- หน้าแรก
- เกมจิ๊กซอว์วันสิ้นโลกกับระบบคำใบ้สุดกวน
- บทที่ 7 บังเอิญเจอเจ้าแม่บ่อปลา
บทที่ 7 บังเอิญเจอเจ้าแม่บ่อปลา
บทที่ 7 บังเอิญเจอเจ้าแม่บ่อปลา
ผู้ชายกับผู้หญิงเวลาซื้อของนั้นต่างกัน ผู้หญิงเวลาเดินซื้อของจะเดินไปดูไปเรื่อยๆ เดินเสร็จแต่ละรอบก็เหมือนเพิ่งวิ่งมาราธอนแบบสโลว์โมชั่นมาหมาดๆ
ส่วนผู้ชายเวลาซื้อของ มักจะตัดสินใจมาจากบ้านแล้วว่าจะซื้ออะไร พุ่งตรงดิ่งไปที่เป้าหมายแบบม้วนเดียวจบ
ตอนที่ไป๋อู้เดินเข้ามาในท่าเรือเก็บตก เขาก็ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะซื้ออะไร ดังนั้นถึงแม้เขาจะมีทุนรอนในการกวาดซื้อของดีราคาถูกอยู่เต็มกระเป๋า แต่เขาก็ยังเหลือทางทำมาหากินให้พวกพ่อค้าแม่ค้าแผงลอยพวกนี้บ้าง
เขาเดินดูของตามแผงลอยไปเรื่อยๆ อยู่หลายแผง แต่ก็ยังไม่เจอของที่ตัวเองต้องการ
ทว่าพอกวาดสายตาไปรอบๆ ก็ดันไปเห็นของที่น่าสนใจเข้าบ้างเหมือนกัน
【มันคิดว่าตัวเองเป็นเครื่องโกนหนวดที่แสนจะสมถะ แต่เปล่าประโยชน์น่า ไดร์เป่าผมที่โดดเด่นอย่างมัน ต่อให้ปลอมตัวเป็นเครื่องโกนหนวด มันก็ยังดูเตะตาไม่เหมือนใครอยู่ดี ระดับการสถิตวิญญาณปัจจุบัน: 4h.】
เมื่อได้เห็นคำอธิบายที่แสนจะคุ้นเคยแบบนี้ ไป๋อู้ก็ไม่ได้ควักเงินซื้อ ถ้าไม่ใช่ของที่เขาอยากได้ เขาก็ไม่มีทางยอมเสียเงินให้แม้แต่แดงเดียวหรอก
【ใครจะไปคิดล่ะ ว่าจะมีคนพิสดารพกโถฉี่ออกไปนอกหอคอยด้วย? ภายในระยะสิบจั้ง รับประกันความแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ ซื้อหมอนี่ไป นายก็สามารถยืนฉี่ทวนลมได้ไกลถึงสิบจั้งแถมยังลงหลุมเป๊ะๆ แม่ไม่ต้องห่วงว่าหนูจะฉี่รดที่นอนอีกต่อไปแล้ว ระดับการสถิตวิญญาณปัจจุบัน: 2.2h.】
ไป๋อู้ไม่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมได้เลยว่า ทำไมคนคนนั้นถึงพกโถฉี่ออกไปนอกหอคอย แถมยังมีชีวิตรอดอยู่ได้ตั้งสองชั่วโมงสิบสองนาที
จู่ๆ ก็นึกถึงพวกคอสเพลย์สาย 18+ ในชาติก่อน ที่ชอบไปเล่นบทโชว์หวิวกันกลางแจ้งอะไรทำนองนั้น
【มีดตัดฟืน มีดเปิดเสื้อที่ผู้ชายทุกคนใฝ่ฝันหา แค่ถูกมีดเล่มนี้ฟันเข้าใส่ เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่จะขาดวิ่นในพริบตา แถมยังมีผลคูณสองกับเสื้อผ้าของเพศตรงข้ามด้วย ซื้อหมอนี่ไป นายก็จะได้เป็นหนุ่มน้อยนักสับตะปิ้ง ระดับการสถิตวิญญาณปัจจุบัน: 5.7h.】
ห้าชั่วโมงกว่าเลยเหรอ? นี่อย่าบอกนะว่าเป็นคนของกองกำลังสำรวจสักคนออกไปนอกหอคอย? แล้วพอพบว่าสเตตัสของมีดเล่มนี้มันลามกเกินไป ก็เลยเอามาทิ้งไว้ที่ชั้นล่างสุดเนี่ยนะ?
ไป๋อู้มองดูของแปลกๆ พวกนี้ แล้วก็ค้นพบว่าโลกนอกหอคอยนี่มันเหมือนเครื่องเอนแชนต์แบบสุ่มชัดๆ
แต่จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังไม่เห็นของที่อยากซื้อเลยสักชิ้น
แถมของสองสามชิ้นเมื่อกี้ เขาก็ต้องเดินมาตั้งหนึ่งในสามของถนนแล้วถึงจะเจอ โอกาสที่จะเจอของจริงที่นี่ มันพอๆ กับถูกลอตเตอรี่เลยแหละ
แต่จริงๆ แล้วก็มีของที่เคยออกไปนอกหอคอยอยู่ไม่น้อยเลยนะ ประมาณหนึ่งในสี่ของสินค้าทั้งหมดเคยออกไปนอกหอคอยมาแล้ว เพียงแต่ว่ามันไม่ได้เกิดปรากฏการณ์สถิตวิญญาณขึ้นก็เท่านั้นเอง
ผ่านไปไม่นาน เขาก็เดินดูท่าเรือเก็บตกไปได้ครึ่งทางแล้ว ตรงบริเวณกึ่งกลางของท่าเรือเก็บตก พื้นที่ถนนจะถูกขยายออก ไม่ได้เป็นทางตรงยาวอีกต่อไป แต่กลายเป็นลานกว้างรูปวงกลมขนาดใหญ่
นี่คือโซนทำเลทอง ร้านค้าที่อยู่รอบๆ ลานกว้างนี้ ก็คือสิ่งที่เรียกว่า 'ร้านค้าเกรดพรีเมียม' ที่บอกว่าพรีเมียม ก็แค่เวลาซื้อของปลอมแล้วได้ของปลอมที่คุณภาพดีกว่าของปลอมตามแผงลอยทั่วไปนิดหน่อยเท่านั้นแหละ
ไป๋อู้ก็เพิ่งสังเกตเห็นเหมือนกันว่า สาเหตุที่ถนนก่อนหน้านี้ไม่ค่อยแออัดอย่างที่ควรจะเป็น... ก็เพราะว่าคนส่วนใหญ่ไปออรวมกันอยู่ตรงกลางท่าเรือนี่เอง
ฝูงชนล้อมกรอบกันอยู่หลายชั้นรอบๆ หน้าจอขนาดใหญ่ตรงกลาง เนื้อหาที่ฉายอยู่บนหน้าจอก็น่าสนใจไม่เบา
บนหน้าจอ มีคนใส่ชุดปฏิบัติการสีน้ำเงินของกองกำลังสำรวจและสวมหน้ากากกำลังพูดว่า:
"พี่น้องครับ พลั่วที่อยู่ในมือผมอันนี้ มีอีกชื่อหนึ่งว่า 'พลั่วเทพเหมืองแร่' สิบเจ็ดชั่วโมงครับ ผมคิดว่าทุกคนคงเข้าใจดีว่า สิบเจ็ดชั่วโมงนอกหอคอยมันหมายความว่ายังไง"
"นี่คือไอเทมสถิตวิญญาณที่ผมได้มาตอนออกไปทำภารกิจกับกองกำลังสำรวจ พอมีพลั่วอันนี้แล้ว เวลาขุดแร่ก็เหมือนมีเทพเจ้ามาช่วยเลยล่ะ! ลองคิดดูสิครับ แค่คุณขุดไปส่งๆ ก็สามารถขุดเจอแร่ดีๆ ที่คนอื่นขุดทั้งเดือนก็อาจจะยังไม่เจอได้เลยนะ!"
"ถ้าผมไม่ได้เข้ากองกำลังสำรวจล่ะก็ ของพรรค์นี้ผมเก็บไว้ขุดเองรวยเองชัวร์ๆ แต่ตอนนี้ผมจำใจต้องขายมันให้กับคนที่มีวาสนา ผมเองก็เกิดมาจากชั้นล่างสุด ผมรู้ดีว่าชีวิตทุกคนมันยากลำบากขนาดไหน เพราะงั้นผมจะขายในราคามิตรภาพครับ!"
"998 ทาวเวอร์คอยน์ ซื้อไปไม่มีขาดทุน ซื้อไปไม่มีโดนหลอก โคตรถูกเลยใช่ไหมล่ะครับ? พี่น้องครับ ถ้ากดสั่งซื้อตอนนี้ ลดให้อีกสามร้อยทันที..."
ไป๋อู้ไม่ได้ดูต่อแล้ว
พอได้ยินบทพูดขายของทางทีวีที่แสนจะคุ้นเคย ไป๋อู้ก็พอจะเดาออกแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจชื่นชมในความชาญฉลาดของชนชั้นแรงงาน ขนาดไลฟ์สดขายของจากนอกหอคอยยังอุตส่าห์ทำกันออกมาได้ ว่าแล้วเชียว การดูทีวียังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจหลักของชนชั้นแรงงานส่วนใหญ่เสมอ
ฝูงชนเริ่มส่งเสียงฮือฮา ทุกคนต่างก็อยากได้พลั่วอันนั้นกันทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออีกฝ่ายใส่เครื่องแบบของกองกำลังสำรวจ มันยิ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือเข้าไปอีก
วิธีนี้ขายดีกว่าเอาไปวางขายตามแผงลอยเยอะเลย
แต่ไป๋อู้รู้ดีว่า การไลฟ์สดทั้งหมดนี้มันคือการจัดฉากหลอกลวง ตอนที่เขาเพ่งสายตาไปที่หน้าจอ เขาก็เห็นหมายเหตุขึ้นมาแบบนี้:
【ฉันนึกว่าพวกคอสเพลย์จะต้องใส่ชุดหวิวๆ ซะอีก อย่างแย่ก็ต้องใส่ถุงน่องดำถุงน่องขาวสิ นี่ดันมีคอสเพลย์กองกำลังสำรวจด้วยแฮะ... แล้วก็ไอ้การจัดฉากกากๆ พวกนี้นี่มันไม่เป็นมืออาชีพเอาซะเลย ขอร้องล่ะ ช่วยละสายตาหมาๆ ของนายไปทางอื่นทีเถอะ!】
ดูจากข้อมูลในหมายเหตุแล้ว คนคนนี้ไม่ใช่คนของกองกำลังสำรวจ และตอนนี้หมอนี่ก็ไม่ได้อยู่นอกหอคอยด้วย... เขากำลังอยู่ที่ไหนสักแห่งในหอคอย แล้วก็จัดฉากให้ดูเหมือนอยู่ข้างนอกเท่านั้นเอง
ใช้ได้เลยนี่ ได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาการจัดฉากหลอกลวงของพวกสตรีมเมอร์บางคนในชาติก่อนมาเต็มๆ เห็นได้ชัดว่าในเรื่องของการหาทางลัด มนุษย์เรามีความฉลาดหลักแหลมอยู่เสมอ
ไป๋อู้ไม่ได้แฉ และไม่มีปัญญาจะแฉด้วย
การที่สามารถตั้งหน้าจอขนาดใหญ่กลางลานกว้างให้คนมามุงดู แถมยังกล้าแอบอ้างชื่อกองกำลังสำรวจมาต้มตุ๋นแบบนี้ได้ เบื้องหลังต้องมีผู้มีอิทธิพลหนุนหลังอยู่แน่ๆ ไว้ค่อยกลับไปถามอู่จิ่วดูแล้วกัน
การค้าขายของจากนอกหอคอย จริงๆ แล้วมันมีลูกเล่นแพรวพราวเยอะแยะไปหมด ไม่ต่างอะไรกับกลโกงหลอกขายของเก่าในอดีตเลยแม้แต่น้อย กฎใต้ดินที่นี่ก็ซับซ้อนมากเช่นกัน
เขาแค่อยากจะซื้อของที่ตัวเองเล็งไว้เท่านั้น
หลังจากเดินผ่านท่าเรือเก็บตกมาได้กว่าครึ่งทาง ไป๋อู้ก็มาหยุดยืนอยู่หน้าร้านที่มีชื่อว่า "ร้านสมบัติของเฉิงจื่อ"
ไม่ได้หมายความว่าร้านนี้ขายของแท้หรอกนะ แต่เป็นเพราะของที่ร้านนี้ขายมันไม่เหมือนกับร้านอื่น
ร้านอื่นมักจะขายพวกของใช้ในชีวิตประจำวัน หรือไม่ก็อุปกรณ์ที่ใช้ในการขุดเหมือง
แต่ในร้านสมบัติของเฉิงจื่อ ของที่โชว์อยู่ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับของกินของใช้ในครัว แถมขนาดของร้านก็ดูหรูหรากว่าพวกแผงลอยเยอะ อย่างน้อยก็มีห้องสำหรับจัดแสดงสินค้าเป็นสัดเป็นส่วน
ถึงแม้จะดูเรียบง่าย แต่พอเอาไปเทียบกับร้านอื่นแล้ว ร้านนี้ก็ดูไฮโซขึ้นมาทันตาเห็น
ไป๋อู้เดินดูของในร้านไปเรื่อยเปื่อย
【แก้วน้ำที่สามารถต้มน้ำให้เดือดปุดๆ ได้ในพริบตา ถ้าพกมันออกไปนอกหอคอยอีกสักสองสามวัน ไม่แน่มันอาจจะวิวัฒนาการกลายเป็นเครื่องกรองน้ำพกพาก็ได้นะ ระดับการสถิตวิญญาณปัจจุบัน: 2.5h.】
ตอนนี้มันเป็นแค่กระติกน้ำร้อน แต่ดูจากหมายเหตุแล้ว มันมีโอกาสที่จะกลายเป็นเครื่องกรองน้ำพกพาได้หลังจากเกิดการสถิตวิญญาณ ซึ่งถ้าเป็นในชาติก่อน ไอเทมชิ้นนี้ก็ไม่ได้ไฮเทคอะไร และในยุคนี้มันก็ไม่ใช่ของวิเศษอะไรเหมือนกัน แต่สำหรับไป๋อู้แล้ว มันก็ถือว่ามีประโยชน์อยู่บ้าง
【หม้อหุงข้าวไฟฟ้าที่มีศักยภาพในการสถิตวิญญาณ ถ้านายจะพกมันไปด้วย ฉันแนะนำว่าอย่าเอายันต์ไปแปะปิดผนึกมันล่ะ ผู้ร่วงหล่นไม่ใช่ราชาปีศาจพิคโกโร่นะ คลื่นสะกดมารใช้กับพวกมันไม่ได้ผลหรอก】
ของที่ยังไม่เคยออกไปนอกหอคอย ตั้งราคาไว้ที่หนึ่งร้อยสามสิบเก้าทาวเวอร์คอยน์ ราคานี้ถ้าเป็นชาติก่อน ก็คงได้แค่หม้อหุงข้าวแบรนด์เนมกากๆ สักใบ
แต่ในยุคที่ผู้คนกินแต่อาหารเสริมโภชนาการ ของพวกนี้ก็กลายเป็นเศษซากของยุคสมัยไปแล้ว ราคานี้เลยกลายเป็นราคาที่แพงหูฉี่ไปเลย
"หนุ่มหล่อ จะรับอะไรดีจ๊ะ? ตอนนี้ทางร้านมีโปรโมชั่น ลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์ทั้งร้าน แต่ให้สิทธิ์เฉพาะนายคนเดียวนะ"
หญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ สวมแว่นตากรอบดำเดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ เธอไล่สายตาสำรวจไป๋อู้ น้ำเสียงไม่ได้ดูจงใจประจบประแจง แต่สายตากลับทำให้คนชวนคิดลึกได้ง่ายๆ
【เจ้าแม่บ่อปลาที่เคยผ่านการคบหาดูใจมาแล้วถึงสิบเก้าครั้ง มีคนคุยเผื่อเลือกในบ่อปลาเป็นร้อยคน แถมตอนนี้ยังคบซ้อนทีเดียวหกคนรวด รสนิยมช่วงนี้ของเธอคือหนุ่มน้อยหน้าใส】
ไป๋อู้มองไม่ออกเลยสักนิด ว่าเจ้าของร้านขายของชำเฉิงจื่อคนนี้ จะโชกโชนสังเวียนรักขนาดนี้
แต่รูปร่างหน้าตาก็จัดว่าใช้ได้ การที่ผู้หญิงตัวคนเดียวสามารถเปิดร้านแบบนี้ในสถานที่อย่างชั้นล่างสุดได้ ย่อมไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาๆ อ่อนแอๆ แน่นอน
เขาไม่มีความตั้งใจจะผูกมิตรด้วย:
"หม้อหุงข้าวใบนี้ กับแก้วน้ำใบนี้น่ะ ฉันเหมาหมด"
"ตาถึงไม่เบาเลยนะ แก้วน้ำนั่นเป็นของดีจริงๆ แหละ แต่หม้อใบนี้น่ะไม่มีประโยชน์อะไรหรอก ตั้งไว้หลอกขายพวกหน้าโง่ไปงั้นแหละ แนะนำว่าอย่าซื้อเลย นายไม่ใช่คนโง่ และฉันก็ไม่อยากให้นายโง่ด้วย อิอิ อ้อ จริงสิ ฉันชื่อหลิวเฉิงจื่อนะ"
"ฉันบอกว่า ฉันเหมาหมด" ไป๋อู้ไม่อยากอยู่ที่นี่นานนัก ในเมื่อได้ของที่ต้องการแล้ว
"นายกำลังจะออกไปนอกหอคอยเหรอ?" หลิวเฉิงจื่อหรี่ตาลง
เอวคอดกิ่วของเธอบิดไปมาขณะเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด แล้วก็เริ่มสำรวจไป๋อู้อีกครั้ง
ผู้หญิงคนนี้หัวไวเอาเรื่อง... วันพรุ่งนี้ไป๋อู้ก็จะออกไปนอกหอคอยจริงๆ
เขาเกลียดรสชาติของอาหารเสริมโภชนาการ แต่อาหารอร่อยๆ ในโลกนี้ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นของฟุ่มเฟือย เขาเลยคิดจะซื้อหม้อที่สามารถเปลี่ยนวัตถุดิบได้สักใบ
เดินหามาครึ่งค่อนทางก็ยังไม่เจอของที่ถูกใจ ก็เลยกะจะพกหม้อออกไปลุ้นดวงเอาเองซะเลย เผื่อฟลุคกลายเป็น 'เครื่องครัวในตำนาน' ขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ?
"เท่าไหร่?"
ไป๋อู้ไม่สนใจคำถามของหลิวเฉิงจื่อ
"เมื่อกี้บอกว่าลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ฉันเปลี่ยนใจแล้ว หม้อใบนี้ราคาหนึ่งหมื่นทาวเวอร์คอยน์ หรือไม่ก็ยกให้ฟรีๆ นายเลือกเอาเลย อ้อ ขอเตือนไว้นิดนึงนะว่า ทั่วทั้งชั้นล่างสุดเนี่ย มีแค่ฉันคนเดียวที่ขายหม้อหุงข้าว"
เงินหนึ่งหมื่นทาวเวอร์คอยน์ไป๋อู้ไม่มีปัญญาจ่ายหรอก เขามองหลิวเฉิงจื่อ นิ่งเงียบไปสองสามวินาที แล้วพูดว่า:
"ฉันก็แค่คนธรรมดา เอาเป็นว่าไม่ต้องลดราคาก็ได้ เธอขายราคาเต็มให้ฉันเป็นไง?"
"คนธรรมดาที่ไหนเขาจะดึงดันซื้อ หลังจากที่ฉันบอกไปตรงๆ แล้วว่าหม้อใบนี้มันเป็นขยะล่ะ? นี่มันยุคไหนสมัยไหนแล้ว หม้อมันหมดประโยชน์ไปตั้งนานแล้ว แล้วก็ไม่เคยมีใครซื้อด้วย ยกเว้นแต่... มันจะเกิดปรากฏการณ์สถิตวิญญาณขึ้นมา ส่วนแก้วน้ำใบนี้ ถ้านายอยู่ในหอคอยมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เว้นเสียแต่ว่านายจะเอามันออกไปนอกหอคอย"
ไป๋อู้ไม่ได้แปลกใจเท่าไหร่ เจ้าของร้านคนนี้มีแววเป็นแม่ค้าหน้าเลือดอยู่แล้ว
หลิวเฉิงจื่ออยู่ใกล้ไป๋อู้มาก ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่เป่ารดต้นคอ
ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ เด็กหนุ่มวัยกำลังโตอย่างไป๋อู้ เลือดลมกำลังพลุ่งพล่าน ต่อให้พยายามอดกลั้นแค่ไหน ก็ต้องมีปฏิกิริยาตอบสนองบ้างแหละ
แต่ไป๋อู้กลับไม่มีอาการอะไรเลย เขาก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างใจเย็น แล้วพูดว่า:
"งั้นฉันเลือกแบบได้ฟรีแล้วกัน"
ของฟรีย่อมเป็นของที่แพงที่สุดเสมอ หลิวเฉิงจื่อยิ้มแป้นราวกับดอกไม้บาน แล้วพูดว่า:
"ยินดีที่ได้ร่วมงานนะจ๊ะ เดี๋ยวฉันห่อให้"
ไป๋อู้มองดูหลิวเฉิงจื่อหยิบกล้องถ่ายรูปรุ่นคุณปู่ออกมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
หลิวเฉิงจื่อจึงอธิบายไปพลางว่า:
"ไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะพ่อหนุ่มหล่อ นายไม่ได้พูดอะไรกับฉันเลย และฉันก็ไม่รู้อะไรทั้งนั้น ฉันก็แค่เผลอทำกล้องถ่ายรูปตัวนี้หล่นไปรวมกับของของนายโดยไม่ได้ตั้งใจ ผ่านไปสักสองสามวัน นายก็บังเอิญเจอกล้องตัวนี้เข้า ก็เลยใจดีเอากลับมาคืนฉัน นายช่างเป็นคนดีศรีสังคมที่เก็บของได้แล้วเอามาคืนจริงๆ เลยนะจ๊ะ อิอิ"
ไป๋อู้พอจะเข้าใจแล้วว่า ทำไมหลิวเฉิงจื่อถึงเป็นเจ้าแม่บ่อปลาได้
เจอกันครั้งแรกก็มองออกเลยว่าเขาจะออกไปนอกหอคอย แถมยังยื่นข้อเสนอขอให้เขาช่วยพกกล้องออกไปด้วยอย่างรวดเร็ว อย่างน้อยก็เป็นคนช่างสังเกต แถมยังเก่งเรื่องการฉกฉวยโอกาสอีกต่างหาก
"ถ้ากล้องมันไม่เกิดการสถิตวิญญาณล่ะ?"
ไป๋อู้ไม่ได้ถามว่าทำไมถึงต้องให้พกกล้องตัวนี้ไปด้วย แต่จากหมายเหตุ เขาก็พอจะเดาอะไรได้บ้าง
【กล้องฟิล์มที่พังแล้ว ข้างในไม่มีฟิล์มอยู่เลยด้วยซ้ำ แต่มันเคยถ่ายความลับเอาไว้ตั้งเยอะแยะ ระดับเดียวกับกล้องของเฮียกวานซีเลยนะเนี่ย รอดจากการถูกทำลายมาได้ก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว】
เถ้าแก่เนี้ยคนนี้น่าจะอยากให้คนพกมันออกไปนอกหอคอย ด้วยความหวังว่ากล้องจะเกิดปรากฏการณ์สถิตวิญญาณขึ้นมา บางทีเธออาจจะอยากเห็นภาพบางอย่างที่กล้องตัวนี้เคยถ่ายเอาไว้ละมั้ง?
"ก็แล้วแต่ดวงแหละจ้ะ ยังไงซะหม้อกับแก้วใบนี้ ฉันก็ยกให้นายฟรีๆ ไปแล้ว งั้นเรามาเริ่มต้นกันใหม่นะ ฉันชื่อหลิวเฉิงจื่อ"
"ไป๋อู้"
"งั้นก็ยินดีที่ได้ร่วมงานนะจ๊ะ พี่ไป๋อู้ เค้าจะรอฟังข่าวดีน้า"
ภารกิจประหลาดๆ ก็เกิดขึ้นแบบงงๆ ยังกับเล่นเกมของค่าย Ubisoft เลยแฮะ แค่เดินเล่นไปเรื่อยๆ ก็ดันไปเจอ NPC ที่มีเครื่องหมายคำถามบนหัวซะงั้น
แต่ไป๋อู้ก็ไม่ได้รังเกียจอะไร เขาเองก็ชักจะอยากรู้แล้วเหมือนกันว่าในกล้องมันมีอะไรอยู่
...
...
หลังจากออกจากท่าเรือเก็บตก ไป๋อู้ก็กลับมาที่พักของตัวเอง
มันเป็นห้องขนาด 25 ตารางเมตรที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย
อู่จิ่วเป็นคนละเอียดรอบคอบมาก นอกจากจะจัดการเรื่องที่พักให้แล้ว ยังเตรียมข้าวของเครื่องใช้ไว้ให้ไป๋อู้เพียบเลย อย่างพวกเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยน ก็ล้วนแต่เป็นของมาตรฐานกองกำลังสำรวจทั้งนั้น
นอกจากนี้ ยังมีคู่มือแนะนำข้อควรระวังในการออกไปสำรวจนอกหอคอยอีกด้วย
ไป๋อู้ไม่ได้ทำตัวอวดเก่งหรือหยิ่งยโส เขาหยิบคู่มือขึ้นมาอ่านอย่างตั้งใจ ซึ่งก็มีหลายข้อที่ไป๋อู้รู้สึกว่ามันมีเหตุผลดีเหมือนกัน
"สำหรับมือใหม่ที่ออกไปนอกหอคอยเป็นครั้งแรก พวกเราจะแจกนาฬิกาข้อมือวัดระดับอารมณ์ให้ เมื่อไหร่ที่อารมณ์ของคุณแปรปรวนมากเกินไป นาฬิกาจะส่งสัญญาณเตือน สมาชิกกองกำลังสำรวจทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด ทันทีที่นาฬิกาข้อมือส่งเสียงเตือน จะต้องเปิดใช้งานแผ่นรูเล็ตต์ส่งกลับทันที"
ในบรรดาสิ่งของที่อู่จิ่วให้มา ก็มีนาฬิกาข้อมือที่มีโลโก้ของกองกำลังสำรวจสลักอยู่ด้วยเรือนหนึ่ง ไป๋อู้ลองสวมดู ก็พบว่าตัวเลขบนหน้าปัดนาฬิกาคือ 0
ส่วนระดับความอันตรายจะอยู่ที่เจ็ดสิบห้า เมื่อถึงเจ็ดสิบห้า นาฬิกาก็จะส่งสัญญาณเตือน นี่นับว่าเป็นกลไกการรับมือที่ดีอย่างหนึ่งเลย
เพราะบางครั้งคนเราก็ไม่รู้ตัวหรอกว่าตัวเองกำลังอยู่ในสภาวะที่อารมณ์หลุดการควบคุมหรือเปล่า การมีมาตรฐานตัวเลขชี้วัดที่ชัดเจนแบบนี้ จะช่วยลดปัญหาไปได้เยอะเลย
อีกสิ่งหนึ่งที่ไป๋อู้คิดว่ามีเหตุผลดีก็คือ ยาระงับอารมณ์ ในคู่มือก็มีอธิบายสรรพคุณของมันไว้ด้วย
"เมื่ออยู่ใกล้ผู้ร่วงหล่นมากพอ และเข็มนาฬิกาใกล้จะเข้าสู่โซนอันตราย สามารถพิจารณาฉีดยานี้ได้ มันคือยาระงับอารมณ์แบบไม่กดประสาท จะไม่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง แต่จะช่วยให้สงบสติอารมณ์ได้ชั่วคราว มีฤทธิ์ประมาณห้านาที โปรดใช้เวลานี้ในการหลบหนี ขอย้ำว่าให้หลบหนี อย่าทำอะไรโง่ๆ เด็ดขาด"
เพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิตนอกหอคอย กองกำลังสำรวจได้เตรียมการเอาไว้เยอะมากจริงๆ
ยาระงับประสาททั่วไป จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง และลดความเร็วในการตอบสนองของมนุษย์ลงอย่างมาก ดังนั้นมันจึงไม่เหมาะกับสถานที่ที่ต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาอย่างโลกนอกหอคอย
แต่ยาระงับอารมณ์ที่กองกำลังสำรวจใช้นั้น จะไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการต่อสู้ ทว่ามันก็มีผลข้างเคียงเหมือนกัน
"เมื่อฤทธิ์การระงับอารมณ์ห้านาทีสิ้นสุดลง อารมณ์จะเข้าสู่สภาวะตื่นตัวขั้นสุด อารมณ์เชิงลบทุกอย่างจะถูกขยายให้รุนแรงขึ้น ดังนั้นหากไม่ถึงคราวจำเป็นจริงๆ โปรดหลีกเลี่ยงการใช้งาน และหากจำเป็นต้องใช้ โปรดใช้เพื่อหนีกลับเข้าหอคอยเท่านั้น"
ไป๋อู้หยิบกล่องยาฉีดขึ้นมาพิจารณาดูอย่างละเอียด
"ก็เหมือนหลักการของสปริงอารมณ์สินะ คือจะกดข่มอารมณ์เอาไว้แบบบังคับ แล้วพอผ่านไปห้านาที อารมณ์ก็จะตีกลับ..."
เด็กร้องไห้ย่อมได้กินนม ถึงเขาจะเกลียดเด็กขี้แยเจ้าน้ำตามากแค่ไหน แต่ไป๋อู้ก็ไม่ได้อยากสูญเสียความสามารถในการรับรู้อารมณ์แบบคนปกติไปหรอกนะ
เขาไม่ได้สัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่าความเศร้า ความโกรธ หรือความกลัวมานานมากแล้ว
เขานึกย้อนไปถึงประสบการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชาติก่อน แต่สีหน้าก็ยังคงเรียบเฉยเหมือนเดิม ภายในใจไม่มีความหวั่นไหวใดๆ แม้แต่น้อย
จากนั้นเขาก็หยิบเข็มฉีดยาออกมา ดูดยาเข้าไป แล้วฉีดเข้าที่ด้านขวาของลำคอ
ไม่มีความรู้สึกผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น นอกจากอาการชาและคันยุบยิบเล็กน้อยตอนที่เข็มแทงทะลุผิวหนังเข้าไป
ไป๋อู้นับเลขในใจเงียบๆ รอคอยการตีกลับของอารมณ์ในอีกห้านาทีข้างหน้า
(จบบท)
[บันทึกท้ายบท]