เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 - ทนรับความอัปยศ

บทที่ 12 - ทนรับความอัปยศ

บทที่ 12 - ทนรับความอัปยศ


บทที่ 12 - ทนรับความอัปยศ

"บ้านนอกก็คือบ้านนอก ซักผ้าก็ชักช้าอืดอาด ยังไม่ไสหัวไปทำกับข้าวอีก อยากจะให้พวกข้าหิวตายหรืออย่างไร"

ทันทีที่พ่อหลิวและลูกชายเดินทางมาถึงหน้าปากตรอกบ้านของหลิวฟาง ยังไม่ทันจะได้เคาะประตู พวกเขาก็ได้ยินถ้อยคำด่าทออันระคายหูทะลุออกมาจากข้างใน

เวลานี้ใบหน้าของพ่อหลิวเขียวคล้ำ เขากำหมัดแน่น

เพราะเขาได้ยินว่าคนที่กำลังด่าทออยู่ด้านในก็คือนางโจว แม่สามีของหลิวฟาง

ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคนที่ถูกด่าก็คือน้องสาวคนเล็กของเขา เมื่อก่อนเขาก็เคยได้ยินมาแล้ว

นางโจวที่อยู่ด้านในยังคงด่าทอต่อไป สรรหาคำด่าที่หยาบคายที่สุดเท่าที่จะคิดออก

ยิ่งฟัง พ่อหลิวก็ยิ่งอยากจะถีบประตูบ้านให้พังทลายลงไป แล้วพุ่งเข้าไปกระทืบยายแก่ข้างในให้หนำใจ

แต่เมื่อคิดทบทวนดูแล้ว พ่อหลิวก็ข่มใจเอาไว้

เพราะทำแบบนั้นไปก็ไม่ได้ส่งผลดีต่อน้องสาวเลยแม้แต่น้อย

เขาจะมาอาละวาดสักกี่ครั้งก็ได้ แต่เรื่องในครอบครัวมันตัดสินยาก สุดท้ายคนที่ต้องทนทุกข์ทรมานก็คือน้องสาวของเขาอยู่ดี

"ปัง.. ปัง.. ปัง"

"ใครกัน มาเคาะประตูแต่กลางวันแสกๆ" เสียงที่เต็มไปด้วยความรำคาญดังขึ้น

ยังไม่ทันที่พ่อหลิวจะเอ่ยปาก หญิงร่างใหญ่หน้าตาถมึงทึงก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าหลิวฉือ

"แม่ดอง สวัสดี ข้ามาหาหลิวฟางน่ะ" พ่อหลิวกล่าวอย่างสุภาพ

เมื่อหญิงร่างใหญ่เห็นว่าเป็นพ่อหลิว นางก็มองพวกเขาด้วยสายตารังเกียจทันที ไม่ยอมตอบรับ และหันหลังเดินกลับเข้าไปด้านในทันที

พ่อหลิวไม่ได้พูดอะไร เขาดึงมือเล็กๆ ของหลิวฉืออย่างเงียบๆ เตรียมจะเดินเข้าไป

"ใครมาเหรอ สะใภ้ใหญ่" นางโจวเอ่ยถามหญิงร่างใหญ่ด้วยความสงสัย

"ท่านแม่ พี่สามของสะใภ้สามน่ะสิ สงสัยคงมาขอทานถึงหน้าบ้านอีกตามเคย"

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ พ่อหลิวก็ชักเท้าที่กำลังจะก้าวเข้าไปในบ้านกลับคืน เส้นเลือดดำที่หางตาปูดโปนขึ้นมาทันที

"เหอะ สมกับเป็นครอบครัวเดียวกันจริงๆ รู้อย่างนี้ตอนนั้นไม่น่าตอบตกลงให้เจ้าสามแต่งงานกับนังบ้านนอกนั่นเลย ไร้การอบรมสั่งสอน แถมยังคลอดลูกชายไม่ได้สักคน" นางโจวเบะปาก ถึงจะรู้ว่าญาติฝั่งลูกสะใภ้มาหา แต่ก็ยังไม่ยอมสงวนปากสงวนคำ แถมยังด่าทอรวมไปถึงพ่อหลิวและพวกพ้องอีกด้วย

ในขณะเดียวกัน หลิวฟางที่กำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว เมื่อได้ยินว่าพี่ชายของตัวเองมาหา นางก็อุ้มท้องโต รีบเดินออกจากครัวไปที่ประตูบ้าน

ระหว่างทาง นางก็ใช้มือถูผ้ากันเปื้อนที่สวมอยู่อย่างแรง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความดีใจ

"พี่สาม พี่สาม..."

หลิวฟางร้องเรียกพ่อหลิวมาตลอดทาง นางแทบจะรอไม่ไหวที่จะได้เห็นหน้าคนในครอบครัว

"อืม พี่อยู่นี่" พ่อหลิวรีบเดินเข้าประตูไปขานรับหลิวฟาง เมื่อได้ยินเสียงเรียกของน้องสาวคนเล็ก

เวลานี้พ่อหลิวเผยรอยยิ้มกว้างอย่างมีความสุข เขาเก็บความโกรธและความไม่พอใจเอาไว้ในใจ

ทันทีที่หลิวฟางเห็นพ่อหลิว นางก็ดีใจเป็นอย่างมาก

แต่ทว่า เมื่อพ่อหลิวมองเห็นหลิวฟางที่อุ้มท้องโตสวมผ้ากันเปื้อนเดินเข้ามาหา เขาก็ไม่อาจระงับความโกรธเกรี้ยวในใจได้อีกต่อไป

"รังแกกันเกินไปแล้ว" พ่อหลิวกัดฟันกรอด

พ่อหลิวก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปในลานบ้าน เตะเก้าอี้ที่ขวางทางกระเด็นไป ก่อนจะตะคอกใส่นางโจวและสะใภ้ใหญ่ที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะ พ่นเปลือกเมล็ดแตงโมออกจากปากด้วยท่าทางสบายใจเฉิบ

"แม่ดอง ข้าอยากจะรู้ว่าน้องสาวข้าทำอะไรผิดพลาดไปตรงไหน ล่วงเกินอันใดพวกท่าน ถึงได้ปล่อยให้นางที่กำลังอุ้มท้องโตต้องมาซักผ้าทำกับข้าวให้พวกท่าน"

แต่นางโจวกับสะใภ้ใหญ่กลับทำเหมือนไม่ได้ยิน พวกนางเมินเฉยต่อคำพูดของเขา

เมื่อพ่อหลิวเห็นว่าตัวเองถูกเมินเฉยครั้งแล้วครั้งเล่า หมัดที่กำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนก็ตวาดเสียงกร้าว "เด็กในท้องนางคือสายเลือดของพวกท่านนะ!"

"มาทำตัวกร่างถึงบ้านข้า ถุย มายุ่งเรื่องครอบครัวคนอื่น คนที่ชอบมาขอทานเป็นประจำอย่างเจ้า มีสิทธิ์อะไรมาพูด ไอ้อีสานบ้านนอก" สะใภ้โจวผู้น้องมองพ่อหลิวด้วยสายตาเหยียดหยาม พูดจาถากถาง

"เจ้า!" พ่อหลิวอยากจะตบหน้านางสักฉาด แต่เขาทำไม่ได้

"พี่สาม ข้าไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวข้ารินน้ำให้พวกท่านดื่มนะ" เมื่อเห็นว่าพ่อหลิวยังคงโกรธจัด นางจึงรีบเอ่ยปากคลี่คลายสถานการณ์

"น้องเล็ก ไม่ต้องหรอก พี่สามไม่หิว เราออกไปคุยกันข้างนอกเถอะ" พ่อหลิวรีบคว้าตัวหลิวฟางที่กำลังจะไปรินน้ำ ข่มความไม่พอใจในใจเอาไว้ และเอ่ยปลอบโยนนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

หลิวฟางหันไปมองนางโจวและสะใภ้โจวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้มาตลอด ในใจรู้สึกขมขื่นเป็นอย่างมาก

นานๆ ทีพี่ชายแท้ๆ ของนางจะมาเยี่ยมสักครั้ง แต่คนในบ้านสามีกลับไม่มีใครรินน้ำให้เขาสักอึก หรือพูดจาดีๆ กับเขาสักคำ

นอกตรอก

"น้องเล็ก เจ้าอุ้มท้องโตอยู่ ต้องระวังตัวให้ดีนะ ดูแลตัวเองด้วย" พ่อหลิวเอ่ยกำชับด้วยความเป็นห่วง

"โธ่ ไม่เป็นไรหรอกน่า พี่สาม อ้าว หลานชายข้าก็มาด้วยนี่นา น่ารักเหมือนเดิมเลยนะ เที่ยงนี้พวกเราไปกินข้าวที่โรงเตี๊ยมกันเถอะ สั่งกับข้าวสักสองสามอย่าง พอดีฝูหรงทำงานอยู่ ถ้าเขาเห็นพี่กับหลานมาหา ต้องดีใจมากแน่ๆ" หลิวฟางเห็นหลิวฉือก็ตาเป็นประกาย รีบคว้ามือเล็กๆ นั้นมาจับไว้ด้วยความตื่นเต้น

"ไม่ล่ะ น้องเล็ก พี่สามมากับผู้ใหญ่บ้านและคนอื่นๆ เดี๋ยวก็ต้องไปรวมตัวกันที่ประตูเมืองแล้วกลับบ้านแล้วล่ะ พี่คงไม่ได้เข้าไปหรอก"

"อ้อ จะบอกข่าวดีให้เจ้ารู้ไว้อย่างหนึ่งนะ หลิวฉือหายป่วยแล้วล่ะ" พ่อหลิวบอกข่าวดีนี้ให้หลิวฟางรู้ด้วยความดีใจ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลิวฟางเองก็เป็นห่วงอาการป่วยของหลิวฉือมาโดยตลอด

"จริงเหรอ นั่นมันเยี่ยมไปเลย โอย ข้าว่าแล้วว่าหลิวฉือหลานข้าเป็นคนมีบุญ" และก็เป็นอย่างที่คิด เมื่อหลิวฟางได้ยินข่าวดีนี้ นางก็ดีใจจนแทบจะกระโดดตัวลอย โชคดีที่พ่อหลิวตาไวและมือไว รีบประคองหลิวฟางเอาไว้เพื่อไม่ให้นางบิดตัวจนผิดรูป

เมื่อหลิวฉือเห็นหลิวฟางเริ่มล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ เขาก็รู้ทันทีว่าอาหญิงจะทำอะไร เขารีบจับมืออาหญิงไว้แล้วเอ่ยด้วยความจริงใจ "อาหญิง หลิวฉือคิดถึงท่านมากขอรับ"

เมื่อหลิวฟางได้ยินดังนั้น น้ำตาก็ไหลริน นางย่อตัวลงกอดหลิวฉือไว้แน่น พร่ำบอกซ้ำๆ

"เด็กดี เด็กดี"

เมื่อพ่อหลิวเห็นภาพอันน่าประทับใจนี้ เขาก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เช่นกัน

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะน้องสาวคนเล็กต้องมาตกระกำลำบากเหมือนวัวเหมือนม้าอยู่ที่นี่ อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะครอบครัวของเขายากจน ไม่อาจเป็นที่พึ่งพิงให้กับน้องสาวคนเล็กได้ เขาจึงรู้สึกผิดเป็นอย่างมาก

"น้องเล็ก พ่อกับแม่บ่นคิดถึงเจ้าตลอด ปีนี้เจ้าไม่ได้กลับบ้านเลย วันนี้ก็เลยให้ข้าเข้ามาเยี่ยมเจ้าในเมือง นี่เงินครึ่งตำลึง เจ้ารับเอาไว้นะ" พ่อหลิวรีบพยุงหลิวฟางให้ลุกขึ้น และยัดเงินใส่มือนาง

หลิวฟางปฏิเสธทันทีโดยไม่เสียเวลาคิด "พี่สาม ข้าไม่เอาหรอก ที่บ้านมีเรื่องต้องใช้เงินตั้งเยอะแยะ ข้าอยู่ที่นี่สุขสบายดี พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วง วันไหนว่างๆ ข้าจะพาลูกสาวกลับไปเยี่ยมพ่อกับแม่เอง" นางพูดพลางส่งยิ้มกว้างเพื่อแสดงให้เห็นว่านางสบายดี พ่อหลิวจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง

พ่อหลิวรู้ดีว่าน้องสาวคนเล็กกำลังปลอบใจเขา เพื่อไม่ให้เขาต้องเป็นห่วง แต่เขาไม่ได้เปิดโปงคำโกหกของหลิวฟาง เพียงแต่เอ่ยปลอบโยนนาง

"หลายปีมานี้ ทุกครั้งที่กลับบ้าน เจ้าก็เอาเงินจากฝูหรงมาจุนเจือพวกเราตั้งมากมาย พ่อกับแม่ถึงปากจะไม่พูดอะไร แต่ในใจก็รู้สึกไม่ดีนัก"

"พวกเขารู้ดีว่าเจ้าก็ลำบาก พวกเรามันไม่มีความสามารถ ไม่อาจตอบแทนอะไรเจ้าได้เลย"

"เงินแค่นี้มันยังไม่พอเทียบกับที่เจ้าให้พวกเราเลย เจ้ากำลังตั้งท้อง ต้องใช้เงิน เอาล่ะ พี่ไม่พูดกับเจ้าแล้ว พี่ต้องไปแล้วล่ะ"

พ่อหลิวยัดเงินใส่มือหลิวฟางโดยไม่รอให้นางปฏิเสธอีกครั้ง จากนั้นก็จูงมือหลิวฉือเดินออกจากตรอกไป

เขาไม่ได้พูดถึงเรื่องที่หลิวฉือจะไปเรียนหนังสือ เขาไม่อยากให้หลิวฟางต้องมานั่งกังวล

ส่วนหลิวฟางก็ยืนพิงกำแพง มองตามแผ่นหลังของพ่อหลิวและลูกชายไปเนิ่นนาน จนกระทั่งแผ่นหลังของพวกเขาลับหายไปตรงหัวมุมถนน

ระหว่างทางกลับบ้าน พ่อหลิวและหลิวฉือต่างก็ปิดปากเงียบ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเดิน

นั่นก็เป็นเพราะเรื่องราวเมื่อครู่นี้มันบาดลึกเข้าไปในจิตใจของพวกเขาทั้งสองคน พูดไปพูดมาก็หนีไม่พ้นเรื่องความยากจนอยู่ดี

ส่วนที่ประตูเมืองในเวลานี้ ผู้ใหญ่บ้านได้นำยันต์ขุนเขาสยบมารที่เติมพลังอักขระเรียบร้อยแล้วเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านใน และกำลังนั่งรอพ่อหลิวอยู่ที่กำแพงเมืองร่วมกับชาวบ้านคนอื่นๆ

เมื่อมีชาวบ้านคนหนึ่งเห็นเงาของพ่อหลิว เขาก็รีบลุกขึ้นโบกมือเรียกทันที

"หลิวจิ้น วันนี้เจ้าชักช้าจริงๆ ทุกคนกำลังรอพวกเจ้าสองพ่อลูกอยู่นะ"

หลิวจิ้นยิ้มกว้าง และชกไหล่อู๋เจิ้งคนที่พูดเมื่อครู่ไปหนึ่งหมัด

"เจ้านี่มันพูดมากจริงๆ"

"ไปกันเถอะ คนครบแล้ว พวกเรากลับกันเถอะ"

ยังไม่ทันที่พ่อหลิวและอู๋เจิ้งจะหยอกล้อกันต่อ ผู้ใหญ่บ้านก็เป็นผู้นำพาชาวบ้านเดินลับหายไปในความไกลตาภายใต้แสงตะวัน

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 12 - ทนรับความอัปยศ

คัดลอกลิงก์แล้ว