- หน้าแรก
- เวียนว่ายตายเกิดเป็นทารก เส้นทางจักรพรรดิไร้พ่าย
- บทที่ 2 - เย่อู๋เฉินลงมือ พลิกชะตาท้าลิขิตฟ้า!
บทที่ 2 - เย่อู๋เฉินลงมือ พลิกชะตาท้าลิขิตฟ้า!
บทที่ 2 - เย่อู๋เฉินลงมือ พลิกชะตาท้าลิขิตฟ้า!
บทที่ 2 - เย่อู๋เฉินลงมือ พลิกชะตาท้าลิขิตฟ้า!
ห้องเก็บฟืน มืดมิดคับแคบ ลมพัดลอดเข้ามาได้ทุกสารทิศ
"ปล่อยลูกของข้าไป ได้โปรดเถอะ ปล่อยลูกของข้า อย่า อย่าเข้ามา..."
เย่หลิวลีนอนขดตัวอยู่บนพื้นอันเย็นเยียบ ร่างกายสั่นสะท้านเป็นระยะ ฝันร้ายตามหลอกหลอนจนนางร้องตะโกนออกมาอย่างเสียขวัญไม่หยุดหย่อน
"ท่านแม่ไม่ต้องกลัว ตราบใดที่ข้ายังอยู่ จะไม่มีใครหน้าไหนมาทำร้ายท่านได้อีก"
เย่อู๋เฉินมองเห็นทุกอย่าง รู้สึกปวดใจอย่างยิ่ง ทว่าเขากลับไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำพูดใดออกมาได้เลย
อาจเป็นเพราะสายใยระหว่างแม่ลูก สีหน้าหวาดผวาของเย่หลิวลีจึงผ่อนคลายลงทันที และค่อยๆ สงบลงในที่สุด
"ดูเหมือนว่าจวนโหวเจิ้นเป่ยแห่งนี้ จะตั้งใจเอาชีวิตนางให้ได้ สตรีมีครรภ์ต้องเผชิญกับค่ำคืนในฤดูหนาวอันโหดร้าย ร่างกายก็อ่อนแอเช่นนี้ จะทนรับมือไหวได้อย่างไร?"
ขณะที่เย่อู๋เฉินครุ่นคิด เขาก็รู้ตัวว่าตนเองต้องแทรกแซงความเป็นจริงล่วงหน้าเสียแล้ว
พรสวรรค์ในการฝึกตนของเย่หลิวลีนั้นไม่ได้แย่เลย เพียงแต่เมื่อสามปีก่อนนางโดนคำสาปจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์ จึงทำให้นางตกต่ำไม่อาจฟื้นตัวได้ ต้องอาศัยหยูกยาในการต่อชีวิต!
"สิ่งที่เรียกว่าคำสาปภูเขาศักดิ์สิทธิ์นี้ ก็เป็นแค่อักขระสาประดับต่ำเท่านั้น ไม่ได้แก้ยากอะไร แต่ท่านแม่ควรจะฝึกฝนเคล็ดวิชาใดถึงจะดีที่สุดล่ะ?"
"คิดออกแล้ว คัมภีร์ไท่เสวียนนี่แหละเหมาะสมที่สุด ใช้หยินเสริมหยาง ใช้หยางเสริมหยิน สรรพสิ่งหลอมรวม มรรคากลายเป็นหนึ่ง!"
เย่อู๋เฉินนึกถึงคัมภีร์เล่มหนึ่งที่ 'นักพรตเสวียนกวง' เคยเคยมอบให้เขาเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน ซึ่งซ่อนเร้นความเร้นลับอันยิ่งใหญ่ระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเอาไว้
ไม่รอช้า เขาอาศัยพลังจิตอันแข็งกล้า ถ่ายทอด "คัมภีร์ไท่เสวียน" เข้าสู่ห้วงคำนึงของเย่หลิวลีในทันที และชักนำให้นางเริ่มฝึกฝน
"ท่านแม่ ขอล่วงเกินแล้ว ตอนนี้ข้าทำได้เพียงล่วงล้ำก้าวก่าย ช่วยท่านทำความเข้าใจแก่นแท้ในหน้าแรกของคัมภีร์ไท่เสวียนไปก่อน! มิฉะนั้น ต่อให้เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งชิงโจวมาเอง ก็ยังต้องใช้เวลาทำความเข้าใจอย่างน้อยหนึ่งพันปีถึงจะสามารถเข้าสู่วิถีมรรคาได้"
วินาทีที่เย่หลิวลีลืมตาขึ้น ประกายตาของนางเจิดจ้า คมกริบไร้ที่เปรียบ
กลิ่นอายดุจดั่งจักรพรรดิสวรรค์จุติแผ่ซ่านออกมา!
หากเวลานี้มีใครอยู่ในห้องเก็บฟืน ย่อมต้องอดไม่ได้ที่จะคุกเข่ากราบไหว้เย่หลิวลี ยอมศิโรราบด้วยความหวาดหวั่น
"คัมภีร์ไท่เสวียนบทที่หนึ่ง หยั่งรู้สรรพสิ่ง ดูดซับปราณเซียน!"
เย่หลิวลีนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น ทั่วร่างเปล่งประกายแสงแห่งเซียน งดงามหลุดพ้นจากโลกีย์ ไร้ผู้ใดเทียบเทียม
ในวงการผู้ฝึกตนแห่งชิงโจว ระดับการฝึกตนแบ่งออกเป็น ขอบเขตปุถุชน ขอบเขตรวบรวมวิญญาณ ขอบเขตสร้างกฎเกณฑ์ ขอบเขตควบแน่นมรรคา แต่ละขอบเขตใหญ่ยังแบ่งย่อยออกเป็นเก้าระดับขั้น
เย่หลิวลีคือผู้ฝึกตนระดับขอบเขตรวบรวมวิญญาณขั้นที่สอง
"ดินแดนชิงโจวแห่งนี้ แม้พลังวิญญาณจะเบาบาง แต่กลับมีความลี้ลับซ่อนอยู่ กฎเกณฑ์แห่งอัสนีเข้มข้นอย่างยิ่ง ถ้าเช่นนั้นก็เริ่มจากการดูดซับพลังวิถีอัสนีมาเสริมสร้างร่างกายให้ท่านแม่ก่อนแล้วกัน!"
เย่อู๋เฉินพบเรื่องน่าประหลาดใจ จึงลงมือทันที เขาค่อยๆ ชักนำให้เย่หลิวลีฝึกฝนอย่างแนบเนียน
ชั่วพริบตา พลังวิถีอัสนีทั้งหมดในรัศมีร้อยหลี้ของจวนโหวเจิ้นเป่ยก็พุ่งมารวมตัวกันรอบกายเย่หลิวลี ประกายสายฟ้าสีชิงสว่างวาบส่งเสียงเปรี๊ยะๆ
เพียงการดูดซับพลังวิญญาณชั่วครู่ ก็ทำให้ใบหน้าซีดเซียวของเย่หลิวลีกลับมามีเลือดฝาด ร่างกายที่เย็นเฉียบเริ่มอุ่นขึ้น ไม่แข็งเกร็งอีกต่อไป
เย่หลิวลีที่ยังคงสลบไสลไม่ได้สติ รู้สึกเพียงว่าเมื่อครู่ตนเองยังอยู่ท่ามกลางธารน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ ทว่าพริบตาต่อมากลับมาอยู่ในห้องที่อบอุ่น ทั่วทั้งร่างรู้สึกอุ่นวาบ สบายตัวเป็นอย่างยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น อักขระสาป "หัวกะโหลกสีดำ" บนแขนของนางก็สลายหายไปพร้อมกัน!
"ตู้ม!"
ไม่นานนัก ระดับการฝึกตนของเย่หลิวลีก็ทะลวงผ่านขั้น จากขอบเขตรวบรวมวิญญาณขั้นที่สอง ก้าวเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมวิญญาณขั้นที่สาม!
นี่คือความร้ายกาจของ "คัมภีร์ไท่เสวียน" ซึ่งเป็นสุดยอดวิชาที่แย่งชิงโชคชะตาแห่งฟ้าดิน เป็นผลงานที่นักพรตเสวียนกวงทุ่มเทแรงกายแรงใจเขียนขึ้นมาตลอดชีวิต
ขอเพียงเย่หลิวลีหมั่นฝึกฝน ย่อมต้องผงาดเหนือผู้คนในรุ่นเดียวกัน กลายเป็นยอดคนผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างแน่นอน
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จุดเริ่มต้นของเย่หลิวลีได้ก้าวข้ามผู้ฝึกตนทุกคนในชิงโจวไปแล้ว จวนโหวเจิ้นเป่ยเล็กๆ แห่งนี้ ไม่อาจกักขังนางได้อีกต่อไป
"แย่แล้ว ตอนนี้ข้ายังเป็นแค่ตัวอ่อน พลังจิตไม่เพียงพอ ไม่อาจชักนำการฝึกฝนต่อเนื่องเป็นเวลานานได้..."
จู่ๆ เย่อู๋เฉินก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะ ใจสู้แต่แรงกายไม่เอื้ออำนวย จากนั้นจึงผล็อยหลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้น หิมะหยุดตกแล้ว
แสงแดดอุ่นๆ สาดส่องผ่านหน้าต่างบานสูงของห้องเก็บฟืน กระทบลงบนใบหน้างดงามหยาดเยิ้มของเย่หลิวลี
ขนตายาวของนางสั่นระริก ก่อนจะลืมตาตื่นขึ้น นางลูบเด็กในท้องตามสัญชาตญาณ เมื่อพบว่าทุกอย่างปกติดี จึงถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
"เอ๊ะ? ระดับการฝึกตนของข้าทะลวงผ่านขั้นแล้ว นี่มันเรื่องอะไรกัน?"
เย่หลิวลีเพ่งมองทะเลปราณภายในกาย พบว่าพลังวิญญาณสีชิงในทะเลปราณอัดแน่น สายฟ้าแลบแปลบปลาบ คลื่นพลังพวยพุ่งกว้างใหญ่ไพศาล
แถมระดับการฝึกตนของตนเองยังก้าวเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมวิญญาณขั้นที่สามแล้วด้วย!
"ไม่ถูกสิ ตามหลักแล้ว หากข้าต้องการทะลวงสู่ขอบเขตรวบรวมวิญญาณขั้นที่สาม อย่างน้อยก็ต้องบำเพ็ญเพียรอย่างหนักอีกสามปี ไฉนแค่นอนหลับไปตื่นเดียว ถึงได้มีการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเช่นนี้ได้?"
"แล้วคำสาปภูเขาศักดิ์สิทธิ์บนตัวข้าก็หายไปแล้วด้วย!"
"คำสาปนี้ต่อให้ไปขอร้องหมอเทวดาทั่วหล้าก็ยังบอกว่าหมดหนทางรักษา ทำไมวันนี้ถึงหายไปอย่างลึกลับได้?"
"ดีเหลือเกิน ไม่มีคำสาปแล้ว ข้าก็สามารถกลับมาฝึกตนได้อีกครั้ง! แถมเด็กที่คลอดออกมา ก็จะสามารถสืบทอดรากวิญญาณได้ เท่านี้ ฮูหยินเฒ่าก็จะไม่บังคับให้ข้าเอาเด็กออกแล้ว!"
เย่หลิวลีร้องไห้ด้วยความปีติยินดี การทะลวงผ่านระดับการฝึกตน หรือคำสาปที่หายไป ยังไม่ทำให้นางดีใจได้เท่านี้
ที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อไม่มีคำสาป นางก็สามารถปกป้องลูกของนางให้เกิดมาอย่างปลอดภัยได้
"ทั้งหมดนี้ต้องเป็นโชคลาภที่ลูกนำมาให้แน่ๆ อู๋เฉิน เจ้าคือดาวนำโชคของแม่จริงๆ!"
เย่หลิวลีเผยรอยยิ้มแห่งความสุขและพึงพอใจ ที่แท้นางได้ตั้งชื่อให้เด็กในท้องว่า "อู๋เฉิน" มาตั้งนานแล้ว ด้วยหวังว่าชีวิตนี้ของเขาจะบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไร้ซึ่งความทุกข์ระทมใดๆ
"ปัง ปัง ปัง!"
ทันใดนั้น ก็มีเสียงเคาะประตูดังรัวมาจากหน้าห้องเก็บฟืน
"เย่หลิวลี เลิกแกล้งตายได้แล้ว ยังไม่รีบลุกขึ้นไปโขกศีรษะรับผิดต่อฮูหยินเฒ่าอีก!"
นอกประตูมีหญิงวัยราวสี่สิบปียืนอยู่ นามว่าหงจู๋ นางเป็นสาวใช้คนสนิทของฮูหยินเฒ่าจวนโหวเจิ้นเป่ย มีฐานะในจวนค่อนข้างสูง
หงจู๋ไม่รักษามารยาทเลยแม้แต่น้อย เมื่อเห็นว่าเคาะประตูแล้วไม่มีคนตอบรับ ก็ใช้เท้าถีบประตูห้องจนเปิดผางแล้วบุกเข้ามาทันที
"หงจู๋ เจ้าบังอาจเกินไปแล้ว เป็นแค่บ่าวไพร่ อาศัยสิทธิ์อะไรมาแสดงกิริยาไร้มารยาทต่อข้าเช่นนี้?"
ถึงอย่างไรเย่หลิวลีก็เป็นทายาทขุนพล กลิ่นอายสังหารยังคงอยู่ เมื่อนางหรี่ตาลงจ้องมอง ก็ทำเอาหงจู๋ถึงกับใจสั่นด้วยความหวาดหวั่น
"เกิดอะไรขึ้น หญิงผู้นี้ติดคำสาป เมื่อคืนก็โดนลมหนาวพัดกระหน่ำทั้งคืน ข้าวปลาไม่ตกถึงท้อง ตามหลักแล้วตอนนี้ควรจะอ่อนแอสิ ทำไมถึงยังมีท่าทีคุกคามเช่นนี้ได้?"
หงจู๋รู้สึกประหลาดใจ ถอยหลังไปสองสามก้าวโดยสัญชาตญาณ
ทว่าเมื่อนึกถึงท่าทีของฮูหยินเฒ่าที่มีต่อเย่หลิวลี นางก็กลับมาทำหน้าตาเหยียดหยามอีกครั้ง พลางกล่าวว่า "ห้องเก็บฟืนนี่มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวโชยออกมาจริงๆ ด้วยนะ เย่หลิวลี เจ้าอาศัยอยู่ในสถานที่ที่แม้แต่บ่าวไพร่ชั้นต่ำที่สุดยังรังเกียจ กลับยังกล้าวางมาดเป็นนายน้อยหญิงอีกหรือ? ช่างน่าขันสิ้นดี!"
"หากเจ้าเชื่อฟังยอมเอาเด็กออกแต่โดยดี ข้าก็ทำอะไรเจ้าไม่ได้หรอก แต่ถ้าเจ้ายังกล้าขัดขืนฮูหยินเฒ่าอีก เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะตบหน้าเจ้า!"
"คิดจะให้ข้าเอาลูกออก เว้นเสียแต่ว่าข้าจะตายไปแล้ว มิฉะนั้นใครหน้าไหนก็ไม่มีประโยชน์ทั้งนั้น!" เย่หลิวลีตวาดลั่นด้วยความโกรธ ขอบตาแดงก่ำ
หงจู๋แค่นเสียงเย็น "หึ รนหาที่ตายนัก ลุยเลย จับทรมานซะ ข้าอยากจะเห็นนักว่าปากของหญิงผู้นี้จะแข็งสักแค่ไหน!"
"ลุย!"
ข้างกายหงจู๋ สาวใช้สองคนมีสีหน้าเหี้ยมเกรียม พุ่งทะยานร่างกลายเป็นเงาสายลมเข้าหาเย่หลิวลี ระดับการฝึกตนของทั้งสองล้วนบรรลุถึงขอบเขตรวบรวมวิญญาณขั้นที่สอง นับว่ามีฝีมือไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
"พวกเจ้าทำเกินไปแล้ว!"
เพลิงโทสะของเย่หลิวลีลุกโชน รู้สึกเพียงว่ามีพลังวิญญาณอันไร้ที่สิ้นสุดพลุ่งพล่านอยู่ในกาย นางตวัดมือขึ้น สายฟ้าสีชิงสาดกระเซ็นออกไป กระแทกสาวใช้ทั้งสองกระเด็นออกไปนอกห้องในพริบตา
"โอ๊ย!"
"เจ็บเหลือเกิน!"
สาวใช้ทั้งสองล้มกลิ้งลงกับพื้น ร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด สายตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว
"คำสาปบนตัวเจ้าหายไปไหนแล้ว? แล้วเจ้าไปเรียนรู้วิถีอัสนีมาตั้งแต่เมื่อไหร่?" หงจู๋ตกตะลึงอ้าปากค้าง สีหน้าไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
"วิถีอัสนี?"
ตัวเย่หลิวลีเองก็ประหลาดใจเช่นกัน นางก้มมองมือทั้งสองข้างของตนด้วยความงุนงง เพียงแค่นอนหลับไปตื่นเดียว พลังต่อสู้ของนางก็เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว!
"เพียะ!"
จากนั้น เย่หลิวลีราวกับมีเทพเจ้าประทับร่าง นางสะบัดมือตบสวนกลับไป สายฟ้าแลบแปลบปลาบ ฟาดเข้าที่หน้าหงจู๋อย่างจัง
"อ๊าก!"
หงจู๋แผดเสียงร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือด หมุนคว้างอยู่กับที่เป็นสิบๆ รอบ ใบหน้าบวมเป่งราวกับหัวหมู พ่นเลือดสดๆ ออกมาพร้อมกับฟันที่หลุดร่วง
"จะ... เจ้าต้องเป็นปีศาจแน่ๆ มีปีศาจ รีบไปตามฮูหยินเฒ่ามาเร็ว!"
หงจู๋หน้าตาตื่นกลัวสุดขีด วิ่งเตลิดเปิดเปิงหนีไปพร้อมกับสาวใช้อีกสองคน
"ทำได้สวย!"
เย่อู๋เฉินรู้สึกสะใจอยู่ลึกๆ ราวกับได้ดูละครฉากนางเอกพลิกบทบาทโต้กลับอย่างดุเดือด
ทว่าปัญหาใหม่ก็กรีฑาทัพตามมาติดๆ หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป กลุ่มคนกลุ่มใหญ่ก็ยกขบวนกันมา ปิดล้อมห้องเก็บฟืนซอมซ่อจนแน่นขนัด
ฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหวเจิ้นเป่ยผมขาวโพลน เดินฝ่าวงล้อมผู้คนเข้ามา นัยน์ตาเต็มไปด้วยความกังขา นางตะคอกถามเสียงกร้าว "เย่หลิวลี คำสาปภูเขาศักดิ์สิทธิ์บนตัวเจ้า ไฉนจึงหายไปอย่างไร้ร่องรอย เจ้าใช้วิชาพรางตาอันใดกันแน่?"
(จบแล้ว)