- หน้าแรก
- เกมจิ๊กซอว์วันสิ้นโลกกับระบบคำใบ้สุดกวน
- บทที่ 6 ดวงตาของเพลเยอร์
บทที่ 6 ดวงตาของเพลเยอร์
บทที่ 6 ดวงตาของเพลเยอร์
สิบห้านาทีต่อมา หลิวหมู่ก็รีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามาด้วยท่าทางกระตือรือร้นสุดๆ
ไป๋อู้รับสมุดเล่มบางๆ จากมือเขามา แล้วกวาดสายตาอ่านลำดับพรสวรรค์อย่างรวดเร็วราวกับอ่านทีละสิบบรรทัด
"ดูเหมือนว่านายจะขาดความรู้รอบตัวเกี่ยวกับหอคอย... ไปเยอะเลยนะ?"
เมื่อนึกเชื่อมโยงกับคำพูดของหัวหน้าหน่วยสอบสวนทีม 7 ก่อนหน้านี้ หลิวหมู่ก็เอ่ยขึ้น
"ฉันความจำเสื่อมน่ะ"
"จากความประทับใจที่ฉันมีต่อนายก่อนหน้านี้ ถ้านายจะหลอกฉัน นายหาข้ออ้างที่ดีกว่านี้ได้ตั้งเยอะ"
"เพราะงั้นนายก็ควรจะเชื่อนะ คนที่จับฉันไป มีความเป็นไปได้สูงมากว่าเพื่อความสะดวกในการเก็บกวาด เลยใช้วิธีรุนแรงลบความทรงจำของฉันทิ้งไปซะ"
ก่อนหน้านี้ เขาเคยถามอวิ๋นชูและเซวียสือแล้ว บนชั้นสี่มีวิธีการลบความทรงจำอยู่ไม่น้อย วิธีที่แพร่หลายที่สุดคือการใช้สารสกัดจากพืชที่ชื่อว่า 'อานอ้าย'
ระหว่างที่พูด สายตาของเขาก็กวาดมองไปที่ลำดับตั้งแต่หนึ่งถึงหนึ่งร้อย
หลิวหมู่ก็สังเกตเห็นว่าไป๋อู้เปิดดูสามหน้าแรก จึงยิ้มแล้วพูดว่า:
"ในบรรดาสามชั้นล่างทั้งหมด คนที่มีลำดับพรสวรรค์อยู่แถวหน้าที่สุด ก็คืออู่จิ่ว ลำดับ 256: เงามายา ส่วนลำดับที่สูงกว่านี้ ไม่ปรากฏให้เห็นมานานมากๆ แล้ว"
"แล้วพวกหนึ่งร้อยอันดับแรกล่ะ? ในประวัติศาสตร์เคยมีปรากฏบ้างไหม?" ไป๋อู้ถามขึ้นลอยๆ
ลำดับพรสวรรค์ไม่เหมือนกับพลังแฝง พลังแฝงแค่ขอให้ออกไปนอกหอคอยก็ได้รับมาแล้ว แต่มีเพียงคนหยิบมือเดียวเท่านั้นที่จะปลุกลำดับพรสวรรค์ขึ้นมาได้
จากสถิติในปัจจุบัน ผู้ใช้พรสวรรค์ส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะอยู่นอกหอคอยนานแค่ไหน ล้วนอยู่ในช่วงลำดับเจ็ดร้อยลงไปทั้งสิ้น
หนึ่งร้อยอันดับแรก... ในสายตาของหลิวหมู่ นั่นคือดินแดนแห่งพระเจ้า แต่ในประวัติศาสตร์กลับเคยมีจริงๆ แถมประวัติศาสตร์ช่วงนั้นก็ยังไม่ได้ยาวนานอะไรด้วย
"เคยมีอยู่คนนึงนะ แต่มันตรวจสอบไม่ได้แล้วแหละ ไม่ต่างอะไรกับตำนานพื้นบ้านเลย"
"เล่าให้ฟังหน่อยสิ"
"นายลองดูลำดับพรสวรรค์ที่ 75: การละลายสมบูรณ์แบบ เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ว่ากันว่ามีคนงานเหมืองชั้นล่างคนหนึ่ง ปลุกลำดับพรสวรรค์นี้ขึ้นมาได้ นี่มันเว่อร์ยิ่งกว่าถูกหวยซะอีก เรียกได้ว่าเป็นการก้าวขึ้นสวรรค์ในพริบตาอย่างแท้จริงเลยล่ะ"
"ดูเหมือนจุดจบของคนคนนั้นจะไม่ค่อยสวยเท่าไหร่นะ" ไป๋อู้สรุปผลลัพธ์ออกมาโต้งๆ
หลิวหมู่อ้าปากค้าง จู่ๆ ก็รู้สึกว่าคุยกับหมอนี่แล้วหมดสนุกชะมัด
แต่เขาก็พยักหน้ารับ:
"หายตัวไปเลย หายไปดื้อๆ เรื่องนี้ถูกปิดข่าวอย่างรวดเร็ว ผ่านมาหลายปีขนาดนี้ ก็ไม่มีทางสืบหาความจริงได้แล้ว ผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังรักษาการณ์หอคอยในตอนนั้น ไม่เพียงแต่ไม่กระตือรือร้นในการสืบสวนคดีนี้ แต่ยังพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อลบข้อมูลเกี่ยวกับคนคนนี้ทิ้งให้หมด"
"นั่นก็หมายความว่า ถูกองค์กรที่มีระดับสูงกว่ากองกำลังรักษาการณ์พาตัวไปสินะ"
"ถูกต้อง แต่ถูกพาไปที่ไหนนั้นไม่มีใครรู้ เป็นไปได้สูงมากว่าจะเป็นชั้นที่ห้า ชั้นของผู้ปกครอง หรือไม่ก็... ชั้นที่หก"
เรื่องที่ปัจจุบันนี้รู้กันว่าหอคอยมีเพียงหกชั้น ไป๋อู้รับรู้มาแล้ว
"จริงสิ โลกใบนี้มีการบังคับตรวจลำดับพรสวรรค์ไหม? จะมีการบันทึกข้อมูลลำดับพรสวรรค์ของทุกคนหรือเปล่า?"
"นั่นไม่ทำหรอก ลำดับพรสวรรค์ถือเป็นของส่วนบุคคล อย่างภายในกองกำลังสำรวจเอง ก็มีหลายคนที่ปิดบังลำดับพรสวรรค์ของตัวเองเอาไว้ไม่ยอมบอกใครเหมือนกัน"
ไป๋อู้พยักหน้า นี่ถือเป็นข่าวดี
นั่นก็หมายความว่า หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนที่มีลำดับพรสวรรค์ในร้อยอันดับแรก เพียงแต่คนพวกนี้เริ่มฉลาดขึ้น พวกเขาไม่รู้ว่าถ้าขึ้นไปชั้นห้าแล้วจะต้องเจอกับอะไร
ดังนั้นการซ่อนพรสวรรค์ของตัวเองเอาไว้ สถานการณ์แบบนี้อาจจะมีอยู่จริงๆ ก็ได้ ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันเองก็ต้องระวังตัวให้ดี
สายตาของไป๋อู้กวาดผ่านบรรทัดที่สองของหน้าแรกไปอย่างเรียบเฉย
ลำดับพรสวรรค์ 24: ดวงตาของเพลเยอร์
【สามารถมองเห็นหมายเหตุอธิบายที่มีสไตล์สอดคล้องกับด้านที่ซ่อนเร้นของนิสัยตัวเองได้ ในจุดที่สายตาเพ่งมอง การเลื่อนขั้น: ไม่ทราบแน่ชัด】
ยิ่งตัวเลขลำดับอยู่ท้ายๆ คำอธิบายก็จะยิ่งละเอียด แต่พอมาถึงห้าสิบอันดับแรก โดยพื้นฐานแล้วก็จะมีแค่คำอธิบายสั้นๆ เพียงประโยคเดียวเท่านั้น
แต่ไป๋อู้มั่นใจว่าความสามารถของเขาก็คือเจ้านี่แหละ เพียงแต่ข้อมูลบรรทัดนี้ มันนำไปสู่คำถามที่แตกแขนงออกมาอีกมากมาย
"ทำไมร่างกายนี้ถึงมีลำดับพรสวรรค์ที่อยู่สูงขนาดนี้ได้ล่ะ? เคยออกไปนอกหอคอยมาตั้งนานแล้วงั้นเหรอ?"
"ไม่สิ พลังแฝงของฉันอ่อนแอมาก แสดงว่าร่างกายนี้เพิ่งเคยออกไปนอกหอคอยเป็นครั้งแรกจริงๆ แต่กลับสามารถปลุกลำดับพรสวรรค์ที่สูงขนาดนี้ได้ แบบนี้มันสมเหตุสมผลเหรอ? มันไม่สมเหตุสมผลเลย"
"ปัญหานี้ยังไม่สามารถหาเบาะแสมาตอบได้ในตอนนี้ อย่างน้อยฉันก็ต้องสืบหาอดีตของร่างกายนี้ให้เจอก่อน ถึงจะใช้วิธีตัดช้อยส์ได้..."
ลางสังหรณ์บอกไป๋อู้ว่า ที่มาของดวงตาของเพลเยอร์ จะต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่สำคัญมากๆ อย่างแน่นอน แต่ตัวเขาที่เพิ่งมาอยู่ในหมู่บ้านเริ่มต้น ยังไม่มีความสามารถพอที่จะสืบหาความจริงได้
"สไตล์ของหมายเหตุสอดคล้องกับด้านที่ซ่อนเร้นของนิสัยตัวเองงั้นเหรอ? ด้านที่ซ่อนเร้นของฉันมันกวนบาทาขนาดนั้นเชียว?"
เมื่อนึกถึงบรรดาหมายเหตุสุดกวนพวกนั้น ในใจของไป๋อู้ก็ผุดประโยคปฏิเสธสามคอมโบขึ้นมาทันที ไม่ใช่นะ ฉันไม่มี อย่ามามั่ว
หลิวหมู่พูดขึ้นว่า:
"นายเพิ่งเคยออกไปนอกหอคอยเป็นครั้งแรก เรื่องของลำดับพรสวรรค์น่ะ ตอนนี้อย่าเพิ่งไปคิดถึงมันเลย"
"อืม มีคำถามนึง ลำดับพรสวรรค์เนี่ย คนคนนึงมีได้แค่อย่างเดียวเหรอ?"
"ที่ปลุกขึ้นมาได้เองน่ะมีได้แค่อย่างเดียว แต่ตามที่ชั้นหกลือกันลงมา มันก็สามารถได้รับลำดับพรสวรรค์เพิ่มเติมได้จากการฆ่าผู้ร่วงหล่นที่แข็งแกร่งมากๆ บางตัวเหมือนกัน แต่ผู้ร่วงหล่นแบบนั้น... ต่อให้มีอยู่จริง ก็ภาวนาอย่าให้เจอจะดีกว่า"
ไป๋อู้เข้าใจแล้ว ฆ่ามอนสเตอร์ดรอปของ นี่มันสมเหตุสมผลสุดๆ ชั้นหกลือกันลงมา...
นั่นก็หมายความว่า อู่จิ่ว หลิวหมู่ พวกเขานับว่าเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้าของหอคอยอย่างเปิดเผย
แต่ก็ยังมีเหล่ายอดฝีมือที่ซ่อนเร้น ซึ่งครอบครองลำดับพรสวรรค์ที่หายากและอยู่ระดับสูงๆ หรือแม้แต่มีลำดับพรสวรรค์หลายอย่างซ่อนอยู่ด้วย...
ดวงตาของเพลเยอร์ไม่เหมาะกับการต่อสู้ ถึงแม้จะมีการพูดถึงการเลื่อนขั้น แต่คิดว่าความสามารถตอนเลื่อนขั้นก็คงไม่เหมาะกับการต่อสู้อยู่ดี
ต้องหาทางออกไปนอกหอคอย แล้วหาพรสวรรค์อื่นๆ มาเสริมซะแล้ว
"อะแฮ่มๆ"
จู่ๆ หลิวหมู่ก็กระแอมไอ เตรียมตัวคุยธุระสำคัญ
ไป๋อู้เข้าใจความหมายของเขาได้ในเสี้ยววินาที:
"ขอโทษนะพี่หลิว พี่เป็นคนดีนะ แต่ฉันขอเลือกทีมที่เจ็ด"
???
หลิวหมู่ยังไม่ทันได้อ้าปากพูด ก็โดนปฏิเสธหน้าหงายซะแล้ว
"ทำไมล่ะ?"
"จากการสอบสวนตลอดสามชั่วโมงที่ผ่านมา ฉันได้รู้ว่าทีมที่เจ็ด ออกไปนอกหอคอยบ่อยที่สุดในบรรดาสิบหกทีมทั้งหมด"
"นั่นมันควรจะเป็นเหตุผลให้อยากถอนตัวไม่ใช่หรือไง?"
ต่อให้เป็นคนของกองกำลังสำรวจนอกหอคอย ใครบ้างล่ะที่ไม่อยากอยู่ในหอคอยตลอดไป แต่คำพูดของไป๋อู้ ฟังดูเหมือนอยากออกไปนอกหอคอยใจจะขาด
"ถ้านายอยากออกไปนอกหอคอย งั้นฉันย้ายนายไปอยู่หน่วยแนวหน้าของทีมสิบสามฉันก็ได้ ไม่อยากออกก็ไปอยู่หน่วยสอบสวน มีข้อเรียกร้องอะไรนายเสนอมาได้เลย"
จากการพูดคุยกับไป๋อู้ หลิวหมู่มั่นใจว่าไป๋อู้เป็นเด็กปั้นที่มีแววรุ่งแน่ๆ
ไป๋อู้ส่ายหน้า:
"ตอนนี้นายคงยังโสดอยู่ใช่ไหม?"
"ฉันเป็นถึงหัวหน้าทีมสิบสามเชียวนะโว้ย... เอ้อ ใช่ ฉันโสด"
"จำไว้นะ ต้องเลือกคนที่เขามีความรู้สึกดีๆ ให้กับนายมาตั้งแต่ต้นให้ได้ ถ้าเล็งใครไว้แล้ว ก็อย่าไปจีบเขาในถิ่นของคนอื่นเด็ดขาด นายแพ้ตรงที่ลงมือช้ากว่าเลยต้องกินแห้วไงล่ะ ความประทับใจแรกของฉันมันฝังหัวไปแล้ว ฉันรู้สึกดีกับทีมที่เจ็ดมากกว่า แถมตัวเลขสิบสามมันก็ไม่เป็นมงคลด้วย"
"เวรเอ๊ย!"
หลิวหมู่เดินกระฟัดกระเฟียดจากไป
หลังจากหลิวหมู่จากไปราวสองนาที อวิ๋นชู เซวียสือ หัวหน้าหน่วยสอบสวน และอู่จิ่ว หัวหน้าทีมที่ 7 ของกองกำลังสำรวจ ก็เดินเข้ามาในห้องสอบสวน
ไป๋อู้สำรวจอู่จิ่วตั้งแต่หัวจรดเท้า
เวลาที่ผู้ชายคนนี้อยู่นิ่งๆ จะดูเฉื่อยชา ไม่ค่อยพูดค่อยจา เปลือกตาตกลงเล็กน้อย แต่แววตากลับคมกริบราวกับดาบที่พร้อมจะชักออกจากฝัก
ด้วยประสบการณ์จากชาติก่อน ไป๋อู้รู้สึกได้โดยสัญชาตญาณว่า ตัวละครที่มีคาแรกเตอร์แบบนี้ ร้อยทั้งร้อยต้องเป็นยอดฝีมือขั้นเทพแน่นอน
หมายเหตุก็ให้คำอธิบายอย่างรวดเร็ว
【นายก็รู้นี่ เหมือนในเกม RPG ญี่ปุ่นหลายๆ เกมนั่นแหละ ตอนที่นายอยู่หมู่บ้านเริ่มต้น นายมักจะบังเอิญเจอ NPC ระดับบอสช่วงเลทเกมเสมอ ไอ้เตี้ยนี่ก็น่าจะรับบทแบบนั้นแหละ แต่บนตัวเขามีความลับซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นความลับที่ชั้นหกเองก็สนใจมากทีเดียว】
"ฉันชื่อกู่ชิงอวี้ นายจะเรียกฉันว่าหัวหน้ากู่ก็ได้"
"โอเค อู่จิ่ว"
"..."
อู่จิ่วหน้าเขียวปัด หันไปมองอวิ๋นชูและเซวียสือที่อยู่ด้านหลัง
ตอนนี้ทั้งสองคนหันหน้าหนี แกล้งทำเป็นชมวิวนอกหน้าต่างไปซะแล้ว
โชคดีที่โดนคนเรียกฉายานี้จนชินแล้ว อู่จิ่วเองก็เลยไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก:
"ฉันอยากชวนนายมาเข้าร่วมกองกำลังสำรวจ จากการตรวจสอบลายนิ้วมือ นายไม่มีตัวตนอยู่ในระบบ แต่เรื่องนี้ก็ไม่แปลกหรอก คนชั้นล่างส่วนหนึ่งก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่มีรหัสพลเมือง ไม่มีสถานะ พอเข้าร่วมกองกำลังสำรวจแล้ว ฉันจะจัดการทำให้นายเอง"
"ฉันมีข้อเรียกร้องอย่างนึง"
อู่จิ่วพยักหน้า "ถ้านายไม่อยากออกไปนอกหอคอย นายจะไปอยู่หน่วยสอบสวนก็ได้ ช่วงนี้มีคดีค้างอยู่เพียบเลย"
"ฉันอยากออกไปนอกหอคอยพรุ่งนี้"
เซวียสือกับอวิ๋นชูถึงกับอึ้ง สงสัยว่าตัวเองฟังผิดหรือเปล่า
อู่จิ่วขมวดคิ้ว พินิจพิจารณาไป๋อู้
"พลังแฝงของนาย พวกเราตรวจสอบแล้ว เพราะอยู่ในเขตสีน้ำเงิน เลยใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมงก็เติบโตมาจนถึงระดับหนึ่งขั้นสามแล้ว แต่แค่ระดับหนึ่ง ต่อให้ต้องเจอกับผู้ร่วงหล่นที่มีภาวะกลายพันธุ์ระดับอ่อนก็เถอะ..."
"ถ้าคุณตั้งใจจะเตือนฉันว่านอกหอคอยมันอันตราย แล้วฉันยังออกไปไม่ได้ งั้นก็ไม่ต้องหรอก"
ไป๋อู้พูดขัดคำเตือนของอู่จิ่ว
"แค่ให้ฉันตามไปกับทีมทหารผ่านศึกก็พอ ฉันจะไม่เป็นตัวถ่วงแน่นอน ฉันไม่ได้รนหาที่ตาย และฉันก็คิดว่าคุณคงไม่ได้อยากให้ฉันเอาแต่อุดอู้อยู่ในหอคอยจริงๆ หรอก"
ช่างเป็นตัวประหลาดซะจริง...
อุตส่าห์รอดตายจากนอกหอคอยมาได้แท้ๆ กลับรีบร้อนอยากจะออกไปอีกเนี่ยนะ? เซวียสือกับอวิ๋นชูเริ่มจะไม่เข้าใจไป๋อู้ซะแล้ว
แต่อู่จิ่วก็ไม่ใช่หัวหน้าทีมที่ปกติสักเท่าไหร่ เขาตอบตกลงซะงั้น:
"พรุ่งนี้เช้าสิบโมง ฉันจะไปกับคนในหน่วยรบที่หนึ่งอีกสี่คน รวมนายด้วยก็เป็นทีมหกคน ไปที่เขตสีขาว"
เรื่องการแบ่งสีของเขตพื้นที่ ไป๋อู้รู้มาบ้างแล้ว เขาจึงแกล้งถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหัดว่า:
"เหนือกว่าเขตสีน้ำเงินคืออะไรเหรอ?"
อู่จิ่วเมินคำถามที่เหมือนคนไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำนี้ไปโดยอัตโนมัติ ไป๋อู้ก็ไม่ได้ตั้งใจจะรนหาที่ตายหรอก แค่ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นล้วนๆ
"เดี๋ยวฉันจะจัดคนพานายไปพิมพ์ลายนิ้วมือ จัดการเรื่องเอกสารเข้าร่วมกองกำลังสำรวจให้เรียบร้อย นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป นายคือพลเมืองชั้นล่างแล้ว"
ฉันก็เป็นมาตลอดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?
ไป๋อู้ยังไม่รู้ว่า ถึงแม้จะเป็นคนชั้นล่างเหมือนกัน แต่คนที่มีรหัสพลเมืองกับคนที่ไม่มีรหัสพลเมือง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
...
...
อู่จิ่วทำงานรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมาก ถ้าเป็นชาติก่อน งานเอกสารพวกนี้ไม่มีทางเสร็จภายในหนึ่งสัปดาห์แน่ๆ
แต่ภายใต้การเร่งรัดของอู่จิ่ว ขั้นตอนทุกอย่างก็เสร็จสมบูรณ์อย่างรวดเร็ว ไม่นานไป๋อู้ก็มีรหัสพลเมืองเป็นของตัวเอง — 560205278 ถูกจัดสรรให้อยู่ในชั้นล่างสุด
ระหว่างชั้นล่างกับชั้นที่สอง มีระยะห่างกันถึงเก้าร้อยเมตร
ทุกๆ ชั้นก็เหมือนกันหมด ระหว่างแต่ละชั้น จะมีลิฟต์ขนาดมหึมาที่สามารถจุคนได้เกือบพันคนในคราวเดียว
แค่เห็นลิฟต์ตัวนี้ ไป๋อู้ก็รู้เลยว่าขนาดของหอคอยแห่งนี้ ยิ่งใหญ่ระดับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกเลยทีเดียว
ภายใต้การจัดการของอู่จิ่ว เขาได้ที่พักซอมซ่อแห่งหนึ่งบนชั้นล่างสุด แต่เขาต้องจ่ายค่าเช่า 400 ทาวเวอร์คอยน์ทุกเดือน
จากคำบอกเล่าของอู่จิ่ว ไป๋อู้ก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่า 1 ทาวเวอร์คอยน์ มีค่าประมาณ 1 หยวนในปี 2020 ในชาติก่อนของเขา
ก็ถือว่าถูกอยู่นะ...
ในหอคอยไม่มีคำว่าทำเลทองหรือเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจ และชั้นล่างสุดก็แออัดยัดเยียดอยู่เสมอ ถ้าไม่ได้ใช้สิทธิพิเศษในฐานะสมาชิกกองกำลังสำรวจ ก็ไม่มีทางเช่าห้องได้ในราคานี้หรอก
แน่นอนว่า ถ้าเป็นกองกำลังรักษาการณ์หอคอยล่ะก็ เริ่มต้นมาก็ได้บ้านบนชั้นสองไปเลย...
เมื่อพิจารณาว่าตัวเองไม่มีแม้แต่ทรัพยากรพื้นฐานในการดำรงชีวิต ไป๋อู้ก็เลยตีเนียนขอยืมเงินอู่จิ่วมานิดหน่อย
อู่จิ่วทำหน้ามุ่ยตอนให้ยืมเงิน ถึงแม้ภายนอกเขาจะดูดุ แต่จริงๆ แล้วเขาเป็นคนใจป้ำกับลูกน้องมาก
ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ไป๋อู้ก็เริ่มทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมรอบๆ บ้านของตัวเอง — บริเวณมุมตะวันตกทางตอนใต้ของหอคอยชั้นล่างสุด
ในสายตาของคนชั้นสามและชั้นสี่ คนที่อาศัยอยู่ชั้นล่างสุดทั้งหมด ล้วนเป็นพวกเดนตาย นี่คือสถานที่ที่ยากจนและเสื่อมทรามที่สุดในโลก ขอเพียงแค่จ่ายทาวเวอร์คอยน์ในจำนวนที่เหมาะสม ไอ้พวกป่าเถื่อนพวกนี้ก็ยอมทำได้ทุกอย่าง
สถานที่ที่ไป๋อู้อยู่ตอนนี้ มีชื่อว่า ท่าเรือเก็บตก
ในหอคอยไม่มีแม่น้ำหรือทะเล และแน่นอนว่าไม่มีท่าเรือด้วย มันก็แค่ชื่อเรียกสถานที่เฉยๆ
คำว่าเก็บตกนั้นเข้าใจง่ายมาก ที่นี่เต็มไปด้วยสินค้าสารพัดชนิด จุดขายคือของที่มาจากนอกหอคอย หรือก็คือไอเทมสถิตวิญญาณนั่นเอง
ท่าเรือเก็บตกดูซอมซ่อมาก มีถนนสายหลักแค่เส้นเดียว กว้างประมาณหกเมตร ส่วนสองข้างทาง ก็เต็มไปด้วยร้านแผงลอยแบกะดินขายของสารพัดอย่าง
ไม่มีการติดป้ายราคา และไม่มีใครมาปล้นจี้ เพราะที่นี่มีกฎใต้ดินที่รู้กันดีอยู่ สินค้าในท่าเรือแห่งนี้แทบจะเป็นของปลอมทั้งหมด ไอเทมสถิตวิญญาณของแท้ก็มีอยู่บ้าง แต่น้อยถึงน้อยที่สุด
ถ้าตาดีได้ของแท้ ก็ถือว่ากำไรนิดหน่อย แต่ถ้าตาถั่วได้ของปลอม ก็ต้องถือว่าซวยไป ถือซะว่าเป็นการพนันอีกรูปแบบหนึ่งก็แล้วกัน
ส่วนจะแยกแยะของจริงกับของปลอมยังไงน่ะเหรอ ใช้ตาเปล่ามองไม่ออกหรอก เพราะพวกพ่อค้าหน้าเลือดพวกนี้ตกลงกันไว้อย่างดิบดีแล้วว่า — จะไม่บอกสรรพคุณของสินค้าเด็ดขาด
พวกมันจะบอกแค่ว่าของชิ้นนี้มาจากนอกหอคอย ส่วนความสามารถที่แท้จริงคืออะไร พวกมันจะแต่งเรื่องโม้ไปเรื่อยเปื่อย แต่จะไม่มีทางฟันธงเด็ดขาด
การเอาโถฉี่มาหลอกขายแล้วโม้ว่าเป็นตะเกียงวิเศษของอะลาดิน เป็นกลยุทธ์การตลาดสุดบัดซบที่เห็นได้บ่อยๆ ที่นี่
แต่ที่น่าตลกก็คือ มีคนมากมายยอมเชื่อคำโกหกของพ่อค้าพวกนี้ แม้จะโดนหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม
เพราะชีวิตคนเราต้องการความหวัง
ใครๆ ก็หวังว่าจะได้ซื้อของวิเศษสักชิ้น เพื่อทำให้ชีวิตชั้นล่างอันแสนน่าเบื่อและโหดร้ายนี้ มีสีสันขึ้นมาบ้างนิดหน่อยก็ยังดี
ไป๋อู้เดินเข้าไปในท่าเรือเก็บตก
เขายังไม่ได้ใส่เครื่องแบบสีน้ำเงินของกองกำลังสำรวจ แต่เหรียญทาวเวอร์คอยน์ถุงใหญ่ที่อู่จิ่วให้มา ถูกยัดไว้ในกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว
กระเป๋าเงินที่ตุงเป่งก็เหมือนกับกลิ่นฟีโรโมนของเพศเมีย พวกพ่อค้าริมทางก็เหมือนเพศผู้ที่กำลังติดสัด พากันตะโกนเรียกลูกค้ากันอย่างบ้าคลั่ง
ในสายตาของพวกพ่อค้าหน้าเลือด เด็กหนุ่มคนนี้ก็คือตู้เอทีเอ็มเดินได้ชัดๆ เด็กอายุสิบแปดสิบเก้า จะไปมีตาแหลมคมดูของเป็นได้ยังไง?
แน่นอนว่าพวกมันไม่มีทางรู้หรอกว่า ในตลาดขายของห่วยแตกแห่งนี้ จะต้องมาเจอกับดาวมฤตยูนักกวาดของดีที่มี "ดวงตาของเพลเยอร์" เข้าให้แล้ว
(จบบท)