- หน้าแรก
- นิ้วทองคำหลอกลวงฉันในตอนแรก และนางฟ้าก็ช่วยฉันหนีไป
- บทที่ 29 ต้องเป็นปัญหาที่ยาเสริมแกร่งเส้นชีพจรอย่างแน่นอน
บทที่ 29 ต้องเป็นปัญหาที่ยาเสริมแกร่งเส้นชีพจรอย่างแน่นอน
บทที่ 29 ต้องเป็นปัญหาที่ยาเสริมแกร่งเส้นชีพจรอย่างแน่นอน
บทที่ 29 ต้องเป็นปัญหาที่ยาเสริมแกร่งเส้นชีพจรอย่างแน่นอน
“ลูกศิษย์หรือ ลูกศิษย์ของใครกัน” เซียวหยุนเอ่ยถามด้วยความฉงน
จากนั้นเขาจึงเริ่มนึกขึ้นได้ “ท่านกำลังหมายถึงท่านหลงจู๊อย่างนั้นหรือ”
หวังอวี่จิบน้ำชาคำหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ก็ต้องเป็นอาวุโสซุนอยู่แล้วจะเป็นใครไปได้อีกล่ะ หลจู๊ซุนน่ะเป็นถึงนักปรุงยากลั่นโอสถระดับสามเชียวนะ”
เซียวหยุนพลันตระหนักได้ทันทีว่าคนเหล่านี้ต่างมองว่าเขาเป็นคู่แข่ง
ทว่าสิ่งที่พวกเขาไม่ล่วงรู้ก็คือ ซุนลี่อาจจะมีระดับที่สูงส่งกว่านักปรุงยาระดับสามเสียด้วยซ้ำ
“พี่หวัง ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่เห็นรู้เรื่องที่อาวุโสซุนจะรับลูกศิษย์เลยสักนิด”
“ข้ามาที่นี่เพราะมีเรื่องขอความช่วยเหลือจากอาวุโสซุน โดยมีค่าตอบแทนคือการทำหน้าที่เป็นนักปรุงยาให้แก่หอโอสถแห่งนี้เป็นระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นเอง”
เซียวหยุนอธิบายให้หวังอวี่ฟัง แม้ว่าความจริงแล้วเขาไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นก็ได้
แต่การพูดคุยให้ชัดเจนย่อมดีกว่า เพื่อป้องกันไม่ให้คนเหล่านี้มาก่อความวุ่นวายที่น่ารำคาญใจเพียงเพราะเรื่องการแข่งขันแย่งชิงกัน
หลังจากได้รับรู้สถานการณ์ของเซียวหยุนแล้ว ทั้งสองก็สนทนากันต่ออีกครู่หนึ่ง จากนั้นหวังอวี่จึงกล่าวลาและขอตัวจากไป
เมื่อหวังอวี่กลับไปแล้ว เซียวหยุนก็นำสูตรยาออกมาเริ่มทำการวิเคราะห์
ใช้เวลาไม่นานการวิเคราะห์ก็เสร็จสิ้น ความยากในการกลั่นโอสถหลอมชีพจรนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าโอสถบำรุงวิญญาณเลยแม้แต่น้อย
เดิมทีเขาตั้งใจจะไปดูที่ห้องกลั่นโอสถเสียหน่อย แต่เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้วจึงเปลี่ยนใจ เขาตัดสินใจว่าจะบำเพ็ญเพียรก่อนแล้วค่อยไปที่นั่นในวันพรุ่งนี้
วันรุ่งขึ้น
หลังจากเสร็จสิ้นการบำเพ็ญเพียร เซียวหยุนรีบจัดการดูแลความเรียบร้อยของตนเองอย่างรวดเร็วแล้วมุ่งหน้าไปยังห้องกลั่นโอสถของเขา
ที่บริเวณทางเข้า เขาได้พบกับนักปรุงยาระดับสองจากเมื่อวานที่มีนามว่าจางโป
บางทีหวังอวี่อาจจะบอกเล่าเรื่องราวของเซียวหยุนให้เขาฟังแล้ว เพราะเมื่อเขาเห็นเซียวหยุนเขาก็ส่งยิ้มให้
ซึ่งช่างแตกต่างจากท่าทีเมินเฉยเมื่อวานนี้อย่างสิ้นเชิง
เซียวหยุนพยักหน้าตอบรับเช่นกัน จากนั้นแต่ละคนก็แยกย้ายเข้าไปยังห้องกลั่นโอสถของตน
ห้องกลั่นโอสถแห่งนี้มีขนาดเล็กกว่าห้องกลั่นโอสถบนยอดเขาปี้หลิงมากนัก โดยมีขนาดเพียงประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้น
ใกล้กับประตูทางเข้ามีชั้นวางของซึ่งมีวัตถุดิบสำหรับการปรุงยาวางไว้อยู่
เซียวหยุนก้าวเข้าไปตรวจสอบ พบว่ามีวัตถุดิบทั้งหมดหกชุด แบ่งเป็นสำหรับโอสถรวบรวมปราณสามชุด และที่เหลืออีกสามชุดสำหรับโอสถหลอมชีพจร
ดูเหมือนว่าโอสถรวบรวมปราณสามชุดนั้นจะเป็นโควตาที่ต้องกลั่นให้เสร็จในวันนี้
ส่วนท่านอาอาจารย์ซุนคงจะจงใจให้วัตถุดิบโอสถหลอมชีพจรแก่เขามาสามชุด เพราะคิดว่าเซียวหยุนคงต้องฝึกฝนเสียหน่อยในเมื่อเขาเพิ่งจะเริ่มหัดกลั่นโอสถชนิดนี้
เมื่อปิดประตูห้องกลั่นโอสถแล้ว เซียวหยุนก็เก็บวัตถุดิบโอสถรวบรวมปราณเข้าไว้ในแหวนมิติของเขาทันที
เขาไม่ได้วางแผนที่จะกลั่นโอสถรวบรวมปราณในวันนี้
เนื่องจากเขายังมีโอสถพวกนั้นเหลืออยู่อีกมากในแหวนมิติ แค่หยิบออกมาส่งงานในภายหลังก็เพียงพอแล้ว
เขาต้องการที่จะกลั่นโอสถหลอมชีพจรก่อน เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของตัวยา
เขานำวัตถุดิบโอสถหลอมชีพจรออกมาหนึ่งชุดและทำการจำแนกแต่ละชนิดอย่างระมัดระวัง
เขาจุดไฟขึ้น เพลิงวิญญาณใต้เตากลั่นโอสถเริ่มลุกโชน
เปลวไฟที่นี่ดูเหมือนจะมีอานุภาพด้อยกว่าเพลิงวิญญาณที่อยู่ภายในสำนักอยู่เล็กน้อย
ระหว่างรอให้เตากลั่นโอสถร้อนได้ที่ เขาก็วางวัตถุดิบชุดแรกลงไป
จากนั้นเขาจึงควบคุมอุณหภูมิของเพลิงวิญญาณอย่างแยบยล วัตถุดิบต่างๆ ค่อยๆ หลอมละลายภายในเตากลั่นโอสถ
เมื่อถึงเวลาที่สารสกัดจากตัวยาสมุนไพรชนิดแรกถูกสกัดออกมา เซียวหยุนก็เริ่มเกิดความคุ้นเคยกับเพลิงวิญญาณและเตากลั่นโอสถของที่นี่แล้ว
ลำดับต่อมา เขาทำการกลั่นวัตถุดิบอื่นๆ ตามสูตรยาอย่างเคร่งครัด
ท้ายที่สุดคือขั้นตอนการหลอมรวม การแยกเม็ดยา และการเก็บโอสถ
เขาวางเม็ดยาลงบนถาดเพื่อให้เย็นลง และมันก็เป็นความสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกอีกเช่นเคย
เซียวหยุนทบทวนกระบวนการปรุงยาในใจอย่างละเอียดและไม่พบปัญหาใหญ่ใดๆ
จะมีก็เพียงแค่การควบคุมจังหวะเวลาบางช่วงที่ต้องมีความแม่นยำมากกว่านี้เท่านั้น
หลังจากหยุดพักช่วงสั้นๆ เขาก็เริ่มกลั่นเตาที่สอง
หนึ่งชั่วโมงต่อมา โอสถทั้งสามเตาก็ถูกกลั่นจนเสร็จสิ้น
เซียวหยุนไม่ได้รีบร้อนที่จะออกไป เขาเคยสังเกตผู้อื่นกลั่นโอสถมาก่อน
การกลั่นโอสถระดับหนึ่งขั้นสูงหนึ่งเตานั้น ปกติจะต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมง
ทว่าโอสถทั้งสามเตาของเขา รวมเวลาพักเข้าไปด้วยแล้ว กลับใช้เวลาไปเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงเศษเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ในถ้ำเซียนปรุงยาของสำนัก เขาจะทำการกลั่นยาและบำเพ็ญเพียรโดยไม่ออกมาข้างนอก
ตราบใดที่ไม่มีสัมผัสเทวะของผู้ฝึกตนระดับสูงมาจดจ่ออยู่ที่ตัวเขา สิ่งผิดปกตินี้ก็ย่อมไม่มีทางถูกค้นพบ
แต่ตอนนี้เขาอยู่ภายนอกสำนัก การระมัดระวังตัวให้มากขึ้นย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่า
เขาควรจะทดสอบประสิทธิภาพของโอสถหลอมชีพจรภายในห้องกลั่นโอสถนี้เสียก่อน
เขาหลับตาลงรวบรวมสมาธิ ฟื้นฟูจิตใจจนกลับคืนสู่สภาวะสูงสุด
เซียวหยุนกลืนโอสถหลอมชีพจรลงไปหนึ่งเม็ด
กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งเริ่มก่อตัวขึ้นจากบริเวณท้องน้อยก่อนจะไหลพล่านไปยังทุกส่วนของร่างกาย
ในตอนแรกเซียวหยุนยังรู้สึกค่อนข้างรื่นรมย์กับมันอยู่บ้าง
แต่ทว่าหลังจากนั้น เส้นชีพจรทั่วทั้งร่างของเขากลับรู้สึกราวกับถูกมดนับล้านตัวรุมกัดกิน
มันทั้งชาและยิบยับไปหมด ความรู้สึกนั้นแผ่กระจายไปทั่วร่างกาย
ใบหน้าของเซียวหยุนบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ร่างกายสั่นกระตุกราวกับกำลังชัก
เวลาผ่านไปชั่วครู่ เหงื่อกาฬก็ไหลโซมจนเปียกโชกไปทั่วทั้งตัวของเซียวหยุน
ผ่านไปราวหนึ่งเค่อความรู้สึกนั้นจึงค่อยๆ ทุเลาลง และตามมาด้วยความรู้สึกอบอุ่นและสบายตัวอย่างถึงที่สุด
อย่างไรก็ตาม เสื้อผ้าและเส้นผมของเซียวหยุนที่ดูราวกับเพิ่งถูกฉุดขึ้นมาจากน้ำนั้น เป็นเครื่องยืนยันว่าความรู้สึกก่อนหน้านี้ไม่ใช่ภาพลวงตา
เขามนตร์พลังปราณเพื่อทำให้เสื้อผ้าและเส้นผมแห้งสนิท
เขายังนำยันต์ชำระล้างออกมาใช้ทำความสะอาดร่างกาย และนั่นทำให้เขารู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
แม้จะไม่ยากนึกย้อนไปถึงความรู้สึกเมื่อครู่ แต่เซียวหยุนก็ยังคงใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบภายในร่างกายและโคจรพลังปราณดูเล็กน้อย
ดูเหมือนว่าความเร็วในการโคจรพลังปราณจะเพิ่มขึ้นมาเศษเสี้ยวหนึ่ง
หากความแม่นยำในการตรวจจับของสัมผัสเทวะของเขาไม่สูงล้ำถึงเพียงนี้ เขาคงไม่มีทางสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นได้เลย
หลังจากคำนวณคร่าวๆ เขาก็พบว่าหากต้องการให้เส้นชีพจรบรรลุถึงสภาวะที่สามารถทนทานต่อการดัดแปลงอักขระของเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรได้
เขาจำเป็นต้องเสริมความแข็งแกร่งในระดับนี้ถึงหนึ่งร้อยห้าสิบครั้ง!
เซียวหยุนแทบอยากจะล้มเลิกความคิด ความรู้สึกราวกับมดหมื่นตัวกัดกินร่างกายถึงหนึ่งร้อยห้าสิบครั้ง เพียงแค่คิดก็น่าสยดสยองเกินบรรยายแล้ว!
แต่หลังจากความรู้สึกนั้นสิ้นสุดลง กลับไม่มีผลข้างเคียงใดๆ หลงเหลืออยู่เลย
ก่อนหน้านี้เขามัวแต่จดจ่ออยู่กับความเจ็บปวดจนไม่ได้ใช้สัมผัสเทวะเข้าไปสำรวจตรวจสอบ
“ข้าจะลองอีกครั้งหลังจากพักผ่อนแล้ว!” เซียวหยุนกล่าวอย่างกัดฟันสู้
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เซียวหยุนถือโอสถหลอมชีพจรไว้ในมือ ในใจเกิดการต่อสู้อย่างรุนแรง
ด้วยความเด็ดเดี่ยวเขากล้ำกลืนมันลงไป ครั้งนี้เขาฉลาดขึ้นโดยการลงไปนอนราบกับพื้นโดยตรง
เพราะอย่างไรเสียเขาก็คงไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ได้อยู่แล้ว!
ความรู้สึกชาและคันยุบยิบจู่โจมเขาอีกครั้ง เซียวหยุนใบหน้าบิดเบี้ยวพลางขบกรามแน่น
เขาส่งสัมผัสเทวะลึกลงไปในร่างกาย และพบว่าพลังของโอสถจะเข้าไปปกคลุมเส้นชีพจรก่อนเป็นอันดับแรก
จากนั้นมันจึงค่อยๆ ซึมซาบเข้าไปในเส้นชีพจร และในระหว่างกระบวนการนี้เองที่เส้นชีพจรจะเกิดอาการสั่นสะท้านอย่างต่อเนื่อง
นี่เองที่เป็นต้นเหตุของความรู้สึกชาและคันไปทั่วร่าง
จนกระทั่งพลังของโอสถถูกดูดซับโดยเส้นชีพจรจนหมดสิ้น เส้นชีพจรจึงจะหยุดสั่น
ในจุดนี้เองที่เส้นชีพจรจะเริ่มแข็งแกร่งขึ้นและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาเริ่มชินกับความรู้สึกนี้แล้ว หรือเป็นเพราะสมาธิทั้งหมดจดจ่ออยู่ที่เส้นชีพจรกันแน่
เซียวหยุนรู้สึกว่ามันดูเหมือนจะไม่ยากลำบากที่จะอดทนเท่าใดนัก โดยเฉพาะความรู้สึกสบายที่ตามมาหลังจากจบสิ้นการดูดซับ
นี่คือสิ่งที่เรียกว่าลำบากก่อนสบายในภายหลังใช่หรือไม่
ให้ตายเถอะ นี่ข้าเป็นพวกชอบความเจ็บปวดไปแล้วหรืออย่างไร ถึงได้รู้สึกดีจากการถูกทรมานแบบนี้!
เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด!
มันต้องเป็นปัญหาที่ยาเสริมแกร่งเส้นชีพจรอย่างแน่นอน! ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ!
...
เวลาล่วงเลยไปมากกว่าหนึ่งเดือน
ภายในห้องกลั่นโอสถ เซียวหยุนอยู่ในสภาพเปียกโชกไปทั้งตัวอีกครั้ง ไม่ใช่สิ เป็นสภาพหลังจากกินโอสถหลอมชีพจรเข้าไปอีกครั้งต่างหาก
ไม่ว่าเขาจะผ่านประสบการณ์นี้มาแล้วกี่ครั้ง หรือจะเคยชินกับความรู้สึกนี้เพียงใดก็ตาม
เขาก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลลัพธ์ที่เหงื่อไหลโชกจนท่วมตัวได้เลย
สุดท้ายเซียวหยุนก็ถึงกับไม่แยแสที่จะทำให้เสื้อผ้าแห้ง เขาจะจัดการกับมันหลังจากกินเม็ดสุดท้ายเสร็จสิ้น!
นี่คือโอสถหลอมชีพจรเม็ดที่หนึ่งร้อยหกสิบห้าที่เซียวหยุนกลืนลงไปแล้ว
ซึ่งนี่เป็นจำนวนที่เกินมาจากหนึ่งร้อยห้าสิบเม็ดตามที่เคยคำนวณไว้
เซียวหยุนพลันเกิดความคิดขึ้นมาว่า ลองกินเพิ่มอีกสักหน่อยเพื่อดูว่าจะสามารถเสริมความแข็งแกร่งต่อไปได้อีกหรือไม่
และเมื่อได้ลองดูแล้ว ปรากฏว่ามันยังสามารถพัฒนาต่อไปได้จริงๆ!
เซียวหยุนจึงตัดสินใจที่จะยกระดับมันให้ถึงขีดสุดเสียก่อน
จนกระทั่งในครั้งนี้ หลังจากที่ฤทธิ์ยาหมดสิ้นลง เซียวหยุนก็พบว่ามันได้มาถึงจุดสูงสุดแล้ว
เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเปรมปรีดิ์ ในที่สุดเขาก็ไม่ต้องทนรับกับความรู้สึกนั้นอีกต่อไป
เขารีบจัดการทำความสะอาดสิ่งสกปรกบนร่างกายอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงฟื้นฟูสภาพจิตใจให้กลับคืนมา
ช่วงเวลาที่เขารอคอยมาแสนนานกำลังจะมาถึงแล้ว
เขาต้องการจะทดสอบดูว่าเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรที่เขาได้อนุมานขึ้นมานั้น จะสามารถใช้งานได้จริงตามที่เขาจินตนาการไว้หรือไม่!