เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 ผู้อยู่เบื้องหลังอันลึกลับ

บทที่ 15 ผู้อยู่เบื้องหลังอันลึกลับ

บทที่ 15 ผู้อยู่เบื้องหลังอันลึกลับ


"แกอยากตายหรือไงฮะ? ไม่รู้จักประมาณตนเอาซะเลย?" หลินอู๋โหรวถลึงตาใส่ไป๋อู้

แสงจากไฟฉายส่องไปไม่ถึงสุดทางเดิน และเมื่อเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทุกคนก็ได้ยินเสียงขู่ฟ่อๆ เหมือนงูแลบลิ้น

ไป๋อู้กระซิบเสียงเบา:

"ฉันรู้ลิมิตตัวเองน่า วางใจเถอะ เดี๋ยวพวกนายเงียบๆ ไว้ พยายามทำหน้าตาย เย็นชาเข้าไว้ ดูตัวอย่างจากหน้าปกติของหัวหน้าเอาก็ได้ สรุปคือ ห้ามลงมือก่อนที่สัตว์ประหลาดจะโจมตีเด็ดขาด"

ถึงจะไม่รู้ว่าไป๋อู้คิดจะทำอะไร แต่ทุกคนก็เผลอนึกถึงหน้าตายๆ ของอู่จิ่วขึ้นมาโดยอัตโนมัติ แล้วพากันปั้นหน้าเย็นชาเก๊กหล่อกันถ้วนหน้า

อู่จิ่วรู้สึกเหมือนภาพพจน์ตัวเองกำลังป่นปี้ยังไงก็ไม่รู้

แต่เขาก็ไม่ได้ห้ามไป๋อู้ไม่ให้เสี่ยง ตั้งแต่ออกมานอกหอคอย เขาก็ลอบประเมินพฤติกรรมต่างๆ ของทหารใหม่คนนี้มาตลอด

ไม่มีความหวาดกลัวเลยสักนิด ไม่ว่าจะเป็นตอนเผชิญหน้ากับผู้ร่วงหล่น หรือเจอเรื่องหลอนๆ ในตึกผู้ป่วย ก็ไม่มีอารมณ์แปรปรวนเลย

ถ้าพูดให้ดูดีหน่อย ก็เรียกว่านิ่งสงบ เยือกเย็น แต่ถ้าพูดให้ฟังดูแย่หน่อย ไป๋อู้ก็เหมือนเครื่องจักรที่ไร้ความรู้สึก

แต่สำหรับการสำรวจนอกหอคอย เพื่อนร่วมทีมแบบนี้แหละที่พึ่งพาได้มากที่สุด ถ้าปั้นฝีมือให้เก่งขึ้นมาได้ล่ะก็นะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทักษะการวิเคราะห์ของไป๋อู้ที่เฉียบขาดเอามากๆ

ติดอยู่แค่ว่า ทหารใหม่ที่มีพลังแฝงแค่ระดับหนึ่ง จะเอากำลังที่ไหนไปสู้กับผู้ร่วงหล่นที่กลายพันธุ์ระดับสี่ขึ้นไปล่ะ?

ที่สุดทางเดิน ปรากฏเงาลางๆ ขึ้น รูปร่างดูเหมือนแมงมุมยักษ์ แต่พอเงานั้นขยับเข้ามาใกล้ อู่จิ่วก็พบว่ามันไม่ใช่แมงมุมยักษ์หรอก แต่ที่หลังของมัน มีท่อนแขนสีเลือดงอกออกมาถึงสี่คู่ต่างหาก

ท่อนแขนพวกนี้ดูบึกบึนกำยำกว่าแขนจริงๆ ของมันซะอีก

ถึงแม้รูปร่างหน้าตาจะแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมของเด็กหนุ่มในรูปถ่ายเลย แต่อู่จิ่วก็จำใบหน้านั้นได้

ผมหยิกสีดำเปลี่ยนเป็นสีแดงหม่น นัยน์ตาเปลี่ยนเป็นสีม่วง ลวดลายอักขระบนใบหน้ายังคงอยู่ แต่ตั้งแต่ลำคอลงมา ถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีเลือดราวกับสวมเกราะที่ทำจากคริสตัลสีแดง

"ฟ่อ..."

เสียงงูแลบลิ้นไม่ได้ดังมาจากปากของผู้ร่วงหล่น แต่มาจากท่อนแขนคู่ที่สองบนหลังของมัน จะเรียกว่าท่อนแขนก็คงไม่ถูกนัก น่าจะเรียกว่างูเหลือมยักษ์สีแดงฉานสองตัวมากกว่า

ผู้ร่วงหล่นระดับนี้ อู่จิ่วเคยเจอมาแล้วสามครั้ง และทุกครั้งก็มีรูปร่างเหมือนเอาสัตว์ประหลาดหลายๆ ชนิดมาตัดแปะรวมกันแบบนี้แหละ

สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉย สี่ชั่วโมงแรกนอกหอคอย คือช่วงเวลาที่เขาแข็งแกร่งที่สุด

คนอื่นๆ เองก็นิ่งสงบไม่แพ้กัน ก๊อบปี้หน้าตายของอู่จิ่วมาได้เป๊ะสุดๆ

แต่ไป๋อู้กลับตรงกันข้าม เขาไม่ได้ทำหน้าเย็นชาเลยสักนิด กลับแผ่รังสีความเป็นมิตรออกมาเต็มพิกัด

สเตตัสสุดโหดในหมายเหตุ ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกกดดันเลยแม้แต่น้อย กลับยิ่งยิ้มกว้างกว่าเดิมด้วยซ้ำ

【ผู้ร่วงหล่นระดับ 6 คำอธิบายการกลายพันธุ์: ตัดเหล็ก, กรดกัดกร่อน, ใยพันธนาการ, พิษแทรกซึม, ยืดหดอวัยวะ, ตอบสนองฉับไว

คำอธิบายการกลายพันธุ์ระดับหายาก: พละกำลังมหาศาล, งอกอวัยวะใหม่, ป้องกันการโจมตี

คำอธิบายการกลายพันธุ์ระดับสมบูรณ์แบบ: ลางสังหรณ์ความเป็นตาย

ฉันก็คิดไม่ถึงเหมือนกันนะ ว่าอีไลจาห์จะกินจนกลายสภาพมาเป็นแบบนี้ได้ ถ้าหั่นร่างมันเป็นชิ้นๆ แล้วเอาไปสมัครงานกองถ่ายไซอิ๋ว คงรับเงินเดือนควบตำแหน่งปีศาจได้หลายตัวเลยนะเนี่ย ถูกใจสิ่งนี้จริงๆ อ้อ ขอเตือนเป็นครั้งสุดท้ายนะ การฆ่ามันด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่การใช้กำลังของไอ้เตี้ยนั่น จะทำให้ไอ้เด็กเปรตจอมป่วนที่ทั้งอวดดีและโคตรจะมีปมด้อยตัวนี้ ดรอปลำดับพรสวรรค์ที่นายคงไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ออกมาให้ด้วย】

ข้อมูลสเตตัสอ่านแล้วงงๆ แต่ข้อมูลที่มีประโยชน์จริงๆ ก็คือความอวดดีและมีปมด้อยสุดๆ ของมันนี่แหละ ซึ่งมันก็ตรงกับข้อความในหมายเหตุที่เคยเห็นก่อนหน้านี้พอดี

ส่วนวิธีฆ่าแบบพิเศษ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้หมายถึงการให้อู่จิ่วเป็นคนลงมือ... ฉันเดาถูกจริงๆ ด้วย มันต้องเกี่ยวกับหวีเล่มนี้แน่ๆ ส่วนเรื่องลำดับพรสวรรค์ที่ฉันไม่ปลื้ม ช่างมันเถอะ นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

หมอนี่ชื่ออีไลจาห์สินะ... ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเลย

ท่อนแขนที่ดูเหมือนงูบนหลังของอีไลจาห์ เริ่มขยับยั้วเยี้ยไปมาอย่างช้าๆ

"อาหาร... จากในหอคอย... ฉันจะ... กินพวกแก..." นัยน์ตาสีม่วงหม่นของอีไลจาห์ฉายแววตื่นเต้น

มันพูดจาตะกุกตะกัก ไป๋อู้ไม่ได้คิดว่ามันสมองช้าหรอก น่าจะเป็นเพราะไม่ได้พูดมานานมากๆ แล้วมากกว่า

"อีไลจาห์ เด็กดีของฉัน ฉันไม่ได้มาจากในหอคอยหรอกนะ" ไป๋อู้พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ท่อนแขนทั้งสามคู่ที่เตรียมจะพุ่งเข้าฉีกร่างไป๋อู้ จู่ๆ ก็ชะงักกึก อีไลจาห์เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

"จำไม่ได้แล้วเหรอ นายคือร่างสมบูรณ์แบบที่ล้ำค่าที่สุดของฉัน เป็นผลงานศิลปะชิ้นเอก และเป็นเด็กที่เชื่อฟังฉันมากที่สุดในบรรดาเด็กๆ ทั้งหมดของฉันไงล่ะ"

นัยน์ตาสีม่วงของอีไลจาห์เต็มไปด้วยความสับสนและหวาดระแวง มันไม่ยอมก้าวเข้ามาใกล้ และก็ไม่ได้ถอยหนีตอนที่ไป๋อู้เดินเข้าไปหา

รอยยิ้มของไป๋อู้ดูอบอุ่นละมุนละไม แต่แววตากลับค่อยๆ เย็นชาลง

"ล้อเล่นน่ะ อย่าเก็บไปใส่ใจเลย นายมันก็แค่ผลงานที่ล้มเหลว ฉันไม่เคยคาดหวังอะไรในตัวนายอยู่แล้ว ฉันแทบจะลืมการมีอยู่ของนายไปแล้วด้วยซ้ำ"

ดวงตาของมันเบิกกว้างราวกับมีกาแล็กซีระเบิดอยู่ข้างใน อีไลจาห์มองไป๋อู้ด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด

ไป๋อู้เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าอีไลจาห์ เขาถึงกับยื่นมือออกไปลูบไล้ลวดลายอักขระบนใบหน้าของเด็กหนุ่มอย่างแผ่วเบา

อีไลจาห์จ้องมองไป๋อู้เขม็ง พยายามค้นหาความหวาดกลัวแบบที่อาหารควรจะมีจากแววตาของอีกฝ่าย

ในฐานะผู้ร่วงหล่นระดับท็อป มันสามารถสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวจางๆ ที่แผ่ซ่านออกมาจากคนอื่นๆ ด้านหลัง ต่อให้พวกเขาจะพยายามซ่อนมันไว้ลึกแค่ไหน อีไลจาห์ก็ยังได้กลิ่นอยู่ดี

แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าไป๋อู้ มันกลับไม่สัมผัสถึงความหวาดกลัวเลยแม้แต่นิดเดียว ลึกเข้าไปในแววตาของไป๋อู้ มีเพียงความขบขันและความผิดหวังเท่านั้น

"อะ... อาจารย์? มะ... ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้..."

"ดูเหมือนกาลเวลาจะไม่ได้ทำให้นายโง่ลงนะ ถือว่าเป็นข้อดีไม่กี่อย่างของนายก็แล้วกัน"

อีไลจาห์ไม่เข้าใจ ทำไมอาจารย์ถึงมาอยู่ที่นี่ได้? ผู้ร่วงหล่นทุกคนไม่สามารถออกไปจากอาณาเขตของตัวเองได้ นี่คือกฎเหล็กของโลกใบนี้

โลกนอกหอคอยถูกแบ่งออกเป็นเขตพื้นที่ย่อยๆ นับไม่ถ้วน ซึ่งแต่ละเขตก็จะมีเส้นกั้นอาณาเขตอยู่ ผู้ร่วงหล่นไม่สามารถข้ามเส้นอาณาเขตนี้ไปได้ มีเพียงมนุษย์จากในหอคอยเท่านั้นที่สามารถทำได้

ความจริงแล้ว การมาสำรวจในครั้งนี้ พวกของอู่จิ่วก็บังเอิญมาอยู่ตรงเส้นแบ่งเขตพื้นที่พอดี โรงพยาบาลก็เป็นอีกเขตพื้นที่หนึ่ง

อีไลจาห์ไม่ใช่คนเดียวที่งงเป็นไก่ตาแตก พวกอู่จิ่วกับหลินอู๋โหรวก็กำลังมึนตึ้บไม่แพ้กัน ไป๋อู้ไปรู้อะไรมาจากในห้องนั้นกันแน่?

แล้วไอ้บรรยากาศตัวร้ายผู้อยู่เบื้องหลังแบบจัดเต็มนี่มันคืออะไรกัน?

"ไม่มีทาง... แกไม่ใช่อาจารย์! แกไม่ใช่อาจารย์! ถ้าอาจารย์ยังอยู่ ทำไมถึงไม่มาหาฉันเลยล่ะ?"

อีไลจาห์เริ่มมีอารมณ์พลุ่งพล่าน จนคำพูดคำจาเริ่มลื่นไหลไม่ติดขัดเหมือนตอนแรก

ไป๋อู้ยิ้มบางๆ อย่างเย็นชา:

"น่าสมเพชจริงๆ นายคิดว่าฉันตายไปแล้วงั้นเหรอ ถึงได้ไม่มาหานาย บางทีฉันก็ควรจะมาดูหน้านายบ้างนะ จะได้ย้ำเตือนตัวเองว่า ฉันสร้างผลงานได้ห่วยแตกกว่าพวกคนในโรงพยาบาลนี้ซะอีก"

"พวกมันสร้างของครึ่งๆ กลางๆ ที่ยังพอดูได้ออกมา แต่ชิ้นงานของฉันอย่างนาย กลับเป็นของเสียที่แย่ยิ่งกว่าของครึ่งๆ กลางๆ ซะอีก"

"อีไลจาห์ ฉันปวดใจจริงๆ นะ ฉันรับไม่ได้เลยที่ประวัติการทำงานอันสมบูรณ์แบบของฉัน ต้องมาด่างพร้อยเพราะขยะอย่างนาย"

คำพูดพวกนี้ไปกระตุกปมในใจของอีไลจาห์เข้าอย่างจัง สายตาที่มันมองไป๋อู้เปลี่ยนจากความหวาดระแวงกลายเป็นความหวาดกลัวลนลาน

"มะ... ไม่ใช่นะ! อาจารย์... ไม่ใช่อย่างนั้นนะ ฉันต่างหากที่เป็นผลงานชิ้นเอกที่สมบูรณ์แบบที่สุดของท่าน!" อีไลจาห์เถียงกลับตามสัญชาตญาณ

ไป๋อู้หุบยิ้ม แต่ลึกๆ ในใจ เขากลับรู้สึกถึงความสะใจเวลาเล่นเกมเคลียร์ด่าน ซึ่งไม่ได้สัมผัสมานานมากแล้ว

ข้อมูลจากหมายเหตุ ทำให้ไป๋อู้ตั้งสมมติฐานที่ทั้งบ้าบิ่นแต่ก็สมเหตุสมผลขึ้นมา

แน่นอนว่า ถึงแม้เขาจะไม่รู้จักความกลัว แต่ไป๋อู้ก็รักตัวกลัวตายนะ การที่เขากล้าสวมรอยเป็นตัวร้ายผู้อยู่เบื้องหลังอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ ความกล้าส่วนหนึ่ง... ก็มาจากอู่จิ่วนี่แหละ

"พอเถอะอีไลจาห์ สภาพนายตอนนี้มันดูทุเรศลูกตาเกินไปแล้ว ที่ฉันทิ้งนายไว้ที่นี่ ก็เพราะที่นี่มีของที่จะช่วยขัดเกลานายได้ แต่นายกลับทำให้ฉันผิดหวัง นายดันไปกลัวไอ้เด็กผู้หญิงในตึกที่สี่นั่น สุดท้ายฉันก็เลยต้องลงมือเอง"

คำพูดของไป๋อู้ทำให้อีไลจาห์ตกตะลึงอีกครั้ง อาจารย์ลงมือเอง... สัตว์ประหลาดตัวนั้นถูกอาจารย์จัดการไปแล้วงั้นเหรอ?

ส่วนพวกอู่จิ่วก็ยังคงจมอยู่ในห้วงความสับสน 'นี่พวกเราอยู่พื้นที่เดียวกันจริงดิ? ไม่ได้ถือบทคนละเรื่องอยู่ใช่ไหม?'

แต่ยังไม่ถึงเวลาที่ไป๋อู้จะเฉลยความจริง เขาเดินหน้าบดขยี้จิตใจของอีไลจาห์ต่อไป:

"หลายปีมานี้ ความล้มเหลวของนายทำให้ฉันช้ำใจมาก หอคอยนั่นยังคงตั้งตระหง่านอยู่ ฉันสร้างเด็กแบบนายขึ้นมาอีกตั้งเยอะ พวกเขายอดเยี่ยมกว่านายมาก และทำภารกิจที่ฉันมอบหมายให้จนสำเร็จลุล่วงด้วยดี มีแต่นายนี่แหละที่เป็นรอยด่างพร้อยของฉัน"

จุดนี้ไป๋อู้ต้องยอมรับเลยว่า ตัวเองโชคดีจริงๆ

เพราะคาแรกเตอร์ น้ำเสียง และท่าทางของตัวร้ายที่เขาเอามาเป็นแบบ ก็คือการเลียนแบบพ่อของเขาเองนั่นแหละ

แต่ดันฟลุคไปตรงกับสไตล์ของอาจารย์อีไลจาห์เข้าอย่างจัง

หมอนี่ก็เป็นเด็กที่น่าสงสารคนหนึ่งแหละ แต่ไป๋อู้ไม่ได้รู้สึกเห็นใจอีไลจาห์เลยสักนิด

อีไลจาห์ถึงกับปล่อยโฮออกมา:

"ขอโทษครับ... ขอโทษครับอาจารย์ โปรดให้โอกาสผมอีกครั้งเถอะครับ ให้โอกาสผมอีกสักครั้ง! ผมไม่ใช่ผลงานที่ล้มเหลว... ผมไม่ใช่ผลงานที่ล้มเหลว ผมไม่ใช่!"

เจ้าตัวเล็กผู้น่าสงสารในตึกที่สี่ ทำลายความมั่นใจของอีไลจาห์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงสามครั้ง

จนลึกๆ ในใจของอีไลจาห์ เชื่อฝังหัวไปแล้วว่าตัวเองไม่มีทางเอาชนะสัตว์ประหลาดในตึกที่สี่ได้

และอาจารย์ของเขา ก็น่าจะรู้จุดอ่อนข้อนี้ดี เด็กที่ขาดความอบอุ่นแบบนี้ พอได้รับการยอมรับจากใครสักคน ก็จะพยายามทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้ได้รับการยอมรับมากขึ้นไปอีก

อวดดี มีปมด้อย ซื่อสัตย์ราวกับสุนัขรับใช้ ขาดความรัก

นี่คือป้ายกำกับบุคลิกของอีไลจาห์ ที่ไป๋อู้สกัดออกมาจากข้อความในหมายเหตุ

ในหมายเหตุชั้นเก้าและชั้นสิบสาม อีไลจาห์ได้พูดถึงโรงพยาบาลและอาจารย์

เด็กคนนี้แกล้งทำเป็นยอมจำนนต่อโรงพยาบาล แต่กลับคลั่งไคล้อาจารย์อย่างถวายหัว ถึงกับบอกว่าอยากเป็นอาวุธให้อาจารย์เลยทีเดียว

จากข้อมูลนี้ ไป๋อู้จึงอนุมานได้ว่า ผู้ร่วงหล่นในโรงพยาบาลแห่งนี้ แบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่าย

ฝ่ายหนึ่งคือฝั่งของโรงพยาบาลจิตเวชหมายเลขเก้า ส่วนอีกฝ่ายก็คืออาจารย์ลึกลับของอีไลจาห์

สาเหตุที่เขาส่งอีไลจาห์มาที่นี่ ก็เพราะในตัวอีไลจาห์มีความสามารถบางอย่าง ที่สามารถแข็งแกร่งขึ้นได้จากการกลืนกินผู้ร่วงหล่นตัวอื่น

ดังนั้น เป้าหมายของอาจารย์ลึกลับคนนั้น น่าจะต้องการให้อีไลจาห์แฝงตัวเป็นผู้ร่วงหล่นของโรงพยาบาล แล้วใช้โรงพยาบาลเป็นเครื่องมือ กลืนกินผู้ร่วงหล่นตัวอื่นๆ เพื่อให้ตัวเองวิวัฒนาการขึ้น

แต่น่าเสียดายที่ทางโรงพยาบาล ดันสร้างสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวกว่าขึ้นมาได้ ซึ่งก็คือเด็กผู้หญิงจากชั้นสิบเอ็ดตึกที่หนึ่งนั่นเอง

เจ้าตัวเล็กผู้น่าสงสารเอาชนะอีไลจาห์ได้อย่างราบคาบถึงสามครั้ง ทำให้อีไลจาห์ที่มีปมด้อยอย่างรุนแรงอยู่แล้ว ถึงกับถอดใจ และยอมรับสภาพไอ้ขี้แพ้ของตัวเอง

เด็กผู้หญิงคนนั้นคือเป้าหมายต่อไปที่ต้องผ่านให้ได้

แต่ไป๋อู้มีลางสังหรณ์ว่า ในอนาคตเขาจะต้องได้ปะทะกับอาจารย์ของอีไลจาห์ในพื้นที่เขตไหนสักแห่งแน่นอน หมอนี่ต่างหากที่เป็นตัวแทนของความชั่วร้ายที่แท้จริง

นอกจากอู่จิ่วที่เป็นไพ่ตายแล้ว สาเหตุที่ไป๋อู้กล้าสวมรอยเป็นอาจารย์ของมัน ก็เพราะเขามั่นใจว่าอีไลจาห์ไม่เคยเห็นหน้าอาจารย์ตัวเองมาก่อนชัวร์ๆ

ใบหน้าของอาจารย์น่าจะถูกปกปิดด้วยหน้ากาก และเสียงก็น่าจะถูกดัดแปลงด้วย

สาเหตุที่ต้องทำแบบนี้ ก็เพราะอาจารย์คนนี้ไม่แน่ใจว่าอีไลจาห์จะทำภารกิจสำเร็จไหม และก็ไม่แน่ใจด้วยว่าทางโรงพยาบาลจะเค้นข้อมูลอะไรจากอีไลจาห์ได้หรือเปล่า

ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุด ก็คือปล่อยให้อีไลจาห์ไม่รู้อะไรเลย

และเหตุผลที่ต้องคอยพูดจาเหยียบย่ำอีไลจาห์อยู่ตลอด ก็เพราะว่าอีไลจาห์มีนิสัยเหมือนหมาผู้ซื่อสัตย์ไงล่ะ

ยิ่งเจ้านายแสดงความผิดหวังในตัวมันมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งรู้สึกผิดและโทษตัวเองมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อเจ้านายมอบหมายภารกิจใหม่ให้ หมาผู้ซื่อสัตย์ตัวนี้ก็จะยอมแลกด้วยทุกอย่างเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ จุดนี้สามารถวิเคราะห์ได้จากหมายเหตุในชั้นที่สิบสาม

ไป๋อู้จำได้ว่าในชาติก่อน นิยายมุมมองผู้หญิง พระเอกที่มีนิสัยเหมือนหมาผู้ซื่อสัตย์แบบนี้ มักจะเป็นที่ชื่นชอบของนักอ่านสาวๆ มาก

แต่ในนิยาย คนที่หล่อและรวยเท่านั้นแหละถึงจะถูกเรียกว่า 'หมาผู้ซื่อสัตย์' ส่วนในชีวิตจริง คนแบบนี้เขาเรียกว่า 'หมาเลีย' ต่างหากล่ะ

เห็นได้ชัดว่าอีไลจาห์เทิดทูนอาจารย์ราวกับพระเจ้า แต่ตัวอีไลจาห์เอง ก็เป็นแค่หมากตัวหนึ่งในบรรดาหมากมากมายของอาจารย์คนนี้เท่านั้น

แค่หลอกให้อีไลจาห์เชื่อว่าเขาก็คืออาจารย์ในอดีต เกมนี้ก็ชนะไปครึ่งหนึ่งแล้ว

...

ไป๋อู้เริ่มนำข้อมูลจากหมายเหตุแรกตอนที่เพิ่งเข้ามาในตึกที่สองมาใช้ประโยชน์ เขาหยิบหวีเล่มนั้นออกมา

ทันทีที่เห็นหวีเล่มนั้น อีไลจาห์ก็นึกถึงภาพตอนที่เด็กผู้หญิงคนนั้นกำลังหวีผมด้วยท่าทางน่าสงสารไปพลาง และจัดการโค่นเขาและผู้ร่วงหล่นตัวอื่นๆ ลงอย่างง่ายดายไปพลาง...

ดูเหมือนว่าอาจารย์จะฆ่ายัยนั่นไปแล้วจริงๆ... มาถึงจุดนี้ อีไลจาห์ก็หมดความกังขาใดๆ ทั้งสิ้น ความหวาดกลัวที่มีต่อเด็กผู้หญิง เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความคลั่งไคล้เทิดทูนในตัวอาจารย์อย่างช้าๆ

ไป๋อู้ส่งยิ้มอ่อนโยนให้อีกครั้ง:

"อีไลจาห์ เด็กดีของฉัน แผนการสร้างร่างสมบูรณ์แบบมันพังไม่เป็นท่า ก็เพราะนายนั่นแหละ แต่ฉันไม่เคยลืมนายเลยนะ เห็นไหม ฉันมาหานายแล้วไง? ฉันคิดว่านายคงไม่ทำให้ฉันผิดหวังเป็นครั้งที่สองหรอกนะ"

รอยยิ้มอบอุ่นที่มุมปาก ขัดกับความเย็นชาที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในแววตา ทำให้อีไลจาห์ทั้งหวาดกลัวและร้อนรน รีบแสดงความจงรักภักดีทันที

"ให้โอกาสผมอีกครั้งเถอะครับ... อาจารย์ ผมจะต้องทำภารกิจของท่านให้สำเร็จให้ได้ ผมจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอีกแล้วครับ!"

"ในการสร้างร่างสมบูรณ์แบบ นายคือส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้เลยนะ นายก็รู้ใช่ไหมว่า งานศิลปะที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์น่ะ มูลค่าครึ่งหนึ่งมาจากฝีมือการสร้างสรรค์ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งมาจากประวัติศาสตร์และเรื่องราวเบื้องหลังของมัน เรื่องราวพวกนี้แหละที่จะทำให้มันคงอยู่เป็นอมตะ และฉันก็อยากจะมอบความเป็นอมตะแบบนั้นให้กับนายเหมือนกัน"

มือที่ถือหวีค่อยๆ สางผมหยิกสีแดงของอีไลจาห์อย่างเบามือ ไป๋อู้พูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ:

"พวกมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของนาย ทำให้นายเข้าใกล้ร่างสมบูรณ์แบบเข้าไปอีกก้าว แต่เราทั้งคู่ต่างก็รู้ดีว่า หนทางยังอีกยาวไกล ฉันอยากให้นายมาเป็นส่วนหนึ่งของฉันเหมือนกัน เราจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป ร่างกายของนายจะเป็นอมตะเมื่ออยู่กับฉัน แต่ก่อนหน้านั้น มันต้องหลุดพ้นจากเจตจำนงของนายซะก่อน"

"ผมต้องทำยังไงครับ?" อีไลจาห์มองไป๋อู้ด้วยสายตาเทิดทูนบูชา เขาไม่เข้าใจความหมายของประโยคนี้เลย

ไป๋อู้ก้มลงกระซิบข้างหูเขา อธิบายวิธีการให้ฟังด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

...

...

อีไลจาห์ตายแล้ว

ท่ามกลางสายตางุนงงของพวกอู่จิ่ว ท่อนแขนทั้งสี่คู่บนหลังของมัน แทงทะลุร่างตัวเองจนพรุน เด็กหนุ่มล้มลงตรงหน้าไป๋อู้ แววตาคลั่งไคล้ค่อยๆ เลือนหายไป

ผ่านไปราวครึ่งนาที ปากของหลินอู๋โหรวที่อ้าค้างด้วยความอึ้ง ก็หุบลงในที่สุด เขาได้สติกลับมา และมองไป๋อู้ด้วยความไม่เข้าใจ:

"นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นเนี่ย? ทำไมจู่ๆ มันถึงฆ่าตัวตายล่ะ? แล้วแผนการสร้างร่างสมบูรณ์แบบที่แกพูดถึงมันคืออะไร? แล้วใครคืออาจารย์?"

อู่จิ่วเองก็อยากรู้เหมือนกัน การจะปั้นเรื่องหลอกแบบนี้ได้ มันต้องมีข้อมูลอ้างอิง แล้วไป๋อู้ไปเอาข้อมูลพวกนั้นมาจากไหน?

"ก่อนหน้านี้ฉันบอกไปแล้วนะ ว่าฉันจะพูดแค่ครั้งเดียว ต่อไปนี้ขอแค่เชื่อในสิ่งที่ฉันพูดก็พอ ไม่ต้องไปขุดคุ้ยหาเหตุผล ในเมื่อพวกเราเป็นเพื่อนร่วมทีมกัน ความเชื่อใจกันก็พอแล้ว"

ครั้งนี้ถ้าไม่ได้ข้อมูลจากหมายเหตุ ไป๋อู้ก็ไม่มีทางสรุปเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้หรอก

เพราะงั้นเรื่องที่อธิบายไม่ได้ หรืออธิบายไปแล้วตรรกะมันจะพัง ก็อย่าไปพยายามแต่งเรื่องหลอกเลย ตัดบทไม่ขออธิบายไปดื้อๆ นี่แหละดีที่สุด

ถึงจะเป็นเด็กที่น่าสงสาร แต่ไป๋อู้ก็ไม่ได้รู้สึกผิดเลยสักนิด เพราะจุดจบของอีไลจาห์มีแค่สองทางเท่านั้น คือไม่ตายด้วยน้ำมือของอู่จิ่วด้วยความหวาดกลัวและแค้นเคือง ก็ปลิดชีพตัวเองอย่างสงบโดยไม่มีเรื่องค้างคาใจ

เมื่อมองไปที่ศพของอีไลจาห์ ไป๋อู้ก็เห็นหมายเหตุอีกข้อโผล่ขึ้นมา:

【ฉันมีข่าวดีกับข่าวร้ายมาบอก จะฟังอันไหนก่อนดี? งั้นเริ่มจากข่าวร้ายก่อนละกัน กองถ่ายไซอิ๋วเขาไม่รับซากปีศาจที่ตายแล้วนะ เพราะงั้นศพนี่ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรแล้วล่ะ ก่อนจะเผาทิ้งก็อย่าลืมผ่าท้องเอากุญแจออกมาด้วยล่ะ ส่วนข่าวดีก็คือ วิธีตายพิสดารของอีไลจาห์ ทำให้นายได้รับลำดับพรสวรรค์ 76: จอมตะกละ มาครอบครอง】

ไป๋อู้ยังจำได้ดี ตอนที่หลิวหมู่ให้เขาดูลำดับพรสวรรค์ 75: การละลายสมบูรณ์แบบ เขาก็เหลือบไปเห็นลำดับ 76: จอมตะกละ ด้วย — สามารถแย่งชิงคุณสมบัติบางอย่างของคู่ต่อสู้มาได้ ด้วยการกลืนกินคู่ต่อสู้

พอเอามาโยงกับร่างกายที่ดูเหมือนสัตว์ประหลาดตัดแปะของอีไลจาห์ ตอนนี้ไป๋อู้เข้าใจแล้ว ว่าทำไมหมายเหตุถึงบอกว่าเขาคงไม่ค่อยปลื้มลำดับพรสวรรค์นี้นัก

เขาไม่พิศวาสเนื้อของผู้ร่วงหล่นเลยสักนิด ต่อให้ต้องหิวตาย หรือให้โดดลงไปจากชั้นสิบเก้า เขาก็ไม่มีทางกินเนื้อผู้ร่วงหล่นเด็ดขาด

"กุญแจอยู่ในท้องของผู้ร่วงหล่นตัวนี้น่ะ ต้องผ่าเอามันออกมาก่อน ถึงจะข้ามไปตึกที่ 3 ได้"

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 15 ผู้อยู่เบื้องหลังอันลึกลับ

คัดลอกลิงก์แล้ว