- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 147 เทวรูปหินดำ
บทที่ 147 เทวรูปหินดำ
บทที่ 147 เทวรูปหินดำ
หมี่ฉีหลัวส่งเสียงคำรามแผ่วเบา ปลายนิ้วตวัดผ่านอากาศอย่างรวดเร็วราวกับปลายพู่กันร่ายรำ ยันต์เต๋าที่เปล่งประกายสีทองพุ่งทะลวงอากาศออกไปทีละแผ่น ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นปราณกระบี่ที่คมกริบอย่างฉับพลัน
ฟิ้วฟิ้วฟิ้วฟิ้วฟิ้ว! ปราณกระบี่พุ่งทะยานตัดสลับไปมาในอากาศ หลังจากระเบิดใส่หัวจิ้งจอกแล้ว พวกมันก็โบยบินกลางเวหาดั่งมังกรแหวกว่าย ส่งเสียงหวีดหวิวโฉบเฉี่ยววนเวียนไปมาไม่หยุด
ทันทีที่เหอผิงเห็นวิชา ‘ยันต์แปลงกระบี่’ นี้ เขาก็นึกเชื่อมโยงไปถึงร่องรอยของ ‘คัมภีร์ไท่ซ่างตงหยวนเสินโจ้ว’ อีกสามบทที่เหลือของสายตงหยวนในทันที ซึ่งก็คือสังหารภูต สะกดภูต และตัดเศียรภูต
เล่าลือกันว่า สามบทภูตนี้ตกไปอยู่ในมือของยอดกระบี่ผู้หนึ่งผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ ยอดกระบี่ผู้นั้นทุ่มเทกายใจและใช้เวลาอยู่นานนับหลายสิบปี กว่าจะผสานบทวิชาสังหารภูต สะกดภูต และตัดเศียรภูต เข้ากับวิชากระบี่บินร้อยก้าวที่ตนฝึกฝน หลอมรวมเป็นวิชาผสานวิชากระบี่ ‘ปราณสวรรค์เหินฟ้าสะบั้นภูต’
‘หมี่ฉีหลัวเป็นถึงผู้สืบทอดวิชา ‘ปราณสวรรค์เหินฟ้าสะบั้นภูต’ หรือนี่ นิกายลับบูรพาช่างมีฝีมือไม่เบา ถึงกับดึงตัวยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาที่สืบทอดวิชานี้มาเข้าร่วมได้!’
เมื่อเหอผิงเห็นฉากนี้ เขาก็อดรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยไม่ได้
“ปราณสวรรค์เหินฟ้าสะบั้นภูต...”
น้ำเสียงแหบพร่าและเยียบเย็นดังลอยขึ้นมา
“น่าจะหกสิบปีได้แล้วกระมังที่ข้าไม่ได้เห็นกระบวนท่านี้? ที่แท้วิชากระบี่นี้ก็ยังไม่สูญหายไปสินะ?”
เหอผิงได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไป เขาเงยหน้าขึ้นและเห็นว่าหัวสัตว์ร้ายที่เพิ่งแตกซ่านเซ็นราวกับกลุ่มควันได้ควบแน่นรวมตัวกันอีกครั้ง หัวจิ้งจอกยักษ์ปรากฏขึ้นกลางอากาศอีกหน นัยน์ตาของปีศาจตนนี้แดงฉานราวกับอาบเลือด และมันกำลังเอื้อนเอ่ยภาษามนุษย์ออกมาจากปาก
“เจ้ามนุษย์เหม็นสาบ เจ้าเป็นอะไรกับหยวนเว่ยถิงแห่งเมืองปราการเหล็กเขาเฮาหลี่?”
น้ำเสียงนี้แฝงคลื่นพลังสั่นสะเทือนบางเบา ชั่วครู่ต่อมาเมื่อมันดังเข้าหูทุกคนในที่นั้น ก็ทำเอาพวกเขาถึงกับหน้ามืดตาลาย เลือดลมในอวัยวะภายในปั่นป่วนจนแทบทะลัก ต่างต้องพากันถอยกรูไปด้านหลัง สายตาที่มองไปยังหัวจิ้งจอกยักษ์เต็มไปด้วยความหวาดผวา
“ปะ...ปีศาจ!!!”
“นี่มันสัตว์ประหลาดอะไรกัน?”
แววตาของทุกคนสั่นไหวไปด้วยความหวาดกลัวและตื่นตระหนก
“ปีศาจเฒ่า เจ้าคิดว่าถามแล้วข้าจะยอมบอกหรืออย่างไร?”
เลือดลมของหมี่ฉีหลัวเดือดพล่าน เขาอ้าปากตวาดลั่น พร้อมกับชี้ดรรชนีกระบี่ออกไป ปราณกระบี่ที่วนเวียนอยู่ในอากาศส่งเสียงกรีดร้องระงม พุ่งทะยานเข้ามาราวกับพายุคลั่ง ก่อนจะหมุนวนรวมตัวกันดั่งมังกรพิโรธ และพุ่งทะลวงเข้าใส่หัวจิ้งจอกในท้ายที่สุด
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ต่อให้หยวนเว่ยถิงมาเอง เมื่ออยู่ต่อหน้าบรรพชนจิตจิ้งจอกผู้นี้ มันก็ใช่ว่าจะเอาชนะข้าได้ แล้วยันต์หยินเร้นลับสะบั้นภูตที่ตบะอ่อนด้อยแค่นี้ของเจ้า จะทำอะไรบรรพชนอย่างข้าได้!!!”
จิ้งจอกยักษ์อ้าปากกว้างราวกับอ่างเลือด ภายในโพรงปากก่อตัวเป็นวังวนคล้ายหลุมดำอย่างรวดเร็ว แรงดึงดูดมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากจุดศูนย์กลางของวังวน ดูดกลืนปราณกระบี่นับพันร้อยสายเข้าไป ในฉับพลันนั้น ทุกคนในที่นั้นต่างรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในจิตใต้สำนึก ราวกับว่าจิตวิญญาณกำลังจะหลุดลอยออกจากร่างและถูกดูดเข้าไปในวังวนนั้น
“อย่ามาทำเป็นอวดเบ่ง!”
หมี่ฉีหลัวตวาดกลับเสียงกร้าว “ด้วยพลังตบะของปีศาจเฒ่าจิตจิ้งจอกอย่างเจ้า หากร่างจริงจุติลงมายังโลกนี้ ข้าก็คงต้องล่าถอยไปให้ไกล แต่เสียดายที่นี่เป็นแค่เพียงเศษเสี้ยวจิตและร่างแยกของเจ้า แล้วข้าจะต้องกลัวหาหอกอะไรเล่า!”
เขาตั้งมุทรากระบี่ ชี้ขึ้นไปในอากาศ และร่ายวิชาด้วยความรวดเร็ว
“ขอพลังศักดิ์สิทธิ์จงปรากฏ ปกป้อง ขจัดอุปสรรค และนำสู่ความบริสุทธิ์แห่งจิต!”
นี่คือมนตร์ลับสิบหกคำของมรรคาเต๋า ทันทีที่เสียงร่ายมนตร์ลับสิบหกคำนี้ดังก้องขึ้น ปราณกระบี่นับร้อยพันสายที่ถูกจิ้งจอกอ้าปากดูดกลืนเข้าไป ก็เกิดการปะทุอย่างรุนแรง ระเบิดกึกก้องราวกับดินปืน
ตูม!
กลุ่มควันรูปดอกเห็ดสีส้มแดงขนาดใหญ่เท่าครึ่งไร่ พวยพุ่งขึ้นจากป่าต้นหยางอย่างรุนแรง
กลางเวหา หัวสัตว์ร้ายของปีศาจเฒ่าจิตจิ้งจอกถูกระเบิดแหลกเป็นผุยผงในทันที ท่ามกลางพายุลมแรงที่พัดกรรโชก ป่าทั้งผืนก็เต็มไปด้วยเศษดินหินทรายปลิวว่อนไปทั่วชั่วขณะ
และหลังจากเสียงระเบิดนั้นจบลง มันก็มีสุ้มเสียงหนึ่งดังก้องขึ้นมาจากความว่างเปล่า
“ผู้สืบทอดของหยวนเว่ยถิง เจ้าบังอาจทำร้ายร่างแยกของข้า ข้าจะจดจำวิญญาณของเจ้าไว้!”
“ถุย! จำก็จำไปสิ เจ้าเป็นถึงปีศาจเฒ่า ยังมีปัญญาปีนขึ้นมาจากภพเหวลึกอีกรึไง?”
หมี่ฉีหลัวพึมพำเสียงเบา ในใจก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
‘ดูเหมือนว่าคนของลัทธิสดับกลิ่นหอมจะแอบลักลอบติดต่อกับพันธมิตรลวงฟ้าแห่งภพเหวลึกจริงๆ ซะแล้ว บรรพชนจิตจิ้งจอกเป็นถึงหนึ่งในเจ็ดจอมปราชญ์ลวงฟ้า มารนอกรีตพวกนี้มันกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว ถึงขั้นสมคบคิดกับปีศาจ มิน่าเล่าท่านอ๋องถึงให้ข้าเดินทางมาที่นี่!’
ปีศาจเฒ่าจิตจิ้งจอกมีฝีมือไม่เบา น่าเสียดายที่นี่ไม่ใช่ภพเหวลึก ภายในกล่องใบนี้ก็ถูกประทับไว้เพียงภาพฉายของร่างแยกเท่านั้น ต่อให้ภาพฉายร่างแยกของปีศาจตนนี้จะเก่งกาจสักเพียงใด แต่พลังย่อมมีขีดจำกัด มันจึงถูกยันต์หยินเร้นลับสะบั้นภูตของเขาจัดการได้อยู่หมัด
“น้องโม่ซิวหลัว”
หมี่ฉีหลัวผ่อนลมหายใจออกมายืดยาว
“เกี่ยวกับข้าวของของลัทธิสดับกลิ่นหอมที่เจ้ายึดมาได้ ข้าต้องการแค่ทรัพย์สินเงินทอง และขอเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ข้ารู้ว่าเจ้าลำพังคนเดียวคงตัดสินใจเรื่องนี้ได้ยาก เอาอย่างนี้สิ! เจ้าลองไปปรึกษากับใต้เท้าอินต๋าหลัวดูก่อน ดูว่าทางนั้นจะตกลงหรือไม่ ข้าก็ไม่อยากทำให้น้องชายอย่างเจ้าต้องลำบากใจ”
“ตกลง!”
เมื่อเหอผิงได้ยินเขาพูดเช่นนั้นก็ไม่ได้ถือสาอะไร เขาหันหลังกระโดดขึ้นไปบนรถม้า ใช้หยกมันแกะสลักติดต่อกับ ‘เจ้านาย’ ของตนอย่างอินต๋าหลัว พร้อมกับอธิบายเรื่องที่ขุดพบทรัพย์สมบัติในป้อมหลิวหง รวมถึงเรื่องที่หมี่ฉีหลัวมาขอแบ่งส่วนแบ่งให้ฟังจนจบ
“คนของลัทธิสดับกลิ่นหอมไปสมคบคิดกับบรรพชนจิตจิ้งจอกนั่นงั้นรึ? แล้วหมี่ฉีหลัวก็มาขอแบ่งทรัพย์สินเงินทองจากเจ้า?”
อินต๋าหลัวฟังจบก็ชะงักไปเช่นกัน
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้... ดูเหมือนว่าทางโม่เป่ยจะมีความเคลื่อนไหวอะไรบางอย่างกระมัง? เรื่องนี้ข้ารับรู้แล้ว หมี่ฉีหลัวต้องการแค่ทรัพย์สินเงินทอง เขาต้องการเท่าไหร่ล่ะ?”
“เขาบอกว่าต้องการห้าส่วนขอรับ”
เหอผิงตอบกลับไปตามตรง
“ก็คือครึ่งหนึ่งสินะ เอาเถอะ เจ้าแบ่งให้เขาไปเจ็ดส่วน ส่วนอีกสามส่วนที่เหลือเจ้าก็เก็บไว้เอง”
อินต๋าหลัวกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ข้ารู้ว่าทางด่านเป่ยกวนขาดแคลนเงินทอง แต่ก็ไม่คิดว่าจะหนักหนาสาหัสขนาดนี้ เจ้าฟังให้ดี คนผู้นี้ฝีมือไม่ธรรมดา เจ้าแบ่งให้เขาไปเจ็ดส่วน แล้วบอกว่าเป็นความตั้งใจของเจ้าเอง ด้วยนิสัยของเขาแล้วจะต้องจดจำไว้แน่ ถือซะว่าเขาติดค้างน้ำใจเจ้าหนึ่งหน จงรู้ไว้ว่าน้ำใจจากยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคานั้นไม่ธรรมดา วันหน้าหากเกิดเรื่องผิดพลาดอันใด เจ้าสามารถใช้น้ำใจครั้งนี้เป็นข้ออ้างขอให้เขาช่วยเหลือได้ เขาจะต้องไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน เรื่องนี้ไม่ใช่ผลเสียอะไรต่อตัวเจ้าเลย เข้าใจรึไม่?”
“ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าใจแล้วขอรับ”
เหอผิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เผยรอยยิ้มบางๆ แล้วเดินลงมาจากรถม้า
“พี่หมี่ฉีหลัว ข้าพูดคุยกับใต้เท้าอินต๋าหลัวเรียบร้อยแล้ว ใต้เท้าอินต๋าหลัวให้ข้าแบ่งทรัพย์สมบัติเหล่านี้ให้ท่านแปดส่วน ทรัพย์สินทั้งหมดอยู่ที่นี่ พี่ชายเชิญเลือกหยิบตามสบายเลย!”
หมี่ฉีหลัวได้ยินดังนั้นก็ถูมือไปมา เอ่ยปากด้วยความรู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง “เช่นนั้นก็คงต้องรบกวนน้องชายแล้ว ข้าต้องขนของพวกนี้กลับไป รถม้าพวกนี้จะยกให้ข้าด้วยเลยได้หรือไม่?”
“เรื่องง่ายๆ แค่นี้เอง”
เหอผิงหัวเราะหึหึ สะบัดแขนเสื้อสั่งให้ลูกน้องเข้าไปจัดการเก็บกวาดข้าวของ
“น้องชาย เจ้าช่างเป็นคนใจกว้างตรงไปตรงมาเสียจริง เรื่องในครั้งนี้ถือว่าข้าเป็นหนี้น้ำใจเจ้าแล้ว”
หมี่ฉีหลัวประสานมือคารวะ
เขาเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา บทสนทนาระหว่างเหอผิงกับอินต๋าหลัวที่แอบซ่อนตัวอยู่ในรถม้าก่อนหน้านี้ ย่อมไม่อาจเล็ดลอดประสาทสัมผัสของเขาไปได้
อินต๋าหลัวบอกให้แบ่งให้เขาเจ็ดส่วน แต่เหอผิงกลับตั้งใจเจียดเพิ่มให้เขาอีกหนึ่งส่วน รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นี้เขาได้จดจำไว้ในใจแล้ว และแน่นอนว่าเขาย่อมรู้สึกซาบซึ้งใจต่อ ‘ความหวังดี’ ของเหอผิง!
ทว่าเหอผิงเองก็มีเหตุผลของตัวเอง ประการแรก ทรัพย์สมบัติเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เขากำลังต้องการอย่างเร่งด่วน การปิดล้อมป้อมหลิวหงและกวาดล้างฐานที่มั่นของลัทธิสดับกลิ่นหอมในมณฑลจินเหอ อันที่จริงเขาก็ไม่ได้ออกแรงอะไรมากมายนัก ยอดฝีมือตัวจริงที่เผชิญหน้าล้วนถูกจัดการโดยเทพแห่งความมั่งคั่งห้าสี เขาก็แค่คอยตามเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อยู่ข้างหลังเท่านั้น
“เป็นเพียงคำสั่งของใต้เท้าอินต๋าหลัวเท่านั้นขอรับ”
เหอผิงอมยิ้มส่ายหน้า “จริงสิ กล่องเหล็กใบนั่นสรุปแล้วมันคืออะไรกันแน่? พี่หมี่ฉีหลัวได้ตรวจสอบดูแล้วหรือยัง”
“โอ้ เกือบลืมเรื่องสำคัญไปเสียสนิท”
หมี่ฉีหลัวยื่นนิ้วชี้ออกไป ปราณกระบี่หลายสายแหวกอากาศ พุ่งฟาดลงบนกล่องราวกับสายฟ้าแลบ ชั่วพริบตาเดียว ปราณกระบี่ที่คมกริบตัดทองฟันหยกก็กวาดผ่านจนกล่องแตกออกเป็นชิ้นๆ เผยให้เห็นหินสีดำขลับที่ดูคล้ายกับหยกดำซ่อนอยู่ภายใน มันคือหินดำที่ถูกแกะสลักเป็นเทวรูป
‘ที่แท้ก็เป็นของสิ่งนี้งั้นรึ?!’
เหอผิงชะงักงันไปเล็กน้อย เขาคิดไม่ถึงเลยว่าภายในคลังสมบัติของลัทธิสดับกลิ่นหอมจะซุกซ่อนสิ่งนี้เอาไว้ เทวรูปหินดำนี้เขาก็มีอยู่ชิ้นหนึ่งเช่นกัน ซึ่งได้มาจากลัทธิโคลน เพียงแต่... เหตุใดลัทธิสดับกลิ่นหอมถึงได้เก็บสะสมเทวรูปหินดำองค์นี้เอาไว้ด้วยเล่า?