- หน้าแรก
- เกมจิ๊กซอว์วันสิ้นโลกกับระบบคำใบ้สุดกวน
- บทที่ 8 ออกไปนอกหอคอยอีกครั้ง
บทที่ 8 ออกไปนอกหอคอยอีกครั้ง
บทที่ 8 ออกไปนอกหอคอยอีกครั้ง
สามร้อยวินาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไป๋อู้ใช้แก้วน้ำที่ซื้อมาเทน้ำให้ตัวเองดื่มแก้วหนึ่ง จากนั้นก็จัดการฉีดยาให้ตัวเองอีกเข็ม
แล้วเขาก็รอไปอีกห้านาที เมื่อครบกำหนดเวลา ไป๋อู้ก็ลองนึกย้อนถึงเรื่องราวต่างๆ ในอดีตดู
ก็ยังคงไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยแม้แต่น้อย
หลังจากมั่นใจแล้วว่าอู่จิ่วคงไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งเล่นสนุกอะไรกับตัวเอง และมั่นใจว่าคุณภาพของยาน่าจะไม่ได้มีปัญหาอะไร ไป๋อู้ก็ถอดใจ
"ไม่มีเอฟเฟกต์การตีกลับของอารมณ์อะไรเลย ไม่รู้สึกถึงความตื่นเต้นเลยสักนิดเดียว แถมยังแอบง่วงนิดๆ ด้วยซ้ำ ช่างมันเถอะ ฉันไม่ควรจะคาดหวังอะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว"
เมื่อเลิกหมกมุ่นกับเรื่องอารมณ์ บวกกับความเบื่อหน่ายหรืออาจจะเพราะฤทธิ์ยา ไป๋อู้ก็หลับสนิทไปในที่สุด
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
เขาตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่ เวลานัดออกไปนอกหอคอยกับอู่จิ่วคือสิบโมงตรง แต่คนของกองกำลังสำรวจจะออกไปข้างนอกทั้งที ก็ต้องมีเอกสารที่ต้องจัดการบ้าง
หลังจากเปลี่ยนมาใส่ชุดปฏิบัติการลายพรางสีน้ำเงินของกองกำลังสำรวจและสวมนาฬิกาข้อมือวัดระดับอารมณ์เรียบร้อยแล้ว เขาก็หอบหิ้วทั้งหม้อหุงข้าว กระติกน้ำร้อน และกล้องถ่ายรูปของหลิวเฉิงจื่อพะรุงพะรัง เดินมุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบด้วยสภาพที่ดูตุงๆ พองๆ
...
...
พวกของอู่จิ่วมาถึงก่อนไป๋อู้เสียอีก
นอกจากอู่จิ่วแล้ว อีกสี่คนที่เหลือ ไป๋อู้ไม่รู้จักใครเลยสักคน แต่จากการสังเกตและวิเคราะห์ง่ายๆ รวมกับข้อมูลจากหมายเหตุ ก็ทำให้ไป๋อู้พอจะเข้าใจโครงสร้างของทีมนี้คร่าวๆ แล้ว
"ขอแนะนำให้รู้จัก นี่คือทหารใหม่ที่จะร่วมภารกิจสำรวจนอกหอคอยกับพวกเราในวันนี้ ไป๋อู้" อู่จิ่วแนะนำด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ฉันชื่อหวังซื่อ น้องชาย ในกระเป๋านายนั่นเตรียมของมาให้มันสถิตวิญญาณเหรอ?"
ทุกคนในกลุ่มนี้รวมถึงหวังซื่อ ล้วนตัวสูงกว่าอู่จิ่วทั้งนั้น และในกลุ่มนี้ หวังซื่อก็ตัวสูงที่สุด สูงถึงร้อยเก้าสิบเซนติเมตรเลยทีเดียว
ไป๋อู้มองไปที่หวังซื่อ
【ลูกคุณหนูบ้านรวยที่เกิดบนหอคอยชั้นสาม คิดว่าลูกผู้ชายตัวจริงมันต้องวิ่งเข้าหาเลือดและความตื่นเต้นเร้าใจ ก็เลยปฏิเสธกองกำลังรักษาการณ์หอคอย แล้วมาเข้ากองกำลังสำรวจแทน ฟังดูแมนโคตรๆ เลยใช่ไหมล่ะ? แต่งานอดิเรกของหมอนี่คือการสะสมตุ๊กตาบาร์บี้ล่ะ】
หวังซื่อดูมีบุคลิกน่าเกรงขามจริงๆ คล้ายๆ กับหลิวหมู่เลย เดาว่าหน้าที่รับผิดชอบในทีมน่าจะคล้ายๆ กันด้วย
"ใช่ครับ กะว่าจะลองพกออกไปเสี่ยงดวงดูน่ะครับ" ไป๋อู้ส่งยิ้มอย่างมีมารยาท
การพกของออกไปนอกหอคอย เป็นเรื่องปกติมากๆ ในสายตาของทุกคน ก็เลยไม่มีใครซักไซ้อะไรต่อ
"ทหารใหม่เหรอ? จิ๊ ถ้าเป็นทหารใหม่ล่ะก็ อย่ามาเป็นตัวถ่วงก็แล้วกันนะ หวังว่าวันนี้ของปีหน้าจะไม่ใช่วันครบรอบวันตายของแกนะ อ้อ แล้วก็พวกเราไม่ได้สนิทอะไรกัน เพราะงั้นถ้าแกตาย ฉันก็ไม่ไปไหว้ศพแกหรอกนะ" น้ำเสียงของคนที่พูดเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
"นี่คือหลินอู๋โหรว ปากเขาก็หมาแบบนี้แหละ ชินซะเถอะ" อู่จิ่วกลอกตาใส่หลินอู๋โหรว
【ไอ้หน้าสวยที่หน้าตาดีกว่าผู้หญิงซะอีก ไอ้ตุ๊ดปากหมา พวกคนแบบนี้มักจะมีรสนิยมทางเพศแบบแปลกๆ ซ่อนอยู่เสมอ และหมอนี่ก็คลั่งไคล้การหั่นศพและการถูกเฆี่ยนตีซะด้วย มาจากชั้นสอง】
ต่างจากผู้ชายอีกสามคนที่ตัดผมสั้นทะมัดทะแมง หลินอู๋โหรวกลับไว้ผมยาวสลวย
ไป๋อู้สังเกตเห็นจุดหนึ่ง ตอนที่อยู่ในหอคอย เขาแอบสังเกตคนมาก็เยอะ แต่หมายเหตุไม่เคยพูดถึงเรื่องพลังแฝงหรือลำดับพรสวรรค์เลยแม้แต่ครั้งเดียว
ซึ่งมันต่างจากตอนที่อยู่นอกหอคอย
เดาว่าพอออกไปนอกหอคอย ข้อมูลหมายเหตุของคนพวกนี้ก็น่าจะเปลี่ยนไปด้วยเหมือนกัน
"ฉันเกาะเป็นแต่เกาะต้นขาใหญ่ๆ ของคนเก่งๆ ไม่เป็นตัวถ่วงหรอก อ้อ แล้วก็นะ น้องสาว เธอหน้าตาสวยจังเลย"
ปกติแล้ว ยิ่งผู้ชายที่มีลักษณะหน้าหวานเหมือนผู้หญิง ก็จะยิ่งเกลียดการถูกชมว่าเหมือนผู้หญิงที่สุด
หลินอู๋โหรวกระทืบเท้าด้วยความโมโห
ไป๋อู้ไม่สนใจความโกรธเกรี้ยวของหลินอู๋โหรว เขาหันไปมองอีกคนแทน
"สะ... สวัสดี ฉะ... ฉันชื่อซางเสี่ยวอี่" ซางเสี่ยวอี่ดูเป็นคนที่ปกติที่สุดในกลุ่มนี้แล้ว
ดูหัวอ่อน ขี้กลัว แถมยังมีรอยยิ้มที่เป็นมิตร เหมือนกับพนักงานใหม่ป้ายแดงที่เพิ่งเข้าทำงาน แล้วโดนพวกรุ่นพี่เจ้าเล่ห์รังแกยังไงยังงั้นเลย
แต่นั่นมันก็แค่เปลือกนอก
【อย่าโดนท่าทางหงอๆ เหมือนลูกหมาน้อยของหมอนี่หลอกเอาล่ะ เวลาต่อสู้ หมอนี่แหละคือไอ้หมาบ้าที่บ้าเลือดที่สุดในกลุ่ม เหมือนพวกโรคจิตหื่นกามที่โดนจับใส่กางเกงในล็อกแม่กุญแจมาเป็นเดือนแล้วเพิ่งได้เจอผู้หญิงนั่นแหละ หมอนี่มักจะฆ่าจนเลือดขึ้นหน้า จนหัวหน้าทีมต้องลากคอกลับเข้าหอคอยอยู่บ่อยๆ มาจากชั้นล่างสุด】
ตัวประหลาดอีกคนแล้ว
กลุ่มที่รวมคนแปลกๆ แบบนี้มาไว้ด้วยกันได้ ดูท่าทางคงจะเป็นหน่วยระดับแนวหน้าของทีมไพ่ตายแน่ๆ
"สวัสดี" ไป๋อู้ยิ้มตอบซางเสี่ยวอี่ ก่อนจะหันไปมองคนสุดท้าย
สมาชิกคนสุดท้าย ในที่สุดก็มีผู้หญิงจริงๆ โผล่มาสักทีเพื่อรักษาสมดุลทางเพศ
ตั้งแต่หัวจรดเท้า ความรู้สึกแรกที่หญิงสาวคนนี้แผ่ซ่านออกมาให้ไป๋อู้สัมผัสได้คือ ความเย็นชา
"อวิ๋นซวง" พูดจบอวิ๋นซวงก็หันหน้าหนี
ปกติหลินอู๋โหรวจะชอบดูถูกผู้หญิงส่วนใหญ่ เพราะเขาเป็นพวกตัดสินคนที่หน้าตาแบบสุดโต่ง แถมผู้หญิงหลายคนก็ยังสวยสู้เขาไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่พออยู่ต่อหน้าอวิ๋นซวง เขากลับหงอไปเลย
ดวงตากลมโตฟันขาวสะอาด ผิวพรรณผุดผ่องดั่งหยกขาว มีคำกล่าวที่ว่า จะดูว่าใครสวยจริงหรือไม่ ให้ดูตอนไปฝึกรด. ซึ่งขนาดใส่ชุดปฏิบัติการของกองกำลังสำรวจ ก็ยังไม่อาจปิดบังความงดงามของเธอได้เลย
ในสายตาของไป๋อู้ ถ้าผู้หญิงคนนี้ไปอยู่ในชาติก่อนของเขา ลำพังแค่หน้าตานี้ ก็กวาดเรตติ้งระดับท็อปสตาร์ได้สบายๆ แล้ว
【ผู้หญิงที่มีเป้าหมายเพื่อการแก้แค้น เธอก็เหมือนกับไอ้เตี้ยนั่นแหละ ในตัวเธอมีความลับที่ชั้นหกให้ความสนใจซ่อนอยู่ มาจากชั้นสอง เธอคือคนที่ใกล้เคียงกับคำว่าคนปกติที่สุดในกลุ่มนี้แล้ว】
"ความลับที่ชั้นหกให้ความสนใจคืออะไรกันนะ? พูดถึงตั้งสองรอบแล้ว หรือว่าจะเป็นลำดับพรสวรรค์หายาก?"
ในเมื่อไม่มีเบาะแสอะไร ไป๋อู้ก็ไม่ได้คิดอะไรต่อ แต่ไม่นานเขาก็สังเกตเห็นอีกเรื่องหนึ่ง
กองกำลังสำรวจมีทั้งหมดสิบหกทีม
ทีมที่ 7 คือทีมที่เก่งที่สุด ภายใต้การนำของทีม 7 จะมีหน่วยย่อยทั้งหมด 24 หน่วย หน่วยละหกคน ซึ่งในจำนวนนี้ หน่วยที่ 1 หรือก็คือหน่วยที่หัวหน้าทีมสังกัดอยู่ ถือว่าเก่งกาจที่สุด
บุคลิกของหน่วยที่ 1 ให้ความรู้สึกเหมือนรวมพลคนชั่วยังไงยังงั้นเลย
"หน่วยหนึ่งมีหกคน แล้วอีกคนไปไหนล่ะ?"
ตอนนี้ไป๋อู้มาเป็นตัวสำรองคนที่หกของหน่วยนี้ เดาว่าคนที่หกตัวจริง ก็คงจะเป็นตัวประหลาดเหมือนกันนั่นแหละ
"ตายไปแล้วน่ะ"
อู่จิ่วเริ่มออกเดินนำไปที่ประตูทางออกนอกหอคอย
สีหน้าของคนอื่นๆ ไม่มีใครเปลี่ยนไปเลยสักนิด หลินอู๋โหรวยังผิวปากเป็นเพลงจังหวะสนุกสนานด้วยซ้ำ
ไป๋อู้ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ
การออกไปสำรวจนอกหอคอย มันก็เหมือนกับการเอาชีวิตไปทิ้ง บางที ยิ่งเป็นนักสำรวจที่แข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรับมือกับความตายของเพื่อนร่วมทีมได้ดีมากเท่านั้น
...
...
ทางออกของหอคอยมีอยู่ทุกชั้น ทางออกของชั้นล่างสุดอยู่ที่ลานกว้างฝั่งตะวันออก
เมื่อมาถึงลานกว้าง สิ่งแรกที่สะดุดตาเลยก็คือ ประตูเทเลพอร์ตขนาดยักษ์ทั้งหกบาน ลักษณะเหมือนแผ่นศิลาจารึกทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่หกแผ่น ดูราวกับกำแพงหนาทึบหกด้าน
แต่เพียงแค่ป้อนหมายเลขรหัสพื้นที่ลงไป ทันทีที่มือสัมผัสกับแผ่นศิลา ก็จะถูกดึงดูดส่งไปยังสถานที่ใดสถานที่หนึ่งนอกหอคอยทันที
ห้าในหกของแผ่นศิลา มีสีสันที่แตกต่างกันออกไป ขาว น้ำเงิน ม่วง แดง และดำ ซึ่งแต่ละสีก็จะเป็นตัวแทนของระดับความบิดเบี้ยวของโลกนอกหอคอยที่แตกต่างกันไป ส่วนศิลาแผ่นสุดท้ายถูกคลุมด้วยม่านผืนใหญ่ ทำให้มองไม่เห็นรายละเอียด
ตอนที่ไป๋อู้เพ่งสายตามองแผ่นศิลาแต่ละสี ข้อความที่ได้กลับมาดันเหมือนกันเป๊ะเลย
【มันมอบพลังในการเจาะทะลวงมิติให้กับแผ่นศิลาพวกนี้ แต่หน้าที่จริงๆ ของมันคือการปิดผนึกไอ้ตัวที่อยู่บนยอดหอคอยนั่นต่างหาก】
อ่านไม่รู้เรื่อง มันคือใคร? แล้วไอ้ตัวที่อยู่บนยอดหอคอยนั่นมันคือใครกัน?
ด้านนอกประตูเทเลพอร์ตสีขาวมีคนต่อคิวกันอย่างเนืองแน่น ประชากรชั้นล่างจำนวนมากพากันมาต่อคิว เพื่อเตรียมออกไปหาเลี้ยงชีพนอกหอคอย ในขณะเดียวกันก็มีคนของกองกำลังสำรวจจำนวนไม่น้อยคอยรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่
"ฉันจำได้ว่าโลกนอกหอคอยมันเป็นการสุ่มพื้นที่ ไม่มีใครรู้ว่าจะถูกส่งไปที่ไหน ถ้าเป็นแบบนั้น... แล้วพวกคนงานเหมืองกับคนเก็บของป่าพวกนี้ มั่นใจได้ยังไงว่าพื้นที่ที่พวกเขาไปมันจะปลอดภัย?"
คำถามนี้ผุดขึ้นมาในหัวของไป๋อู้ แต่ไม่นาน หลังจากมองดูการทำงานของทหารกองกำลังสำรวจบางคน เขาก็ได้คำตอบ
"อ้อ เข้าใจล่ะ ดูเหมือนว่าจะมีคนของกองกำลังสำรวจ คอยรับหน้าที่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบความปลอดภัยก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าพื้นที่นั้นมีหญ้าเส้นสีฟ้า มีแร่พลังงานที่หอคอยต้องการ และมีผู้ร่วงหล่นอยู่น้อย จากนั้นถึงจะส่งคนชั้นล่างจำนวนมากเข้าไปทำการเกษตรหรือทำเหมือง"
พวกของอู่จิ่วแน่นอนว่าไม่ต้องต่อคิว รูปร่างเล็กๆ กับดวงตาหงส์อันเป็นเอกลักษณ์แบบนี้ ไม่มีใครในกองกำลังสำรวจชั้นล่างที่ไม่รู้จัก
การออกไปสำรวจนอกหอคอยมีอยู่สองรูปแบบ แบบแรกคือการสำรวจเพื่อรวบรวมทรัพยากร สำหรับขุดแร่และเก็บเกี่ยวเสบียงที่จำเป็นต่อการอยู่รอดของหอคอย
ส่วนอีกแบบคือการสำรวจเชิงลึก เป้าหมายหลักคือการวาดแผนที่โลกนอกหอคอย และค้นหาเอกสารทางประวัติศาสตร์ในอดีต เพื่อพยายามไขปริศนาสาเหตุการกลายพันธุ์ของโลกนอกหอคอย
แต่เห็นได้ชัดว่า ผ่านมาเจ็ดร้อยปีแล้ว ภารกิจนี้ก็ยังคงมืดมนไร้หนทาง
"เตรียมตัวตามมา" อู่จิ่วกระซิบเตือนเบาๆ
วินาทีที่มือของเขาสัมผัสกับแผ่นศิลาสีขาว ตัวเลขรหัสชุดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเหนือแผงปุ่มกดเก้าช่องทางด้านซ้ายของแผ่นศิลาทันที
ลวดลายแสงสีที่ปรากฏขึ้นบนแผ่นศิลาในเวลานี้ ทำให้ไป๋อู้รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของโลกอนาคตในอีกเจ็ดร้อยปีข้างหน้าขึ้นมาจริงๆ
ร่างของอู่จิ่วถูกแสงสีขาวกลืนกินหายไป หวังซื่อกดปุ่มบนแผงเก้าช่องตรงมุมแผ่นศิลาสองสามที แล้วก็หายตัวตามไป
ตามมาด้วยหลินอู๋โหรวและซางเสี่ยวอี่
พอถึงคิวของอวิ๋นซวง เธอกลับหยุดชะงัก แล้วหันมาอธิบายข้อควรระวังบางอย่างให้ไป๋อู้ฟังอีกครั้ง
"นาฬิกาข้อมือกับแผ่นรูเล็ตต์ เช็กดูอีกรอบซิ"
"เช็กเรียบร้อยแล้ว"
"นี่คือประตูเทเลพอร์ต หลังจากที่พวกเราผ่านเข้าไปแล้ว จะมีหมายเลขรหัสปรากฏขึ้น ให้นายกดรหัสตามตัวเลขนั้นที่แผงปุ่มเก้าช่องข้างๆ ประตู ตัวเลขจะเรียงเพิ่มขึ้นตามแถวแนวนอน"
ทั้งที่ดูเป็นคนที่เย็นชาที่สุด ตอนแนะนำชื่อตัวเองก่อนหน้านี้ก็ไม่อยากจะพูดสักคำแท้ๆ แต่ตอนนี้อวิ๋นซวงกลับอธิบายรายละเอียดหยุมหยิมได้ละเอียดถี่ถ้วนมาก
หมายเหตุพูดถูกจริงๆ ด้วย
ผู้หญิงคนนี้ก็แค่ดูหยิ่งยโสไปงั้นแหละ แต่ถ้าเทียบกับคนอื่นๆ ก่อนหน้านี้ เธอคือคนที่เข้าใกล้คำว่าคนปกติที่สุดแล้ว
"ขอบใจนะ"
"นายเข้าไปก่อนเลย" อวิ๋นซวงบอก
"โอเค"
ไป๋อู้เริ่มป้อนรหัส รหัสนี้มีตัวเลขเจ็ดหลัก นั่นหมายความว่า... ในช่วงเวลาเจ็ดร้อยปีของยุคหอคอย มนุษยชาติได้สำรวจพื้นที่ไปแล้วเป็นล้านๆ แห่งเลยงั้นเหรอ?
แสงสีขาวกลืนกินร่างของเขาไป
สติสัมปชัญญะรู้สึกเหมือนไร้น้ำหนักไปชั่วขณะ ภาพรอบตัวกลายเป็นสีขาวโพลน ราวกับถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหนาทึบ
ผ่านไปราวสองสามวินาที... หมอกก็เริ่มค่อยๆ จางหายไป ทิวทัศน์รอบด้านเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น
"ที่นี่มัน... โรงพยาบาลเหรอ?"
ไป๋อู้ได้ยินเสียงอุทานด้วยความตกใจของหลินอู๋โหรว ตัวเขาและสมาชิกหน่วยที่ 1 คนอื่นๆ กำลังยืนอยู่ด้านนอกกำแพงของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
นี่คือโรงพยาบาลเอกชนที่กินพื้นที่กว้างขวางมาก ลำพังแค่ตึกผู้ป่วยที่ตั้งตระหง่านอยู่ก็มีถึงสี่ตึกแล้ว แถมระหว่างแต่ละตึก ยังมีสะพานเชื่อมลอยฟ้าเชื่อมต่อถึงกันด้วย
ดูจากความสูงของพื้นหญ้าและสภาพความเสียหายของตึกแล้ว มันไม่ได้ดูเลวร้ายเท่ากับซากเมืองที่ไป๋อู้เจอในเขตสีน้ำเงินก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย...
โรงพยาบาลแห่งนี้ดูแค่เก่า... แต่ไม่ได้ผุพังจนกลายเป็นซาก
สายตาของไป๋อู้มองตามแนวกำแพงไปทางทิศตะวันออก และไม่นานเขาก็พบประตูทางเข้าโรงพยาบาล
【โรงพยาบาลจิตเวชหมายเลขเก้า ถ้าไม่เข้าไปข้างในโรงพยาบาลนี้ ระดับความยากในการสำรวจก็จะตรงตามที่พวกนายคาดไว้แหละ แต่ถ้าเหยียบเข้าไปเมื่อไหร่ล่ะก็ คงบอกไม่ได้แล้วล่ะ ใครจะไปรู้ล่ะว่าพวกคนบ้าจะมีความคิดลบๆ หมกมุ่นอยู่มากแค่ไหน? ที่นี่มันแหล่งเพาะพันธุ์ผู้ร่วงหล่นชั้นดีเลยนะ แน่นอนว่าฉันไม่อยากให้นายเข้าไปหรอก แต่ข้างในนั้นมีความลับที่นายเท่านั้นจะแก้ได้ซ่อนอยู่ ขอให้โชคดีนะจ๊ะ】
(ผู้แต่ง: ดันเจี้ยนแรกอาจจะมีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ อาจจะทำให้ผู้อ่านบางคนรู้สึกหลอนๆ ไปบ้าง ดันเจี้ยนหลังๆ จะไม่เป็นแบบนี้แล้วล่ะ แต่จริงๆ มันก็ไม่หลอนหรอก เพราะเรื่องนี้ไม่มีผีนะ)
(จบบท)