เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 - ต้องเรียนหนังสือให้ได้

บทที่ 7 - ต้องเรียนหนังสือให้ได้

บทที่ 7 - ต้องเรียนหนังสือให้ได้


บทที่ 7 - ต้องเรียนหนังสือให้ได้

ด้วยความสงสัยที่อัดแน่นอยู่ในใจ หลิวฉือจึงถือโอกาสถามผู้ใหญ่บ้านเรื่องเหวินซื่อต่อ

"ท่านปู่ผู้ใหญ่บ้าน ทำไมท่านถึงได้พึมพำถึงเหวินซื่อล่ะขอรับ?"

"เจ้ากลัวสิ่งชั่วร้ายข้างนอกนั่นไหมล่ะ?" ผู้ใหญ่บ้านไม่รีบตอบ แต่กลับตั้งคำถามที่มีเพียงคำตอบเดียวให้กับหลิวฉือ

หลิวฉือพยักหน้าและตอบว่า "กลัวขอรับ!"

"แล้วยันต์ขุนเขาสยบมารเก่งกาจไหมเล่า มันกันสิ่งชั่วร้ายที่เจ้ากลัวไว้ข้างนอก ไม่ให้เข้ามาข้างในได้" ผู้ใหญ่บ้านถามหลิวฉือต่อ

ก่อนที่หลิวฉือจะตอบ ผู้ใหญ่บ้านก็อธิบายขึ้นว่า "นั่นก็เพราะว่ามีเพียงชนชั้นขุนนางบัณฑิตเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ซื้อยันต์ได้ เหวินซื่อก็คือชนชั้นขุนนางบัณฑิต ส่วนคนอย่างพวกปู่ไม่มีสิทธิ์ซื้อหรอกนะ ต่อให้เป็นพวกลูกเศรษฐีก็ไม่มีสิทธิ์"

"หากทางการตรวจพบว่าครอบครองยันต์โดยพลการ จะถูกลงโทษประหารชีวิตทันที และเครือญาติเจ็ดชั่วโคตรของเขาจะหมดสิทธิ์สอบจอหงวนตลอดไป" เมื่อพูดถึงตรงนี้ ผู้ใหญ่บ้านก็มีสีหน้าเคร่งเครียด น้ำเสียงจริงจัง

"ยันต์ขุนเขาสยบมารของหมู่บ้านอันหยางมีเพียงแผ่นเดียว เป็นยันต์ขั้นพื้นฐานที่สุดที่ทางการประทานให้หมู่บ้านอันหยางเพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้าย หากมันสูญเสียพลังไป หมู่บ้านอันหยางก็ต้องเสียเงินจำนวนมหาศาลเพื่อเดินทางไปยังศาลาสยบสิ่งชั่วร้ายเพื่อเติมพลังอักขระ"

"ส่วนยันต์สยบมารที่มีพลังอานุภาพร้ายแรงกว่านั้น มีเพียงคนที่มีระดับตั้งแต่เหวินซื่อขึ้นไปเท่านั้นที่มีสิทธิ์ซื้อและครอบครอง"

"เมื่อมียันต์เหล่านี้ พวกเขาก็ไม่ต้องกังวลว่าสิ่งชั่วร้ายจะมาบุกในตอนกลางคืน สถานที่ที่พวกเขาอยู่คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด"

"หากหมู่บ้านอันหยางมีคนได้เป็นเหวินซื่อสักคน ปู่ก็คงไม่ต้องมานั่งกังวลว่ายันต์จะหาย พัง หรือพลังไม่พอต้านทานสิ่งชั่วร้ายที่ร้ายกาจกว่านี้"

"หากมีเหวินซื่อ หมู่บ้านอันหยางก็จะมีสำรองยันต์ขุนเขาสยบมาร หรือยันต์ที่ร้ายกาจกว่านั้น นี่แหละคือข้อดีของการเป็นเหวินซื่อ"

หลังจากผ่านเรื่องราวต่างๆ มากมายในคืนนี้ หลิวฉือคิดว่าจิตใจของเขาคงไม่หวั่นไหวกับอะไรอีกแล้ว

แต่เมื่อได้ยินคำพูดของผู้ใหญ่บ้าน เขาก็ยังคงตกตะลึงอยู่ดี

จากความหมายของผู้ใหญ่บ้าน การสอบเป็นเหวินซื่อได้มีความหมายที่สำคัญมาก

มันหมายความว่าเขาและครอบครัวจะสามารถมีชีวิตรอดได้ดีขึ้นในโลกที่สิ่งชั่วร้ายกัดกินผู้คนเช่นนี้ โดยไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะถูกสิ่งชั่วร้ายโจมตีเมื่อไหร่

นี่มันก็คือเครื่องรางคุ้มภัยอีกรูปแบบหนึ่งนี่เอง!

ถ้าเป็นแบบนี้ เขาต้องเรียนหนังสือให้ได้ ต้องเข้าร่วมการสอบจอหงวนให้ได้!

ใครก็มาขวางเขาไม่ได้!

และต้องเริ่มเรียนเดี๋ยวนี้เลยด้วย

ยิ่งเขาเป็นเหวินซื่อได้เร็วเท่าไหร่ ชีวิตของเขากับครอบครัวก็จะยิ่งปลอดภัยเร็วขึ้นเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ที่เขาอยากเรียนหนังสือ ก็เพื่อจะได้ไม่ต้องทำนา และเพื่อทำความเข้าใจพลังในตำนาน

แต่ตอนนี้เขาทำเพื่อเอาชีวิตรอด!

"ท่านปู่ผู้ใหญ่บ้าน ข้าจะตั้งใจเรียนหนังสือ จะสอบจอหงวน จะเป็นเหวินซื่อให้ได้ขอรับ" หลิวฉือกำหมัดแน่น พูดด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว

ผู้ใหญ่บ้านยิ้มๆ ไม่ได้พูดอะไร เมื่อก่อนเขาก็เคยสาบานแบบนี้เหมือนกัน

แต่สิ่งที่เขาไม่ได้บอกก็คือ ประชากรสองแสนคนในอำเภอเสินจ้าว ไม่มีใครได้เป็นเหวินซื่อเลยสักคน

เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงดึกสงัดในถ้ำอย่างรวดเร็ว

ทุกวินาทีในตอนนี้ช่างทรมานสำหรับทุกคนเหลือเกิน

แต่หลิวฉือกลับนอนพลิกไปพลิกมานอนไม่หลับ

ในหัวของเขาเอาแต่ดังก้องไปด้วยคำพูดของผู้ใหญ่บ้านเกี่ยวกับการเรียนเพื่อสอบจอหงวน ทำให้จิตใจของเขากระวนกระวายไม่หยุด

สงบสติอารมณ์ เข้านอน สงบสติอารมณ์ เข้านอน เขาเฝ้าบอกตัวเองอยู่ในใจตลอดเวลา

เขาพรวดพราดลุกขึ้นมาจากผ้าห่ม

เขาก็ยังคงนอนไม่หลับอยู่ดี

จังหวะที่หันไปพอดี ก็เห็นพ่อหลิวกำลังตัวสั่นเทิ้ม

คิดไปคิดมา ก็เลยร้องเรียกพ่อหลิวเบาๆ

"ท่านพ่อ ท่านพ่อ..."

พ่อหลิวที่เอามืออุดหูอยู่ ตอนนี้กำลังฝันว่าสิ่งชั่วร้ายบุกเข้ามา

ในความฝัน สิ่งชั่วร้ายบินมาอยู่ตรงหน้าแล้ว

เพื่อปกป้องลูกเมีย เขาจึงก้าวออกไปขวางหน้าไว้ และในจังหวะที่สิ่งชั่วร้ายกระโจนเข้ามา เขาก็สะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ

"อ๊าก!"

พ่อหลิวตกใจจนเหงื่อแตกพลั่ก เช็ดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผาก พลางลูบอกตัวเอง และพึมพำไม่หยุด "โชคดีที่เป็นแค่ความฝัน..."

ใครจะไปคิด

ในความมืดตึ๊ดตื๋อ

ตอนที่เขาหันกลับไปเห็นดวงตาสุกใสคู่หนึ่ง ก็เข้าใจผิดคิดว่าสิ่งชั่วร้ายอยู่ตรงหน้า

เขาเหลือกตาขึ้นบนแล้วสลบเหมือดไปทันที

ส่วนนางซุนที่นอนอยู่ข้างๆ กลับหลับสนิท หูทั้งสองข้างถูกอุดด้วยเศษผ้า ทำให้ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย

ดังนั้นจึงไม่รู้สึกตัวกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเลยสักนิด

ทางด้านหลิวฉือได้แต่มองพ่อหลิวสลบไปด้วยสายตาเหม่อลอย

คิดในใจว่า พล็อตเรื่องมันไม่น่าจะเป็นแบบนี้นะ เพิ่งจะกลับมาเกิดใหม่แท้ๆ จะมาทำให้พ่อหัวใจวายตายไม่ได้นะ

แบบนี้ไม่ได้การแล้ว

เขารีบตบตัวพ่อหลิว หวังว่าจะช่วยชีวิตกลับมาได้

ผ่านไปพักใหญ่ พ่อหลิวถึงได้ฟื้นขึ้นมา

ทันทีที่พ่อหลิวลืมตาขึ้น ก็ได้ยินเสียงหลิวฉือเรียก "ท่านพ่อ..."

จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าลูกชายสุดที่รักอยู่ข้างหลังเขาเมื่อกี้นี้เอง

เมื่อพ่อหลิวเห็นสายตาใสซื่อไร้เดียงสาของหลิวฉือ ก็ตีป๊าบเข้าที่ก้นเขาเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว

"ดึกดื่นป่านนี้ มาทำให้พ่อตกใจทำไมเนี่ย มีอะไรหรือเปล่า?"

"ข้าอยากเรียนหนังสือ!" หลิวฉือที่ถูกกระตุ้นอย่างหนักในคืนนี้ ไม่สามารถรอได้อีกแม้แต่วินาทีเดียว

เขาต้องบอกความคิดของตัวเองให้พ่อหลิวรู้เดี๋ยวนี้ จะรอจนถึงพรุ่งนี้ไม่ได้แล้ว

แถมพอฟ้าสาง พ่อหลิวก็ต้องลงนา กว่าจะกลับก็ต้องรอจนพระอาทิตย์ตกดิน

ยิ่งไปกว่านั้น พรุ่งนี้จะมีชีวิตรอดอยู่หรือเปล่าก็ยังไม่รู้ สู้บอกไปเลยดีกว่า

ช้าไปหนึ่งวัน ก็เสียเวลาไปหนึ่งวัน

อีกอย่าง ตอนนี้สิ่งชั่วร้ายข้างนอกกำลังจ้องจะเอาชีวิตเขาอยู่ เขาไม่กล้าปล่อยเวลาให้เสียเปล่าแม้แต่วินาทีเดียว

เขาสาบานเลยว่า ถ้ารอให้เขาสอบติดมีตำแหน่งเมื่อไหร่ เขาจะกำจัดสิ่งชั่วร้ายพวกนี้ให้สิ้นซาก

แน่นอนว่าก่อนที่ความทะเยอทะยานนี้จะสำเร็จ เขาก็ต้องเผชิญกับปัญหาความเป็นจริงเสียก่อน

ทุกคนในครอบครัวต้องสนับสนุนให้เขาเรียนหนังสือ

เขาก็รู้ดีว่าหลายปีมานี้ ครอบครัวต้องเสียเงินไปตั้งเท่าไหร่เพื่อรักษาอาการป่วยของเขา เพิ่งจะมาตั้งตัวได้ก็เมื่อปีที่แล้วนี่เอง

ตอนแรกเขากะจะรอให้ฐานะทางบ้านดีขึ้นกว่านี้อีกหน่อย ค่อยหาโอกาสเหมาะๆ มาคุยเรื่องนี้

แต่ดูจากตอนนี้แล้ว เขารอไม่ไหวแล้ว

ชาติก่อนตอนที่อ่านนิยายแฟนตาซีหรือนิยายผี ในนิยายมักจะบรรยายพวกผีสางนางไม้หรือมารร้ายไว้น่ากลัวมาก อย่างเขากระดูกกระเดี้ยวเล็กๆ แค่นี้ แป๊บเดียวก็กลายเป็นของว่างให้พวกมันเคี้ยวเล่นแล้ว

เขาไม่อยากเป็นแค่ตัวประกอบกี้กี้ในนิยายหรอกนะ ที่โผล่มาไม่ถึงนาทีก็ตายอนาถ

ได้กลับมาเกิดใหม่ทั้งที เขาก็แค่อยากใช้เวลากับครอบครัวให้มากๆ และดูแลพ่อแม่ให้ดีที่สุด

"เรียนหนังสือ?" พ่อหลิวได้ยินดังนั้นก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที มองลูกชายด้วยความตกตะลึง

ในความทรงจำของเขา การเรียนหนังสือเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก และเป็นสิ่งที่เขาเอื้อมไม่ถึง

เขาไม่คิดเลยว่าลูกชายจะอยากเรียนหนังสือ

แต่การเรียนหนังสือเป็นเรื่องดี เขาสนับสนุนอยู่แล้ว ก็ต้องดูว่าปู่กับย่าจะยอมหรือเปล่า

"ลูกเอ๊ย พ่อไม่เคยเรียนหนังสือ เดี๋ยวพ่อไปถามปู่ให้นะ" พ่อหลิวลูบหัวตัวเอง มองสายตาที่คาดหวังของลูกชายแล้วตอบอย่างเกรงใจ

พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินไปยังถ้ำที่หลิวฟู่กุ้ยนอนอยู่ หลิวฉือคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจเดินตามไปติดๆ

"พี่รอง พี่รอง..." พ่อหลิวทำตัวเหมือนขโมย เคาะประตูเรียกหลิวจ้วงเสียงเบาด้วยความหวั่นใจ

คนข้างนอกที่ไม่รู้คงคิดว่าเขากำลังขโมยของแน่ๆ

"เจ้าสาม ดึกดื่นป่านนี้ ตกใจหมดเลย นึกว่ามีใครมาเรียกวิญญาณข้าเสียอีก" หลิวจ้วงเดินออกมาด้วยท่าทีหวาดผวา มองพ่อหลิวด้วยสีหน้าไม่พอใจ

"แหะๆ พี่รอง ก็นอนไม่หลับนี่นา คิดว่าพวกพี่ก็คงยังไม่นอนเหมือนกัน เลยกะจะมาคุยเรื่องบางอย่างกับท่านพ่อท่านแม่น่ะ" พ่อหลิวลูบท้ายทอย ตอบอย่างเขินๆ

"เจ้าสาม จะว่าไปก็แปลกนะ โตป่านนี้แล้ว ข้าได้ยินเสียงสิ่งชั่วร้ายทีไรก็ยังกลัวอยู่ดี" หลิวจ้วงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นว่าข้าก็เหมือนกัน

หลิวฉือนึกภาพไม่ออกเลยจริงๆ ว่าผู้ชายตัวโตสูงแปดฉื่อสองคนจะไปหลบมุมสั่นเป็นลูกนกได้ยังไง

แต่เขาไม่ได้มาเพื่อคุยเรื่องน่ากลัวพวกนี้นะ

เสียงโหยหวนข้างนอกยังดังไม่หยุดเลย

เขารีบดึงแขนเสื้อพ่อหลิว

เมื่อพ่อหลิวเห็น ก็เพิ่งนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้

"พี่รอง ไม่คุยเรื่องนี้แล้ว ท่านพ่อท่านแม่หลับหรือยัง?"

"ยังหรอก เจ้าเรียกแบบนี้พวกเขาไม่ได้ยินหรอก พวกเขาเอาผ้าอุดหูไว้น่ะ เจ้าเข้าไปเรียกพวกเขาเลยดีกว่า" หลิวจ้วงชี้ไปที่หู เป็นการบอกให้พ่อหลิวเข้าไปเรียกข้างใน

เมื่อพ่อหลิวได้ยินดังนั้น ก็เลยตัดสินใจเดินเข้าไปปลุกหลิวฟู่กุ้ยและนางหลี่

หลิวฟู่กุ้ยและนางหลี่ตื่นขึ้นมา หลังจากฟังพ่อหลิวเล่าจบ ทั้งสองก็นิ่งเงียบไป สั่งให้หลิวจ้วงไปตามครอบครัวของหลิวเหมิ่งมา

หลิวฉือไม่คิดเลยว่าปู่ของเขาจะใจร้อนขนาดนี้ ถึงกับเรียกประชุมเรื่องเรียนหนังสือของเขาในคืนนี้เลย เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็เลยไปตามแม่มาด้วยเลย

ไม่นาน ครอบครัวหลิวฟู่กุ้ยก็มารวมตัวกันที่ลานว่างหน้าถ้ำ และเริ่มต้นการประชุมครอบครัว

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 7 - ต้องเรียนหนังสือให้ได้

คัดลอกลิงก์แล้ว