- หน้าแรก
- นิ้วทองคำหลอกลวงฉันในตอนแรก และนางฟ้าก็ช่วยฉันหนีไป
- บทที่ 27 ความยากลำบากในการปรับปรุงวิชาบ่มเพาะ
บทที่ 27 ความยากลำบากในการปรับปรุงวิชาบ่มเพาะ
บทที่ 27 ความยากลำบากในการปรับปรุงวิชาบ่มเพาะ
บทที่ 27 ความยากลำบากในการปรับปรุงวิชาบ่มเพาะ
เขาเริ่มลงมือทำในทันที โดยจำลองรูปแบบค่ายกลที่ปรับปรุงใหม่ขึ้นในห้วงความคิดแล้วจึงเริ่มการทำงาน หลังจากผ่านไปหนึ่งเค่อ การจำลองก็ประสบความสำเร็จ เขาจึงดำเนินการปรับเปลี่ยนลวดลายค่ายกลลงบนแผ่นหยก
เซียวหยุนไม่กล้าฉีดพลังปราณเข้าไปโดยตรง เขาเริ่มทดสอบการทำงานด้วยหินวิญญาณก่อนเป็นอันดับแรก การดำเนินงานไม่มีปัญหาประการใด แต่การส่งพลังปราณทั้งห้าธาตุออกมาพร้อมกันนั้น ส่งผลให้พลังปราณที่ได้รับจากหินวิญญาณดูจะน้อยเกินไปเล็กน้อย
เขาหยุดการทำงานของค่ายกล จากนั้นจึงฉีดพลังปราณของตนเองเข้าไป โดยใช้สัมผัสวิญญาณจับจ้องไปที่ค่ายกลอย่างเหนียวแน่น หากเกิดข้อผิดพลาดประการใดขึ้นมา แม้จะไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ย่อมเป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างแน่นอน ด้วยแรงขับเคลื่อนจากพลังปราณ ค่ายกลก็เริ่มทำงาน พลังปราณห้าสี อันได้แก่ ทอง ไม้ น้ำ ไฟ และดิน ปรากฏขึ้นพร้อมกันภายในค่ายกล
เมื่อเห็นดังนั้น เซียวหยุนก็หยุดการส่งพลังปราณในทันที จากนั้นเขาจึงรีบวิเคราะห์วิชาบ่มเพาะไม่กี่วิชาที่เขาแลกเปลี่ยนมาจากสำนักภายในจิตใจ สิ่งแรกที่เขาทำหลังจากการวิเคราะห์คือการค้นหาอักขระแกนกลางของวิชาบ่มเพาะธาตุเดี่ยวสองวิชา อักขระแกนกลางของวิชาบ่มเพาะทั้งสองนี้ต้องใช้เก้าอักขระในการสร้างขึ้นมาเช่นกัน แต่อักขระที่ใช้ในการเปลี่ยนถ่ายนั้นเป็นอักขระที่เหมือนกันทั้งห้าตัว
“ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้วว่าเหตุใดผู้บ่มเพาะธาตุเดี่ยวจึงบ่มเพาะได้รวดเร็วกว่า” เซียวหยุนพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหันไปมองในทิศทางของค่ายกลห้าธาตุย่อส่วน “ถ้าอย่างนั้น วิชาบ่มเพาะของข้าจะสามารถ...”
เขาเริ่มจำลองมันในความคิดอีกครั้ง ครั้งนี้การจำลองใช้เวลานานขึ้น และกว่าที่เซียวหยุนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็ล่วงเข้าสู่ที่วันถัดไปเสียแล้ว ครั้งนี้เขาไม่เพียงแต่แทนที่อักขระเปลี่ยนถ่ายในแกนกลางของวิชาบ่มเพาะด้วยอักขระที่สามารถเปลี่ยนถ่ายห้าคุณลักษณะได้พร้อมกันเท่านั้น เขายังจำลองผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองหากเขาดำเนินการเช่นนี้ภายในจุดตันเถียนอีกด้วย
ตามผลของการจำลอง หากเซียวหยุนแทนที่อักขระเหล่านั้น ในท้ายที่สุดเขาจะสามารถมีอักขระเปลี่ยนถ่ายห้าธาตุคงอยู่ได้เพียงสามตัวพร้อมกันเท่านั้น เมื่อเริ่มสร้างตัวที่สี่ เส้นชีพจรของเขาจะไม่สามารถทนต่อแรงกระแทกของพลังปราณจนได้รับความเสียหาย
เขาจะต้องเสริมสร้างเส้นชีพจรให้แข็งแกร่งขึ้น เซียวหยุนนึกถึงตัวยาหลายชนิดที่สามารถเสริมสร้างเส้นชีพจรได้ ยาเม็ดหล่อชีพจรและยาเม็ดชำระไขกระดูกล้วนสามารถทำให้เส้นชีพจรแข็งแกร่งขึ้นได้ ส่วนยาเม็ดคุ้มชีพจรนั้นสามารถปกป้องเส้นชีพจรได้เพียงชั่วคราว เมื่อฤทธิ์ยาหมดลงพวกมันก็จะกลับคืนสู่สภาพเดิม อย่างไรก็ตาม เซียวหยุนไม่มีสูตรปรุงยาสำหรับยาเม็ดเหล่านี้เลย
เซียวหยุนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้เรียนรู้สูตรปรุงยาให้มากกว่านี้ตอนที่อยู่บนยอดเขาปี้หลิง เมื่อนึกถึงยอดเขาปี้หลิงเขาก็นึกถึงเหยาหลู่หมิง เขาได้ส่งข้อความหานางตอนที่ออกจากสำนัก ในตอนนั้นนางไม่ได้ตอบกลับมา จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ขณะที่เขาอยู่ในเทือกเขาชิงหยุน เขาจึงได้รับข้อความจากนางว่านางได้บรรลุขอบเขตกลั่นปราณระดับที่เจ็ดแล้ว
อันดับแรกเขาส่งข้อความถึงเหยาหลู่หมิงเพื่อขอให้นางช่วยหาสูตรปรุงยาให้ จากนั้นเซียวหยุนจึงออกไปสำรวจว่ามีตัวยาประเภทดังกล่าววางขายในเมืองชิงหยุนบ้างหรือไม่ เมื่อเขาเดินผ่านห้องโถงชั้นล่าง พบว่ามีผู้บ่มเพาะจำนวนมากกำลังดื่มสุราและสนทนากันอยู่อย่างคึกคัก
“พวกเจ้าได้ยินหรือไม่ ช่วงนี้มีสัตว์อสูรในภูเขามากกว่าเมื่อก่อนมากนัก”
“แน่นอนว่าข้าย่อมเคยได้ยิน สหายของข้าคนหนึ่งเจอสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นกลางแม้แต่ในเขตชายป่าด้านนอกสุดด้วยซ้ำ”
“สหายหลายคนที่เข้าไปในภูเขาต่างล่าวัสดุและเนื้อสัตว์อสูรได้มากมาย จนทำกำไรได้ไม่น้อยเลยทีเดียว”
“มันไม่น่าจะเป็นฝูงสัตว์อสูร...”
เซียวหยุนไม่ได้หยุดฟังต่อ ไม่ว่าจะมีสัตว์อสูรมากมายเพียงใด เขาก็ยังไม่อยากล่าพวกมันในเวลานี้ สิ่งที่เขาคิดอยู่คือจะเสริมสร้างเส้นชีพจรและปรับปรุงวิชาบ่มเพาะให้เร็วขึ้นได้อย่างไร แต่สิ่งต่างๆ กลับไม่เป็นไปตามที่หวัง เซียวหยุนค้นหาตามร้านขายยาและร้านขายวิชาบ่มเพาะหลายแห่ง แต่ไม่มีร้านใดขายยาสำหรับเสริมสร้างเส้นชีพจร และไม่มีแม้แต่เงาของสูตรปรุงยาเลย
เซียวหยุนยังไม่ลดละความพยายาม เขาเดินไปยังย่านแผงลอยเพื่อค้นหาต่อ เขาหาจนกระทั่งค่ำมืดแต่ก็ไม่พบสิ่งใด จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกลับไปยังโรงเตี๊ยมเพื่อรอจนถึงวันพรุ่งนี้ หากท้ายที่สุดแล้วยังคงล้มเหลว เขาก็ยังมีเหยาหลู่หมิงที่ช่วยค้นหาอยู่ที่สำนัก
วันต่อมา จนกระทั่งถึงเวลาเที่ยงวัน เขาจึงได้รับข้อความจากเหยาหลู่หมิงว่าพบคูตรปรุงยาแล้ว อย่างไรก็ตาม กฎของสำนักระบุไว้ว่าสูตรปรุงยาสามารถแลกเปลี่ยนได้ด้วยตนเองเท่านั้นและสั่งห้ามมิให้แอบถ่ายทอดให้แก่กันเป็นการส่วนตัว เซียวหยุนรู้สึกมืดแปดด้าน เขาไม่อยากกลับไปยังสำนักในเวลานี้ เพราะเขาเพิ่งออกมาได้เพียงเดือนเศษและการฝึกฝนก็เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น หากเขากลับไปยังสำนัก การเดินทางไปกลับจะใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน ซึ่งถือเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
เซียวหยุนตัดสินใจว่าจะลองไปสอบถามที่แหล่งขายข้อมูลก่อน หากยังคงไม่มีอะไรคืบหน้า เขาคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกลับไปยังสำนักสักรอบ เมื่อไปถึงสถานที่ขายข้อมูล ซึ่งตั้งอยู่ภายในโรงน้ำชา ขอเพียงสั่งน้ำชาเฉพาะเจาะจงหนึ่งกา เมื่อถึงคิวที่จะซื้อข้อมูล พนักงานจะนำทางแขกไปยังห้องลับด้านหลัง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เซียวหยุนมาซื้อข้อมูล
เขาสั่งน้ำชาหนึ่งกาแล้วนั่งรอ ภายในโรงน้ำชามีคนอยู่มาก และบทสนทนาส่วนใหญ่ก็วนเวียนอยู่กับเรื่องสัตว์อสูร บางคนกำลังเชิญชวนเข้าทีมเพื่อล่าสัตว์อสูร ในขณะที่บางคนกำลังนัดแนะเพื่อเก็บรวบรวมวัสดุ บางคนเพิ่งกลับมาจากเทือกเขาและกำลังแบ่งปันประสบการณ์ให้ผู้อื่นฟัง เซียวหยุนฟังอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ไม่ได้ยินข้อมูลที่มีประโยชน์ใดๆ
หลังจากรออยู่ครึ่งชัวยาม ก็ถึงคิวของเซียวหยุน เขาเดินไปยังโต๊ะข้อมูล จ่ายหินวิญญาณระดับต่ำห้าร้อยก้อนเพื่อแลกกับข้อมูลชิ้นหนึ่ง ซึ่งระบุว่าควรจะมีสูตรปรุงยาเม็ดหล่อชีพจรอยู่ในคลังเก็บของของเมืองชิงหยุน โดยมีบันทึกว่าเคยมีผู้ซื้อสูตรปรุงยานี้จากผู้ดูแลเมืองชิงหยุนเมื่อสามร้อยปีก่อน
เซียวหยุนรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย หากมันอยู่ในคลังเก็บของ เขาจะเอามาได้อย่างไร ทางที่ดีที่สุดคือการซื้อมาโดยตรง แต่ปัญหาคือเขาไม่รู้ว่าจะต้องซื้อจากผู้ใด เขาจึงจ่ายหินวิญญาณอีกสามร้อยก้อนเพื่อซื้อช่องทางข้อมูลที่อาจเป็นประโยชน์ จากนั้นเซียวหยุนจึงเดินออกมาจากแหล่งขายข้อมูล
ขณะเดินอยู่บนท้องถนนของเมืองชิงหยุน ทุกคนบนถนนต่างมุ่งหน้าไปยังเทือกเขาชิงหยุน บางคนไปตัวคนเดียว บางคนไปเป็นกลุ่ม บางคนถืออาวุธวิเศษ บางคนก็ไม่มี อาจเป็นเพราะพวกเขาไม่มีหรือเก็บไว้ในอุปกรณ์จัดเก็บสิ่งของ เมื่อฟังบทสนทนาของพวกเขา ส่วนใหญ่ล้วนตั้งใจจะไปล่าสัตว์อสูร
เซียวหยุนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว การเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันของจำนวนสัตว์อสูรในเขตชั้นนอกของเทือกเขาชิงหยุนทำให้เขาสงสัยว่าอาจมีปัญหาเกิดขึ้น เขาจึงเดินย้อนกลับไปยังแหล่งขายข้อมูลอีกครั้งเพื่อสอบถามเรื่องการเพิ่มขึ้นของสัตว์อสูรในเทือกเขาชิงหยุน
“แขกท่านนี้มีเรื่องใดจะสอบถามเพิ่มเติมอีกหรือไม่” พนักงานต้อนรับเห็นเซียวหยุนกลับมาหลังจากออกไปได้ไม่นานจึงเอ่ยถามขึ้น
“เรื่องสัตว์อสูรที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันในเทือกเขาชิงหยุน มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ราคาเท่าไหร่” เซียวหยุนถาม
“สำหรับการขยายตัวของพื้นที่ที่สัตว์อสูรปรากฏกายทุกๆ หนึ่งร้อยลี้ ราคาหนึ่งพันหินวิญญาณระดับต่ำ สำหรับพื้นที่เติบโตโดยประมาณของตัวยาวิญญาณและพืชวิญญาณ ราคาอย่างละสองร้อยหินวิญญาณระดับต่ำ จำกัดเฉพาะในเขตชั้นนอกเท่านั้น” พนักงานต้อนรับร่ายรายการราคาออกมาเป็นชุด
“สาเหตุของการเพิ่มขึ้นของสัตว์อสูรอย่างกะทันหันคืออะไร มันจะกลายเป็นฝูงสัตว์อสูรคลั่งหรือไม่” เซียวหยุนไม่ต้องการข้อมูลเรื่องขอบเขตของสัตว์อสูรหรือตัวยาวิญญาณ เขาจึงถามต่อในสิ่งที่เขาสงสัย
“ขออภัยด้วยท่านแขก ตอนนี้เรายังไม่มีข้อมูลในส่วนนั้น” พนักงานต้อนรับตอบกลับมาโดยไม่ลังเล
เซียวหยุนเดินออกมาด้วยความผิดหวังเล็กน้อย ตามหลักเหตุผลแล้ว ฝูงสัตว์อสูรคลั่งครั้งล่าสุดเพิ่งจะสิ้นสุดไปเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นอีกครั้งในตอนนี้จึงมีไม่มากนัก แต่การไม่รู้ความจริงที่แน่นอนมักทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ หรือเขาควรจะหนีไปก่อนดี ถือโอกาสนี้กลับไปยังสำนักเพื่อนำสูตรปรุงยามา แล้วค่อยกลับมาใหม่หลังจากตรวจสอบสถานการณ์เรียบร้อยแล้ว
เซียวหยุนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ยังไม่ได้กลับไปยังสำนักโดยตรง เขาเดินตามข้อมูลที่ซื้อมาจนมาถึงหน้าประตูร้านแห่งหนึ่ง ตัวอักษรขนาดใหญ่สี่ตัวบนป้ายร้านที่เขียนว่า หอโอสถชิงหยุน บ่งบอกว่าเจ้าของร้านแห่งนี้ก็คือผู้ดูแลเมืองชิงหยุนนั่นเอง
อันที่จริงเซียวหยุนเคยมาเยือนร้านนี้มาก่อนเพื่อสอบถามเกี่ยวกับยาเม็ดหล่อชีพจร เพียงแต่เขายังไม่ได้สอบถามเกี่ยวกับสูตรปรุงยาที่นี่ เมื่อเดินเข้าไปในร้าน พนักงานต้อนรับที่ประตูยังคงเป็นคนเดิมกับเมื่อตอนเช้า เมื่อเห็นเซียวหยุนเขาก็เดินเข้ามาทักทาย
“สหาย ท่านมาอีกแล้ว ครั้งนี้ต้องการสิ่งใดหรือ ท่านพบยาเม็ดหล่อชีพจรแล้วหรือยัง”