เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 บอสไฟต์แรก

บทที่ 14 บอสไฟต์แรก

บทที่ 14 บอสไฟต์แรก


โรงพยาบาลจิตเวชหมายเลขเก้า ตึกที่ 2 ชั้นใต้ดินที่สิบห้า

เมื่อเทียบกับชั้นบนๆ แล้ว ชั้นสิบห้ากลับไม่ค่อยมีร่องรอยการต่อสู้ให้เห็นสักเท่าไหร่ แต่คราบเลือดกับโครงกระดูกนี่สิ หลากหลายสีสันละลานตาไปหมด

ไป๋อู้ยิ่งมั่นใจว่า วิวัฒนาการของผู้ร่วงหล่นไม่มีรูปแบบที่ตายตัว บางตัวก็ยังคงรูปร่างหน้าตาแบบมนุษย์เอาไว้ ส่วนบางตัวก็กลายร่างเป็นเหมือนปีศาจจากขุมนรก

แล้วก็ยังมีผู้ร่วงหล่นบางส่วน ที่กลายพันธุ์จนมีรูปร่างคล้ายสัตว์ร้ายหรือแมลงยักษ์

แค่ดูจากโครงกระดูกบนชั้นสิบห้า ก็มีสิ่งมีชีวิตรูปร่างพิลึกพิลั่นอยู่เพียบ ไม่ใช่แค่รูปร่างภายนอกที่เปลี่ยนไปนะ แม้แต่สีเลือดก็ไม่ได้มีแค่สีแดงสีเดียวอีกต่อไป

พอลงมาถึงชั้นสิบห้า เลเวลของผู้ร่วงหล่นก็สูงขึ้น จนแทบจะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นไปแล้ว คราบเลือดสีม่วง สีฟ้า สีเขียว เลอะเทอะเปรอะเปื้อนอยู่เต็มกำแพงไปหมด

ไป๋อู้ก็ไม่ได้แปลกใจอะไรหรอก ใครๆ ก็รู้ว่าในยุคชาติก่อนของเขา เลือดสีอะไรที่ไม่ใช่สีแดง ล้วนเมกเซนส์หมดแหละ

สายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่ห้องหมายเลขสิบสอง ดูเหมือนบอสรองชั้นล่างสุดจะถูกใจตัวเลขนี้เป็นพิเศษแฮะ:

【มือหนึ่งข้าง สองข้าง สามข้าง สี่ข้าง ห้าข้าง หกข้าง เจ็ดข้าง แปดข้าง... โอเค นับไม่ถ้วนละ ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจแปดพันคำก็แล้วกัน】

ข้อมูลจากหมายเหตุทำเอาคนอ่านงงเป็นไก่ตาแตก

ไป๋อู้ลองคิดวิเคราะห์ดูครู่หนึ่ง ก็เริ่มจับเค้าลางได้

"ก่อนหน้านี้เราก็ได้เห็นความคิดในใจของผู้ร่วงหล่นตัวนี้มาตลอด คราวนี้ก็น่าจะเหมือนกัน เดาว่ามันคงโดนอัดจนจิตตกไปแล้วแน่ๆ"

"แรงอาฆาตที่ก่อตัวเป็นท่อนแขน... ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในวิธีโจมตีของเจ้าตัวเล็กผู้น่าสงสารแฮะ กำแพงชั้นนี้ไม่มีรอยร้าว ประตูห้องก็ไม่ได้บิดเบี้ยว ไม่ใช่ว่าพวกผู้ร่วงหล่นไม่เก่งหรอกนะ แต่เป็นไปได้สูงมากว่าการต่อสู้มันจบลงเร็วเกินไปต่างหาก..."

ไอ้ตัวป่วนของตึกที่ 2 ก่อนหน้านี้เคยอวดดีแค่ไหน พอมาเจอของจริงที่น่าสะพรึงกลัวเข้า ก็ถึงกับจิตตกไปเลย

ไป๋อู้แอบขำในใจ

เขานึกภาพเด็กเปรตสักคนนั่งยองๆ เอานิ้วจิ้มพื้นวาดวงกลมอยู่ตรงมุมห้อง หลังจากโดนเด็กผู้หญิงสักคนอัดจนเกิดแผลในใจ แล้วก็เอาแต่นั่งนับเลขไปเรื่อยเปื่อย

ตอนอายุเจ็ดขวบ เขาก็เคยเป็นแบบนี้เหมือนกัน ตอนที่โดนพ่อตีอย่างหนักจนร้องไห้เสียใจสุดๆ เขาก็จะนั่งกอดเข่าแล้วพึมพำไม่หยุดว่า:

"สเกดอน ฮิโบส ซารากัส เจโรนิมอน... เบมลาร์ บัลตัน นีรอนกา รากอน กรีนมอนส์..."

นี่คือลำดับการปรากฏตัวของสัตว์ประหลาดในอุลตร้าแมน การท่องชื่อพวกมันวนไปเรื่อยๆ จะช่วยให้เขาค่อยๆ หลุดพ้นจากความมืดมิดในจิตใจได้

แต่พออายุแปดขวบ อาการพวกนี้ก็ถูกรักษาให้หายขาดด้วยวิธีที่รุนแรงกว่าเดิม

"ฉะ... ฉันเพิ่งเคยเจอ... กลิ่นอายแบบนี้เป็นครั้งแรก... นะ... น่ากลัวจังเลย..."

คราวนี้ซางเสี่ยวอี่หวาดกลัวจริงๆ แล้วล่ะ อย่างน้อยตัวเลขบนนาฬิกาข้อมือก็พุ่งไปถึง 14 แล้วเพราะความกลัว

คนอื่นๆ เองก็มีปฏิกิริยาคล้ายๆ กัน ตัวเลขพุ่งขึ้นไปแตะหลักสิบกันถ้วนหน้า มีแค่อู่จิ่วคนเดียวเท่านั้น ที่ตัวเลขบนนาฬิกายังคงแกว่งอยู่ระหว่าง 2 ถึง 5

"เป้าหมายน่าจะอยู่ชั้นล่างๆ นี่แหละ พวกเราสัมผัสถึงมันได้ มันก็คงสัมผัสถึงพวกเราได้เหมือนกัน" หวังซื่อเตรียมพร้อมรับมือเต็มที่

"อย่าบอกนะว่า กลิ่นอายผู้ร่วงหล่นที่พวกเราสัมผัสได้ก่อนหน้านี้ มันมาจากผู้ร่วงหล่นแค่ตัวเดียว? พวกเราเดินลงมาตั้งหลายชั้น ก็เจอแต่ความว่างเปล่าทั้งนั้นเลยนี่นา" หลินอู๋โหรวขมวดคิ้ว

ไป๋อู้รู้คำตอบดี:

"ก็เพราะว่าผู้ร่วงหล่นตัวอื่นๆ โดนกินไปหมดแล้วไงล่ะ"

"โดนกิน? ผู้ร่วงหล่นทำร้ายพวกเดียวกันเองด้วยเหรอ?" ซางเสี่ยวอี่ไม่เข้าใจ

"ใช่สิ เพื่อความแข็งแกร่ง พวกมันก็จะกลืนกินผู้ร่วงหล่นตัวอื่น อาหารของพวกมันไม่ได้มีแค่มนุษย์อย่างพวกเราหรอกนะ บางที... พวกเดียวกันเองก็อาจจะมีคุณค่าทางอาหารมากกว่ามนุษย์ซะอีก"

ไป๋อู้พูดต่อ:

"ที่นี่เบื้องหน้าคือคุก แต่เบื้องหลังก็คือลานประลอง ผู้ร่วงหล่นที่ถูกขังอยู่ที่นี่ได้ ต้องเก่งกว่าพวก รปภ. บนดาดฟ้าหลายขุมแน่ๆ และไอ้ตัวที่สามารถกลืนกินพวกมันได้ทั้งหมด ก็คือบอสตัวแรกที่พวกเราจะต้องเจอในการต่อสู้ครั้งนี้ไงล่ะ"

ทุกคนเริ่มมีความรู้สึกเชื่อใจไป๋อู้แบบแปลกๆ ขึ้นมาแล้ว แม้แต่หลินอู๋โหรวที่ปากหมาที่สุดก็ยังเชื่อ

หลังจากไป๋อู้พูดจบ ทุกคนก็ตั้งการ์ดระวังตัวทันที โอกาสที่จะเจอผู้ร่วงหล่นระดับ 4 ขึ้นไปในเขตสีขาวนั้นแทบจะเป็นศูนย์

แต่ในบรรดากฎการเอาชีวิตรอดนอกหอคอย กฎข้อที่สำคัญที่สุดที่อู่จิ่วสรุปเอาไว้ก็คือ:

"อย่าเอาประสบการณ์ครั้งก่อน มาใช้คาดเดาอันตรายที่จะเกิดขึ้นในครั้งต่อไปเด็ดขาด"

นี่แหละคือความน่ากลัวที่สุดของโลกนอกหอคอย ประสบการณ์น่ะมีได้ แต่ห้ามมีความคิดแบบเหมารวมเด็ดขาด

ถึงจะเป็นเขตสีขาว ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเจอผู้ร่วงหล่นระดับสูง และเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไป๋อู้ก็มีคำถามอยู่อีกข้อ

เขาหันไปมองอู่จิ่ว:

"หัวหน้าครับ ผู้ร่วงหล่นระดับสูงๆ จะมีความฉลาดเหมือนมนุษย์ไหม?"

ไป๋อู้สงสัยว่าผู้ร่วงหล่นระดับสูงๆ บางทีอาจจะยังมีความทรงจำหรือความฉลาดเหมือนตอนที่ยังเป็นมนุษย์อยู่ก็ได้

อู่จิ่วนึกย้อนไปถึงผู้ร่วงหล่นตัวหนึ่งที่เขาเคยเจอ รูปร่างหน้าตาไม่ต่างจากมนุษย์เลย แต่กลับแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ

การเอาชีวิตรอดนานถึงยี่สิบสี่วันในตอนนั้น จริงๆ แล้วมันควรจะจบลงตั้งแต่วันที่หกแล้ว แต่สุดท้ายผู้ร่วงหล่นตัวนั้นก็ไม่ได้ฆ่าเขา เพียงแค่ทรมานเขาเล่นสนุกๆ แล้วก็จากไป

ก่อนหน้านั้น อู่จิ่วเคยคิดมาตลอดว่าผู้ร่วงหล่นไม่มีความฉลาดหรอก อย่างน้อยสติปัญญาของพวกมัน ก็ไม่น่าจะสามารถสะกดกลั้นสัญชาตญาณดิบที่อยากจะฉีกร่างมนุษย์เป็นชิ้นๆ ได้

"ผู้ร่วงหล่นส่วนน้อยจะยังคงมีลักษณะนิสัยบางอย่างของมนุษย์หลงเหลืออยู่ อย่างเช่นการพูดภาษาคน และมีผู้ร่วงหล่นอีกจำนวนหยิบมือเดียวเท่านั้น ที่แทนที่จะเรียกว่าผู้ร่วงหล่น... เรียกพวกมันว่า 'ผู้วิวัฒนาการ' น่าจะเหมาะกว่า"

"ผู้วิวัฒนาการ..."

ไป๋อู้แอบประหลาดใจ นี่ถือเป็นการค้นพบครั้งสำคัญเลยนะเนี่ย

ถ้าหากแค่รูปร่างภายนอกดูอัปลักษณ์ขึ้น แต่สติปัญญาไม่ได้ลดลง แถมยังสามารถควบคุมสัญชาตญาณกระหายเลือดของตัวเองในฐานะผู้ร่วงหล่นได้...

งั้นการกลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่น ก็ถือเป็นวิวัฒนาการรูปแบบหนึ่งได้เหมือนกันน่ะสิ เหมือนอย่างคนหัวล้านบางคน ถึงจะหัวล้าน แต่ก็ต่อยโบรอสตายได้ในหมัดเดียวนั่นแหละ เมื่อเทียบกับพลังอันไร้เทียมทานแล้ว รูปร่างหน้าตาจะอัปลักษณ์แค่ไหนก็ไม่ใช่ปัญหาเลย

ข้อมูลนี้น่ากลัวเกินไปหน่อยแล้วแฮะ

อู่จิ่วเดาความคิดของไป๋อู้ได้ จึงพูดขึ้นว่า:

"โลกนอกหอคอยมีผู้ร่วงหล่นตั้งมากมาย แต่พวกที่สามารถวิวัฒนาการไปถึงขั้นนั้นได้ มีน้อยซะยิ่งกว่าน้อย อย่าได้คิดจะไปพึ่งพาวิวัฒนาการแบบนั้นเลย วิวัฒนาการแบบนั้น มีแต่จะนำพาความพินาศมาให้มากกว่า"

ไป๋อู้เห็นด้วยกับอู่จิ่ว สำหรับเขาแล้ว ทั้งในหอคอยและนอกหอคอย ยังมีสถานที่อีกมากมายที่รอให้เขาไปสำรวจ

แค่โรงพยาบาลแห่งเดียว ยังให้ข้อมูลมากมายขนาดนี้ โลกนอกหอคอยอันกว้างใหญ่ไพศาล รวมไปถึงชั้นบนสุดของหอคอยอันลึกลับนั่น เกรงว่าคงมีความจริงที่น่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่อีกเพียบแน่ๆ

คำพูดของอู่จิ่ว ทำให้ไป๋อู้เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวบางอย่างเข้าด้วยกันได้ลางๆ

"หรือว่าสิ่งที่โรงพยาบาลจิตเวชแห่งนี้กำลังวิจัยอยู่จริงๆ ก็คือการหาวิธีรักษาสภาพสติสัมปชัญญะของผู้ร่วงหล่นให้คงที่? ฉันต้องเอาเบาะแสก่อนหน้านี้มาเรียบเรียงใหม่ซะแล้ว"

พวกเขาทั้งกลุ่มเดินลงไปที่ชั้นสิบหก ยิ่งลงไปลึกเท่าไหร่ ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันทรงพลังของผู้ร่วงหล่นระดับสูงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

นอกจากคลื่นพลังงานที่ประสาทสัมผัสทั้งห้าไม่อาจรับรู้ได้แล้ว ยังมีเสียงสะอื้นไห้ที่ได้ยินชัดเจนเต็มสองหูอีกด้วย

ชั้นสิบหก.

สภาพของชั้นสิบหกแตกต่างจากชั้นสิบห้าอย่างสิ้นเชิง ที่นี่ถูกทำลายจนเละเทะไม่มีชิ้นดี เห็นได้ชัดว่าเคยเกิดการต่อสู้ที่ดุเดือดเลือดพล่านขึ้นที่นี่

เศษซากโครงกระดูกเปื้อนเลือดกระจัดกระจายไปทั่ว กำแพงห้องขังถูกพังทลาย ประตูเหล็กหนาเตอะก็ถูกพละกำลังอันน่าสะพรึงกลัวของผู้ร่วงหล่นกระชากจนหลุดออกมาทั้งบาน

โรงพยาบาลบ้าอะไรเนี่ย ทำไมถึงมีผู้ร่วงหล่นเยอะแยะขนาดนี้?

ผู้ร่วงหล่นพวกนี้ ก็คงจะเหมือนกับเจ้าตัวเล็กผู้น่าสงสารที่อยู่ชั้นสิบเอ็ดตึกแรก ที่โดนฉีดเซรุ่มอะไรบางอย่างเข้าไป ถึงได้กลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่นใช่ไหม?

ถ้าไม่ใช่... หรือว่าโรงพยาบาลแห่งนี้ กำลังทำการทดลองสองอย่างควบคู่กันไป?

ไป๋อู้ตั้งใจจะมองไปที่ห้องหมายเลขสิบสอง แต่ก่อนหน้านั้น จู่ๆ ก็มีหมายเหตุเด้งขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

【การเก็บของตกได้แล้วเอาไปคืนเจ้าของ เป็นนิสัยที่ดีนะ แต่นายแน่ใจเหรอว่าจะคืนกล้องถ่ายรูปตัวนี้ไปจริงๆ? ถึงแม้ฉันจะเป็นสุดที่รักเบอร์หนึ่งของนาย แต่ถ้ามีกล้องตัวนี้ นายก็จะมองเห็นภาพอดีตได้ชัดเจนยิ่งขึ้นนะ ฉันกับมันก็เหมือนปีกซ้ายขวาของนายนั่นแหละน้า】

ข้อความนี้มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยสุดๆ

ไป๋อู้ลองคิดดูครู่หนึ่ง ก็บรรลุในทันที กล้อง... สถิตวิญญาณแล้วเหรอ?

เขาหยิบกล้องออกมาจากกระเป๋า

"ไอ้เด็กเมื่อวานซืน ฉันจะบอกอะไรให้นะ ไอเทมที่จะเกิดการสถิตวิญญาณได้น่ะ มีน้อยยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรซะอีก บางทีออกไปนอกหอคอยเป็นร้อยครั้ง อาจจะไม่สำเร็จเลยสักครั้งด้วยซ้ำ ถ้าดวงซวยเป็นพวกแอฟริกัน ก็อย่าพกของมาให้มันเยอะแยะนักเลย เวลาหนีตายมันจะเป็นภาระเปล่าๆ"

หลินอู๋โหรวเริ่มปากหมาอีกแล้ว

ไป๋อู้ไม่ได้สนใจเขา สายตาของเขากำลังจับจ้องไปที่กล้องถ่ายรูป แล้วข้อมูลในหมายเหตุก็เปลี่ยนไป

【ถึงแม้มันจะสถิตวิญญาณไปในทิศทางที่ต่างจากที่เราคาดหวังไว้ แต่มันก็ช่วยนายได้เหมือนกันนะ ถ้านายยังอยู่นอกหอคอยต่อไป บางทีมันอาจจะมีฟังก์ชันเพิ่มขึ้นอีกก็ได้ ตอนนี้มันใช้งานได้แค่สองครั้งในรอบเจ็ดวัน ท่องตัวเลขนี้ไว้ในใจนะ '20270702141525' แล้วเอากล้องถ่ายไปที่ห้องขังเบอร์สิบสองดูสิ รับรองว่ามีเซอร์ไพรส์】

ปี 2027 เดือน 7 วันที่ 2 เวลา 14:15:25 วินาที งั้นเหรอ? ไป๋อู้เดาความหมายของตัวเลขพวกนี้ในใจ ก่อนจะยกกล้องขึ้นมา เล็งไปที่ห้องขังหมายเลขสิบสอง

แชะ

แสงแฟลชจากกล้องทำเอาทุกคนสะดุ้ง

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดจะใช้งานไม่ได้เมื่ออยู่นอกหอคอย ยกเว้นแต่ว่ามันจะเป็นไอเทมสถิตวิญญาณเท่านั้น

การที่กล้องถ่ายรูปตัวนี้ใช้งานได้ นั่นหมายความว่ามันเกิดการสถิตวิญญาณแล้ว

หลินอู๋โหรวหน้าเจื่อน จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนโดนไอ้เด็กนี่หักหน้าเข้าให้เต็มเปา

รูปถ่ายใบหนึ่งค่อยๆ เลื่อนออกมาจากกล้อง

อู่จิ่วรู้ใจ รีบฉายไฟฉายไปที่รูปถ่ายทันที

ฉากในรูปภาพไม่ได้ต่างจากสภาพปัจจุบันมากนัก เพียงแต่ในรูปมีคนเพิ่มมาอีกหนึ่งคน

เป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เด็กหนุ่มคนนั้นกำลังจ้องเขม็งมาที่เลนส์กล้องด้วยสีหน้าบ้าคลั่ง ใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขาเต็มไปด้วยลวดลายอักขระประหลาดๆ

"นี่มัน... ผีหลอกกลางวันแสกๆ ชัดๆ กล้องนี่มันยังใช้ได้ แถมที่นี่ก็ไม่มีใครอยู่ แล้วทำไมแกถึงถ่ายติดคนมาได้วะ?" หวังซื่ออึ้งไปเลย

อู่จิ่วถามด้วยน้ำเสียงเชิงสงสัย:

"สามารถถ่ายภาพในอดีตได้งั้นเหรอ?"

ไป๋อู้พยักหน้า เป็นการยอมรับตรงๆ

"นี่มัน..."

แม้แต่ซางเสี่ยวอี่ที่ขี้อายก็ยังหาคำมาบรรยายสรรพคุณของไอเทมชิ้นนี้ไม่ถูก

อู่จิ่วไม่ได้ซักไซ้รายละเอียดอะไรเพิ่มเติม กฎของการสถิตวิญญาณก็คือ คนแรกที่สัมผัสไอเทมชิ้นนั้นเท่านั้น ถึงจะรู้ความสามารถที่แท้จริงของมัน

นี่ถือเป็นความลับของเจ้าของไอเทมสถิตวิญญาณทุกคน

กล้องที่สามารถมองเห็นภาพในอดีตได้ มันมีประโยชน์ต่อการสำรวจนอกหอคอยอย่างมหาศาล ถ้าเอาไปขายในหอคอย รับรองว่าราคาต้องพุ่งทะลุเพดานแน่ๆ

ถึงแม้อู่จิ่วจะพอเดาได้ว่าความสามารถนี้ต้องมีข้อจำกัดบางอย่าง แต่เขาก็ยังทึ่งกับความโชคดีของไป๋อู้อยู่ดี

นี่มันไม่ใช่พวกแอฟริกันแล้ว แต่นี่มันระดับชาวยุโรปผู้ได้รับพรจากพระเจ้าชัดๆ

ไป๋อู้เองก็รู้สึกว่าตัวเองได้ของดีมาเหมือนกัน แต่เขาแอบหวังให้หม้อหุงข้าวเกิดการสถิตวิญญาณมากกว่า ถ้ามันกลายเป็นหม้อหุงข้าวที่ทำอาหารเรืองแสงได้จะดีมากเลย

หลินอู๋โหรวแค่นเสียงตามสไตล์ ก่อนจะถามว่า:

"รูปใบนี้มันบอกข้อมูลอะไรได้บ้างล่ะ?"

"เด็กหนุ่มในรูป ก็คือบอสที่เฝ้าอยู่ชั้นล่างสุดยังไงล่ะ ตามที่หัวหน้าบอก หมอนี่น่าจะเป็นผู้ร่วงหล่นระดับสูงมากๆ ที่พวกเราไม่เจอผู้ร่วงหล่นตัวอื่นเลยก่อนหน้านี้ ก็เป็นไปได้สูงมากว่าจะโดนไอ้เด็กนี่เขมือบไปหมดแล้ว"

ตามสมมติฐานของไป๋อู้ ถ้าโรงพยาบาลแห่งนี้มีอยู่ตั้งแต่ก่อนยุคหอคอย ผู้ร่วงหล่นข้างในนี้ก็ต้องมีอายุอย่างน้อยเจ็ดร้อยปี

ผีเท่านั้นแหละที่รู้ว่าตลอดเจ็ดร้อยปีมานี้ มันผ่านการกลายพันธุ์อะไรมาบ้าง?

ทุกคนดูเหมือนจะคิดเรื่องนี้ออกเหมือนกัน ถึงจะไม่รู้เรื่องปีคริสต์ศักราช แต่สิ่งปลูกสร้างอย่างโรงพยาบาล ก็น่าจะเป็นของที่หลงเหลือมาจากยุคก่อนเข้าสู่หอคอย

"พวกเรา... ยังจะลุยต่อไหม?" อวิ๋นซวงหันไปถามอู่จิ่ว

"ลุยสิ" ไป๋อู้ชิงตอบก่อนที่อู่จิ่วจะทันได้อ้าปาก

"ว่าแผนของนายมาสิ"

อู่จิ่วยังคงนิ่งสงบ ไม่ได้รู้สึกหวั่นเกรงผู้ร่วงหล่นที่อยู่ชั้นล่างสุดเลยแม้แต่น้อย

"ในเมื่อตึกที่ 3 เป็นสะพานเชื่อมระหว่างตึกที่ 2 กับตึกที่ 4 โครงสร้างของมันก็น่าจะแตกต่างจากตึกที่ 2 จุดประสงค์หลักคงไม่ใช่เพื่อกักขังผู้ร่วงหล่น ตึกที่ 3 น่าจะมีข้อมูลสำคัญอะไรบางอย่างที่ช่วยให้เราก้าวหน้าได้ อย่างเช่น เป้าหมายที่แท้จริงของโรงพยาบาลแห่งนี้ อาจจะช่วยให้เราเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นนอกหอคอยในอดีตก็ได้"

การวิเคราะห์ของไป๋อู้มีเหตุผลรองรับ

ตึกที่ 1 คือห้องทดลอง ตึกที่ 2 คือคุกและลานประลอง ส่วนตึกที่ 4 ใช้ขังเจ้าตัวเล็กผู้น่าสงสาร

ทำไมถึงต้องแยกขังเดี่ยว? เป็นเพราะความสามารถของเจ้าตัวเล็กผู้น่าสงสารหรือเปล่า? เพื่อความปลอดภัย ตึกที่ 3 เลยไม่เหมาะที่จะใช้ขังพวกตัวประหลาด แต่น่าจะใช้เก็บพวกเอกสารข้อมูลต่างๆ มากกว่า

ขอแค่เข้าไปในตึกที่ 3 ได้ บางทีเราอาจจะสืบรู้ได้ว่าโรงพยาบาลแห่งนี้เคยเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ไป๋อู้หันไปมองห้องขังหมายเลขสิบสองอีกครั้ง

【สรุปคือไม่ได้เป็นเพราะฉันอ่อนแอหรอกนะ แค่ฉันยังกินอาหารไม่มากพอต่างหาก ชั้นสิบหกมีวัตถุดิบชั้นยอดอยู่เพียบเลย ถ้ามีไอ้พวกนี้ ฉันต้องเอาชนะยัยนั่นได้แน่! เพราะความเจ็บปวดของฉันมันเหนือกว่าของยัยนั่นเยอะ!】

จิ๊ ไอ้เด็กเปรตที่โดนโรคป่วยม.2 ครอบงำ ดูจากคำพูดคำจาแล้ว ก็เข้ากับสีหน้าบ้าคลั่งของมันดีเหมือนกันแฮะ

ไป๋อู้พอจะเข้าใจความรู้สึกนี้ได้

ไอ้บอสรองตัวนี้ ลึกๆ แล้วมันก็คือพวกเบียวจัดๆ คนหนึ่งนั่นแหละ ถ้าชีวิตมันเจอเรื่องแปลกๆ หน่อย ดีไม่ดีมันอาจจะหลุดประโยคคลาสสิกอย่าง 'กระสอบข้าวสารเนี่ย มันต้องแบกขึ้นไปกี่ชั้นวะ' ออกมาก็ได้

ตอนอยู่ชั้นสิบห้า มันโดนเจ้าตัวเล็กผู้น่าสงสารอัดจนจิตตก พอมาถึงชั้นสิบหก มันก็ดูดซับพลังจากสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งกว่า จนเรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้อีกครั้ง

แต่ความมั่นใจนี้มันเปราะบางมาก ถ้ามันแพ้ให้เจ้าตัวเล็กผู้น่าสงสารอีกครั้ง ความมั่นใจของมันก็จะพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง และเจ้าตัวเล็กผู้น่าสงสารก็จะกลายเป็นปมในใจ เป็นฝันร้ายที่มันสลัดไม่หลุดไปตลอดกาล

จะแพ้หรือจะชนะ คำตอบจะเฉลยในชั้นถัดไป

ไป๋อู้กับอู่จิ่วรีบเดินลงไปที่ชั้นสิบเจ็ด

สภาพของชั้นสิบเจ็ดก็เหมือนกับชั้นสิบห้า คือไม่ค่อยมีร่องรอยการต่อสู้ให้เห็น แต่บนพื้นกลับมีโครงกระดูกกองอยู่เต็มไปหมด

ไป๋อู้มองไปที่ห้องขังหมายเลขสิบสองเหมือนเดิม และคราวนี้เขาก็ได้รู้ผลการต่อสู้แล้ว

【หลังจากกินยัยแมงมุมชั้นสิบหกเข้าไป ฉันก็สามารถใช้ใยแมงมุมควบคุมพวกมันได้แล้ว! ตอนนี้ฉันไม่ใช่แค่ร่างสมบูรณ์แบบที่แข็งแกร่งที่สุดนะ แต่ฉันยังมีข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์อีกตั้งยี่สิบสามตัว พวกมันคือไพ่ตายของฉัน มีไพ่ในมือตั้งยี่สิบสามใบ แกจะเอาอะไรมาสู้ฉัน? ถ้าแกคว่ำฉันได้ล่ะก็ ฉันจะกลืนกุญแจข้ามไปตึกที่สามลงท้องโชว์เลยคอยดู】

เกมโอเวอร์

กล้าปักธงหายนะเบอร์ใหญ่ขนาดนี้ ถึงไม่ต้องเดา ไป๋อู้ก็รู้ผลลัพธ์การต่อสู้แล้วล่ะ

และในจังหวะนั้นเอง ทุกคนก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากชั้นล่างสุด เสียงนั้นมาพร้อมกับเสียงร้องคำรามแหบพร่าในลำคอของสัตว์ประหลาด ฟังดูเหมือนเสียงเหล็กขึ้นสนิมกำลังเสียดสีกัน หรือไม่ก็เสียงคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด

อู่จิ่วเอามือแตะที่ด้ามดาบ 'ผู้ร่วงหล่นต้องตาย' ด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ไป๋อู้จำได้ว่าหมายเหตุบอกไว้ว่า สามารถพึ่งพาหัวหน้าทีมให้เคลียร์ด่านด้วยกำลังได้ หรือจะใช้หวีที่ถือมาให้เป็นประโยชน์ก็ได้

ยังมีปริศนาอีกหลายอย่างที่ไป๋อู้ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่สำหรับวิธีรับมือกับบอสไฟต์แรกของการสำรวจนอกหอคอยครั้งนี้ เขามั่นใจเต็มร้อย

ดังนั้น ท่ามกลางสายตางุนงงของทุกคน ไป๋อู้จึงก้าวออกไปยืนบังหน้าอู่จิ่วเอาไว้

"หัวหน้าครับ ตัวนี้ผมขอจัดการเอง"

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 14 บอสไฟต์แรก

คัดลอกลิงก์แล้ว