- หน้าแรก
- เกมจิ๊กซอว์วันสิ้นโลกกับระบบคำใบ้สุดกวน
- บทที่ 16 ยินดีต้อนรับสู่ตึกที่ 3
บทที่ 16 ยินดีต้อนรับสู่ตึกที่ 3
บทที่ 16 ยินดีต้อนรับสู่ตึกที่ 3
เจอคนก็พูดจาประสาคน เจอผีก็ต้องพูดจาประสาผี ไป๋อู้ถูกพ่อฝึกฝนทักษะด้านนี้มาตั้งแต่เด็ก
หาจุดร่วมทางความรู้ เพื่อใช้เป็นจุดพังทลายกำแพง และซื้อใจอีกฝ่ายให้ได้อย่างรวดเร็ว
ตั้งแต่ตอนที่หมายเหตุบอกใบ้ว่ามีวิธีผ่านด่านวิธีอื่น ไป๋อู้ก็พอจะเดาได้แล้วว่า นิสัยของผู้ร่วงหล่นพวกนี้น่าจะสุดโต่งเอามากๆ
"ฉันเพิ่งเคยเห็นผู้ร่วงหล่นฆ่าตัวตายก็คราวนี้แหละ" หวังซื่อพูดกลั้วหัวเราะ
"เป็นเพราะว่าผู้ร่วงหล่นที่เราเคยเจอมาทั้งหมด ล้วนแต่เป็นพวกที่ล่าเหยื่อตามสัญชาตญาณหรือเปล่า?" ซางเสี่ยวอี่เริ่มสนใจผู้ร่วงหล่นที่มีสติปัญญาขึ้นมาบ้างแล้ว
ถึงแม้ทุกคนจะรู้ดีว่าผู้ร่วงหล่นกลายร่างมาจากมนุษย์ แต่จากการออกไปสำรวจนอกหอคอยนับครั้งไม่ถ้วนตลอดเจ็ดร้อยปีที่ผ่านมา ก็สอนให้มนุษย์รู้ซึ้งถึงสัจธรรมข้อหนึ่ง นั่นคือ: อย่าปฏิบัติกับผู้ร่วงหล่นเหมือนว่ามันเป็นคนเด็ดขาด
"พี่หวัง กุญแจอยู่ในท้องผู้ร่วงหล่นน่ะ งานนี้ผมว่ามีแต่พี่แหละที่เหมาะจะทำ" ไป๋อู้กลับมาทำตัวตามปกติแล้ว
ทุกคนยังปรับตัวไม่ค่อยทันกับภาพลักษณ์บอสผู้อยู่เบื้องหลังสุดโฉดของเขาเมื่อกี้
หวังซื่อบอกว่า:
"ฉันนึกว่าทีมเราจะมีนักแสดงแค่คนเดียวซะอีก ที่ไหนได้ นายก็เป็นตัวพ่อรางวัลออสการ์เหมือนกันนี่หว่า หึๆ"
หวังซื่อไม่ได้ขยับตัว งานผ่าศพแบบนี้ มีคนที่เหมาะสมกว่าเขาเยอะ
หลินอู๋โหรวฮัมเพลงจังหวะสนุกสนาน เดินตรงไปที่ศพของผู้ร่วงหล่น
เวลาออกไปนอกหอคอย ทุกคนก็จะพกของติดตัวไปด้วยทั้งนั้น ไป๋อู้พกหม้อหุงข้าว ส่วนหลินอู๋โหรวพกชุดมีดที่พันไว้รอบเอว
ตอนนี้เขาปลดชุดมีดที่พันอยู่รอบเอวออก ในนั้นมีมีดขนาดต่างๆ กันถึงสิบเอ็ดเล่ม
ทุกคนชินกับภาพนี้แล้ว แต่สำหรับไป๋อู้ มันน่าสนใจมาก:
【ชุดมีดสำหรับชำแหละ การชำแหละศพคืองานศิลปะ อย่าคิดนะว่าแค่มีเลื่อยไฟฟ้าก็พอแล้ว เว้นเสียแต่ว่านายจะชอบดูเลือดสาดกระเซ็น ชุดมีดพวกนี้ จะทำให้นายชำแหละศพได้อย่างประณีตบรรจง ราวกับกำลังทานอาหารฝรั่งเศสเลยล่ะ แต่ไอ้ตุ๊ดนี่ดวงซวยชะมัด ชุดมีดนี้ยังไม่เกิดการสถิตวิญญาณเลยจนถึงตอนนี้】
เป็นพวกแอฟริกันนี่เอง พอนึกถึงหน้าหลินอู๋โหรวตอนที่เขาเอากล้องออกมา ไป๋อู้ก็เริ่มรู้สึกว่าน้องหลินก็ไม่ได้น่ารำคาญขนาดนั้นแล้ว
พอนึกถึงคำวิจารณ์ในหมายเหตุตอนแรกที่พูดถึงหลินอู๋โหรว รวมไปถึงพฤติกรรมต่างๆ ของคนพวกนี้... ไป๋อู้ก็ได้ข้อสรุปว่า:
อืม ทั้งทีมมีแค่ฉันกับอวิ๋นซวงนี่แหละที่เป็นคนปกติ
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ พวกของอู่จิ่วยืนรอหลินอู๋โหรว 'ตัดเค้ก' อย่างใจเย็น
หลินอู๋โหรวลงมือเร็วมาก ถึงชุดมีดนี้จะยังไม่สถิตวิญญาณ แต่วัสดุที่ใช้ทำก็ไม่ธรรมดาเลย
ไม่นานเขาก็เอากุญแจออกมาได้สำเร็จ
【กุญแจสำหรับผ่านด่านต่อไป นายคงสงสัยใช่ไหมล่ะว่า ประตูในโลกนี้มันต้องใช้กุญแจไขเท่านั้นถึงจะเปิดได้เหรอ? ลองใช้สมองคิดดูสิ แล้วนายจะได้คำตอบ】
หมายความว่าไงเนี่ย?
ไป๋อู้เคยสงสัยเรื่องนี้เหมือนกัน ตั้งแต่ชั้นบนสุดลงมาจนถึงที่นี่ เขาเห็นหลายชั้นถูกทำลาย ประตูห้องขังก็บิดเบี้ยวไปหมด ดังนั้นเขาเลยคิดว่า ประตูทางเข้าตึกที่ 3 อู่จิ่วก็น่าจะพังเข้าไปได้สบายๆ
ไม่สิ ฉันลืมอะไรไปอย่างนึง เรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลแห่งนี้ น่าจะเกิดก่อนยุคหอคอย...
โลกนอกหอคอยก่อนและหลังยุคหอคอย มันไม่เหมือนกัน
ก่อนยุคหอคอย โรงพยาบาลก็คือโรงพยาบาล แต่ตอนนี้ โรงพยาบาลเป็นแค่ 'ฉาก' หนึ่งในโลกนอกหอคอยเท่านั้น
และ 'ฉาก' ก็ไม่สามารถถูกทำลายได้!
เหมือนในเกม GTA 5 นั่นแหละ ต่อให้ลงม็อดธานอส ดีดนิ้วไปทีนึง แล้วกระหน่ำยิงจรวดใส่เป็นร้อยลูก ต้นปาล์มก็ยังตั้งตระหง่านอยู่เหมือนเดิม
ตั้งแต่ตอนที่เขามองเห็นหมายเหตุได้ ไป๋อู้ก็มีความรู้สึกอยู่ตลอดว่า โลกนอกหอคอย ถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ที่ทรงพลังบางอย่าง
เพราะงั้น ถึงจะผ่านไปเจ็ดร้อยปี ซากเมืองก็ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกบางอย่างที่ยังใช้การได้ ท่อระบายน้ำก็ยังทำงานได้ปกติ
เพราะงั้น โรงพยาบาลแห่งนี้ถึงจะผ่านไปเจ็ดร้อยปี ผู้ร่วงหล่นข้างในก็ยังทำลายมันไม่ได้...
เพราะงั้น ประตูบางบานในโลกนอกหอคอย ก็คงไม่สามารถใช้กำลังพังเข้าไปได้ ต้องใช้กุญแจไขเท่านั้น
"เสร็จสักที"
เสียงของหลินอู๋โหรวดึงไป๋อู้ให้หลุดจากภวังค์ความคิด
พอหันกลับไปมองตรงจุดที่อีไลจาห์ล้มลง ก็ไม่เห็นศพของอีไลจาห์แล้ว
กะโหลกศีรษะ ตับ ม้าม กระเพาะอาหาร หัวใจ โครงกระดูก ท่อนแขนหลายคู่ที่อยู่บนหลัง... ชิ้นส่วนทุกชิ้นของอีไลจาห์ ถูกจัดวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ไป๋อู้สังเกตเห็นว่า กระเพาะของผู้ร่วงหล่นนั้นพิเศษมาก
หรืออาจจะเป็นแค่อีไลจาห์ที่พิเศษก็ไม่รู้ มันมีกระเพาะแต่ไม่มีลำไส้ กระเพาะมันดูเหมือนหัวใจมากกว่า ถูกเชื่อมต่อด้วยเส้นเลือดขนาดใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วน ทำหน้าที่เปลี่ยนอาหารที่ย่อยแล้วให้เป็นพลังงาน แล้วส่งไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย
หลินอู๋โหรวมองดู 'เศษซาก' ที่ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบด้วยรอยยิ้มร่าเริงเหมือนสาวน้อยวัยสิบแปด
พฤติกรรมแบบนี้ ไป๋อู้เคยเห็นบ่อยๆ ตอนสืบคดีในชาติก่อน พวกฆาตกรโรคจิตบางคน มักจะมีสไตล์การฆ่าเป็นของตัวเอง
และหนึ่งในนั้นก็คือแบบหลินอู๋โหรว ที่ชอบหั่นศพเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วเอามาเรียงสลับกันเหมือนตัวต่อจิ๊กซอว์
"เสร็จแล้วก็ไปกันเถอะ พวกเราลงไปชั้นล่างกันก่อน" ไป๋อู้ไม่ได้สนใจ 'ผลงานศิลปะชิ้นเอก' ของหลินอู๋โหรวเลยสักนิด
แต่เขากลับรู้สึกดีกับทีมนี้มากขึ้นนิดหน่อย
ตอนที่สวมบทบาทเป็นอาจารย์ของอีไลจาห์ และพูดคุยกับอีไลจาห์นั้น ไป๋อู้มั่นใจว่าคนพวกนี้ก็น่าจะพอเดาอดีตของเด็กคนนี้ได้บ้างเหมือนกัน
แต่ทุกคนก็ยังมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้มีความเห็นอกเห็นใจพร่ำเพรื่อ
ในชาติก่อน ตอนที่ไป๋อู้ช่วยตำรวจปิดคดี เขามักจะได้ยินพวกชาวบ้านพูดทำนองว่า คนร้ายก็น่าสงสารนะ มีเหตุผลที่ต้องทำแบบนั้น บลาๆๆ
เขาไม่เคยเข้าใจความรู้สึกพวกนั้นเลย
"ทำไมต้องลงไปข้างล่างอีกล่ะ?"
หลังจากอีไลจาห์ตาย ซางเสี่ยวอี่ก็มั่นใจแล้วว่าตึกนี้ไม่มีกลิ่นอายของผู้ร่วงหล่นหลงเหลืออยู่อีก
"ในเมื่อมาสำรวจ ก็ต้องไปดูให้ครบทุกซอกทุกมุมสิ"
ไป๋อู้ยังมีอีกหลายจุดที่ยังหาคำตอบไม่ได้
อย่างเช่น ทำไมอีไลจาห์ถึงยึดติดกับห้องขังหมายเลขสิบสอง?
แล้วทำไมถึงไม่ยอมออกไปจากตึกนี้เลย?
เขาตกลงอะไรกับเจ้าตัวเล็กผู้น่าสงสารในตึกที่ 4 หรือเปล่า?
หรือว่า... ผู้ร่วงหล่นไม่สามารถออกไปจากพื้นที่ที่กำหนดได้?
ระหว่างทางลงไปชั้นล่างสุด ไป๋อู้ก็เอ่ยถามขึ้น:
"หัวหน้าครับ ทำไมผู้ร่วงหล่นพวกนี้ถึงไม่เลือกที่จะออกไปจากตึกนี้ล่ะ?"
"ไม่รู้สิ เรื่องนี้ไม่มีใครรู้หรอก อย่างน้อยในบันทึกการสำรวจนอกหอคอยทั้งหมด ก็ไม่เคยมีบันทึกว่าผู้ร่วงหล่นมีการอพยพย้ายถิ่นฐานขนานใหญ่จากพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่หนึ่งเลย บางทีเราอาจจะมองว่ามันเป็นกฎการผูกมัดอย่างหนึ่งก็ได้"
ผูกมัดงั้นเหรอ?
นี่อธิบายได้เลยว่าทำไมอีไลจาห์ถึงไม่ออกไป งั้นแสดงว่า ฉากไม่สามารถถูกทำลายได้... สิ่งมีชีวิตในฉาก ก็ไม่สามารถเปลี่ยนฉากได้ตามใจชอบเหมือนกันสินะ?
"แต่ในเมื่อยังหาหลักการมารองรับทฤษฎีการผูกมัดนี้ไม่ได้ เราก็ไม่สามารถถือว่ามันเป็นกฎตายตัวได้ เวลาสำรวจนอกหอคอย ก็ยังต้องระมัดระวังตัวขั้นสูงสุดอยู่ดี" อู่จิ่วเตือนด้วยความหวังดี
ไป๋อู้พยักหน้า เห็นด้วยกับความรอบคอบของอู่จิ่ว หัวหน้าคนนี้ถึงจะดูนิ่งๆ แต่ก็ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมจริงๆ
...
ชั้นที่สิบแปดไม่ได้มีห้องขังเยอะแยะเหมือนชั้นอื่นๆ มันเหมือนกับลานประลองที่มีกรงขังสุดพิเศษเอาไว้ขังสัตว์ร้ายที่แข็งแกร่งที่สุด
พื้นที่ทั้งหมดของชั้นสิบแปด คือกรงขังขนาดใหญ่ และอีไลจาห์ก็คือสัตว์ร้ายที่ถูกขังอยู่ในนั้น
การตกแต่งภายในเรียบง่ายมาก มีพื้นที่ว่างเปล่าขนาดใหญ่ กำแพงเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนที่อีไลจาห์ทิ้งไว้
ไป๋อู้มองรอยขีดข่วนพวกนี้ แล้วก็พบว่ามันไม่เข้ากับลวดลายสีเลือดที่เห็นในตึกแรกเลย ทำให้เขามั่นใจว่าอีไลจาห์น่าจะอยู่ที่นี่มาตลอดหลายร้อยปี... ไม่เคยออกไปไหนเลย
จู่ๆ เขาก็นึกถึงเรื่องที่ไม่ค่อยสลักสำคัญอะไรขึ้นมาได้
ตลอดทางที่เดินมา ไป๋อู้เห็นห้องน้ำแค่ในตึกแรกเท่านั้น ส่วนตึกที่ 2 ไม่มีเลยแม้แต่ห้องเดียว
เมื่อเอาไปรวมกับภาพการผ่าศพของหลินอู๋โหรวเมื่อกี้ เขาก็ยิ่งมั่นใจในข้อสรุปที่หมายเหตุเคยบอกไว้: ผู้ร่วงหล่นไม่จำเป็นต้องขับถ่าย
น่าเสียดายจังนะ ในชาติก่อนไม่มีมนุษย์คนไหนวิวัฒนาการจนมีร่างกายสุดล้ำแบบนี้ได้ ไม่งั้นคงช่วยแก้ปัญหาคาใจของพวกโอตาคุ ที่ชอบมโนว่าเทพธิดาของตัวเองไม่ต้องเข้าห้องน้ำได้แล้ว
เลิกคิดเรื่องพิลึกๆ ในหัว ไป๋อู้ก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง
หมายเหตุส่วนใหญ่ไม่มีประโยชน์อะไร แต่ไป๋อู้ก็ยังพอจะหาเบาะแสเจออยู่บ้าง
ถึงแม้ชั้นล่างสุดจะไม่มีห้องขัง แต่ตรงตำแหน่งที่ควรจะเป็นห้องหมายเลขสิบสองของทุกชั้น หมายเหตุก็ได้พูดถึงสิ่งที่ไป๋อู้สนใจจนได้
【ไอ้หมอนี่มันเป็นพวกยึดติด มันเป็นสาวกคนที่สิบสอง มันก็เลยรักตัวเลขนี้เป็นพิเศษ】
ปริศนาโผล่มาอีกแล้ว
'มัน' น่าจะหมายถึงอีไลจาห์ สาวกก็ต้องคู่กับอาจารย์ ซึ่งก็น่าจะเป็นอาจารย์ที่อีไลจาห์เทิดทูนบูชานั่นแหละ
งั้นก็แสดงว่า ใต้อาณัติของอาจารย์คนนั้น มีผู้ร่วงหล่นกลายพันธุ์ระดับสูงอยู่อย่างน้อยสิบสองตัวสินะ? พอนึกถึงเรื่องที่อีไลจาห์ถูกส่งมาที่โรงพยาบาลนี้... ไป๋อู้ก็เริ่มรู้สึกตะหงิดๆ ว่าอาจารย์คนนี้น่าจะกำลังวางแผนการใหญ่ระดับโลกอยู่แน่ๆ
เหมือนกับเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ได้มาเจอกับศาสตราจารย์มอริอาร์ตี้เลย
ไป๋อู้เริ่มสนใจอาจารย์คนนี้อย่างจริงจังแล้ว สนใจมากกว่าเจ้าตัวเล็กผู้น่าสงสารในตึกที่ 4 ซะอีก
หลังจากสำรวจตึกที่ 2 จนทั่วแล้ว พวกเขาก็เดินกลับไปทางเดิม
ตลอดทาง ทุกคนเงียบกริบ ไป๋อู้แอบลอบสังเกตพวกเขาอยู่เงียบๆ แล้วก็มั่นใจว่าพวกเขาไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติอะไร
"จากเรื่องเล่าของหลิวหมู่ก่อนหน้านี้ คนที่มีลำดับพรสวรรค์ต่ำกว่าสองร้อย ทางที่ดีฉันไม่ควรบอกใครจะดีกว่า..."
คนที่มีลำดับพรสวรรค์ 75 ถูกพาไปที่ชั้นหกแล้วก็หายเข้ากลีบเมฆไปเลย ส่วนจอมตะกละก็อยู่ลำดับที่ 76...
ยิ่งไปกว่านั้น ในตัวฉันยังมีลำดับที่ 24 ซ่อนอยู่อีก...
ถึงแม้ข้อมูลจากดวงตาของเพลเยอร์จะดูกวนโอ๊ยไปหน่อย แต่มันก็ช่วยหาเบาะแสในการผ่านด่านได้เสมอ
โดยเฉพาะตอนที่กล้องสถิตวิญญาณ มันบอกเวลาเป๊ะๆ ให้เลย ซึ่งนี่ไม่ใช่สิ่งที่การวิเคราะห์จะทำได้
การมีดวงตาคู่นี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตนอกหอคอยได้อย่างมหาศาล แต่ในทางกลับกัน ถ้ามีคนรู้เรื่องลำดับพรสวรรค์ของเขา มันก็คงจะนำความวุ่นวายมาให้ไม่น้อยเหมือนกัน
...
...
หน้าทางเข้าสะพานเชื่อมลอยฟ้าของตึกที่ 3 ซางเสี่ยวอี่เดินเข้าไปสำรวจใกล้ๆ เป็นคนแรก ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วพูดว่า:
"ทั้งตึกที่ 3... เหมือนจะไม่มีผู้ร่วงหล่นเลย"
อู่จิ่วไม่ได้ผลีผลามทำอะไร เขาหันไปมองไป๋อู้ ไป๋อู้มองไปที่ทางเข้าตึกที่ 3 ข้อสันนิษฐานก่อนหน้านี้ของเขาได้รับการยืนยันแล้ว
【ในบรรดาสี่ตึกของโรงพยาบาลหมายเลขเก้า ตึกนี้เป็นตึกเดียวที่คนอยู่ แต่คนพวกนั้นตายเรียบไปหมดแล้ว พวกเขาทิ้งบันทึกน่าเบื่อๆ เอาไว้เพียบ แต่ขอเตือนไว้นิดนึงนะ เจ้าตัวเล็กผู้น่าสงสารเริ่มจับตาดูนายแล้วล่ะ เธอทิ้งปริศนาเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ในตึกที่ 3 ด้วย นายได้ลำดับพรสวรรค์มาแล้ว จะเลือกเผ่นกลับตอนนี้ก็ยังทัน อย่างน้อยก็รอดตายชัวร์ๆ หรือว่า... นายคิดจะลุยต่อ (อย่าเลือกข้อนี้เชียวนะ)?】
"เปิดประตูเถอะ"
ข้อความในวงเล็บนั่น ไป๋อู้ถือซะว่าเป็นมุกตลกก็แล้วกัน มีอู่จิ่วอยู่ด้วยทั้งคน คงไม่ถึงกับหนีไม่รอดหรอกมั้ง
จากการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ ไป๋อู้เริ่มเข้าใจแล้วว่า หลังจากเข้าสู่ยุคหอคอย อีไลจาห์ก็ถูกกฎของโลกนอกหอคอยจำกัดพื้นที่ ทำให้ไม่สามารถออกไปจากตึกที่ 2 ได้
งั้นเจ้าตัวเล็กผู้น่าสงสารก็คงเหมือนกัน ไม่น่าจะออกไปจากตึกที่ 4 ได้หรอก
อู่จิ่วใช้กุญแจไขเปิดประตูทางเข้าตึกที่ 3
ที่สุดทางเชื่อมลอยฟ้า มีป้ายตั้งอยู่ เขียนว่า 'ห้ามเข้า'
ตอนแรกไป๋อู้คิดว่าป้ายนี้จะมีอะไรซ่อนอยู่ เลยลองเพ่งมองดู แต่ก็พบว่าหมายเหตุไม่ได้มีข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์เลย:
【เห็นไหม ฉันบอกแล้วไงว่าอย่าเลือกข้อนี้? ป้ายมันก็เขียนอยู่ทนโท่ว่า ยิน (ห้าม) ดี (เข้า) ต้อน (เด็ด) รับ (ขาด) ในฐานะผู้ใหญ่ที่เคารพกฎกติกาและมีมารยาท ฉันเชื่อว่านายจะทำตามกฎนะจ๊ะ】
ในเมื่อเป็นตึกที่คนอยู่ ตึกที่ 3 ก็ย่อมต้องมีลิฟต์เป็นธรรมดา หลังจากเดินผ่านทางเดินยาวๆ และโรงอาหารมา ไป๋อู้ก็มาถึงหน้าลิฟต์
หมายเหตุเด้งขึ้นมาอีกครั้ง
【ตัวเลือกแรกที่เจ้าตัวเล็กผู้น่าสงสารเตรียมไว้ให้นายมาถึงแล้ว ตึกนี้เต็มไปด้วยแรงอาฆาตของเธอ อย่าคิดนะว่ามันจะเหมือนกับการเล่นขายของในตึกที่ 1 ฉันจะใบ้ให้หน่อยนึงละกัน ลงไปที่ชั้น 3 ก่อน หลังจากนั้นก็ตัวใครตัวมันล่ะ อ้อ แล้วก็ดูแลเพื่อนๆ ของนายให้ดีๆ ด้วยล่ะ ถ้าหลงทางในชั้นนี้~ ระวังจะไม่ได้กลับบ้านนะจ๊ะ】
(จบบท)