- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 146 ‘ปราณสวรรค์เหินฟ้าสะบั้นภูต’
บทที่ 146 ‘ปราณสวรรค์เหินฟ้าสะบั้นภูต’
บทที่ 146 ‘ปราณสวรรค์เหินฟ้าสะบั้นภูต’
“กระบอกกัมปนาทเก้าอัคคี อัสนีหมุนวนแม่ลูก ของพวกนี้ล้วนเป็นของดีทั้งสิ้น ถึงแม้จะเทียบไม่ได้กับลูกแก้วอสนีที่เจอในภูเขาไท่เผิงคราวนั้น แต่ก็ประมาทไม่ได้เลย พลังทำลายของลูกแก้วอสนีนั่นน่าสะพรึงมาก หากผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปมาเจอเข้า ต่อให้มีแสงวิญญาณคุ้มกายก็ต้านทานไม่อยู่!”
เหอผิงเข้าใจดีว่าด้วยอานุภาพของลูกแก้วอสนี ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาไม่ได้หวาดกลัวมันเป็นพิเศษนัก ท้ายที่สุดด้วยความแข็งแกร่งของพวกเขา ต่อให้โดนระเบิดก็ไม่มีทางสิ้นชีพ เว้นเสียแต่ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้ป้องกันตัวเลยแม้แต่น้อย ถึงจะพอทำให้ยอดฝีมือระดับนี้มีสภาพทุลักทุเลได้บ้าง
ส่วนกระบอกกัมปนาทเก้าอัคคีกับอัสนีหมุนวนแม่ลูกนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง โดยพื้นฐานแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้กับยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา
ทว่าทุกเรื่องย่อมมีข้อยกเว้น ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาก็ใช่ว่าจะรับประกันได้ว่าตนเองจะไม่มีวันตกอับเหมือนพยัคฆ์ติดจั่นหรือมังกรเกยตื้น เมื่อถึงคราวที่สัมผัสวิญญาณเหือดแห้งจนไม่อาจใช้งานของวิเศษได้ หากในมือมีลูกแก้วอสนี หรือของวิเศษที่แม้แต่คนธรรมดาก็ใช้ได้อย่างกระบอกกัมปนาทเก้าอัคคีและอัสนีหมุนวนแม่ลูก นั่นมิเท่ากับว่ามีไพ่ตายเพิ่มขึ้นมาอีกใบหรอกหรือ
“อีกอย่าง กระบอกกัมปนาทเก้าอัคคีกับอัสนีหมุนวนแม่ลูก... ต่อให้ข้าไม่ได้ใช้ ข้าก็ยังมอบให้ลูกน้องได้ ฉีไป๋อี หลิวอวี้ และคนอื่นๆ ล้วนไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียร หากบังเอิญไปเจอกับยอดฝีมือที่เชี่ยวชาญวิชาเต๋าเข้าก็ไม่มีวิธีป้องกันตัว การให้พวกเขามีกระบอกกัมปนาทเก้าอัคคีกับอัสนีหมุนวนแม่ลูกติดตัวไว้ นั่นก็เท่ากับเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้พวกเขาอีกทางหนึ่ง”
เหอผิงรีบเก็บกล่องไม้ใบนี้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สุดท้ายเขาก็หันไปมองกล่องเหล็กใบนั้น กล่องใบนี้ไม่ได้ลงกุญแจ ทว่ากลับถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่หลายเส้น ทั้งยังแปะยันต์สีดำสนิทเอาไว้ เมื่อยันต์นั้นถูกลมพัดก็สะบัดดังกึกกัก โซ่เหล็กเองก็ส่งเสียงดังกราวเช่นกัน
กล่องเหล็กใบนี้ให้ความรู้สึกราวกับว่ามีสัตว์ร้ายจำศีลซ่อนอยู่ภายใน โซ่และยันต์มีไว้เพื่อสะกดข่มสัตว์ร้ายตัวนี้ ให้ความรู้สึกที่ทั้งหนาวเยือกและแปลกประหลาด
“สิ่งนี้ดูไม่ค่อยชอบมาพากลเลย!”
เหอผิงขมวดคิ้ว ลางสังหรณ์อันเลวร้ายสายหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ
“สัญชาตญาณบอกข้าว่าภายในกล่องเหล็ก ต้องบรรจุของที่อันตรายมากเอาไว้อย่างเห็นได้ชัด หากนำมันออกมานอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้ว ยังจะนำพาความวุ่นวายใหญ่หลวงมาให้ข้าอีกด้วย... เช่นนั้น ข้าควรจะโยนของพรรค์นี้ทิ้งไปดีรึไม่กัน?”
เขาก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าเทพสิงโตเขียวจะนำกล่องเหล็กที่แปลกประหลาดเช่นนี้ออกมาจากคลังสมบัติของป้อมหลิวหง เกรงว่านี่คงจะเป็นเผือกร้อนลวกมือ ทางที่ดีที่สุดควรรีบโยนมันทิ้งไป
“จะโยนกลับไปที่ป้อมหลิวหงดีหรือไม่? แต่ของสิ่งนี้อาจจะเป็นของลัทธิสดับกลิ่นหอม หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา มันจะส่งผลกระทบมาถึงฝั่งข้าหรือเปล่า…”
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจว่าจะโยนกล่องเหล็กใบนี้กลับไปที่ป้อมหลิวหง ใครมีความสามารถจะจัดการก็จัดการไปเถอะ อย่างไรเสียเขาก็จะไม่มีวันเข้าไปยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด!
“ช้าก่อน!”
ทันใดนั้นเอง ท่ามกลางสายลมยามราตรี มันก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากที่ใดก็ไม่ทราบได้
“สิ่งนี้เป็นของอัปมงคล ห้ามเปิดออกตามอำเภอใจและจะทิ้งขว้างไม่สนใจก็ไม่ได้เช่นกัน!!”
“ใคร!?”
เหอผิงรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาในใจ สัมผัสวิญญาณของเขาเฉียบคมเพียงใด กอปรกับดวงตาและสองหูล้วนได้รับการดัดแปลงมาแล้ว ทว่ากลับยังสัมผัสถึงที่มาของเสียงนั้นไม่ได้ ในชั่วพริบตา เขาก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที!
‘ไม่ดีแน่... หรือว่าจะเป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา? คงไม่ใช่ยอดฝีมือของลัทธิสดับกลิ่นหอมวิ่งโร่มาช่วยเหลือหรอกกระมัง? หรือว่า…’
ความคิดของเหอผิงแล่นพล่าน ในวินาทีต่อมา ท่ามกลางป่าต้นหยาง ควันสีดำจางๆ สายหนึ่งก็ลอยออกมา ภายใต้สายตาของทุกคน ควันดำที่กระจายตัวบางเบาดุจเส้นใยนั้นพลันหยุดนิ่ง เพียงชั่วพริบตาก็รวมตัวกันอีกครั้ง กลายเป็นชายประหลาดสวมผ้าคลุมและหน้ากากสีทอง
“น้องโม่ซิวหลัว ข้าหมี่ฉีหลัว ต้องขออภัยด้วยที่มาสายไปสักหน่อย”
ชายประหลาดสวมหน้ากากทองหัวเราะร่า ก้าวเท้ายาวๆ เดินเข้ามาหา แล้วตบลงบนบ่าของเขา
“พี่ชายอย่างข้าก็หมดหนทางเช่นกัน เดิมทีอยากจะรีบเร่งมาช่วยโดยเร็ว ใครจะรู้ว่ากลางทางกลับได้รับข่าวมาว่าลัทธิสดับกลิ่นหอมส่งยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคามาผู้หนึ่ง ตั้งใจจะวิ่งรอกมาจากทางทิศมณฑลหนานหลิงเพื่อมาช่วยเหลือที่มณฑลจินเหอ ข้าเลยไปดักสกัดกลางทาง กว่าจะไล่ต้อนผู้อาวุโสของลัทธิสดับกลิ่นหอมผู้นั้นไปได้ก็ยากเย็นแสนเข็ญ นี่จึงทำให้มาสายไปก้าวหนึ่ง!”
“...หมี่ฉีหลัว?”
เหอผิงสังเกตเห็นหน้ากากทองของคนผู้นี้เช่นกัน หน้ากากนั้นคือขุนพลเทพที่สวมหงอนไก่บนศีรษะ ซึ่งก็คือขุนพลหมี่ฉีหลัว หนึ่งในสิบสองขุนพลเทพยักษา
‘คนผู้นี้... ถึงกับเป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ ในท้ายที่สุดข้าก็ยังประเมินขุมพลังของนิกายลับบูรพาต่ำไป ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาไม่ใช่ผักกาดขาวตามท้องตลาด การจะดึงตัวยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคามาเข้าร่วมได้นั้น ไม่มีทางง่ายดายอย่างเด็ดขาด!’
“ใช่แล้วๆ ข้าเอง!”
หมี่ฉีหลัวผู้นี้เป็นคนประเภทตีสนิทเก่ง หน้ากากของเขาปิดบังใบหน้าเพียงครึ่งเดียว ชายผู้นี้ฉีกยิ้มกว้าง เผยให้เห็นซี่ฟันขาววับ
“น้องชาย เจ้าลงมือได้รวดเร็วจริงๆ ตั้งแต่วางแผนไปจนถึงเก็บกวาด ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวันก็ตีป้อมหลิวหงจนแตก และกวาดล้างโถงธูปของลัทธิสดับกลิ่นหอมจนราบคาบ นับเป็นความดีความชอบชิ้นใหญ่จริงๆ!”
“เช่นนั้น... พี่หมี่ฉีหลัวท่านนี้ ไม่ทราบว่ามีคำชี้แนะอันใดหรือ?”
เหอผิงรู้สึกคลางแคลงใจเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่าเหตุใดคนผู้นี้จึงมาตีสนิทกับตน หมี่ฉีหลัวผู้นี้น่าจะเป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา บุคคลระดับนี้เหตุใดจึงเข้าร่วมกับองค์กรอย่างนิกายลับบูรพา แล้วเหตุใดถึงต้องมารับหน้าที่ในสิบสามขุนพลทองคำ ช่างเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจจริงๆ
“คำชี้แนะนั้นมิกล้ารับ”
หมี่ฉีหลัวหัวเราะร่า
“น้องชายอาจจะไม่รู้ ครั้งนี้ข้ามีเรื่องอยากให้น้องชายช่วยสักหน่อย ไม่ทราบว่าน้องชายพอจะไว้หน้าข้าได้หรือไม่?”
“เชิญว่ามาเถิด”
เหอผิงเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“หากข้าทำได้ ย่อมต้องช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ”
“ฮี่ฮี่ น้องโม่ซิวหลัวช่างเป็นคนตรงไปตรงมาเสียจริง”
หมี่ฉีหลัวตบมือเข้าหากัน เอ่ยพร้อมกับหัวเราะเบิกบาน “ความจริงแล้วเรื่องมันเป็นเช่นนี้... ช่วงนี้พี่ชายค่อนข้างขัดสนเงินทองนิดหน่อย น้องชายเพิ่งจะได้โชคลาภก้อนโตมาจากป้อมหลิวหงไม่ใช่หรือ? พี่ชายขอแบ่งสักครึ่งหนึ่งได้หรือไม่ มันก็ช่วยไม่ได้ ครอบครัวข้าคนค่อนข้างเยอะ ปากท้องก็เยอะตาม ข้าที่เป็นผู้นำครอบครัว หาเงินมาเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอใช้เลย!”
เหอผิงชะงักไปครู่หนึ่ง เขาคิดไม่ถึงเลยว่าที่คนผู้นี้วิ่งมาตีสนิทด้วยจะเป็นเพราะเหตุผลนี้
“พี่หมี่ฉีหลัว ท่านพูดเช่นนี้ออกจะทำให้ข้าลำบากใจไปสักหน่อย ข้าทำงานแทนใต้เท้าอินต๋าหลัว ต่อให้เป็นของที่ยึดมาได้ ข้าก็ต้องส่งขึ้นไปเบื้องบนอยู่ดี!”
เมื่อต้องมาเจอคนอันธพาลเช่นนี้ เขาก็ไม่มีวิธีรับมือที่ดีนัก หากเผชิญหน้ากันตรงๆ ย่อมไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะเป็นการล่วงเกินยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาผู้หนึ่ง
เหอผิงรีบยกเอา ‘ใต้เท้าอินต๋าหลัว’ ซึ่งก็คือผู้บังคับบัญชาที่ยิ่งใหญ่ของตนเองออกมาอ้างทันที เขาคาดเดาว่าฐานะของหัวหน้าตนเองนั้นไม่ธรรมดา ในบรรดาสิบสามขุนพลทองคำน่าจะเป็นผู้ที่กุมอำนาจสูงสุด
ไม่สิ ในบรรดาทั้งองค์กรนิกายลับบูรพา เขาก็น่าจะเป็นผู้ที่มีฐานะไม่ธรรมดาเช่นกัน
“พูดได้ดีมีเหตุผล แต่น้องชาย พวกเรามาจัดการธุระสำคัญตรงหน้านี้ก่อนดีกว่า”
สายตาภายใต้หน้ากากของหมี่ฉีหลัวแปรเปลี่ยนเป็นเฉียบคมขึ้นหลายส่วน แววตาของเขาเคลื่อนไปจ้องมองที่กล่องเหล็กใบนั้นในพริบตา
“ของที่อยู่ข้างในนี้ค่อนข้างรับมือยาก หากไม่หาวิธีจัดการให้เรียบร้อย มันจะลุกลามใหญ่โตจนไม่อาจควบคุมได้!”
ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาผู้นี้ไม่พูดพร่ำทำเพลง ภายในดวงตาที่เผยออกมาจากช่องว่างของหน้ากากสีทอง ราวกับมีประกายแสงศักดิ์สิทธิ์สองสายยืดหดอย่างไม่แน่ไม่นอน จู่ๆ เขาก็ตวัดมือคราหนึ่ง ปลายนิ้วขยับไหว ประหนึ่งแทงกระบี่ทะลวงผ่านความว่างเปล่า
เช้ง!!
ห่างออกไปห้าจั้ง ท่ามกลางเสียงราวกับโลหะและหยกแตกหัก โซ่หลายเส้นบนกล่องเหล็กก็ถูกตัดขาด กล่องเหล็กใบนั้นก็สั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างฉับพลัน
ปัง! ฝากล่องเปิดออกเสียงดังสนั่น ทันใดนั้น ไอหมอกสีดำเข้มข้นก็พวยพุ่งออกมาอย่างบ้าคลั่ง ความมืดมิดอันหนักอึ้งทะยานแหวกอากาศขึ้นไป แทบจะพุ่งตรงสู่ยอดนภา
“ช่างบังอาจนัก!!!”
ไอหมอกสีดำขลับม้วนตัววนเวียนอยู่กลางอากาศรอบหนึ่ง ท่ามกลางหมอกนั้นปรากฏหัวสัตว์ร้ายขนาดยักษ์ที่ใหญ่โตพอๆ กับยอดเขาขนาดย่อม มันมีปากแหลมคม อีกทั้งยังมีปากที่อ้ากว้างจนเห็นซี่ฟันแหลมคมดุจหอกยาว
ในพริบตานั้น กลิ่นอายอันรุนแรงที่ทั้งชั่วร้าย ป่าเถื่อน และโหดเหี้ยมหาใดเปรียบก็ลอยกรุ่นขึ้นมา หัวสัตว์ยักษ์นั่นแท้จริงแล้วคือสุนัขจิ้งจอก เป็นสุนัขจิ้งจอกตัวใหญ่โตจนน่าตกใจ จิ้งจอกตัวนี้พออ้าปาก มันก็แผดเสียงคำรามดังสนั่นหวั่นไหวจนแก้วหูแทบแตก
“พวกมนุษย์เหม็นสาบ ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้านัก กล้าดีอย่างไรมาสังหารสาวกของข้า!!!”
รูม่านตาทั้งสองของจิ้งจอกราวกับโคมไฟยักษ์สองดวง ดวงตาแดงก่ำหาใดเปรียบ เพียงมองปราดเดียวก็รู้สึกอึดอัดจนแทบคลุ้มคลั่งอยู่ภายในอก แผ่ซ่านกลิ่นอายที่ทำให้รู้สึกกระวนกระวายใจอย่างถึงที่สุด
“ข้าก็ว่าอยู่ว่าเป็นผู้ใด? ที่แท้ก็เป็นเจ้าจิ้งจอกเหม็นสาบนี่เอง!”
หมี่ฉีหลัวหัวเราะร่า
“ปีศาจเฒ่าจิตจิ้งจอก ที่นี่ไม่ใช่ภพเหวลึก แล้วก็ไม่ใช่ขุนเขาศักดิ์สิทธิ์รั่วหลัว ยิ่งไม่ใช่ถิ่นของเจ็ดจอมปราชญ์ลวงฟ้าของพวกเจ้า อาณาจักรต้าโหยวในโลกมนุษย์จะปล่อยให้ของอัปมงคลในวิถีมารนอกรีตอย่างพวกเจ้ามาทำกำเริบเสิบสานได้อย่างไร!”
“มนุษย์เหม็นสาบตัวจ้อย กล้าพูดจาโอหังนัก!”
จิ้งจอกโกรธเกรี้ยวเป็นล้นพ้น ในดวงตาสีเลือดมีแสงสีแดงหม่นสลัวนับไม่ถ้วน ราวกับกลุ่มเปลวเพลิง ทั้งยังดูคล้ายเส้นเลือดฝอยที่สานตัวกันแน่นขนัด ในยามนี้เมื่อได้ยินเสียงของหมี่ฉีหลัว แสงสีแดงเลือดอันมืดมิดก็สาดกระจายออกมาจากรูม่านตา จิ้งจอกสาดสายตาสีแดงฉานสองสายลงมายังผู้คนบนพื้นดิน
กลิ่นอายอันดุร้ายอำมหิตถูกส่งผ่านลงมาจากสายตาคู่นั้น ผู้คนในที่แห่งนี้ ในชั่วพริบตาที่จิ้งจอกปรากฏตัว พวกเขาก็ตกใจกลัวจนแข็งทื่ออยู่กับที่ เมื่อถูกสายตาสีแดงที่แผ่พุ่งออกมาจากดวงตาสัตว์ร้ายนั้นครอบคลุมร่าง ขนทั่วทั้งสรรพางค์กายก็ลุกชันฉับพลัน หัวใจเต้นระรัว เลือดลมทั่วร่างเริ่มไหลย้อนกลับ
“หึ!”
หมี่ฉีหลัวแค่นเสียงเย็น เสียงนั้นราวกับอสนีบาตที่ดังกึกก้อง ระเบิดลงกลางใจของทุกคน พวกเขาแต่ละคนสะดุ้งเฮือกและสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างแรง ถึงเพิ่งจะได้สติกลับคืนมา รู้สึกราวกับว่าเมื่อครู่นี้หัวใจของตนแทบจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ
“มีข้าอยู่ที่นี่ ปีศาจเฒ่าอย่างเจ้ายังกล้าอวดดีอีกหรือ!”
กล่าวจบ ปลายนิ้วขวาของเขาก็ตวัดวาดผ่านชั้นบรรยากาศ เพียงตวัดวาดตามอำเภอใจ ก็มองเห็นยันต์ไร้สภาพแผ่นแล้วแผ่นเล่าก่อตัวขึ้นกลางอากาศ
“ยันต์หยินเร้นลับสะบั้นภูต! จงทำลาย!”
ปลายนิ้วของเขาขยับไหว ยันต์ขนานแท้แห่งวิชาเต๋าก็แหวกอากาศกลายเป็นแสง ทะลวงไขว้สลับกันไปมา ราวกับปราณกระบี่แต่ละสายที่ฟาดฟันฝ่าความว่างเปล่า ด้วยเหตุนี้ราวกับปาฏิหาริย์ แสงกระบี่นับพันนับร้อยสายพลันบังเกิด เพียงการโจมตีครั้งเดียว จิ้งจอกก็ถูกแสงกระบี่บดขยี้จนแหลกเหลว ควันดำอันเข้มข้นก็แตกซ่านไปสี่ทิศแปดทาง กระทั่งอากาศก็ยังถูกแสงกระบี่ตัดแบ่งออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในชั่วพริบตา!
‘ยันต์เต๋า? ปราณกระบี่สะบั้นภูต?’
เหอผิงชะงักงันไปเล็กน้อยในใจ
‘หรือว่านี่คือ ‘ปราณสวรรค์เหินฟ้าสะบั้นภูต’ อันเลื่องชื่อ?!’