เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 ยินดีต้อนรับสู่ตึกที่ 3

บทที่ 16 ยินดีต้อนรับสู่ตึกที่ 3

บทที่ 16 ยินดีต้อนรับสู่ตึกที่ 3


เจอคนก็พูดจาประสาคน เจอผีก็ต้องพูดจาประสาผี ไป๋อู้ถูกพ่อฝึกฝนทักษะด้านนี้มาตั้งแต่เด็ก

หาจุดร่วมทางความรู้ เพื่อใช้เป็นจุดพังทลายกำแพง และซื้อใจอีกฝ่ายให้ได้อย่างรวดเร็ว

ตั้งแต่ตอนที่หมายเหตุบอกใบ้ว่ามีวิธีผ่านด่านวิธีอื่น ไป๋อู้ก็พอจะเดาได้แล้วว่า นิสัยของผู้ร่วงหล่นพวกนี้น่าจะสุดโต่งเอามากๆ

"ฉันเพิ่งเคยเห็นผู้ร่วงหล่นฆ่าตัวตายก็คราวนี้แหละ" หวังซื่อพูดกลั้วหัวเราะ

"เป็นเพราะว่าผู้ร่วงหล่นที่เราเคยเจอมาทั้งหมด ล้วนแต่เป็นพวกที่ล่าเหยื่อตามสัญชาตญาณหรือเปล่า?" ซางเสี่ยวอี่เริ่มสนใจผู้ร่วงหล่นที่มีสติปัญญาขึ้นมาบ้างแล้ว

ถึงแม้ทุกคนจะรู้ดีว่าผู้ร่วงหล่นกลายร่างมาจากมนุษย์ แต่จากการออกไปสำรวจนอกหอคอยนับครั้งไม่ถ้วนตลอดเจ็ดร้อยปีที่ผ่านมา ก็สอนให้มนุษย์รู้ซึ้งถึงสัจธรรมข้อหนึ่ง นั่นคือ: อย่าปฏิบัติกับผู้ร่วงหล่นเหมือนว่ามันเป็นคนเด็ดขาด

"พี่หวัง กุญแจอยู่ในท้องผู้ร่วงหล่นน่ะ งานนี้ผมว่ามีแต่พี่แหละที่เหมาะจะทำ" ไป๋อู้กลับมาทำตัวตามปกติแล้ว

ทุกคนยังปรับตัวไม่ค่อยทันกับภาพลักษณ์บอสผู้อยู่เบื้องหลังสุดโฉดของเขาเมื่อกี้

หวังซื่อบอกว่า:

"ฉันนึกว่าทีมเราจะมีนักแสดงแค่คนเดียวซะอีก ที่ไหนได้ นายก็เป็นตัวพ่อรางวัลออสการ์เหมือนกันนี่หว่า หึๆ"

หวังซื่อไม่ได้ขยับตัว งานผ่าศพแบบนี้ มีคนที่เหมาะสมกว่าเขาเยอะ

หลินอู๋โหรวฮัมเพลงจังหวะสนุกสนาน เดินตรงไปที่ศพของผู้ร่วงหล่น

เวลาออกไปนอกหอคอย ทุกคนก็จะพกของติดตัวไปด้วยทั้งนั้น ไป๋อู้พกหม้อหุงข้าว ส่วนหลินอู๋โหรวพกชุดมีดที่พันไว้รอบเอว

ตอนนี้เขาปลดชุดมีดที่พันอยู่รอบเอวออก ในนั้นมีมีดขนาดต่างๆ กันถึงสิบเอ็ดเล่ม

ทุกคนชินกับภาพนี้แล้ว แต่สำหรับไป๋อู้ มันน่าสนใจมาก:

【ชุดมีดสำหรับชำแหละ การชำแหละศพคืองานศิลปะ อย่าคิดนะว่าแค่มีเลื่อยไฟฟ้าก็พอแล้ว เว้นเสียแต่ว่านายจะชอบดูเลือดสาดกระเซ็น ชุดมีดพวกนี้ จะทำให้นายชำแหละศพได้อย่างประณีตบรรจง ราวกับกำลังทานอาหารฝรั่งเศสเลยล่ะ แต่ไอ้ตุ๊ดนี่ดวงซวยชะมัด ชุดมีดนี้ยังไม่เกิดการสถิตวิญญาณเลยจนถึงตอนนี้】

เป็นพวกแอฟริกันนี่เอง พอนึกถึงหน้าหลินอู๋โหรวตอนที่เขาเอากล้องออกมา ไป๋อู้ก็เริ่มรู้สึกว่าน้องหลินก็ไม่ได้น่ารำคาญขนาดนั้นแล้ว

พอนึกถึงคำวิจารณ์ในหมายเหตุตอนแรกที่พูดถึงหลินอู๋โหรว รวมไปถึงพฤติกรรมต่างๆ ของคนพวกนี้... ไป๋อู้ก็ได้ข้อสรุปว่า:

อืม ทั้งทีมมีแค่ฉันกับอวิ๋นซวงนี่แหละที่เป็นคนปกติ

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ พวกของอู่จิ่วยืนรอหลินอู๋โหรว 'ตัดเค้ก' อย่างใจเย็น

หลินอู๋โหรวลงมือเร็วมาก ถึงชุดมีดนี้จะยังไม่สถิตวิญญาณ แต่วัสดุที่ใช้ทำก็ไม่ธรรมดาเลย

ไม่นานเขาก็เอากุญแจออกมาได้สำเร็จ

【กุญแจสำหรับผ่านด่านต่อไป นายคงสงสัยใช่ไหมล่ะว่า ประตูในโลกนี้มันต้องใช้กุญแจไขเท่านั้นถึงจะเปิดได้เหรอ? ลองใช้สมองคิดดูสิ แล้วนายจะได้คำตอบ】

หมายความว่าไงเนี่ย?

ไป๋อู้เคยสงสัยเรื่องนี้เหมือนกัน ตั้งแต่ชั้นบนสุดลงมาจนถึงที่นี่ เขาเห็นหลายชั้นถูกทำลาย ประตูห้องขังก็บิดเบี้ยวไปหมด ดังนั้นเขาเลยคิดว่า ประตูทางเข้าตึกที่ 3 อู่จิ่วก็น่าจะพังเข้าไปได้สบายๆ

ไม่สิ ฉันลืมอะไรไปอย่างนึง เรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลแห่งนี้ น่าจะเกิดก่อนยุคหอคอย...

โลกนอกหอคอยก่อนและหลังยุคหอคอย มันไม่เหมือนกัน

ก่อนยุคหอคอย โรงพยาบาลก็คือโรงพยาบาล แต่ตอนนี้ โรงพยาบาลเป็นแค่ 'ฉาก' หนึ่งในโลกนอกหอคอยเท่านั้น

และ 'ฉาก' ก็ไม่สามารถถูกทำลายได้!

เหมือนในเกม GTA 5 นั่นแหละ ต่อให้ลงม็อดธานอส ดีดนิ้วไปทีนึง แล้วกระหน่ำยิงจรวดใส่เป็นร้อยลูก ต้นปาล์มก็ยังตั้งตระหง่านอยู่เหมือนเดิม

ตั้งแต่ตอนที่เขามองเห็นหมายเหตุได้ ไป๋อู้ก็มีความรู้สึกอยู่ตลอดว่า โลกนอกหอคอย ถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ที่ทรงพลังบางอย่าง

เพราะงั้น ถึงจะผ่านไปเจ็ดร้อยปี ซากเมืองก็ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกบางอย่างที่ยังใช้การได้ ท่อระบายน้ำก็ยังทำงานได้ปกติ

เพราะงั้น โรงพยาบาลแห่งนี้ถึงจะผ่านไปเจ็ดร้อยปี ผู้ร่วงหล่นข้างในก็ยังทำลายมันไม่ได้...

เพราะงั้น ประตูบางบานในโลกนอกหอคอย ก็คงไม่สามารถใช้กำลังพังเข้าไปได้ ต้องใช้กุญแจไขเท่านั้น

"เสร็จสักที"

เสียงของหลินอู๋โหรวดึงไป๋อู้ให้หลุดจากภวังค์ความคิด

พอหันกลับไปมองตรงจุดที่อีไลจาห์ล้มลง ก็ไม่เห็นศพของอีไลจาห์แล้ว

กะโหลกศีรษะ ตับ ม้าม กระเพาะอาหาร หัวใจ โครงกระดูก ท่อนแขนหลายคู่ที่อยู่บนหลัง... ชิ้นส่วนทุกชิ้นของอีไลจาห์ ถูกจัดวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

ไป๋อู้สังเกตเห็นว่า กระเพาะของผู้ร่วงหล่นนั้นพิเศษมาก

หรืออาจจะเป็นแค่อีไลจาห์ที่พิเศษก็ไม่รู้ มันมีกระเพาะแต่ไม่มีลำไส้ กระเพาะมันดูเหมือนหัวใจมากกว่า ถูกเชื่อมต่อด้วยเส้นเลือดขนาดใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วน ทำหน้าที่เปลี่ยนอาหารที่ย่อยแล้วให้เป็นพลังงาน แล้วส่งไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย

หลินอู๋โหรวมองดู 'เศษซาก' ที่ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบด้วยรอยยิ้มร่าเริงเหมือนสาวน้อยวัยสิบแปด

พฤติกรรมแบบนี้ ไป๋อู้เคยเห็นบ่อยๆ ตอนสืบคดีในชาติก่อน พวกฆาตกรโรคจิตบางคน มักจะมีสไตล์การฆ่าเป็นของตัวเอง

และหนึ่งในนั้นก็คือแบบหลินอู๋โหรว ที่ชอบหั่นศพเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วเอามาเรียงสลับกันเหมือนตัวต่อจิ๊กซอว์

"เสร็จแล้วก็ไปกันเถอะ พวกเราลงไปชั้นล่างกันก่อน" ไป๋อู้ไม่ได้สนใจ 'ผลงานศิลปะชิ้นเอก' ของหลินอู๋โหรวเลยสักนิด

แต่เขากลับรู้สึกดีกับทีมนี้มากขึ้นนิดหน่อย

ตอนที่สวมบทบาทเป็นอาจารย์ของอีไลจาห์ และพูดคุยกับอีไลจาห์นั้น ไป๋อู้มั่นใจว่าคนพวกนี้ก็น่าจะพอเดาอดีตของเด็กคนนี้ได้บ้างเหมือนกัน

แต่ทุกคนก็ยังมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้มีความเห็นอกเห็นใจพร่ำเพรื่อ

ในชาติก่อน ตอนที่ไป๋อู้ช่วยตำรวจปิดคดี เขามักจะได้ยินพวกชาวบ้านพูดทำนองว่า คนร้ายก็น่าสงสารนะ มีเหตุผลที่ต้องทำแบบนั้น บลาๆๆ

เขาไม่เคยเข้าใจความรู้สึกพวกนั้นเลย

"ทำไมต้องลงไปข้างล่างอีกล่ะ?"

หลังจากอีไลจาห์ตาย ซางเสี่ยวอี่ก็มั่นใจแล้วว่าตึกนี้ไม่มีกลิ่นอายของผู้ร่วงหล่นหลงเหลืออยู่อีก

"ในเมื่อมาสำรวจ ก็ต้องไปดูให้ครบทุกซอกทุกมุมสิ"

ไป๋อู้ยังมีอีกหลายจุดที่ยังหาคำตอบไม่ได้

อย่างเช่น ทำไมอีไลจาห์ถึงยึดติดกับห้องขังหมายเลขสิบสอง?

แล้วทำไมถึงไม่ยอมออกไปจากตึกนี้เลย?

เขาตกลงอะไรกับเจ้าตัวเล็กผู้น่าสงสารในตึกที่ 4 หรือเปล่า?

หรือว่า... ผู้ร่วงหล่นไม่สามารถออกไปจากพื้นที่ที่กำหนดได้?

ระหว่างทางลงไปชั้นล่างสุด ไป๋อู้ก็เอ่ยถามขึ้น:

"หัวหน้าครับ ทำไมผู้ร่วงหล่นพวกนี้ถึงไม่เลือกที่จะออกไปจากตึกนี้ล่ะ?"

"ไม่รู้สิ เรื่องนี้ไม่มีใครรู้หรอก อย่างน้อยในบันทึกการสำรวจนอกหอคอยทั้งหมด ก็ไม่เคยมีบันทึกว่าผู้ร่วงหล่นมีการอพยพย้ายถิ่นฐานขนานใหญ่จากพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่หนึ่งเลย บางทีเราอาจจะมองว่ามันเป็นกฎการผูกมัดอย่างหนึ่งก็ได้"

ผูกมัดงั้นเหรอ?

นี่อธิบายได้เลยว่าทำไมอีไลจาห์ถึงไม่ออกไป งั้นแสดงว่า ฉากไม่สามารถถูกทำลายได้... สิ่งมีชีวิตในฉาก ก็ไม่สามารถเปลี่ยนฉากได้ตามใจชอบเหมือนกันสินะ?

"แต่ในเมื่อยังหาหลักการมารองรับทฤษฎีการผูกมัดนี้ไม่ได้ เราก็ไม่สามารถถือว่ามันเป็นกฎตายตัวได้ เวลาสำรวจนอกหอคอย ก็ยังต้องระมัดระวังตัวขั้นสูงสุดอยู่ดี" อู่จิ่วเตือนด้วยความหวังดี

ไป๋อู้พยักหน้า เห็นด้วยกับความรอบคอบของอู่จิ่ว หัวหน้าคนนี้ถึงจะดูนิ่งๆ แต่ก็ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมจริงๆ

...

ชั้นที่สิบแปดไม่ได้มีห้องขังเยอะแยะเหมือนชั้นอื่นๆ มันเหมือนกับลานประลองที่มีกรงขังสุดพิเศษเอาไว้ขังสัตว์ร้ายที่แข็งแกร่งที่สุด

พื้นที่ทั้งหมดของชั้นสิบแปด คือกรงขังขนาดใหญ่ และอีไลจาห์ก็คือสัตว์ร้ายที่ถูกขังอยู่ในนั้น

การตกแต่งภายในเรียบง่ายมาก มีพื้นที่ว่างเปล่าขนาดใหญ่ กำแพงเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนที่อีไลจาห์ทิ้งไว้

ไป๋อู้มองรอยขีดข่วนพวกนี้ แล้วก็พบว่ามันไม่เข้ากับลวดลายสีเลือดที่เห็นในตึกแรกเลย ทำให้เขามั่นใจว่าอีไลจาห์น่าจะอยู่ที่นี่มาตลอดหลายร้อยปี... ไม่เคยออกไปไหนเลย

จู่ๆ เขาก็นึกถึงเรื่องที่ไม่ค่อยสลักสำคัญอะไรขึ้นมาได้

ตลอดทางที่เดินมา ไป๋อู้เห็นห้องน้ำแค่ในตึกแรกเท่านั้น ส่วนตึกที่ 2 ไม่มีเลยแม้แต่ห้องเดียว

เมื่อเอาไปรวมกับภาพการผ่าศพของหลินอู๋โหรวเมื่อกี้ เขาก็ยิ่งมั่นใจในข้อสรุปที่หมายเหตุเคยบอกไว้: ผู้ร่วงหล่นไม่จำเป็นต้องขับถ่าย

น่าเสียดายจังนะ ในชาติก่อนไม่มีมนุษย์คนไหนวิวัฒนาการจนมีร่างกายสุดล้ำแบบนี้ได้ ไม่งั้นคงช่วยแก้ปัญหาคาใจของพวกโอตาคุ ที่ชอบมโนว่าเทพธิดาของตัวเองไม่ต้องเข้าห้องน้ำได้แล้ว

เลิกคิดเรื่องพิลึกๆ ในหัว ไป๋อู้ก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง

หมายเหตุส่วนใหญ่ไม่มีประโยชน์อะไร แต่ไป๋อู้ก็ยังพอจะหาเบาะแสเจออยู่บ้าง

ถึงแม้ชั้นล่างสุดจะไม่มีห้องขัง แต่ตรงตำแหน่งที่ควรจะเป็นห้องหมายเลขสิบสองของทุกชั้น หมายเหตุก็ได้พูดถึงสิ่งที่ไป๋อู้สนใจจนได้

【ไอ้หมอนี่มันเป็นพวกยึดติด มันเป็นสาวกคนที่สิบสอง มันก็เลยรักตัวเลขนี้เป็นพิเศษ】

ปริศนาโผล่มาอีกแล้ว

'มัน' น่าจะหมายถึงอีไลจาห์ สาวกก็ต้องคู่กับอาจารย์ ซึ่งก็น่าจะเป็นอาจารย์ที่อีไลจาห์เทิดทูนบูชานั่นแหละ

งั้นก็แสดงว่า ใต้อาณัติของอาจารย์คนนั้น มีผู้ร่วงหล่นกลายพันธุ์ระดับสูงอยู่อย่างน้อยสิบสองตัวสินะ? พอนึกถึงเรื่องที่อีไลจาห์ถูกส่งมาที่โรงพยาบาลนี้... ไป๋อู้ก็เริ่มรู้สึกตะหงิดๆ ว่าอาจารย์คนนี้น่าจะกำลังวางแผนการใหญ่ระดับโลกอยู่แน่ๆ

เหมือนกับเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ได้มาเจอกับศาสตราจารย์มอริอาร์ตี้เลย

ไป๋อู้เริ่มสนใจอาจารย์คนนี้อย่างจริงจังแล้ว สนใจมากกว่าเจ้าตัวเล็กผู้น่าสงสารในตึกที่ 4 ซะอีก

หลังจากสำรวจตึกที่ 2 จนทั่วแล้ว พวกเขาก็เดินกลับไปทางเดิม

ตลอดทาง ทุกคนเงียบกริบ ไป๋อู้แอบลอบสังเกตพวกเขาอยู่เงียบๆ แล้วก็มั่นใจว่าพวกเขาไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติอะไร

"จากเรื่องเล่าของหลิวหมู่ก่อนหน้านี้ คนที่มีลำดับพรสวรรค์ต่ำกว่าสองร้อย ทางที่ดีฉันไม่ควรบอกใครจะดีกว่า..."

คนที่มีลำดับพรสวรรค์ 75 ถูกพาไปที่ชั้นหกแล้วก็หายเข้ากลีบเมฆไปเลย ส่วนจอมตะกละก็อยู่ลำดับที่ 76...

ยิ่งไปกว่านั้น ในตัวฉันยังมีลำดับที่ 24 ซ่อนอยู่อีก...

ถึงแม้ข้อมูลจากดวงตาของเพลเยอร์จะดูกวนโอ๊ยไปหน่อย แต่มันก็ช่วยหาเบาะแสในการผ่านด่านได้เสมอ

โดยเฉพาะตอนที่กล้องสถิตวิญญาณ มันบอกเวลาเป๊ะๆ ให้เลย ซึ่งนี่ไม่ใช่สิ่งที่การวิเคราะห์จะทำได้

การมีดวงตาคู่นี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตนอกหอคอยได้อย่างมหาศาล แต่ในทางกลับกัน ถ้ามีคนรู้เรื่องลำดับพรสวรรค์ของเขา มันก็คงจะนำความวุ่นวายมาให้ไม่น้อยเหมือนกัน

...

...

หน้าทางเข้าสะพานเชื่อมลอยฟ้าของตึกที่ 3 ซางเสี่ยวอี่เดินเข้าไปสำรวจใกล้ๆ เป็นคนแรก ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วพูดว่า:

"ทั้งตึกที่ 3... เหมือนจะไม่มีผู้ร่วงหล่นเลย"

อู่จิ่วไม่ได้ผลีผลามทำอะไร เขาหันไปมองไป๋อู้ ไป๋อู้มองไปที่ทางเข้าตึกที่ 3 ข้อสันนิษฐานก่อนหน้านี้ของเขาได้รับการยืนยันแล้ว

【ในบรรดาสี่ตึกของโรงพยาบาลหมายเลขเก้า ตึกนี้เป็นตึกเดียวที่คนอยู่ แต่คนพวกนั้นตายเรียบไปหมดแล้ว พวกเขาทิ้งบันทึกน่าเบื่อๆ เอาไว้เพียบ แต่ขอเตือนไว้นิดนึงนะ เจ้าตัวเล็กผู้น่าสงสารเริ่มจับตาดูนายแล้วล่ะ เธอทิ้งปริศนาเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ในตึกที่ 3 ด้วย นายได้ลำดับพรสวรรค์มาแล้ว จะเลือกเผ่นกลับตอนนี้ก็ยังทัน อย่างน้อยก็รอดตายชัวร์ๆ หรือว่า... นายคิดจะลุยต่อ (อย่าเลือกข้อนี้เชียวนะ)?】

"เปิดประตูเถอะ"

ข้อความในวงเล็บนั่น ไป๋อู้ถือซะว่าเป็นมุกตลกก็แล้วกัน มีอู่จิ่วอยู่ด้วยทั้งคน คงไม่ถึงกับหนีไม่รอดหรอกมั้ง

จากการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ ไป๋อู้เริ่มเข้าใจแล้วว่า หลังจากเข้าสู่ยุคหอคอย อีไลจาห์ก็ถูกกฎของโลกนอกหอคอยจำกัดพื้นที่ ทำให้ไม่สามารถออกไปจากตึกที่ 2 ได้

งั้นเจ้าตัวเล็กผู้น่าสงสารก็คงเหมือนกัน ไม่น่าจะออกไปจากตึกที่ 4 ได้หรอก

อู่จิ่วใช้กุญแจไขเปิดประตูทางเข้าตึกที่ 3

ที่สุดทางเชื่อมลอยฟ้า มีป้ายตั้งอยู่ เขียนว่า 'ห้ามเข้า'

ตอนแรกไป๋อู้คิดว่าป้ายนี้จะมีอะไรซ่อนอยู่ เลยลองเพ่งมองดู แต่ก็พบว่าหมายเหตุไม่ได้มีข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์เลย:

【เห็นไหม ฉันบอกแล้วไงว่าอย่าเลือกข้อนี้? ป้ายมันก็เขียนอยู่ทนโท่ว่า ยิน (ห้าม) ดี (เข้า) ต้อน (เด็ด) รับ (ขาด) ในฐานะผู้ใหญ่ที่เคารพกฎกติกาและมีมารยาท ฉันเชื่อว่านายจะทำตามกฎนะจ๊ะ】

ในเมื่อเป็นตึกที่คนอยู่ ตึกที่ 3 ก็ย่อมต้องมีลิฟต์เป็นธรรมดา หลังจากเดินผ่านทางเดินยาวๆ และโรงอาหารมา ไป๋อู้ก็มาถึงหน้าลิฟต์

หมายเหตุเด้งขึ้นมาอีกครั้ง

【ตัวเลือกแรกที่เจ้าตัวเล็กผู้น่าสงสารเตรียมไว้ให้นายมาถึงแล้ว ตึกนี้เต็มไปด้วยแรงอาฆาตของเธอ อย่าคิดนะว่ามันจะเหมือนกับการเล่นขายของในตึกที่ 1 ฉันจะใบ้ให้หน่อยนึงละกัน ลงไปที่ชั้น 3 ก่อน หลังจากนั้นก็ตัวใครตัวมันล่ะ อ้อ แล้วก็ดูแลเพื่อนๆ ของนายให้ดีๆ ด้วยล่ะ ถ้าหลงทางในชั้นนี้~ ระวังจะไม่ได้กลับบ้านนะจ๊ะ】

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 16 ยินดีต้อนรับสู่ตึกที่ 3

คัดลอกลิงก์แล้ว