- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นตัวร้ายในนิยายน้ำเน่า ผมต้องเอาตัวรอดในร่างโลลิสายโหด
- บทที่ 13: พูดใหม่อีกทีซิ!
บทที่ 13: พูดใหม่อีกทีซิ!
บทที่ 13: พูดใหม่อีกทีซิ!
【โฮสต์ คุณไปคว้าตุ๊กตาทองคำออสการ์มานอนกอดได้สบายๆ เลยนะเนี่ย ทักษะการแสดงของคุณมันยอดเยี่ยมไร้ที่ติจริงๆ ถ้าผมเป็นนางเอก โดนคุณจ้องมองด้วยสายตาแบบนั้น ผมคงขนลุกซู่ไปทั้งตัวแล้วล่ะ มันหลอนเกินไปแล้ว!】
"นายไม่เข้าใจหรอกน่า การแสดงออกด้วยท่าทีแบบนี้นี่แหละ คือสัญญาณเตือนก่อนเข้าสู่โหมดมืดหม่นอย่างแท้จริง การจะกอบโกยแต้มอารมณ์จากซูเถาได้อย่างต่อเนื่อง และเดินหน้าแผนการขั้นต่อไปได้ ฉันต้องทำให้เธอรู้สึกว้าวุ่นใจ และเอาแต่คิดถึงฉันอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น"
【ผมล่ะแทบจะอดใจรอไม่ไหวแล้ว อยากจะเห็นโฮสต์ปั่นหัวนางเอกให้ป่วนไปหมดเร็วๆ จัง เมื่อไหร่จะลงมือสักทีล่ะครับ? เมื่อไหร่จะลงมือ!】
"นายก็เป็นแค่ระบบพังๆ ตัวนึง จะมารีบร้อนอะไรนักหนาเนี่ย?"
【ก็เรามันพวกตัวร้ายเหมือนกันนี่นา! เป็นตัวร้ายก็ต้องทำตัวให้สมกับเป็นตัวร้ายสิครับ ถ้าผมไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของคุณมาก่อนล่ะก็ โฮสต์... ผมคงคิดว่าคุณเป็นยันเดเระโรคจิตไปแล้วจริงๆ นะเนี่ย】
ฉือเสี่ยวเฉิงเดินคอตกฝ่าวงล้อมของผู้คนออกมาด้วยท่าทีสิ้นหวัง บรรดาไทยมุงต่างก็แหวกทางให้เธอเดินออกไปโดยสัญชาตญาณ
ในเวลานี้ เธอเอาแต่ก้มหน้างุด เดินหลังค่อม ปล่อยให้เส้นผมสีชาปรกใบหน้า ดูอมทุกข์และน่าเวทนาเป็นที่สุด
ทว่าความเป็นจริงแล้ว ภายในใจของเธอกำลังต่อล้อต่อเถียงกับระบบอย่างออกรสออกชาติ
ในขณะเดียวกัน ฉือเสี่ยวเฉิงก็ค้นพบว่า สถานะของเจ้าของร่างเดิมในมหาวิทยาลัยแห่งนี้นั้นค่อนข้างจะคลุมเครือและน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
ด้วยใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราและดูน่าทะนุถนอมนี้ ทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมา หรือคนรู้จักผิวเผิน มักจะปฏิบัติกับฉือเสี่ยวเฉิงด้วยท่าทีที่เป็นมิตรและเอ็นดู
ทว่าใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันกับพวกพระเอก ไม่ว่าจะเป็นเย่เหลียง หรือตงฟางหยาง คนพวกนั้นกลับมีอคติและปฏิบัติต่อเธอด้วยท่าทีที่เลวร้ายอย่างสุดขั้ว
นอกจากนี้ ก็ยังมีอีกพวกหนึ่ง... พวกที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับเจ้าของร่างเดิมมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย...
ขณะที่ฉือเสี่ยวเฉิงกำลังเดินเหม่อลอยคิดอะไรเพลินๆ ระหว่างทางกลับหอพัก บนทางเดินอันเงียบสงบที่รายล้อมไปด้วยพุ่มไม้ จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
"นี่! ฉือเสี่ยวเฉิง!"
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉือเสี่ยวเฉิงก็หยุดชะงัก ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปมอง
เด็กผู้หญิงผมสีทอง สวมเสื้อครอปเอวลอยและกระโปรงสั้นกุด ล้วงกระเป๋าเดินกร่างเข้ามาหาอย่างช้าๆ
เบื้องหลังของเธอ มีลูกสมุนหน้าตาบูดบึ้งสวมแว่นตากรอบดำหนาเตอะ ผมเผ้ายุ่งเหยิง เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเดินตามมาติดๆ
ทันทีที่เห็นหน้ายายคนนี้ ฉือเสี่ยวเฉิงก็ถึงกับขมวดคิ้วมุ่น
ยัยผมทองคนนี้ ก็คือคนเดียวกับที่จงใจเหยียบขวดน้ำที่เธอทำตกไว้ริมสนามบาสเกตบอลเมื่อครู่นี้นั่นเอง
และเธอก็ยังเป็นหัวโจกแก๊งเด็กเกเรที่คอยกลั่นแกล้งรังแกเจ้าของร่างเดิมมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลายอีกด้วย
ในอดีต การลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกายเจ้าของร่างเดิมนั้น ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเป็นกิจวัตรประจำวัน และแม้กระทั่งหลังจากที่สอบติดมหาวิทยาลัยเดียวกันแล้ว ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ยัยนี่ก็ยังคงตามมารังควานและหาเรื่องเจ้าของร่างเดิมอยู่บ่อยครั้ง
หวงลี่เหมยใช้มือปัดป่ายพุ่มไม้ริมทางเล่นเบาๆ ก่อนจะเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉือเสี่ยวเฉิง แล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเย้ยหยัน "แหมๆๆ นี่ใครกันเนี่ย... ฉือเสี่ยวเฉิงนี่นา? ทำไมวันนี้ถึงไม่โบ๊ะหน้าผีจูบของหล่อนมาล่ะฮะ? แถมยังทำตัวใสซื่อบริสุทธิ์เอาน้ำไปเสิร์ฟผู้ชายถึงขอบสนามอีก นี่ตั้งใจจะอ่อยใครกันย๊ะ?"
รังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาอย่างไม่ปิดบัง บวกกับน้ำเสียงกระแนะกระแหนอันเป็นเอกลักษณ์ของนางอิจฉา ทำเอาฉือเสี่ยวเฉิงถึงกับต้องย้อนกลับมาพิจารณาตัวเอง
เธอรู้สึกอยู่เสมอว่า... ตัวเองนั้นดูไม่เหมือนตัวร้ายเอาเสียเลย
น้ำเสียงและสีหน้าท่าทางแบบนี้นี่แหละ ถึงจะเรียกว่าเป็นตัวประกอบนางร้ายตัวจริงเสียงจริง จริงไหมล่ะ?
ฉือเสี่ยวเฉิงปรายตามองกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่ตรงมุมตึกด้านขวาบนอย่างแนบเนียน ทว่าเธอก็ยังคงสวมบทบาทลูกนกผู้ตื่นกลัวได้อย่างไร้ที่ติ
เธอหดคอวูบด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะเอ่ยถามหวงลี่เหมยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เธอ... เธอต้องการอะไร?"
"ฉันแค่หมั่นไส้ขี้หน้าหล่อน มีปัญหาป่ะ?"
พูดจบ เธอก็กระชากคอเสื้อฮู้ดดี้ของฉือเสี่ยวเฉิง แล้วออกแรงยกตัวร่างเล็กๆ นั้นลอยขึ้นจากพื้นด้วยมือเพียงข้างเดียว!
ท่อนแขนที่เต็มไปด้วยรอยสักรูปผีเสื้อนั้น อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ ดูไม่เหมือนสรีระของเด็กผู้หญิงธรรมดาทั่วไปเลยสักนิด
นี่แหละคือจุดอ่อนร้ายแรงที่สุดของฉือเสี่ยวเฉิง นับตั้งแต่ที่เธอทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างนี้
ร่างกายนี้มันบอบบางและอ่อนแอเกินไป
หากต้องใช้กำลังเข้าปะทะกันเมื่อไหร่ เธอก็เตรียมตัวแพ้ราบคาบได้เลย และต่อให้มีระบบคอยช่วยเหลือ เธอก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงจุดอ่อนข้อนี้ได้ในระยะเวลาอันสั้น
หวงลี่เหมยจ้องหน้าฉือเสี่ยวเฉิงอย่างเอาเรื่อง ก่อนจะข่มขู่เสียงกร้าว "ฉันขอเตือนหล่อนเอาไว้เลยนะ ว่าอย่าสะเออะไปยุ่งวุ่นวายกับคุณชายตงฟางอีก ผู้ชายคนนั้น... ฉันหมายตาเอาไว้แล้ว!"
"พรืดดด"
ฉือเสี่ยวเฉิงผู้ซึ่งสวมบทบาทและคุมคาแร็กเตอร์ได้อย่างยอดเยี่ยมมาโดยตลอด ถึงกับกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่ จนเผลอหลุดขำพรืดออกมา
เธอไม่คิดเลยจริงๆ ว่าต้นสายปลายเหตุของเรื่องทั้งหมด มันจะวนเวียนกลับมาที่เรื่องของผู้ชายอีกแล้ว
ในโลกนิยายบ้าบอใบนี้ พวกพระเอกนี่แหละคือต้นตอของความชั่วร้ายทั้งปวงอย่างแท้จริง
ทว่าในสายตาของหวงลี่เหมย การที่ฉือเสี่ยวเฉิงหลุดขำออกมาแบบนั้น มันคือการหยามเกียรติและเยาะเย้ยเธออย่างเห็นได้ชัด
แววตาของเธอค่อยๆ มืดทะมึนลง จ้องเขม็งไปที่ใบหน้าขาวเนียนไร้เครื่องสำอางของฉือเสี่ยวเฉิงอย่างกินเลือดกินเนื้อ
"มันน่าขำนักเหรอฮะ?"
เธอเงื้อมือขึ้นสูง น้ำเสียงเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ
เมื่อเห็นดังนั้น ฉือเสี่ยวเฉิงก็เลิกเสแสร้งแกล้งทำ เธอประสานสายตากับอีกฝ่ายอย่างเยือกเย็น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "แน่ใจเหรอว่าจะลงมือที่นี่? ที่นี่คือมหาวิทยาลัยนะ ไม่ใช่โรงเรียนมัธยมปลายกระจอกๆ ที่พวกเราเคยเรียนมา ต่อให้ผลการเรียนของเธอจะดีแค่ไหน แต่ทางมหาลัยก็คงไม่เข้าข้างและปกป้องคนชอบใช้กำลังอย่างเธอหรอกนะ"
ในขณะเดียวกัน เธอก็รีบเปิดหน้าระบบขึ้นมา เพื่อค้นหาวิธีรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างเร่งด่วน
ตอนนี้เธอมีแต้มอารมณ์เหลืออยู่แค่ 200 แต้มพอดีเป๊ะ เธอสามารถเลือกที่จะจ่าย 150 แต้ม เพื่อซื้อยาเม็ดเพิ่มพลังกล้ามเนื้อชั่วคราว
หรือจะยอมจ่ายแค่ 10 แต้ม เพื่อแลกกับมีดปอกผลไม้สักเล่ม แล้วสู้ถวายหัวไปเลย
หรือไม่ก็... ยอมโดนตบไปเงียบๆ...
ในจังหวะนั้นเอง ลูกสมุนหน้าบูดบึ้งที่ยืนอยู่ด้านหลังหวงลี่เหมย ก็เอ่ยเตือนขึ้นมาเสียงอ่อย "ลูกพี่... ข้างบนมีกล้องวงจรปิดติดอยู่นะคะ ฉันว่าพวกเราปล่อยยัยนี่ไปก่อนดีไหม?"
หวงลี่เหมยเงยหน้าขึ้นไปมองตามเสียงเตือน ใบหน้าของเธอพลันบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด
มือขวาที่ง้างค้างไว้กลางอากาศสั่นระริก เธอลังเลใจอย่างหนักว่าจะตบดีหรือไม่ตบดี
ฉือเสี่ยวเฉิงลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง สายตาอันเฉียบแหลมของเธอก็พลันเหลือบไปเห็นเงาร่างของใครบางคนกำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงมาทางพวกเธออย่างเร่งรีบ
นัยน์ตาของเธอล่อกแล่กไปมาอย่างมีแผนการ
เธอเชิดหน้าขึ้น จ้องมองหวงลี่เหมยอย่างท้าทาย ก่อนจะเอ่ยเย้ยหยัน "อะไรกัน? ไม่กล้าตบฉันงั้นเหรอ? ดีแต่ปากนี่หว่า!"
"หล่อนว่าไงนะ พูดใหม่อีกทีซิ!"
เส้นเลือดบริเวณมือขวาที่ง้างค้างไว้ของหวงลี่เหมยปูดโปนขึ้นมาทันตาเห็น ก่อนที่เธอจะฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของฉือเสี่ยวเฉิงอย่างสุดแรงเกิด
"เพียะ—!"
เสียงตบฉาดใหญ่ดังลั่นสนั่นหวั่นไหว ใบหน้าขาวเนียนปรากฏรอยนิ้วมือสีแดงเถือกขึ้นมาในพริบตา
แม้ว่าฉือเสี่ยวเฉิงจะมีทักษะลดทอนความเจ็บปวดระดับกลางคอยซัพพอร์ตอยู่ แต่แรงตบมหาศาลนั้นก็ยังทำเอาเธอถึงกับต้องสูดปากด้วยความเจ็บปวด
แต่อย่างไรก็ตาม... เป้าหมายของเธอก็ลุล่วงแล้ว
"นี่พวกเธอทำบ้าอะไรกันน่ะ!"
ฮีโร่ขี่ม้าขาวมาปรากฏตัวแล้ว
และคนที่โผล่มานั้น ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน... ซูเถานั่นเอง!
เธอรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา แต่เมื่อเห็นสภาพของฉือเสี่ยวเฉิงที่ถูกตบจนหน้าหัน และมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอเบ้า เธอก็ร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ "เสี่ยวเฉิง!"
หวงลี่เหมยสะบัดมือ ปล่อยร่างของฉือเสี่ยวเฉิงร่วงลงไปกองกับพื้น ก่อนจะหันขวับไปมองซูเถาด้วยสายตาเย็นชา "อะไรกันซูเถา? นี่หล่อนยังคิดจะปกป้องนังแพศยานี่เหมือนตอนอยู่ม.ปลายอีงั้นเรอะ? ทั้งๆ ที่ยัยนี่มันคอยจองล้างจองผลาญหล่อนไปซะทุกเรื่องเนี่ยนะ!"
นัยน์ตาของซูเถาเย็นเยียบ ใบหน้างดงามนั้นเรียบตึงไร้ความรู้สึก "ไม่ว่ายังไง... เสี่ยวเฉิงก็คือน้องสาวของฉัน!"
"เลิกตอแหลสร้างภาพเป็นแม่พระสักทีเถอะ ฉันหมั่นไส้หล่อนมาตั้งนานแล้ว!"
หวงลี่เหมยรวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มี กำหมัดแน่น แล้วพุ่งเข้าใส่ซูเถาหมายจะชกให้หน้าหงาย
ทว่าสิ่งที่เธอไม่คาดคิดก็คือ ซูเถานั้นไม่ใช่ลูกพลับนิ่มที่จะยอมให้ใครมารังแกได้ง่ายๆ เธอเบี่ยงตัวหลบหมัดตรงนั้นได้อย่างฉิวเฉียด ก่อนจะอาศัยจังหวะชุลมุน คว้าหมับเข้าที่ข้อมือขวาของอีกฝ่ายเอาไว้แน่น
และเมื่อดึงตัวหวงลี่เหมยเข้ามาประชิดตัวได้สำเร็จ เธอก็จัดการทุ่มอีกฝ่ายข้ามไหล่ลงไปกองกับพื้นอย่างสวยงามไร้ที่ติ!
"กรี๊ดดด!"
ยังไม่ทันที่หวงลี่เหมยซึ่งถูกทุ่มจนจุกจะตั้งตัวติด ซูเถาก็กระชากคอเสื้อดึงตัวเธอให้ลุกขึ้นมา ก่อนจะแทงเข่าเข้าที่หน้าท้องของอีกฝ่ายอย่างแรง!
หวงลี่เหมยจุกจนน้ำย่อยในกระเพาะทะลักออกมาทางปาก ใบหน้าของเธอเหยเกบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดทรมาน
ซูเถาแค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างเย็นชา เธอจิกผมของหวงลี่เหมยเอาไว้แน่น แล้วลากตัวเธอมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉือเสี่ยวเฉิง "เสี่ยวเฉิง... เมื่อกี้ยัยนี่ตบเธอไปกี่ที?"
แววตาดุดันเกรี้ยวกราดเมื่อครู่นี้ พลันอ่อนโยนและนุ่มนวลลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเอ่ยถามฉือเสี่ยวเฉิง
เมื่อเห็นใบหน้าเล็กๆ ที่บวมเป่งและแดงเถือกของอีกฝ่าย หัวใจของเธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บปวดและเวทนา
"หะ... หนึ่งที"
"โอเค" ซูเถาพยักหน้ารับ เธอใช้มือเสยผมที่ปรกหน้าออกไปให้พ้นทาง ก่อนจะเงื้อฝ่ามือขวาขึ้นสูง แล้วฟาดลงบนใบหน้าของหวงลี่เหมยอย่างสุดแรง
"เพียะ!"
เสียงตบฉาดนี้ดังสนั่นยิ่งกว่าตอนที่หวงลี่เหมยตบฉือเสี่ยวเฉิงเสียอีก
เลือดสีแดงสดหยดหนึ่งไหลซึมออกมาจากมุมปากของหวงลี่เหมย
ใบหน้าของเธอปูดบวมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ซูเถาสะบัดมือ ปล่อยร่างของหวงลี่เหมยทิ้งราวกับเป็นเพียงเศษขยะชิ้นหนึ่ง ก่อนจะปัดมือไปมาด้วยความขยะแขยง กระบวนท่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นและจบลงภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที ท่วงท่าของเธอนั้นช่างลื่นไหลและทรงพลัง
ทั้งเท่และดูดีมีเสน่ห์สุดๆ
ทำเอาฉือเสี่ยวเฉิงถึงกับอึ้งกิมกี่ไปเลย
ในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมถึงได้มีผู้ชายมากมายยอมศิโรราบและสยบแทบเท้าคาแร็กเตอร์แสงจันทร์กระจ่างของนางเอกคนนี้
ตอนแรก เธอแค่อยากจะยอมเจ็บตัวโดนตบสักฉาด เพื่อแลกกับความห่วงใยและอ่อนโยนจากนางเอกเท่านั้น
แต่เธอดันลืมไปเสียสนิทเลยว่า ตามเซตติ้งตัวละครของซูเถานั้น... เธอมีทักษะการต่อสู้ที่เก่งกาจพอตัวเลยทีเดียว
"เสี่ยวเฉิง เธอไม่เป็นไรใช่ไหม?"
แม้ว่าภายในใจจะยังมีตะกอนความขัดแย้งหลงเหลืออยู่ แต่ในจังหวะที่ซูเถายื่นมือไปประคองฉือเสี่ยวเฉิงให้ลุกขึ้น นัยน์ตาของเธอนั้น...
...ก็ยังคงอ่อนโยนและละมุนละไมราวกับสายน้ำอยู่ดี