- หน้าแรก
- เกมจิ๊กซอว์วันสิ้นโลกกับระบบคำใบ้สุดกวน
- บทที่ 5 การถูกสอบสวนกลับ
บทที่ 5 การถูกสอบสวนกลับ
บทที่ 5 การถูกสอบสวนกลับ
ภายในห้องที่สว่างไสว ไป๋อู้กำลังทานอาหารอยู่
ตัวเลือกอาหารในโลกนี้เรียบง่ายเสียจนแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีให้เลือกเลย
ภายในหอคอยไม่มีผืนดินที่มากพอจะปลูกพืชผลทางการเกษตรได้ อาหารที่ผู้คนกินกัน เป็นสิ่งที่เรียกว่า 'อาหารเสริมโภชนาการ'
และนี่คือหมายเหตุของอาหารเสริมโภชนาการ
【วันที่มันถือกำเนิดขึ้น คือวันที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์วงการอาหาร ถ้านายกระเดือกเจ้านี่ลงคอได้ บางทีนายอาจจะลองพิจารณาไปเป็นสตรีมเมอร์สายเปิบพิสดารดูก็ได้นะ】
มันเป็นสิ่งที่สกัดมาจาก 'หญ้าเส้นสีฟ้า' ซึ่งเป็นพืชที่พบได้ทั่วไปที่สุดนอกหอคอย สามารถเสริมสารอาหารต่างๆ ที่ร่างกายมนุษย์ต้องการได้อย่างครบถ้วน
รสชาติหมาไม่แดก
แต่เมื่อเวลาผ่านไปเจ็ดร้อยปี ทุกคนก็ค่อยๆ ปรับตัวจนชินไปเอง
คนชั้นล่างส่วนใหญ่ เพื่อแลกกับข้าวประทังชีวิต พวกเขาจะออกไปยังเขตสีขาวเพื่อเก็บเกี่ยวพืชชนิดนี้ หรือไม่ก็ไปทำเหมืองแร่ที่จำเป็นต่อการผลิตกระแสไฟฟ้าของหอคอย
นอกจากไป๋อู้แล้ว ในห้องยังมีเซวียสือและอวิ๋นชูคอยนั่งมองเขาตอนกินข้าวด้วย
ทั้งสองคนเป็นสมาชิกของหน่วยสอบสวน เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ฝ่ายหญิงถนัดใช้ไม้แข็ง ส่วนฝ่ายชายถนัดใช้ไม้อ่อน
หมายเหตุของทั้งสองคนก็น่าสนใจไม่เบา:
【ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ชอบผู้ชายที่อยู่ข้างๆ แต่เธอชอบเพื่อนซี้ของผู้ชายคนนี้】
【ผู้ชายคนนี้ชอบผู้หญิงคนนี้ แต่เขาไม่รู้ว่าเพื่อนซี้ของเขาดันชอบเขา】
ไป๋อู้สังเกตเห็นว่า เนื้อหาในหมายเหตุจะเปิดเผยความลับบางอย่างที่คนอื่นไม่ทันสังเกตให้เห็น ส่วนจะเป็นความลับแบบไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับดวงล้วนๆ
หน่วยสอบสวนไม่ได้มีหน้าที่แค่สอบสวนอย่างเดียว ในเวลาปกติก็ยังรับหน้าที่สืบสวนคดีความต่างๆ ในชั้นล่างและชั้นที่สองด้วย
ทว่าตอนนี้ทั้งสองคนได้กลายเป็นแฟนคลับตัวยงของไป๋อู้ไปเสียแล้ว
จากกระบวนการสอบสวนเมื่อครู่นี้ ไป๋อู้พอจะเข้าใจประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี และเรื่องราวบางอย่างทั้งในและนอกหอคอยของโลกใบนี้คร่าวๆ แล้ว
เนื้อหาส่วนใหญ่ไม่ได้ทำให้ไป๋อู้รู้สึกแปลกใหม่อะไรนัก
ตอนเด็กๆ พ่อของเขามักจะคอยพร่ำสอนอยู่เสมอว่า ให้มีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการอันพิลึกพิลั่นเผื่อไว้สำหรับอนาคตอยู่เสมอ
และนี่ก็เป็นช่วงเวลาไม่กี่ครั้ง... ที่พ่อทำตัวเหมือนพ่อจริงๆ
ดังนั้นในชาติก่อน ไป๋อู้จึงเล่นเกมที่มีการเซ็ตติ้งน่าสนใจมาเยอะมาก ถ้าจะให้พูดล่ะก็ ครั้งนี้มันก็แค่ได้เข้ามาสัมผัสด้วยตัวเองจริงๆ เท่านั้นเอง
เมื่อเทียบกับความสมจริงแล้ว เขาชอบความสนุกแบบในเกมมากกว่า
แต่ก็มีบางจุดที่ไป๋อู้รู้สึกว่าน่าสนใจเหมือนกัน
"นายเลยคิดว่าโลกใบนี้กำลังสนับสนุนให้พวกเราออกไปนอกหอคอยงั้นเหรอ? แต่อัตราการรอดชีวิตนอกหอคอยมันต่ำมากเลยนะ... ทุกคนยอมทนอยู่ในหอคอยซะดีกว่า" อวิ๋นชูพูดขึ้น
"ถ้าทุกคนไม่ออกไปนอกหอคอย ก็อดตายกันหมดไม่ใช่เหรอ? แถมทั้งพลังแฝง ไอเทมสถิตวิญญาณ แล้วก็ลำดับพรสวรรค์ ล้วนต้องออกไปนอกหอคอยถึงจะได้มาทั้งนั้น"
ไป๋อู้พูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
"ถ้าเรามองว่าในหอคอยกับนอกหอคอยคือคู่แข่งที่กำลังเดินหมากรุกสู้กัน งั้นมนุษย์ที่เป็นเหมือนเบี้ย ถึงแม้จะเดินไปข้างหน้าแล้วอาจจะโดนฝั่งตรงข้ามกิน คนเดินหมากก็รู้จุดนี้ดี แต่ทั้งความตั้งใจของคนเดินหมาก และกฎของกระดานหมากรุก ล้วนส่งเสริมให้เบี้ยเดินไปข้างหน้าทั้งนั้น"
"ยิ่งอยู่นอกหอคอยนานเท่าไหร่ พลังแฝงก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น เมื่อลำดับพรสวรรค์ตื่นขึ้นมา ก็จะยิ่งอยู่ในลำดับต้นๆ ไอเทมสถิตวิญญาณก็เหมือนกัน ยิ่งนานประสิทธิภาพก็ยิ่งเว่อร์วัง ทั้งหมดนี้ล้วนพิสูจน์ให้เห็นว่า กฎเกณฑ์ต่างๆ กำลังสนับสนุนให้ผู้คนออกไปนอกหอคอย"
เซวียสือกับอวิ๋นชูรู้สึกว่ามีเหตุผลมาก
แต่ทั้งสองสบตากันแล้วก็ส่ายหน้า พวกเขายังคงไม่กล้าออกไปนอกหอคอยอยู่ดี และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาเข้ามาอยู่ในหน่วยสอบสวน
ไป๋อู้ไม่ได้สนใจท่าทีของทั้งสองคน เขาเริ่มตั้งตารอการออกไปนอกหอคอยครั้งต่อไปแล้ว
การออกไปนอกหอคอยมีข้อดีมากมาย อย่างเช่นการได้รับพลังแฝง
พลังชนิดนี้สามารถยกระดับความสามารถในการต่อสู้พื้นฐานได้อย่างมหาศาล ทั้งพละกำลัง สมรรถภาพร่างกาย ความเร็ว และอื่นๆ
การเลื่อนระดับพลังแฝง ไม่ได้พึ่งพาการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง แต่ต้องอาศัยการออกไปนอกหอคอย
ยิ่งใช้ชีวิตอยู่นอกหอคอยนานเท่าไหร่ อัตราการเพิ่มพูนของพลังแฝงก็จะยิ่งสูงขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือ... แค่ไปเปิดบอททิ้งไว้นอกหอคอย ก็เก่งขึ้นได้แล้ว
จนถึงตอนนี้ นักรบที่แข็งแกร่งที่สุดของกองกำลังสำรวจอย่างอู่จิ่ว เคยเอาชีวิตรอดเพียงลำพังในเขตสีน้ำเงินนอกหอคอยได้นานถึงยี่สิบสี่วัน
พลังแฝงของเขาพุ่งสูงถึงระดับแปดอันน่าสะพรึงกลัว เป็นเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเข้าปะทะกับผู้ร่วงหล่นที่มีภาวะกลายพันธุ์ระดับสูงได้ตรงๆ
แม้แต่กองกำลังรักษาการณ์ที่มักจะหยิ่งยโส ก็ยังเคยยื่นข้อเสนอทาบทามอู่จิ่วให้ไปเข้าร่วมอยู่หลายครั้ง
ไป๋อู้เองก็ปลุกพลังแฝงขึ้นมาแล้วเช่นกัน เป็นระดับหนึ่งขั้นสาม นี่คือเหตุผลที่ในท้ายที่สุด เขาสามารถกระชากกุญแจมือให้ขาดได้อย่างง่ายดาย และได้ยินเสียงของผู้ร่วงหล่นจากระยะไกลมากๆ ได้
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเติบโตของพลังแฝงนั้น ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เอาชีวิตรอดอยู่นอกหอคอยอย่างต่อเนื่องเป็นหลัก
พูดง่ายๆ ก็คือ การออกไปอยู่นอกหอคอยรวดเดียวสามชั่วโมง จะทำให้อัตราการเพิ่มพูนพลังสูงกว่าการออกไปสามครั้ง ครั้งละหนึ่งชั่วโมงอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ยิ่งอยู่ในเขตที่อันตรายมากเท่าไหร่ อัตราการเพิ่มพูนก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
ไป๋อู้ยังคงเคี้ยวอาหารอย่างตั้งใจ เขาเกลียดของไม่อร่อย แต่เขาเกลียดความอ่อนแอมากกว่า
หลิวหมู่เดินเข้ามา
"เอ๊ะ? หัวหน้าหลิว... ทำไมคุณถึงมาที่นี่ได้ล่ะคะ?"
อวิ๋นชูและเซวียสือรีบยืนขึ้นทันที ไป๋อู้ยังคงก้มหน้าก้มตากินอาหารต่อไป
"พวกเธอออกไปก่อน ฉันมีเรื่องจะคุยกับน้องชายคนนี้หน่อย"
"อ่า... ค่ะ/ครับ"
เซวียสือและอวิ๋นชูเดินออกไป หลิวหมู่นั่งลงบนเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ พลางพินิจพิจารณาไป๋อู้
ไป๋อู้เคี้ยวแล้วกลืนอาหารเสริมโภชนาการที่มีรสชาติดีกว่าปลาร้ากระป๋องสวีเดนแค่นิดเดียว หรือถ้าให้เทียบก็คงรสชาติประมาณทุเรียนต้มอย่างช้าๆ ในใจนอกจากจะบ่นว่าไม่อร่อยแล้ว เขาก็ไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจอะไร
เขาราวกับเป็นฉนวนกันอารมณ์เชิงลบ
"ก่อนหน้านี้นายเคยออกไปนอกหอคอยหรือเปล่า?"
ไป๋อู้กลืนอาหารช้าๆ ผ่านไปราวครึ่งนาที ถึงได้ตอบว่า:
"ฉันยินดีเข้าร่วมกับพวกนาย แต่ในเมื่อฉันคุ้นเคยกับคนในทีมนี้แล้ว ฉันก็จะไม่ไปอยู่ทีมของนาย ฉันอยากอยู่ที่นี่"
หลิวหมู่อึ้งไปสองวินาที บทสนทนามันข้ามขั้นจนเขาตั้งตัวไม่ทัน
เวลาไป๋อู้กินข้าวเขาจะกินช้ามาก และเวลาคุยกับอวิ๋นชูและเซวียสือเขาก็พูดช้าเช่นกัน
แต่พอเผชิญหน้ากับหลิวหมู่ เขากลับพูดด้วยความเร็วแสง รัวคำพูดออกมาราวกับปืนกล:
"เมื่อกี้มีคนสอบสวนฉันทั้งหมดสี่คน ถ้าหัวหน้าของพวกเขาสมองปกติ ก็ต้องรู้ตัวแน่ว่าการสอบสวนแบบนี้มันเสียเวลาเปล่า และตัวการสอบสวนเอง ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกนายไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของฉัน"
"การที่พวกนายไม่ได้กำจัดฉันทิ้ง หมายความว่าพวกนายไม่ใช่พวกเดียวกับคนที่โยนฉันออกไปนอกหอคอย"
"ในเมื่อไม่ใช่ศัตรู งั้นจากผลการสอบสวนเมื่อกี้ และการกระทำก่อนหน้านี้ของฉัน การที่กองกำลังสำรวจนอกหอคอยอยากจะทาบทามฉันก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล"
"แต่ปฏิกิริยาของอวิ๋นชูดูประหลาดใจมากที่นายมาที่นี่ แสดงว่าการปรากฏตัวของนายมันไม่สมเหตุสมผล เห็นได้ชัดว่านายไม่ใช่หัวหน้าทีมของพวกเขา"
หลิวหมู่อึ้งไปอีกรอบ
จังหวะนี้เอง ไป๋อู้ก็ปรายตามองข้อมือขวาของหลิวหมู่:
"ที่แท้โล่ของนายก็พังนี่เอง ไอเทมสถิตวิญญาณก็สามารถพังได้เหมือนกัน ดูท่าผู้ร่วงหล่นที่นายสู้ด้วย คงจะแข็งแกร่งกว่าตัวที่ฉันเจอซะอีก"
จู่ๆ หลิวหมู่ก็นึกไม่ออกว่าตัวเองตั้งใจจะมาถามอะไรกันแน่? ทำไมสิทธิ์ในการควบคุมบทสนทนาถึงตกไปอยู่ที่อีกฝ่ายได้ในพริบตาเดียวล่ะ?
แต่เขาก็ทำได้แค่เก็บความตั้งใจที่เรียกว่าการสอบสวนเอาไว้ก่อน แล้วถามว่า:
"นายรู้ได้ยังไงว่าฉันใช้โล่?"
"นักฆ่าที่ฉันเจอตอนอยู่นอกหอคอย หัวโดนกรงเล็บแทงทะลุ ผู้ร่วงหล่นคงไม่ได้มีแค่วิธีโจมตีแบบเดียวแน่ แต่พอจะเดาได้ว่าพวกมันจะเลือกโจมตีจุดตาย ใต้กระดูกข้อมือของนายลงมาสามเซนติเมตรมีรอยแผลเป็นอยู่"
"แล้วไงล่ะ?"
"ในเมื่อเป็นถึงหัวหน้าทีมของกองกำลังสำรวจนอกหอคอย พลังแฝงก็ย่อมไม่ธรรมดา ความสามารถในการฟื้นฟูร่างกายเหนือกว่าคนปกติ ใครในหอคอยจะสามารถฝากรอยแผลเป็นไว้บนมือนายได้? แถมยังไม่มีเหตุผลที่ต้องทำแบบนั้นด้วย"
"ข้อต่อข้อมือของคนปกติจะนูนขึ้นมา แต่ของนายกลับบุ๋มลงไป คนที่ใช้โล่ จุดรับน้ำหนักก็คือข้อต่อข้อมือ การใช้โล่รับแรงกระแทกมหาศาลมานานหลายปี ก็จะทำให้เกิดลักษณะแบบนี้"
"ใช้โล่แต่กลับโดนฝากรอยแผลเป็นไว้ได้ แสดงว่าโล่แตก ไอเทมสถิตวิญญาณถูกทำลายได้ ย่อมไม่ใช่ฝีมือของผู้ร่วงหล่นธรรมดาๆ แน่ นอกจากนี้ ตอนที่ยกโล่ขึ้นมาบังหน้า กรงเล็บของผู้ร่วงหล่นก็จะโจมตีโดนจุดที่ต่ำกว่าข้อมือลงมาสามเซนติเมตรพอดี"
ไอเทมสถิตวิญญาณ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไป๋อู้คิดว่าน่าสนใจ
มนุษย์ที่เอาชีวิตรอดนอกหอคอย สามารถได้รับลำดับพรสวรรค์และพลังแฝง และสิ่งของที่แนบติดกับร่างกายก็สามารถเกิดการกลายพันธุ์ได้เช่นกัน
หลายปีก่อน มีกวีเอกคนหนึ่งบนหอคอยชั้นที่สาม เพราะถูกเศรษฐินีทิ้งด้วยข้อหาว่า 'เล็กเกินไป' เลยคิดสั้นอยากฆ่าตัวตาย ใส่กางเกงในลายดอกไม้ตัวเดียววิ่งออกไปนอกหอคอย ผลปรากฏว่าตอนที่กองกำลังสำรวจไปช่วยกลับมา เขากลับยังมีชีวิตอยู่
ไม่เพียงแต่คนจะยังมีชีวิตอยู่... กางเกงในลายดอกไม้ตัวนั้นดันมีสรรพคุณโด๊ปพลังชายขึ้นมาด้วย ว่ากันว่าใส่แล้วจะเพิ่มความยาวของตรงนั้นได้ ทำเอาช่วงหนึ่งมันถูกปั่นราคาซะสูงลิ่ว
นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่าไอเทมสถิตวิญญาณ แต่จะเป็นได้เฉพาะของที่ใส่ติดตัวเท่านั้น และกฎเกณฑ์ในการสถิตวิญญาณก็ขึ้นอยู่กับดวงล้วนๆ
ไป๋อู้ไม่ได้สนใจหลิวหมู่อีก เขาเริ่มวางแผนแล้วว่าการออกไปนอกหอคอยครั้งหน้า ควรจะพกอะไรติดตัวไปด้วยดี
ตอนนี้หลิวหมู่สนใจอยู่แค่สองเรื่องเท่านั้น
คนเก่งระดับนี้ ไปอยู่ชั้นล่างสุดได้ยังไง? แล้วอีกอย่าง จะดึงตัวเขาไปอยู่ทีมสิบสามได้ยังไง?
"จริงสิ ฉันต้องการตารางธาตุลำดับพรสวรรค์แบบสมบูรณ์ ถ้านายช่วยหามาให้ฉันได้ บางทีฉันอาจจะ..."
ฉันก็ยังจะปฏิเสธนายอยู่ดี ประโยคนี้เขาไม่ได้พูดออกไป
ความจริงตั้งแต่แรก ไป๋อู้ก็รู้ความลับบางอย่างของคนพวกนี้ไปแล้ว
เพราะเขาสามารถมองเห็นกล่องข้อความสุดกวนได้นั่นเอง
และตารางธาตุลำดับพรสวรรค์ที่อวิ๋นชูให้มาก่อนหน้านี้ มันไม่สมบูรณ์
ถ้าบอกว่าพลังแฝงคือความสามารถในการต่อสู้พื้นฐานอย่างพละกำลังและความเร็ว งั้นลำดับพรสวรรค์ก็คือพลังพิเศษที่แข็งแกร่งนั่นเอง
ไป๋อู้สงสัยว่า หมายเหตุที่ตัวเองมองเห็นได้ ต้องไม่ใช่แพ็กเกจของขวัญสำหรับมือใหม่ทะลุมิติหรือระบบอะไรเทือกนั้นแน่ แต่มันต้องเป็นลำดับพรสวรรค์บางอย่าง ลางสังหรณ์นี้รุนแรงมาก
"ตารางลำดับสมบูรณ์งั้นเหรอ? นายจะเอามันไปทำไม?"
หลิวหมู่ไม่รู้ว่าไป๋อู้จะเอาไปทำอะไร
ลำดับพรสวรรค์มีทั้งหมดหนึ่งพันยี่สิบสี่ชนิด
ยิ่งลำดับอยู่ด้านบน ก็ยิ่งหายากและแข็งแกร่ง คนส่วนใหญ่มักจะอยู่ในช่วงลำดับหนึ่งพันถึงเจ็ดร้อย
มีอัจฉริยะเพียงหยิบมือเท่านั้นที่จะอยู่ในช่วงลำดับห้าร้อยถึงหกร้อย คนแบบนี้ถ้าอยู่ในกองกำลังสำรวจ ก็ถือเป็นระดับหัวกะทิแล้ว
ส่วนพวกลำดับห้าร้อยขึ้นไป อย่างเช่นอู่จิ่วและหลิวหมู่ ก็คือสมาชิกระดับไพ่ตายของทั้งกองกำลัง แน่นอนว่าก็มีคนแบบหัวหน้าทีมที่ 1 ที่เก่งกาจได้ด้วยการพึ่งพาแค่พลังแฝงที่แข็งแกร่ง โดยไม่ต้องมีลำดับพรสวรรค์เลยเช่นกัน
สรุปก็คือ เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา ตารางธาตุลำดับพรสวรรค์ส่วนใหญ่ มักจะซ่อนลำดับต้นๆ เอาไว้ เพราะถึงยังไง... ก็ไม่เคยมีใครปลุกมันขึ้นมาได้อยู่ดี
ก่อนหน้านี้ไป๋อู้กวาดสายตาดูรอบหนึ่งแล้ว แต่ไม่พบลำดับพรสวรรค์ที่ตรงกับความสามารถของตัวเองเลย จึงเดาว่า หรือลำดับพรสวรรค์ของเขาจะอยู่ด้านบนๆ กันนะ?
ไม่ว่าจะเป็นชีวิตจริงหรือในเกม ก็ต้องรู้จุดแข็งของตัวเองให้แน่ชัดก่อน
"ตกลง เดี๋ยวฉันไปเอามาให้ นายรอเดี๋ยวนะ"
(จบบท)