เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 148 เกราะกระดูกขาว

บทที่ 148 เกราะกระดูกขาว

บทที่ 148 เกราะกระดูกขาว


แทบจะในพริบตา เหอผิงก็จำได้ทันทีว่าสิ่งนี้คล้ายคลึงกับเทวรูปพระโพธิสัตว์ไร้ตาที่เขาแอบเก็บซ่อนไว้อย่างยิ่ง เพียงแต่เทวรูปหินดำองค์ไม่มีหู สวมมงกุฎเบญจพุทธะ มวยผมสูงและแบนราบ นั่งขัดสมาธิอยู่บนฐานดอกบัว

แม้จะอยู่ห่างออกไปพอสมควร แต่ก็ไม่อาจขวางกั้นสายตาที่ผ่านการเสริมพลังของเหอผิงได้ ต้องรู้ไว้ว่าดวงตาทั้งสองข้างของเขาได้รับการดัดแปลงด้วยทรงกลมเนตรหุ่น สามารถเพ่งมองได้ตามใจนึก ทั้งยังสามารถขยายภาพสิ่งเล็กๆ ได้ราวกับแว่นขยาย ต่อให้อยู่ห่างออกไปนับร้อยจั้ง สายตาของเขาก็ยังสามารถจับวิถีการกระพือปีกของยุงที่บินอยู่กลางอากาศได้

เมื่อเทียบเทวรูปหินดำองค์นี้กับพระโพธิสัตว์ไร้ตาองค์นั้นแล้ว มันก็มีจุดที่แตกต่างกันอยู่บ้าง นั่นคือเทวรูปองค์นี้ไร้หู หูทั้งสองข้างของเทวรูปถูกฉีกขาดและกำไว้ในมือ

‘พระโพธิสัตว์องค์ก่อนไม่มีตา แต่องค์นี้กลับไม่มีหู หากข้าเดาไม่ผิด เทวรูปหินดำทั้งสองน่าจะมาจากช่างฝีมือคนเดียวกัน รูปแบบและฝีมือการแกะสลักแทบจะเหมือนกันทุกประการ!’

เหอผิงวิเคราะห์ออกมาอย่างเยือกเย็น

“น่าสนใจ... ของสิ่งนี้น่าสนใจจริงๆ–”

หมี่ฉีหลัวเองก็รู้สึกสงสัยในเทวรูปหินดำเช่นกัน เขาพึมพำกับตัวเอง พร้อมกับเดินเข้าไปใกล้และเดินวนรอบเทวรูปหินดำองค์นี้อยู่หลายรอบ

ทันใดนั้น ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคามรรคผู้นี้ก็รวบรวมสมาธิไปที่ดวงตาทั้งสองข้าง ดวงตาเปล่งประกายแสงนุ่มนวล จับจ้องไปยังเทวรูปหินนั้น

“ไม่ถูกต้อง!!”

จู่ๆ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เขาถอยหลังไปหนึ่งก้าว หางตาซ้ายมีรอยเลือดซึมออกมา

“เกิดอะไรขึ้น?”

เหอผิงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ

“ไม่มีอะไร…”

น้ำเสียงของหมี่ฉีหลัวเปลี่ยนไป ร่างกายถอยหลังไปหนึ่งก้าว หางตาซ้ายของเขาปริแตก หยดเลือดไหลริน ราวกับมีน้ำตาเป็นสายเลือดไหลออกมาจากหางตา

“พลาดท่าเสียทีเล็กน้อย ข้าใช้วิชาลับที่สืบทอดมาจากสำนักมาสอดแนมความตื้นลึกหนาบางของสิ่งนี้ส่งเดช จนเกือบถูกมันทำลายดวงตา... อย่างที่คิดไว้เลย ที่มาของสิ่งนี้ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง!”

“อย่างนั้นหรือ?”

เหอผิงรู้ดีว่าเทวรูปหินนี้ไม่ธรรมดา แต่ก็ไม่คิดว่าของพรรค์นี้จะสามารถทำให้ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคามรรคพลาดท่าจนบาดเจ็บได้

“ข้ารู้สึกได้ถึงความกดดันที่ยากจะเอื้อนเอ่ย อีกทั้งยังมีความรู้สึกอึดอัดที่น่าสะพรึงกลัว และกลิ่นอายชั่วร้ายสุดแสนจะน่าหวาดหวั่นที่ราวกับมาจากยุคสมัยอันเก่าแก่และห่างไกล!”

ดวงตาทั้งสองของหมี่ฉีหลัวเป็นประกายวูบวาบ เขาถอนหายใจราวกับยังรู้สึกหวาดกลัวไม่หาย

“เทวรูปหินดำเก่าแก่อย่างยิ่ง น่าจะมาจากยุคสมัยที่ยาวนานมาก สิ่งนี้คือวัตถุอัปมงคลชิ้นใหญ่ที่หาได้ยากยิ่งในโลกหล้า”

เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาที่เขาฝึกฝนมีต้นกำเนิดมาจาก ‘คัมภีร์ไท่ซ่างตงหยวนเสินโจ้ว’ ซึ่งประกอบด้วยมหายันต์สี่สยบแห่งคัมภีร์มหาขับไล่สามสวรรค์ สามารถปราบปรามภูตผีปีศาจนับร้อยได้ ได้รับการขนานนามว่า ‘สยบน้ำพุให้แห้งเหือด สยบตาน้ำให้สิ้นสูญ สยบภูเขาให้ถล่มทลาย สยบแม่น้ำให้เหือดแห้ง สยบไฟให้ดับมอด สยบเทพให้สิ้นฤทธิ์ สยบผีให้สูญสลาย ข้อห้ามสามสวรรค์ สยบซ่อนทุกสรรพสิ่ง’

และเนื่องจาก ‘คัมภีร์ไท่ซ่างตงหยวนเสินโจ้ว’ นั้นล้ำเลิศอย่างยิ่ง หมี่ฉีหลัวจึงล่วงรู้เรื่องราวการติดต่อกับยมโลกที่คนทั่วไปไม่มีทางรู้ และยังรู้ถึงความลับอันเป็นลางร้ายต่างๆ บนโลก ความลับเหล่านี้เกี่ยวข้องกันลึกซึ้ง หากแพร่งพรายออกไปจะนำพามหาภัยพิบัติมาให้

“น้องชาย ข้าไม่แนะนำให้เจ้าเก็บของสิ่งนี้ไว้ หากเจ้าไม่มีข้อโต้แย้งใด เทวรูปหินดำองค์นี้ข้าจะขอนำมันไป แล้วค่อยหาสถานที่ปลอดภัยซุกซ่อนมันไว้…”

หมี่ฉีหลัวกล่าวอย่างเรียบเฉย “บรรพชนจิตจิ้งจอก แล้วยังพวกลัทธิสดับกลิ่นหอมกำลังตามหาสิ่งนี้อยู่ ดูจากเรื่องนี้ก็รู้แล้วว่าที่มาของมันไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะตกอยู่ในมือเจ้า หรือหลุดรอดไปถึงมืออินต๋าหลัว มันก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงความวุ่นวายได้”

“ข้าเข้าใจแล้ว”

เมื่อพิจารณาว่าเทวรูปหินนี้เป็นเผือกร้อนลวกมือ เหอผิงก็ไม่มีความคิดที่จะเก็บมันไว้ เทวรูปหินดำที่เขาเก็บไว้เองก่อนหน้านี้ มันก็ถูกคนของลัทธิโคลนมองว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์

เทวรูปหินดำนั่นก็ทำให้เขาอาจถูกลัทธิโคลนหมายหัวเข้าแล้ว ไม่มีทางปล่อยมือได้เลย จะทิ้งก็ไม่ได้ ไม่ทิ้งก็ไม่ได้ หากตอนนี้รับเทวรูปพระโพธิสัตว์ไร้หูนี้มาอีก เกรงว่าจะนำพาความวุ่นวายที่ไม่อาจล่วงรู้มาให้ไม่รู้จบ

‘ของที่สามารถทำให้ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาได้รับบาดเจ็บเพียงแค่มองด้วยวิชาลับ… สิ่งนี้ช่างอัปมงคลอย่างเหลือเชื่อ เพื่อความปลอดภัย ปล่อยให้หมี่ฉีหลัวเอามันไปเถอะ!’

เมื่อเทียบกับตัวเองแล้ว อย่างไรเสียหมี่ฉีหลัวก็เป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา มีความแข็งแกร่งและเบื้องหลังที่ลึกลับ ต่อให้แย่งชิงเทวรูปหินดำนี้ไป เขาก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกคนของลัทธิสดับกลิ่นหอมหมายหัวมากนัก

“ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง!”

หมี่ฉีหลัวหยิบเศษเหล็กชำรุดขึ้นมาหนึ่งชิ้น เศษเหล็กนี้น่าจะมาจากกล่องเหล็กที่แตกหัก สายตาของเขาเพ่งมอง ปลายนิ้วตวัดวาดอักขระบนแผ่นเหล็กสองสามครั้ง รอยอักขระยันต์ที่ไหลเวียนไปด้วยแสงสีทองก็ถูกประทับลงบนแผ่นเหล็ก

“น้องชาย ข้าใช้พลังแห่งการบรรลุมรรคาประทับยันต์หยินเร้นลับสะบั้นภูตลงบนเศษเหล็กนี้! หากพบเจอกับวิญญาณร้ายที่เก่งกาจ เจ้าก็จงนำเลือดบริสุทธิ์ของตัวเองทาลงบนยันต์ แล้วปาใส่มันเลย วิญญาณร้าย ภูตผี และสัตว์ปีศาจทั่วไปบนโลก ล้วนยากจะต้านทานอานุภาพของยันต์นี้ได้”

ก่อนจากไป หมี่ฉีหลัวยังมอบยันต์หยินเร้นลับสะบั้นภูตให้เขาอีกหนึ่งแผ่น

รอยอักขระยันต์ที่ประทับบนเศษเหล็ก แฝงไว้ด้วยรอยประทับทางจิตวิญญาณของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา อานุภาพนั้นย่อมต้องไม่ธรรมดา ส่วนยันต์หยินเร้นลับสะบั้นภูต ในบรรดาเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาทั้งหลาย เรียกได้ว่าเป็นวิชาที่ข่มขวัญภูตผีปีศาจทุกชนิดบนโลกโดยเฉพาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับวิชาเต๋าของสำนักภูตครวญ มันสามารถสะกดข่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าสัตว์ปีศาจก็สามารถข่มขวัญได้เช่นกัน

นี่คือคุณลักษณะเฉพาะของเคล็ดวิชา ‘คัมภีร์ไท่ซ่างตงหยวนเสินโจ้ว’ สามารถข่มขวัญภูตผีและสัตว์ปีศาจทั้งปวงได้ มันก็เหมือนกับวิชาขุนนางวารีของตำหนักมารสามกำเนิดที่ข่มขวัญสัตว์น้ำมีเกล็ดทั้งปวงในใต้หล้า ซึ่งจัดอยู่ในคุณลักษณะทางด้านกายาและวรยุทธ์

‘หมี่ฉีหลัวมอบของดีให้จริงๆ! ยันต์หยินเร้นลับสะบั้นภูตนี้ไม่พูดถึงเรื่องอื่น หากได้มาไว้รับมือกับยอดฝีมือของสำนักภูตครวญ เรียกได้ว่าเป็นไพ่ตายสังหารเลยทีเดียว!’

เหอผิงค่อนข้างมีความประทับใจอันดีต่อหมี่ฉีหลัวผู้นี้ ตอนจากลากัน คนผู้นี้ยังบอกว่าตนติดค้างหนี้น้ำใจครั้งใหญ่เขาอยู่ วันหน้าจะหาโอกาสตอบแทน

“ดูเหมือนว่าหมี่ฉีหลัวจะเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับคำสัญญา ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาติดหนี้น้ำใจข้า ย่อมต้องมีโอกาสได้ใช้ประโยชน์แน่”

สำหรับเรื่องนี้ ภายในใจของเหอผิงมีการคำนวณเอาไว้แล้ว รอจนกระทั่งหมี่ฉีหลัวบังคับรถม้าหลายคันจากไป เขาก็โบกมือเรียกคนของตนให้ออกจากป่าต้นหยาง

หลังจากเรื่องของลัทธิสดับกลิ่นหอมยุติลง เหอผิงก็กลับไปเก็บตัวที่ห้องลับ เขาปรารถนาที่จะฝึกปรือวิชาลับมารฝันร้ายแปดเป็นแปดตายให้สำเร็จ จึงตัดสินใจว่าอีกสองเดือนให้หลังจะเดินทางออกจากเมืองหลงเหอ หาเส้นทางออกทะเลจากเขตมณฑลตงหลี ล่องเรือไปตามเส้นทางทะเลเพื่อหาเกาะร้างสักแห่ง ตั้งแท่นพิธีเพื่อฝึกปรือวิชา

การจะฝึกปรือวิชาลับมารฝันร้ายแปดเป็นแปดตายให้สำเร็จ จำเป็นต้องสร้างแท่นพิธี ขึ้นแท่นพิธีสาบานมาร และต้องทนทุกข์ทรมานอยู่บนแท่นพิธีนานถึงเจ็ดเจ็ดสี่สิบเก้าวัน ไม่เพียงแต่จะสิ้นเปลืองเวลา แต่การฝึกปรือวิชานั้นยังสร้างความสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงอีกด้วย

จากสิ่งนี้จึงรู้ได้ว่า การฝึกปรือวิชาลับมารฝันร้ายแปดเป็นแปดตายนั้นออกจะเอิกเกริกจนเกินไป หากตนเองอยู่ในอาณาเขตของอาณาจักรต้าโหยว เพียงแค่ขยับตัวเพียงเล็กน้อยก็จะต้องมีคนค้นพบ ถึงตอนนั้น ไม่เพียงแต่กองกำลังของกองปราบมารจะถูกส่งออกมาทั้งหมด

ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลายที่สืบทราบข่าวคราวและรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวก็จะพยายามตามหา ลองดูว่าจะสามารถฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ได้หรือไม่

เมื่อถึงเวลานั้น สถานการณ์จะกลายเป็นความซับซ้อนยุ่งยาก ขณะที่เหอผิงฝึกปรือวิชายังต้องรวบรวมสมาธิ เขาจะมีเรี่ยวแรงส่วนเกินไปจัดการกับเรื่องยุ่งยากมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียวก็หมายถึงจุดจบที่ไม่อาจฟื้นคืนได้ชั่วนิรันดร์

“เวลาสองเดือนถือว่าเพียงพอสำหรับการเตรียมตัว ทว่าก่อนหน้านั้น ข้ายังคงต้องทำการเปลี่ยนกระดูกให้เสร็จสิ้นเสียก่อน”

เหอผิงได้ดึงกระดูกสันหลังออกจากร่างสังขารของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาผู้นั้นแล้ว อีกทั้งเขายังได้หลอมทวนหัวพยัคฆ์เงิน สกัดเอาแก่นแท้โลหะทั้งห้าออกมา นำมาผสานกับแร่ล้ำค่าอย่างทองแดงม่วง หยกสวรรค์ และปรอท หลอมรวมเข้าไปในกระดูกสันหลังชิ้นนั้น ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และเสร็จสิ้นขั้นตอนพื้นฐานที่สุดแล้ว

ต่อจากนี้ เขาได้นำนักโทษประหารสองสามคนจากคุกเมืองหลงเหอมาทำการทดลองก่อน หลังจากยืนยันว่าไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ แล้ว เขาจึงค่อยทำการผ่าตัดดัดแปลงร่างกายของตนเอง

เนื่องจากมีกระบวนการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจในครั้งก่อน การผ่าตัดเปลี่ยนกระดูกจึงสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี กระดูกสันหลังของเขาถูกถอดออกไปหลายข้อ และปลูกถ่ายกระดูกสันหลังที่ผ่านการขัดเกลาด้วยวิชาลับเข้าไปแทนที่

หลังจากทำการดัดแปลงเปลี่ยนกระดูกเสร็จสิ้น กระดูกสันหลังของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาก็ถูก ‘ฝัง’ เข้าไปในกระดูกสันหลังของเหอผิง การลอกคราบอย่างน่าประหลาดก็ได้เกิดขึ้นภายในร่างกายของเขา หลังจากที่วิชาหุ่นเชิดมนุษย์ของสำนักหุ่นเชิดเซียนถูกกระตุ้น มันก็เริ่มค่อยๆ เปลี่ยนแปลงโครงกระดูกทั่วทั้งร่างของเขาภายในเวลาไม่กี่วัน

เบื้องหน้ากระจกทองแดงบานใหญ่

เหอผิงถอดเสื้อท่อนบนออก กำลังตรวจสอบร่างกายที่ผ่านการดัดแปลง ผิวหนังของเขาซีดเผือด ความซีดเผือดนั้นเผยให้เห็นถึงความเจ็บป่วย

รูปร่างของเขาก็ผ่ายผอมดูอ่อนแอเช่นกัน ดูเหมือนจะไม่แตกต่างจากในอดีตมากนัก เขาดูเหมือนยังคงเป็นคุณชายใหญ่ตระกูลเหอที่อ่อนแอและขี้โรคคนเดิม

ทว่านี่เป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น ตัวเขาเองรู้ดีว่าร่างกายที่ผ่านการผลัดเปลี่ยนและดัดแปลงให้กลายเป็นหุ่นเชิดนั้นแข็งแกร่งทนทานอย่างถึงที่สุด เพียงแค่ยกมือขยับเท้า เขาก็สามารถระเบิดพลังทำลายล้างอันดุดันออกมาได้ กายเนื้อนี้แข็งแกร่งกว่าในอดีตไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า

“วันนี้เป็นวันที่เจ็ดหลังจากการเปลี่ยนกระดูก กระดูกทุกชิ้นในร่างกายของข้าก็ถูกเปลี่ยนเป็นกระดูกที่ทำจากวัสดุอีกชนิดหนึ่งโดยสมบูรณ์แล้ว มันเป็นสสารที่ไม่ใช่ทองแดง ไม่ใช่เหล็ก เนื้อสัมผัสของมันควบแน่นอย่างถึงที่สุด แข็งแกร่งจนมิอาจทำลายได้ แต่กลับมีความยืดหยุ่นอันน่าอัศจรรย์แฝงอยู่”

เมื่อมองดูตัวเองในกระจก เหอผิงหรี่ตาทั้งสองข้างลงเล็กน้อย นัยน์ตาเผยให้เห็นถึงกลิ่นอายสีเทาขาวสายหนึ่ง

ชั่วพริบตา โครงกระดูกที่เปล่งประกายสีขาวซีดก็ทะลุออกมาจากใต้ผิวหนัง ประกอบเข้าด้วยกันทีละข้อๆ ส่งเสียงดังกรอบแกรบ กลายเป็นเกราะกระดูกขาวราวกับโครงกระดูกภายนอกห่อหุ้มร่างกายของเขาเอาไว้

บนแผ่นหลังตามแนวเส้นกึ่งกลางหลังของเขาก็มีหนามกระดูกงอกยาวออกมาทีละซี่ บนเกราะกระดูกที่ปกคลุมหน้าอก แขน และขาทั้งสองข้าง ก็มีหนามกระดูกเรียวยาวงอกออกมาเช่นกัน

สภาพของเขาในตอนนี้ที่สวมชุดเกราะกระดูกนั้น ดูดุร้ายน่ากลัวอย่างยิ่ง และดูคล้ายคลึงกับเกราะมังกรผีกลืนรูปลักษณ์ที่ชายหนุ่มผู้ใช้ ‘ทวนหกประสาน’ สวมใส่ในวันที่เขาบังเอิญพบเจออยู่หลายส่วน ราวกับเป็นเทพมารที่เข้าสู่สภาวะพร้อมรบ

ปลายหนามกระดูกเหล่านี้ล้วนมีรูเล็กๆ อยู่ ด้านในกลวงโบ๋ เมื่อหนามกระดูกเหล่านี้ขยับไปมา ไอร้อนเป็นสายๆ ก็พวยพุ่งออกมาจากภายในร่างกายของเขา

เหอผิงสูดลมหายใจเข้าลึก เพียงแค่เดินลมปราณเบาๆ หนามกระดูกที่ทะลุออกมาจากเกราะกระดูกก็พุ่งพล่าน เปลวเพลิงสีแดงฉานพวยพุ่งออกมาจากภายในร่างกาย

ที่แท้ เกราะกระดูกชั้นนี้บนร่างของเขา สามารถทำงานร่วมกับหัวใจของมารอมตะในร่างกายได้ หัวใจดวงนั้นสามารถทำงานในสภาวะที่รองรับภาระต่ำ ราวกับเตาพลังงานอันแข็งแกร่ง ผ่านกระดูกทั่วร่างที่กลวงโบ๋ นำเอาอานุภาพเปลวเพลิงที่เกิดจากพลังมหาภัยสามตะวันส่งผ่านกระดูก แล้วพ่นออกมาจากรูเล็กๆ ของหนามกระดูก

ด้วยวิธีการใช้อันแยบยลนี้ เหอผิงสามารถใช้เกราะกระดูกชุดนี้มาปกปิดคุณลักษณะของ ‘มหาภัยสามตะวัน’ และอาศัยเกราะกระดูกที่ปกคลุมทั่วร่างมาปลดปล่อยพลังนี้เพื่อใช้ในการต่อสู้ได้

“ศึกที่ภูเขาไท่เผิงเป็นแรงบันดาลใจให้ข้า พลังมหาภัยสามตะวันนั้นโดดเด่นสะดุดตาเกินไป แต่ตราบใดที่ปกปิดเอาไว้อย่างแยบยล ก็จะทำให้ผู้คนยากที่จะจดจำมันได้!”

ใต้ฝ่าเท้าทั้งสองข้างของเขาก็มีท่อกระดูกสั้นๆ งอกออกมา มีเปลวเพลิงพ่นออกมาจากท่อนั้น มือทั้งสองข้างผลักลงด้านล่าง ท่อกระดูกกลางฝ่ามือก็พ่นเปลวเพลิงออกมาเช่นกัน ร่างกายทั้งร่างก็ราวกับกำลังลอยตัวขึ้นอย่างช้าๆ ท่ามกลางการพวยพุ่งอย่างรุนแรงของเปลวเพลิงจากใต้ฝ่าเท้าและกลางฝ่ามือ

“ถ้าเป็นอย่างนี้ กระบวนท่านี้จะเรียกว่าอะไรดี? มาร์ควันงั้นหรือ?”

จบบทที่ บทที่ 148 เกราะกระดูกขาว

คัดลอกลิงก์แล้ว