกันดีกว่า ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้ว ข้ายังมีเงินเก็บอยู่บ้าง ยื้อไปได้อีกสักปีครึ่งปีก็คงไม่ถึงกับอดตายหรอก!" เถ้าแก่เการ้องเรียก ก่อนจะไปนั่งลงที่โต๊ะริมหน้าต่าง
ความจริงเขาก็แค่ถ่อมตัวไปอย่างนั้นแหละ
เงินเก็บของเขาน่ะ ต่อให้ยื้อไปอีกห้าปีแปดปีก็ยังไหว
จังหวะนั้นเอง หลินอวี่ก็ได้ยินเสียงคุยกันของทั้งสองคน จึงเดินออกมาจากหลังร้าน
ทุกๆ วัน หลินอวี่จะมายืนดูสองคนนี้เดินหมาก ถือโอกาสศึกษาวิธีการเดินหมากไปด้วยในตัว
"รุกฆาต!" เถ้าแก่เกาดีใจจนออกนอกหน้า
ฉีหวางได้แต่เกาหัวแกรกๆ
กระดานนี้ เถ้าแก่เกาเฉือนชนะไปแบบฉิวเฉียด
"เอาใหม่ๆ!" ฉีหวางไม่ยอมแพ้ เริ่มจัดกระดานใหม่ทันที
แต่ทว่า
ตอนนั้นเอง ทั้งสามคนกลับมองทะลุหน้าต่างออกไป เห็นมือปราบสองคนกำลังเดินมาทางนี้
ฉีหวางชะงักไปเล็กน้อย มือปราบสองคนนี้เขาย่อมรู้จักดี เป็นคนที่เข้ามาเป็นมือปราบพร้อมๆ กับหลินอวี่นั่นแหละ
แน่นอนว่า ตอนนี้จะเรียกว่าเด็กใหม่ก็คงไม่ได้แล้ว เพราะผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว
"แต่ว่า สองคนนี้มาร้านข้าวเวลานี้ หมายความว่ายังไง?" ฉีหวางรู้สึกสงสัยในใจ
ตามปกติแล้ว มือปราบจะไม่ได้พักตอนเที่ยง พวกเขาจะกินข้าวกันที่โรงอาหารในศาลาว่าการ
ถ้าจะออกมากินข้างนอก ก็ต้องเป็นตอนเย็นเท่านั้น
เถ้าแก่เกาหน้าบานขึ้นมาทันที รีบลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปต้อนรับที่ประตู
เขาคิดว่าลูกค้าเข้าร้านแล้ว
"นายท่านทั้งสอง เชิญด้านในเลย!" เถ้าแก่เกายิ้มแย้มต้อนรับ
ตั้งแต่ฉีหวางอดีตหัวหน้ามือปราบมาขลุกอยู่ที่ร้านบ่อยๆ ร้านของเขาก็เลยกลายเป็นแหล่งรวมตัวประจำของพวกมือปราบไปโดยปริยาย
ดังนั้น กับพวกมือปราบเหล่านี้ เถ้าแก่เกาก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี
ทว่า สีหน้าของมือปราบสองคนนั้นกลับดูไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะตอนที่มองเห็นอดีตหัวหน้าของตนนั่งอยู่ตรงริมหน้าต่าง...
...