- หน้าแรก
- มหาเศรษฐี จากดาวรุ่งวอลล์สตรีทสู่ผู้ทรงอิทธิพลแห่งอเมริกา
- บทที่ 37 เลตไนต์โชว์ของเดวิด เลตเตอร์แมน 4
บทที่ 37 เลตไนต์โชว์ของเดวิด เลตเตอร์แมน 4
บทที่ 37 เลตไนต์โชว์ของเดวิด เลตเตอร์แมน 4
บทที่ 37 เลตไนต์โชว์ของเดวิด เลตเตอร์แมน 4
เมื่อได้ยินคำกล่าวแนะนำตัวสกอตต์จากเดวิด เลตเตอร์แมน ผู้ชมด้านล่างเวทีก็ฮือฮาขึ้นมาทันที เสียงอุทานด้วยความทึ่งดังระงมขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า
"คุณช่วยแชร์กลยุทธ์การลงทุนให้ผู้ชมของเราฟังหน่อยได้ไหมครับ เผื่อทุกคนจะได้อานิสงส์รวยขึ้นมาบ้างสักสองสามคน!" เดวิดรีบฉวยโอกาสถามคำถามที่ผู้ชมทั้งสตูอยากรู้มากที่สุด
เมื่อสกอตต์ได้ยิน เขาหุบรอยยิ้มและครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยขึ้น "ถ้าจะบอกว่ามีเคล็ดลับอะไรจริงๆ ละก็ คงเป็นการอ่านหนังสือพิมพ์และดูข่าวให้มากๆ ครับ"
"อ่านหนังสือพิมพ์และดูข่าวให้มากๆ เหรอครับ?" เดวิดขมวดคิ้วถามต่อ เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกว่าคำตอบนี้ดูเรียบง่ายเกินไป หรืออาจจะดูปัดๆ ไปหน่อยด้วยซ้ำ
"ใช่ครับ" สกอตต์พยักหน้า น้ำเสียงหนักแน่นจนไม่อาจโต้แย้ง "ความผันผวนของตลาดการเงิน เนื้อแท้แล้วก็คือผลกระทบที่ล้นทะลักมาจากอิทธิพลทางการเมือง
ถ้าคุณอยากจะพึ่งพาการลงทุนเพื่อทำเงินก้อนโตจริงๆ เว้นเสียแต่ว่าคุณจะมีความสามารถด้านคณิตศาสตร์ระดับท็อป จนสามารถใช้โมเดลตัวเลขที่แม่นยำมาตั้งหลักในวอลล์สตรีทได้
มิฉะนั้นแล้ว การศึกษาการเมืองระหว่างประเทศ และวิเคราะห์ปฏิกิริยาลูกโซ่ของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีต่อตลาดการเงิน ก็คือเส้นทางที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุดครับ"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วเสริมต่อ "แน่นอนครับ วิธีนี้ต้องอาศัยความสามารถส่วนบุคคลสูงมาก
การจะมองทะลุถึงบัตเตอร์ฟลายเอฟเฟกต์ที่แฝงอยู่เบื้องหลังนโยบายได้ ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะทำได้
ถ้าแค่อยากพึ่งพาการลงทุนเพื่อหาเงินเล็กๆ น้อยๆ มาจุนเจือครอบครัวละก็ วิธีของคุณปีเตอร์ ลินช์ น่าจะเหมาะกับคนส่วนใหญ่ที่สุดครับ"
"วิธีของปีเตอร์ ลินช์ เหรอครับ?" เดวิด เลตเตอร์แมน มึนงงไปหมด
ตอนที่เขาแนะนำสกอตต์ เขาเคยเรียกชายหนุ่มว่า ปีเตอร์ ลินช์น้อย
แต่ในยุคที่ปีเตอร์ ลินช์ ตัวจริงยังไม่ได้ออกหนังสือ คนนอกวงการอย่างเขาไม่มีทางรู้เลยว่ากลยุทธ์ของปรมาจารย์ด้านการลงทุนท่านนี้คืออะไรกันแน่
"พูดง่ายๆ ก็คือ วิธีตอบสนองจากผู้บริโภคปลายทางครับ" เมื่อเห็นว่าผู้ชมด้านล่างยังคงมีสีหน้างุนงง สกอตต์จึงต้องอธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้น "สมมติว่าตอนนี้คุณอยู่นิวยอร์ก ให้ลองไปเลือกร้านสะดวกซื้อมา 15 แห่ง จากหลายๆ เขตในทุกสัปดาห์
ข้อควรระวังคือ อย่าเจาะจงแค่เขตเดียว และร้านหน้าโรงเรียนคือตัวเลือกแรกที่ควรไป
คุณต้องผูกมิตรกับเจ้าของร้าน เพื่อสืบดูว่าสินค้าอะไรในร้านขายดีที่สุด จากนั้นนำข้อมูลสินค้าขายดีจากทุกร้านมาประมวลผล แล้วก็ไปซื้อหุ้นของบริษัทที่ผลิตสินค้านั้นๆ
หากตัดพวกสินค้าที่มียอดขายผันผวนตามฤดูกาลออกไป ตราบใดที่สินค้านั้นหลุดจากท็อป 5 อันดับขายดีติดต่อกัน 2 สัปดาห์ คุณก็เทขายหุ้นตัวนั้นทิ้งได้เลย
เพราะปฏิกิริยาของตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค มักจะตามหลังเสียงตอบรับที่แท้จริงจากตลาดปลายทางเสมอ
วิธีนี้อาจจะทำเงินก้อนโตไม่ได้ในตอนที่ทุนยังน้อย แต่ข้อดีคือความชัวร์ มันเป็นกลยุทธ์การลงทุนแบบเน้นความมั่นคงที่พึ่งพาได้มากครับ"
แม้ว่าปีเตอร์ ลินช์ จะยังไม่ได้ตีพิมพ์ตรรกะชุดนี้ออกมาเป็นหนังสือ แต่วิธีการนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วมุมมืดของวอลล์สตรีทนานแล้ว ไม่ถือว่าเป็นความลับอะไร
แน่นอนว่ามีคนเลือกใช้วิธีนี้น้อยมาก
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การจะทำให้กลยุทธ์นี้มีความน่าเชื่อถือได้ จำเป็นต้องมีทีมสำรวจขนาดใหญ่ลงพื้นที่จริง บริษัทในวอลล์สตรีทส่วนใหญ่ไม่มีศักยภาพพอจะทำแบบนั้น ส่วนพวกที่มีศักยภาพ ก็สามารถกอบโกยกำไรมหาศาลได้โดยไม่ต้องพึ่งวิธีนี้อยู่แล้ว
นี่คือเหตุผลที่สกอตต์นับถือปีเตอร์ ลินช์ เขาไม่ได้ใช้ทุนผูกขาดตลาดฟิวเจอร์สเหมือนพวกตระกูลฮันท์
และเขาไม่ได้กว้านซื้อกิจการมาปรับโครงสร้างใหม่เหมือนเทพหุ้นท่านนั้น
เขาเพียงแค่ลงทุนในหุ้นกลุ่มอุปโภคบริโภคอย่างสบายใจ แล้วก็กลายมาเป็นตำนานแห่งวอลล์สตรีท
"แบบนี้ฟังดูเข้าใจง่ายขึ้นเยอะเลยครับ" เดวิด เลตเตอร์แมน ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขากลัวเหลือเกินว่าสกอตต์จะพ่นศัพท์เทคนิคเฉพาะทางที่เขาฟังไม่รู้เรื่องออกมาอีก "ทุกคนเข้าใจไหมครับ! นี่คือวิธีที่มหาเศรษฐีร้อยล้านที่อายุน้อยที่สุดและตำนานแห่งวอลล์สตรีทต่างยกย่องเชียวนะ!"
เสียงปรบมือจากผู้ชมดังกึกก้อง ถึงขั้นมีเสียงตะโกนแทรกมาว่า "เข้าใจแล้ว! คราวหน้าถ้าผมมาดูรายการคุณอีก เรียกผมว่ามหาเศรษฐีร้อยล้านได้เลย!"
"เอาล่ะๆ" เดวิด เลตเตอร์แมน ยกมือกดลงเพื่อควบคุมความตื่นเต้นของผู้ชมในสตู ก่อนจะหันมองสกอตต์แล้วเปลี่ยนประเด็น "พวกเราต่างก็รู้กันดีว่า ประชาชนมักคาดหวังให้คนรวยตอบแทนสังคมบ้างหลังจากที่สะสมความมั่งคั่งได้แล้ว แต่ในความเป็นจริง มหาเศรษฐีที่ยอมควักเงินก้อนโตมาทำมูลนิธิการกุศลจริงๆ นั้นมีน้อยมาก
แต่เราสืบมาว่า ปีก่อนและปีที่แล้ว คุณได้บริจาคเงินหลายสิบล้านดอลลาร์ให้กับหน่วยงานสวัสดิการหลายแห่ง ครอบคลุมทั้งองค์กรสวัสดิการเด็ก องค์กรสวัสดิการตำรวจ และอื่นๆ
ตัวเลขนี้ถือว่ามหาศาลมาก ทำไมคุณถึงมีความกระตือรือร้นกับงานการกุศลขนาดนี้ล่ะครับ?"
เมื่อได้ยินคำถามของเดวิด สกอตต์ก็ยืดหลังตรงขึ้นโดยสัญชาตญาณ
แม้ว่าเหตุผลหลักในการบริจาคเงินของเขาคือเรื่องการลดหย่อนภาษีก็ตาม
เขายังไม่มีเวลาตั้งมูลนิธิการกุศลของตัวเอง จึงทำได้เพียงใช้วิธีนี้ เปลี่ยนเงินที่ควรจะต้องจ่ายให้กรมสรรพากร ไปเป็นเส้นสายน้ำใจที่คอยอำนวยความสะดวกให้ตัวเองแทน
แต่อย่างที่เดวิด เลตเตอร์แมน พูดไว้ ในยุคสมัยนี้ การที่คนระดับเขาจะยอมควักเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้มาบริจาคนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่หาดูได้ยากจริงๆ
"ถ้าพูดกันตามตรงเลย เหตุผลส่วนหนึ่งก็เพื่อเลี่ยงภาษีครับ"
เมื่อได้ยินคำตอบที่ตรงไปตรงมาจนเกือบจะขวานผ่าซากขนาดนี้ ใบหน้าของเดวิด เลตเตอร์แมน ก็เผยให้เห็นถึงความตกตะลึงอย่างโอเวอร์ ส่วนผู้ชมด้านล่างยิ่งฮือฮากันไปใหญ่
สกอตต์รู้ดีว่าประเด็นเรียกกระแสของรายการมาถึงแล้ว เขาไม่เพียงแต่ไม่ตื่นตระหนก ทว่ากลับยิ้มบางๆ แล้วเสริมต่อ "แต่นั่นก็ยังไม่พอที่จะทำให้ผมบริจาคเงินมากขนาดนี้หรอกครับ
ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งคือ ผมเคยใช้ชีวิตอยู่จุดต่ำสุดของสังคมมาก่อน ผมไม่มีเงินมากพอ และไม่มีอำนาจล้นฟ้าที่จะบอกว่าตัวเองสามารถเปลี่ยนโชะตากรรมของทุกคนได้
แต่ผมหวังว่า คนที่ต้องการความช่วยเหลือที่ผมพอจะเอื้อมมือไปถึง จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นบ้าง"
"แต่หน่วยงานที่คุณบริจาคเงินให้มากที่สุดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คือองค์กรสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับตำรวจ ซึ่งยอดบริจาคนั้นแซงหน้าองค์กรสวัสดิการเด็กไปเสียอีก
เรื่องนี้ดูเหมือนจะขัดกับสิ่งที่คุณเพิ่งบอกไปว่า ‘ต้องการช่วยเหลือคนรากหญ้า’ ไปสักหน่อยหรือเปล่าครับ?"
เดวิด เลตเตอร์แมน เลิกคิ้วขึ้น ทำหน้าภูมิใจราวกับจับจุดบอดของอีกฝ่ายได้
เมื่อสกอตต์ได้ยิน รอยยิ้มมุมปากก็จางลงเล็กน้อย แววตาของเขาดูลุ่มลึกขึ้น "ก่อนหน้านี้ผมเคยบอกเนื้อเพลงท่อนหนึ่งที่ผมแต่งขึ้นเอง ให้เพื่อนในวงการดนตรีคนหนึ่งฟัง
‘แกอาศัยอยู่ในเขตพัฒนาเมือง นั่นมันไม่ใช่สลัม แกไม่เคยเห็นความจนที่แท้จริง แกไม่เคยเห็นแม้กระทั่งหมูเป็นๆ ด้วยซ้ำ’
ผมเห็นคนมาเยอะมาก คนที่เต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่าความเมตตา แต่มักจะใช้ชีวิตของตัวเองมาคาดเดาว่าคนรากหญ้าต้องการอะไรจริงๆ
แต่ผมเคยสัมผัสชีวิตแบบนั้นมาแล้ว ในความทรงจำของผม นอกเหนือจากพวกที่จมปลักอยู่กับแก๊งอันธพาลหรือติดยาเสพติดแล้ว
สิ่งที่คนรากหญ้าตัวจริงขาดแคลนมากที่สุด มีแค่สองอย่างเท่านั้น
ความปลอดภัย และ โอกาสในการทำงาน
ด้วยขนาดธุรกิจและทิศทางหน้าที่การงานของผมในตอนนี้ เรื่องโอกาสในการทำงาน ผมคงแก้ปัญหาให้ไม่ได้ เพราะมันต้องพึ่งพานโยบายจากภาครัฐและการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม
สิ่งที่ผมทำได้ คือพยายามทำให้ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขามีมากขึ้นสักนิดก็ยังดี"
น้ำเสียงของเขาชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับจมดิ่งลงไปในความทรงจำที่ไม่อยากนึกถึง "ผมเคยสัมผัสกับความหวาดกลัวแบบนั้นมาแล้ว
ตอนที่คุณกำลังนอนหลับอยู่ในบ้าน จู่ๆ นอกหน้าต่างก็มีเสียงปืนดังสนั่น กระสุนปืนพุ่งทะลุหน้าต่างเข้ามาฝังที่ผนังหัวเตียงโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า หรือบางทีมันอาจจะพรากชีวิตคนบริสุทธิ์ไปเลยก็ได้
ดังนั้น ที่ผมบริจาคเงินให้กองทุนแม่ม่ายตำรวจ ก็เพราะอยากให้พวกเขารู้ว่า เวลาที่พวกเขาจำเป็นต้องก้าวออกไปเสี่ยงตาย มีคนมากมายรวมถึงผม คอยช่วยดูแลครอบครัวที่อยู่ข้างหลังให้
ที่ผมบริจาคเงินให้หน่วยจัดหายุทโธปกรณ์ ก็เพราะหวังว่าพวกเขาจะมีอุปกรณ์ที่ดีขึ้น สำหรับออกไปปกป้องประชาชนระดับล่างที่ยังมีความหวังกับชีวิต เพื่อที่ชาวบ้านพวกนั้นจะได้ไม่ต้องคอยหวาดผวาว่า วันดีคืนดีตัวเองจะโดนลูกหลงจากเหตุการณ์ยิงกันจนต้องตายฟรี
นี่คือขีดจำกัดสูงสุดที่ผมสามารถทำได้ในตอนนี้แล้วครับ"
"ผมเคยได้ยินเนื้อเพลงท่อนนี้! มันอยู่ในเพลงฮิตของ อีซี-อี ศิลปินแร็ปเปอร์เมื่อ 2 ปีที่แล้วใช่ไหมครับ!" เดวิด เลตเตอร์แมน ร้องอ๋อออกมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความประหลาดใจ "ผมไม่คิดเลยจริงๆ ว่าเนื้อเพลงที่แทงใจคนฟังขนาดนี้ จะมาจากฝีมือของคุณ
แต่สิ่งที่คุณพูดในวันนี้ น่าเก็บไปคิดทบทวนดูจริงๆ ครับ
คนรากหญ้าต้องการอะไรกันแน่?
พวกเราเข้าใจความต้องการของพวกเขาจริงๆ หรือเราแค่ใช้จินตนาการของตัวเองมากำหนดความต้องการของพวกเขาแทน?
นี่อาจจะเป็นหัวข้อที่คุ้มค่าให้สังคมนำไปถกเถียงกันต่อก็ได้นะครับ"
สีหน้าของเดวิด เลตเตอร์แมน ดูจริงจังขึ้น เมื่อต้องพูดถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกุศลและปากท้องประชาชน เขาจำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
"เอาล่ะ เวลาใกล้จะหมดแล้ว" เดวิดเหลือบมองคิวการ์ด ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องอีกครั้ง "ตลอด 20 นาทีที่ผ่านมา เราคุยกันเรื่องอดีตของคุณ คุยถึงมุมมองเฉียบขาดของคุณในเรื่องเศรษฐกิจและการกุศล
สุดท้ายนี้ เรายังมีอีกหนึ่งคำถามที่อยากจะถามคุณครับ
บนเส้นทางสู่ความสำเร็จของคุณ มีใครที่คุณอยากจะขอบคุณเป็นพิเศษไหมครับ?"
เดวิด เลตเตอร์แมน จิบน้ำ พลางส่งยิ้มให้สกอตต์ แต่ลึกๆ ในแววตากลับซ่อนความคาดหวังที่ยากจะสังเกตเห็นไว้