- หน้าแรก
- เกิดใหม่เปลี่ยนชะตา เส้นทางขุนนางเทพปราบมาร
- บทที่ 8 - แยกครอบครัว
บทที่ 8 - แยกครอบครัว
บทที่ 8 - แยกครอบครัว
บทที่ 8 - แยกครอบครัว
"วันนี้มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย เรื่องแรกคือหลิวฉือหายเป็นปกติแล้ว เรื่องที่สองคือสิ่งชั่วร้ายบุกจู่โจม" หลิวฟู่กุ้ยหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ
"พวกเจ้าก็ได้ยินเสียงโหยหวนจากข้างนอกแล้ว คืนนี้ข้านอนไม่หลับ คิดไปคิดมา ถ้าพรุ่งนี้ยังมีชีวิตรอดอยู่ ข้าตัดสินใจจะให้หลิวฉือเรียนหนังสือ ให้รู้จักอ่านเขียนหนังสือ วันข้างหน้าจะได้เข้าเมืองไปหางานทำได้"
เมื่อหลิวฟู่กุ้ยพูดมาถึงตรงนี้ ในหัวก็หวนนึกถึงคำพูดของผู้ใหญ่บ้านที่มาหาเขา
"หลิวฉือหลานเจ้า ข้าว่าเขาไม่ธรรมดาเลยนะ มีความฉลาดเฉลียวผิดเด็กทั่วไป เหมาะที่จะเรียนหนังสือ ถ้าไม่ได้เรียนก็น่าเสียดายแย่ ถ้าเป็นไปได้ ข้าจะหาทางให้เขาเข้าเรียนในสถานศึกษาของตระกูล โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน เจ้าลองเอาไปคิดดูดีๆ นะ"
หลิวฟู่กุ้ยไม่ได้เล่าเรื่องที่ผู้ใหญ่บ้านมาหาให้ฟัง และไม่ได้บอกว่าผู้ใหญ่บ้านเป็นคนแนะนำให้หลิวฉือเรียนหนังสือ เขาพูดแค่ว่าตัวเองเป็นคนตัดสินใจให้หลิวฉือเรียนหนังสือ
เมื่อคนอื่นๆ ในครอบครัวหลิวที่ไม่รู้เรื่องราวเบื้องหลังได้ยินดังนั้น ต่างก็มีสีหน้าแตกต่างกันออกไป
"ท่านพ่อ ข้าไม่เห็นด้วย ลูกชายข้าสองคนยังไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเลย แล้วทำไมหลิวฉือถึงได้เรียนล่ะ"
"แถมตอนที่ยังป่วยก็ยังปัญญาอ่อนอีก พวกท่านจะลำเอียงแบบนี้ไม่ได้นะ"
เมื่อนางหวังได้ยิน ก็กระโดดโหยงขึ้นมาทันที ชี้หน้าหลิวฉือด้วยความโกรธเกรี้ยว
แม้ปกติหลิวเหมิ่งจะไม่ชอบที่นางหวังชอบหาเรื่อง แต่การตัดสินใจของพ่อกับแม่ในวันนี้ก็ดูลำเอียงไปหน่อยจริงๆ
แม้ว่าเขาจะเป็นลูกกตัญญู แต่ตอนนี้เขากลับเลือกที่จะเงียบ
ส่วนพ่อหลิวและนางซุนไม่ได้พูดอะไร พวกเขาคิดว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ออกความเห็น
เดิมทีการรักษาโรคของหลิวฉือก็หมดเงินไปตั้งมากมาย ตระกูลหลิวเพิ่งจะตั้งตัวได้ก็เมื่อปีที่แล้วนี่เอง
นี่ยังไม่ทันข้ามวัน ตระกูลหลิวก็ต้องเสียเงินก้อนโตให้หลิวฉือไปเรียนหนังสืออีก
ถ้าเอาใจเขามาใส่ใจเรา มันก็พูดลำบากจริงๆ
พวกเขาทำได้เพียงหาวิธีอื่น เพื่อให้ลูกชายมีโอกาสได้เรียนหนังสือ
หลิวจ้วงมองดูสมาชิกในครอบครัวที่มารวมตัวกัน เขายังคงยิ้มแป้นอยู่เหมือนเดิม
ยังไงซะ ไม่ว่าพ่อกับแม่จะตัดสินใจยังไง เขาก็สนับสนุนอยู่แล้ว
หลิวฉือเองก็รู้ดีว่า เขามีลูกพี่ลูกน้องผู้ชายอยู่สองคน ตามหลักแล้ว ก็ควรจะให้หลิวชิงกับหลิวเหนียนได้เรียนก่อน แล้วค่อยถึงคิวเขา
แต่เขารอไม่ไหวแล้ว หากพลาดโอกาสเรียนหนังสือครั้งนี้ไป ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสอีกเมื่อไหร่
เมื่อได้เห็นโลกที่อันตรายขนาดนี้ ยิ่งได้เรียนหนังสือสอบจอหงวนเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งปลอดภัยเร็วขึ้นเท่านั้น
"เจ้าใหญ่ เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร" หลิวฟู่กุ้ยถามหลิวเหมิ่งที่เอาแต่นิ่งเงียบ
เขาอยากฟังความเห็นของลูกชายคนโต
"ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านเสียเงินรักษาหลิวฉือ ข้าไม่มีความคิดเห็นอะไรเลย หลิวฉือเป็นหลานแท้ๆ ของข้า ข้าก็อยากให้เขาได้ดี"
"แต่ตอนนี้หลิวฉือหายดีแล้ว ท่านกลับเอาเงินของครอบครัวไปให้หลิวฉือเรียนหนังสือ บ้านเราก็ไม่ได้มีเงินมากมายอะไร แล้ววันข้างหน้าจะใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร" ลูกชายคนโตอย่างหลิวเหมิ่งพูดด้วยความรู้สึกไม่เป็นธรรมเล็กน้อย
ที่จริงคำพูดของหลิวเหมิ่งก็มีเหตุผล
การเรียนหนังสือในหมู่บ้านชนบทยุคโบราณถือเป็นเรื่องที่ฟุ่มเฟือยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวที่ตกอยู่ในสภาพเช่นตระกูลหลิว ยิ่งไม่เหมาะสมที่จะเรียนหนังสือ
หลังจากได้ฟังคำพูดของหลิวเหมิ่ง หลิวฟู่กุ้ยก็นิ่งเงียบไป
นางหลี่กระตุกเสื้อหลิวฟู่กุ้ย แล้วพูดอย่างลังเลว่า "ตาเฒ่า หรือเราจะรอให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่านี้ เก็บเงินให้ได้มากกว่านี้ก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องให้ฉือเอ๋อร์เรียนหนังสือดีไหม?"
นางหลี่ไม่อยากให้เรื่องนี้มากระทบความสัมพันธ์ในครอบครัว
และในมุมมองของนาง ขอแค่รู้จักอ่านเขียนหนังสือก็พอ จะเรียนช้าไปสักสองสามปีก็ไม่เป็นไร
พอหลิวฉือได้ยิน เขาก็รู้สึกร้อนใจขึ้นมาทันที
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาคงไม่สนหรอก ไม่ได้เรียนหนังสือก็ไม่เป็นไร อย่างมากก็ไปทำมาค้าขาย ก็สามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นได้เหมือนกัน
แต่ปัญหาคือโลกใบนี้อันตรายมาก มีเพียงชนชั้นขุนนางบัณฑิตเท่านั้นที่จะปกป้องตัวเองได้
หากต้องการเป็นชนชั้นขุนนางบัณฑิต ก็มีเพียงการเรียนหนังสือเท่านั้น ไม่มีทางเลือกอื่น
หากเขาเรียนหนังสือช้าไปสักสองสามปี แล้วโชคร้ายเจอสิ่งชั่วร้ายที่เก่งกาจกว่านี้บุกมา เขาก็คงตายหยั่งเขียด ความฝันที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมกับพ่อแม่ในชาตินี้ก็คงไม่มีวันเป็นจริง
แต่ท้ายที่สุด หลิวฟู่กุ้ยก็ต้านทานเสียงคัดค้าน ยืนกรานในความคิดของตัวเอง
นั่นเป็นเพราะในใจลึกๆ เขาอยากให้ครอบครัวมีบัณฑิตสักคนมาตลอด
เพียงแต่โชคชะตาเล่นตลก
เขาหนีตายมาสร้างเนื้อสร้างตัวจากศูนย์ ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ
พอมีลูก ก็ต้องทำงานหนักในนา แถมฐานะทางบ้านก็ยากจน จึงไม่สามารถส่งลูกเรียนหนังสือได้
พอมาถึงรุ่นหลิวชิงกับหลิวเหนียน ก็เป็นเพราะต้องเสียเงินรักษาหลิวฉือ ประกอบกับสถานศึกษาของตระกูลอันในหมู่บ้านไม่รับเด็กต่างแซ่ ต่อให้มีเงินก็ไม่ได้เรียน
แต่ตอนนี้ ผู้ใหญ่บ้านมาหาถึงที่ บอกว่าหลิวฉือหลานเขาฉลาด เหมาะที่จะเรียนหนังสือ จะไม่ให้เขาหวั่นไหวได้อย่างไร
หากพลาดโอกาสนี้ไป ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสแบบนี้อีกหรือไม่
เพียงแต่ทำแบบนี้ ก็คงจะเอาเปรียบครอบครัวของลูกชายคนโตเกินไป
หลิวฟู่กุ้ยครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดก็เหมือนจะตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ เขามองหลิวเหมิ่งลูกชายคนโต แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "เจ้าใหญ่ ถ้าข้าให้เจ้าแยกครอบครัวออกไปอยู่กันเอง เจ้าจะยอมไหม?"
คำพูดของหลิวฟู่กุ้ยเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาด ทำเอาทุกคนตกตะลึงจนพูดไม่ออก
"ตาเฒ่า ทำอะไรของเจ้าน่ะ ครอบครัวของเจ้าใหญ่ก็อยู่ดีๆ แท้ๆ ทำไมเจ้าถึงต้องขอแยกครอบครัวด้วย" นางหลี่ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
หลิวเหมิ่งเบิกตากว้าง มองหลิวฟู่กุ้ยอย่างไม่เชื่อสายตา
เขาไม่คิดเลยว่าพ่อของเขาจะเด็ดเดี่ยวขนาดนี้ เพียงเพราะเขาไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะให้หลิวฉือเรียนหนังสือ ก็ให้เขาแยกครอบครัวออกไปอยู่กันเองเลย
ตอนนี้เขาควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่แล้ว เขาทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าหลิวฟู่กุ้ย ร้องไห้คร่ำครวญ
"ท่านพ่อ ข้าไม่อยากแยกครอบครัว ข้าสนับสนุนการตัดสินใจของท่าน ข้าจะให้หลิวฉือเรียนหนังสือ ข้าไม่อยากจากท่านกับแม่ไป"
เมื่อพ่อหลิวและนางซุนเห็นดังนั้น ในใจก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างมาก
พี่ใหญ่หลิวเหมิ่งคอยสนับสนุนพวกเขามาตลอด แม้แต่ตอนที่หลิวฉือป่วยต้องรักษา เขาก็ไม่เคยบ่นสักคำ
พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าการตัดสินใจให้หลิวฉือเรียนหนังสือ จะทำให้ครอบครัวต้องกลายเป็นแบบนี้
ถ้ารู้แบบนี้ พวกเขาจะหาทางหาเงินและหาโอกาสให้หลิวฉือได้เรียนหนังสือด้วยตัวเอง
หลิวฉือเองก็รู้สึกปวดใจมากเช่นกัน แต่เขาไม่สามารถกระโดดออกมาคัดค้านปู่ได้ เพราะนี่คือสิ่งที่เขาเรียกร้อง เขาทำได้เพียงคิดหาทางตอบแทนบุญคุณลุงใหญ่ในภายหลัง
"เจ้าใหญ่ ข้าผิดต่อพวกเจ้าเอง หลิวชิงกับหลิวเหนียนก็อายุสิบกว่าขวบแล้ว ข้าไม่เคยคิดจะให้เด็กสองคนนี้เรียนหนังสือ ข้าผิดต่อพวกเจ้าจริงๆ"
"ที่แยกครอบครัวก็เพื่อไม่ให้พวกเจ้าต้องมาลำบากด้วย เจ้าไปดูแลครอบครัวเล็กๆ ของเจ้าให้ดี หลิวชิงกับหลิวเหนียนก็จะได้มีโอกาสไปเรียนที่หมู่บ้านตระกูลหวังหรือในตัวอำเภอ ข้า แม่ของเจ้า แล้วก็น้องรอง จะอยู่กับครอบครัวของเจ้าสามเอง" หลิวฟู่กุ้ยเผยความในใจออกมา
ส่วนนางหลี่ที่อยู่ข้างๆ ก็ก้มหน้าร้องไห้ ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา ทนความปวดใจไม่ไหวจึงหันหลังเดินกลับเข้าไปในถ้ำ เพื่อสงบสติอารมณ์
"ได้เลย ท่านพ่อ ท่านเป็นคนพูดเองนะ ถึงตอนนั้นท่านอย่ามาหาว่าพวกเราไม่อกตัญญูก็แล้วกัน"
นางหวังที่ตอนแรกยังรู้สึกไม่เป็นธรรม กลับลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น ดีใจจนเนื้อเต้น เอ่ยกับหลิวฟู่กุ้ย
นางอยากแยกครอบครัวมาตั้งนานแล้ว ก่อนหน้านี้ก็เคยเปรยๆ กับหลิวเหมิ่ง แต่โดนหลิวเหมิ่งด่ากลับมาอย่างหนัก
หลังจากนั้นนางก็เลยล้มเลิกความคิดไป
แต่ตอนนี้ตาเฒ่าเป็นคนอยากแยกครอบครัวเอง จะมาโทษนางไม่ได้แล้วนะ
หลิวชิงและหลิวเหนียนเอาแต่นิ่งเงียบ นี่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ พวกเขาไม่กล้าสอดปาก
แต่พวกเขารู้ดีว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะบ้านเรายากจน
ถ้าที่บ้านมีกินมีใช้ จะส่งหลิวฉือเรียนหนังสือก็ไม่ใช่ปัญหา พวกเขาก็จะได้เรียนเหมือนกัน คงไม่มีเรื่องให้ต้องเถียงกันแบบนี้
"ตกลงขอรับท่านพ่อ ข้าตกลงแยกครอบครัว ยังไงซะ วันข้างหน้าลูกก็จะกตัญญูต่อท่าน ในฐานะที่ข้าเป็นลุงใหญ่ของหลิวฉือ ถ้ามีโอกาสข้าก็จะสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ให้เขาได้เรียนหนังสือ" หลิวเหมิ่งลุกขึ้นและกล่าว
เขาเข้าใจความหวังดีของพ่อดี มีเพียงการแยกครอบครัวเท่านั้นที่จะทำให้ครอบครัวมีความปรองดองและยุติธรรม
แต่เขาไม่ใช่คนลืมกำพืด แยกครอบครัวแล้วก็ใช่ว่าจะกตัญญูต่อพ่อแม่ไม่ได้ ถึงตอนนั้นถ้าครอบครัวน้องสามขาดเหลืออะไร เขาก็พร้อมจะช่วยเหลือ ล้วนแต่เป็นครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น
"เจ้าใหญ่ ลำบากเจ้าแล้ว" ตอนนี้หลิวฟู่กุ้ยไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้อีกต่อไป ดวงตาเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา เขาหันหน้าหนีไปทางอื่น
และนับแต่นั้นมา ตระกูลหลิวก็แยกครอบครัวอย่างเป็นทางการ ครอบครัวของหลิวเหมิ่งแยกออกไปใช้ชีวิตกันเอง
(จบแล้ว)