- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 144 กวาดล้างป้อมหลิวหง (2)
บทที่ 144 กวาดล้างป้อมหลิวหง (2)
บทที่ 144 กวาดล้างป้อมหลิวหง (2)
ภายในป้อมหลิวหง เสียงตีฆ้องร้องป่าวลั่นกังวานไปทั่วจวน บ่าวฉกรรจ์และผู้คุ้มกันต่างถืออาวุธนานาชนิดพุ่งพรวดออกมาจากเรือน
ทว่าเวรยามและบ่าวไพร่ที่ประจำอยู่บนหอคอยรวมถึงแนวกำแพงหินสีเทารอบจวน กลับถูกลอบสังหารไปจนหมดสิ้นแล้ว คนในป้อมตอบสนองเชื่องช้าเกินไปอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ตราชั่งแห่งสถานการณ์กำลังเอนเอียงไปสู่ทิศทางที่เลวร้ายอย่างยิ่ง
“ยิง!”
ไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดที่ยืนตระหง่านอยู่บนที่สูงแล้วตวาดสั่งการ เสียงเกาทัณฑ์แหวกอากาศดังประสานกันขึ้นฉับพลัน ลูกธนูประกายไฟพุ่งทะลวงจากภายนอกเข้ามาดุจห่าฝนตั๊กแตน
ฟิ้วฟิ้วฟิ้ว! ธนูเพลิงร่วงหล่นลงในจวนราวกับห่าฝน ตกกระทบที่ใดก็ระเบิดออกเป็นประกายไฟ นี่คือเกาทัณฑ์เพลิงสามตะวัน ซึ่งมีใช้เฉพาะในกองทัพต้าโหยวเท่านั้น ลูกธนูชนิดนี้เมื่อยิงออกไปจะเกิดการระเบิด และลุกพรึบเป็นกองเพลิงทันทีที่ตกถึงพื้น
เพียงชั่วพริบตา ลูกธนูจำนวนมหาศาลก็ร่วงหล่นลงมาดังกึกกัก เรือนหลายหลังในป้อมหลิวหงเริ่มมีควันพวยพุ่งขึ้นจากหลังคา เปลวเพลิงลุกฮือขึ้นทุกสารทิศ คลื่นความร้อนแผ่กระจายไปรอบด้าน เพียงพริบตาเดียว แสงเพลิงก็ลุกลามไปยังเรือนที่อยู่ใกล้เคียง
“ฆ่า”
เสียงโห่ร้องฆ่าฟันดังกึกก้องประดุจอสนีบาตฟาดฟันดังขึ้นจากทุกทิศทาง ประตูใหญ่ของจวนถูกกระแทกเปิดออก กลุ่มคนชุดดำหลั่งไหลเข้าสู่ป้อมหลิวหงราวกับกระแสน้ำ ดาบเหล็กกล้าถูกชักออกจากฝักทอประกายขาววาววับ มองจากที่ไกลราวกับมีแสงเย็นเยือกนับพันนับร้อยสายม้วนตัวเข้ามา
บ่าวไพร่ ผู้คุ้มกัน และคนรับใช้ที่เตรียมรับมือต่างพุ่งเข้าใส่ค่ายกลดาบของกลุ่มคนชุดดำ ประกายดาบสว่างวาบดุจพายุฝนโหมกระหน่ำฟาดฟันเข้าใส่ศัตรู เพียงประกายดาบแลบผ่าน ร่างคนนับสิบก็ล้มลงไปกองกับพื้นในชั่วพริบตา
ผู้ที่เหลือรอดอยู่เป็นจำนวนมากต่างหวาดผวาจนต้องถอยร่นต่อเนื่อง ทั้งที่จำนวนคนยังได้เปรียบ ทว่ากลับถูกภาพอันน่าสยดสยองนี้ทำให้ตื่นตระหนกจนต้องล่าถอย
เมื่อผู้คนถอยร่น รัศมีดาบของค่ายกลนั้นกลับไม่ได้หยุดนิ่ง ฉัวะฉัวะฉัวะ! ประกายดาบดุจหิมะโปรยปราย พริบตาเดียวก็คร่าชีวิตไปอีกหลายศพ ในบรรดาคนของป้อมหลิวหงมีผู้ที่เกิดบันดาลโทสะ รวบรวมความกล้าควงหอกยาวแทงเข้าใส่กลุ่มคนชุดดำเหล่านี้
การกระทำของคนผู้นี้ทำให้คนอื่นๆ เกิดความฮึกเหิม ต่างพากันส่งเสียงคำรามกึกก้อง หอกดุจป่า ขวานดุจหิมะ พลันนั้นเสียงโลหะปะทะกัน เสียงกระดูกแตกหัก และเสียงของมีคมทิ่มแทงเนื้อก็ดังขึ้น นักดาบชุดดำที่ถูกแทงเข้าที่หน้าท้องกลับไร้ความรู้สึกใดๆ เขาตวัดดาบสวนกลับและตัดศีรษะมนุษย์ร่วงหล่นลงมาในดาบเดียว
“ค... คนพวกนี้ฆ่าไม่ตาย!”
คนอื่นๆ ของป้อมหลิวหงก็ตระหนักถึงจุดนี้เช่นกัน หอก ดาบ กระบี่ และขวานของพวกเขาฟันแทงเข้าใส่คนชุดดำ ทว่ากลุ่มคนชุดดำเหล่านี้กลับไม่ได้รับผลกระทบใด พวกเขาเงียบงันไร้สุ้มเสียง แต่ละคนพุ่งทะยานเข้าใส่อย่างห้าวหาญ โยนความเป็นความตายทิ้งไป ดูไปแล้วราวกับฝูงหุ่นเหล็ก
ในชั่วพริบตา การต่อสู้ครั้งนี้ก็ทวีความดุเดือดและโหดเหี้ยมอำมหิตถึงขีดสุด!
โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นไม่ขาดสาย ผู้คนต่างคำรามอย่างบ้าคลั่ง กรีดร้องอย่างน่าเวทนา และครวญครางด้วยความเจ็บปวด เพียงชั่วอึดใจ ค่ายกลของป้อมหลิวหงก็ถูกตีแตกกระเจิงไปจนหมดสิ้น ไม่นานนัก บนพื้นก็เต็มไปด้วยซากศพนอนเกลื่อนกลาดระเกะระกะ
…
“ศิษย์พี่! ศิษย์พี่แย่แล้ว! ข้างนอกมีกลุ่มคนไม่ทราบฝ่ายบุกเข้ามา ฆ่าคนของเราไปไม่น้อยเลย!”
ณ ห้องลับลึกเข้าไปในป้อมหลิวหง ชายสวมชุดคลุมแดงผู้หนึ่งหลุบตาต่ำ นั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่ง เส้นผมยาวสยายปรกไหล่อย่างยุ่งเหยิง การแต่งกายดูคล้ายนักพรตแต่ก็ไม่ใช่
เบื้องหน้าเบาะรองนั่งของชายชุดแดงมีกระถางธูปทองแดงวางอยู่ บนกระถางปักธูปไว้เก้าดอก ทันใดนั้น เมื่อได้ยินเสียงตะโกนจากภายนอก เขาก็ลืมตาขึ้น
“ศิษย์น้องฮั่วอย่าได้ลุกลี้ลุกลนไป ข้ากำลังหลับตาทำสมาธิสื่อสารกับเบื้องบน จุดธูปส่งฎีกาถึงแดนเซียนน้อย เหล่าเซียนในแดนเซียนได้มีเทวโองการแก่ข้าแล้ว–”
กล่าวจบ เขาก็ชี้ไปที่ด้านหน้าของกระถางธูปทองแดง ตรงนั้นมีตำหนักเซียนจำลองที่สลักเสลาขึ้นจากหยกแก้วสีขาวทองและเงินวางอยู่
ธูปทั้งเก้าดอกในกระถางมีประกายไฟสว่างจ้า ควันสีขาวโพลนลอยกรุ่นออกมาคล้ายกับกลุ่มเมฆสีขาว อบอวลจนภายในห้องเต็มไปด้วยควันม้วนตัวไปมา
ท่ามกลางควันที่ราวกับกลุ่มเมฆขาวนั้น ตำหนักเซียนแห่งนี้ดูโอ่อ่าทรงพลัง สุกใสแวววาว กินพื้นที่เต็มโต๊ะแปดเซียน ไม่รู้ว่าตำหนักเซียนจำลองนี้ต้องสูญเสียเงินทองไปมากมายเพียงใด ด้านบนยังประดับด้วยรูปปั้นขุนนางเซียนและเทพขนาดเท่าข้อนิ้วที่มีหัวเป็นสัตว์ตัวเป็นคน ไม่ว่าจะเป็นทหารสวรรค์ ข้ารับใช้ ขุนพล หรือนางกำนัล ล้วนมีศีรษะเป็นสัตว์และร่างกายเป็นคน เมื่อมารวมกันจึงให้ความรู้สึกประหลาดพิลึกพิลั่น
“คนกลุ่มนี้มาเยือนด้วยเจตนาร้าย อีกทั้งเซียงอวี้ชิง เจ้าโถงธูปก็หายตัวไป เจ้ากับข้าล้วนแบกรับภาระหน้าที่สำคัญในลัทธิ จะปล่อยให้เกิดความผิดพลาดไม่ได้ รากฐานของป้อมหลิวหงแห่งนี้จำต้องละทิ้งไป พวกเราต้องกลับลงใต้ทันที แล้วค่อยหาทางกลับมาผงาดใหม่อีกครั้ง...”
“แต่ว่าศิษย์พี่ กว่าข้าจะสร้างรากฐานนี้มาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย อาศัยฐานะชนชั้นสูงของราชวงศ์ต้าโหยว หากไร้ซึ่งเส้นสายนี้แล้ว การจะสร้างป้อมหลิวหงขึ้นมาใหม่อีกแห่ง ไม่รู้ว่าจะต้องสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจไปอีกเท่าใด...”
ศิษย์น้องฮั่วมีสีหน้าขมขื่น
“เรื่องราวไยต้องยุ่งยากถึงเพียงนั้น ประสกฮั่วผู้นี้และยอดฝีมือลัทธิสดับกลิ่นหอมนิรนามผู้นั้น ไยไม่ลองฟังคำตักเตือนจากอาตมาดูเล่า...”
ยามนั้นเอง เสียงแหบพร่าชราภาพก็ลอยมาจากนอกหน้าต่าง ศิษย์น้องฮั่วผู้นั้นตื่นตระหนกตกใจอย่างเห็นได้ชัด เพราะห้องนี้อยู่ห่างจากเขตรอบนอกอีกไกล ภายในป้อมก็ยังมีกองกำลังต่อต้านอยู่อีกมาก ทว่าอีกฝ่ายกลับบุกฝ่าเข้ามาถึงนอกห้องได้แล้ว แถมยังเอ่ยปากพูดคุยกับพวกเขาทั้งสองโดยมีกำแพงหินขวางกั้นอยู่
ดวงตาอันลึกล้ำของชายชุดแดงเบิกโพลง ประกายแสงปีศาจสีเขียวเรืองรองวูบวาบ แสงชนิดนั้นมีเพียงในดวงตาของแมว หรือรูม่านตาของสัตว์ร้ายเท่านั้นจึงจะพบเห็นได้
“ท่านผู้เจริญคือผู้ใดกัน?”
เสียงที่ค่อนข้างแหบพร่าของชายชุดแดงดังขึ้น
“ลัทธิสดับกลิ่นหอมของเราไม่เคยล่วงเกินขุมกำลังใด เหตุใดฝ่ายท่านต้องคอยบีบคั้น ทำลายจุดซ่อนเร้นของลัทธิเราไปหลายแห่ง แล้วนี่ยังคิดจะกวาดล้างโถงธูปของลัทธิเราในเขตมณฑลจินเหออีกหรือ?”
“อมิตาภพุทธ อาตมาก็เพียงทำงานแทนผู้อื่น ประสกไยต้องไต่ถามให้มากความ”
บนกำแพงหินปรากฏใบหน้าสีเหลืองซีดดั่งขี้ผึ้งขึ้น จากนั้นหลวงจีนเฒ่าในชุดจีวรเหลืองก็ขยับกายวูบเดียว ‘ทะลุ’ ผ่านกำแพงเข้ามา หลวงจีนชราผู้นี้ในมือคลึงลูกประคำที่ร้อยจากลูกตา พลางทอดถอนใจแผ่วเบา
“อาตมามีฉายาว่าโคตมะหน้าเหลือง ปรารถนาจะขอรับคำชี้แนะ ‘วิชากายทองคำแห่งธูปเทียน’ ใน ‘คัมภีร์ธูปสวรรค์’ ของลัทธิสดับกลิ่นหอมสักครา!”
“มนตราพระแม่ผู้ประเสริฐ! เจ้าเป็นคนของนิกายเคารพดารารึ?”
ชายชุดแดงชะงักไปเล็กน้อย วินาทีต่อมา เขาพลันสูดลมหายใจเข้าลึก ควันรอบกายถูกเขาสูดเข้าไปในโพรงจมูกจนหมดสิ้น
จากนั้น เขาก็อ้าปากร่ายวิชารัวเร็วว่า “กลิ่นหอมจุดจากใจจริง ควันลอยพริ้วจากศรัทธา จิตซื่อตรงส่งถึงแดนเซียน เหล่าทวยเทพล้วนเสด็จลงจากบันไดหยก”
แล้วอ้าปากพ่นกลุ่มเมฆสีขาวออกมา ควันที่ราวกับกลุ่มเมฆนั้นหมุนวนอยู่หลายรอบ แสงสีทองที่สาดเปล่งออกมาจากกลุ่มเมฆพลันแปรเปลี่ยนเป็นตำหนักสวรรค์และวิหารเทพหลายหลังรายล้อมอยู่รอบกายเขา
“ช่างเป็นวิชาที่ล้ำเลิศแท้!”
โคตมะหน้าเหลืองสีหน้าไม่เปลี่ยน เพียงใช้สองมือประสานมุทรา กลิ่นอายทั่วร่างเผยให้เห็นถึงพลังตบะอันแกร่งกล้า
“น่าเสียดาย ไยต้อง ‘ไม่รู้จักหนักเบา’ เช่นนี้ด้วย!”
สองมือที่ยื่นออกมาจากแขนเสื้อจีวรเหลือง นิ้วมือแย้มบานดั่งดอกบัว ประสานมุทราโพธิสัตว์พันตา ใต้ดวงตาทั้งสองบนใบหน้าชราที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น ชั้นผิวหนังพลันปริแตกออก เผยให้เห็นดวงตาประหลาดสุดแสนพิสดารสองดวงชอนไชออกมา
ผิวหนังทั่วร่างของเขาก็ปริแตกเช่นกัน มีลูกตาสีดำสนิทชอนไชออกมา มันเป็นลูกตาที่ไม่มีตาขาว มีเพียงดวงตาสีดำมืดมิดไร้ประกาย ราวกับไข่มุกสีดำ ไข่มุกดำเหล่านี้กะพริบไหวแผ่วเบา ภายในดวงตาคล้ายมีเงาบิดเบี้ยวสั่นไหวอยู่ เผยให้เห็นถึงบรรยากาศอันขุ่นมัวและแปลกประหลาด
ชายชุดแดงถูกลูกตาดั่งไข่มุกดำนับไม่ถ้วนจ้องมอง พลันรู้สึกถึงไอเย็นเยือกซึมลึกไปทั่วร่าง ส่วนศิษย์น้องฮั่วที่อยู่ข้างกายยิ่งถูกความหวาดกลัวครอบงำ อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นเทิ้ม หัวใจเต้นระรัว
‘นี่มันบ้าอะไรกัน? นิกายเคารพดาราอย่างน้อยก็เป็นสาขาหนึ่งของสำนักพุทธ ย้ายไปอยู่อาณาจักรเสินเฟิงโพ้นทะเลแล้วไปเจออะไรเข้ากันแน่ วิถีพุทธแท้ๆ ดีๆ เหตุใดจึงกลายเป็นวิชามารชั่วร้ายเช่นนี้ได้ ซ้ำยังพิสดารยิ่งกว่าวิชาของลัทธิสดับกลิ่นหอมของข้าเสียอีก?!’
ขณะที่ในใจเขากำลังขบคิด หลวงจีนเฒ่าจีวรเหลืองก็ประสานมุทราดั่งดวงตามนุษย์ เสียงแหบพร่าชราภาพเริ่มร่ายวิชา
“มือตาครอบฟ้ามหาธารณี สั่นสะเทือนสามพันโลกธาตุยามแผลงฤทธิ์ มีวาสนาไร้วาสนาล้วนโปรดสัตว์ เมตตาการุณย์ข้ามพ้นชมพูทวีป”
เสียงของหลวงจีนเฒ่าพลันเปลี่ยนเป็นแหลมเล็ก แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายอันหดหู่และพิสดารนานัปการส่งผ่านมา
พร้อมกันนั้น มุทราโพธิสัตว์พันตาพลันเปิดออก สะบัดแขนเสื้อคราเดียว มันก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นมุทรานับพันนับหมื่นอย่างรวดเร็ว ล้วนเป็นคลังความลับไร้สิ้นสุดในวิชามหายานลับของนิกายเคารพดารา
กลางความว่างเปล่า มุทราแปรผัน พลิกฟ้า ทลายดิน! ชั่วขณะนั้น เห็นเพียงหน้าต่างแตกกระจาย ประตูพังครืน ขื่อหัก เสาโค่น ตามมาด้วยเสียงพังทลายของเรือนที่ถล่มลงมา เงาร่างสามร่างพุ่งทะยานทะลุเรือนที่พังครืนขึ้นสู่ท้องฟ้าเสียงดังสนั่น
…
ตูม!
เหยียบย่ำซากหน้าต่างที่แตกหัก เหยียบย่างบนโครงกระดูกของผู้ตาย หุ่นเชิดซากศพในชุดดำจำนวนมากบุกทะลวงเข้าสังหารในป้อมหลิวหง
ต่างจากคนเป็น หุ่นเชิดซากศพไม่มีความหวาดกลัวต่อความตายและการต่อสู้แม้แต่น้อย อาศัยร่างกายที่หลอมสร้างขึ้นด้วยวิชาเชื่อมศพจนมีเอ็นทองแดงกระดูกเหล็ก พุ่งชนไปทั่วค่ายกลสังหาร ไม่สะทกสะท้านต่อดาบกระบี่ที่ทิ่มแทงเข้ามา ความดุดันห้าวหาญนี้ก็เพียงพอที่จะข่มขวัญยอดฝีมือผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่ได้แล้ว คนธรรมดายิ่งไม่ใช่คู่มือของหุ่นเชิดซากศพเหล่านี้เลย
ภายในจวน นอกจากบ่าวไพร่และคนรับใช้ที่ฝึกปรือวรยุทธ์มานานปีแล้ว ยังลักลอบสมคบคิดกับยอดฝีมือในเส้นทางนักเลงด้วย คนกลุ่มนี้มีอิทธิพลมหาศาล ล้วนเป็นรากฐานของลัทธิสดับกลิ่นหอมในสถานที่แห่งนี้
ลัทธิสดับกลิ่นหอมเป็นองค์กรที่ดำรงอยู่ได้ด้วยกิจกรรมทางศาสนา พวกเขาจำเป็นต้องดึงดูดสายเลือดใหม่ และคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมจากในนั้น สาเหตุเพราะพวกเขาเคยถูกราชวงศ์ต้าโหยวปราบปรามอย่างหนักหน่วง นับตั้งแต่เจ้าลัทธิแซ่สือผู้นั้นสิ้นชีพ พวกเขาก็สูญเสียรากฐานไปอย่างสาหัส ด้วยเหตุนี้การกระทำจึงซ่อนเร้นอย่างยิ่ง
แม้ที่นี่จะเป็นโถงธูปแห่งหนึ่ง แต่กำลังพลของลัทธิที่รั้งอยู่ก็มีไม่มากนัก ยิ่งไม่มีผู้เชี่ยวชาญวิชามากมายอะไร เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ตรงหน้า ย่อมกลายเป็นการเสียเปรียบอยู่ฝ่ายเดียวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!
พึงรู้ไว้ว่าหุ่นเชิดซากศพเหล่านี้เรียกได้ว่าเป็นผีดิบที่หลอมสร้างจากวิชาหุ่นเชิดของสำนักหุ่นเชิดเซียน และวิชาของสำนักเชื่อมศพ ฉากเล็กๆ เพียงแค่นี้ย่อมไม่คณามือ
เสียงโลหะปะทะกันเริ่มลดน้อยลง หุ่นเชิดซากศพไม่ใช่คนเป็น พวกมันไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั่วร่างถูกแช่ด้วยน้ำยา ดาบกระบี่ฟันแทงไม่เข้า อาจจะเทียบไม่ได้กับผีดิบขนขาวที่สะสมมานานปี แต่ก็ชนะที่จำนวนมหาศาล เหอผิงควบคุมหุ่นเชิดซากศพมากกว่าสองร้อยตัวในคราวเดียว บุกตะลุยฆ่าฟันเข้ามาตลอดทาง เรียกได้ว่าทะลวงทำลายล้างดุจผ่าไม้ไผ่ ผู้ที่ขวางหน้าล้วนพินาศสิ้น
เวลานี้ กลุ่มคนที่ซาอู๋โหวพามา เป็นเพียงผู้คอยตีกลองเชียร์อยู่รอบนอก คอยป้องกันไม่ให้บ่าวไพร่และผู้คุ้มกันหลบหนีออกไปได้ ทว่าเมื่อเห็นทิศทางของศึกเอนเอียงไปฝ่ายเดียว พวกเขาก็แบ่งกำลังคนส่วนหนึ่งตีโอบเข้ามาจากทั้งสองด้าน ร่วมมือกับกลุ่มหุ่นเชิดซากศพชุดดำที่เป็นกำลังหลัก บีบวงล้อมนี้ให้แคบลง
มาถึงขั้นนี้แล้ว แม้ผู้ที่เหลือรอดในป้อมหลิวหงจะสู้ยิบตาอาบเลือด ทว่าก็ไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้านแล้ว
เหอผิงสวมหน้ากากทองคำ เดินเข้าสู่เรือนชั้นในของป้อมหลิวหงโดยมีหุ่นเชิดซากศพหลายตัวห้อมล้อม นิสัยของเขาไม่ใช่ประเภทที่ชอบเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตราย แต่ตอนนี้เขากำลังสวมบทบาทเป็น ‘โม่ซิวหลัว’ หนึ่งในสิบสองขุนพลทองคำ รูปแบบการลงมือจึงแตกต่างออกไปบ้าง
ในมือของเขากระชับกระบี่ยาวไว้เล่มหนึ่ง กวาดสายตามองไปรอบๆ สิ่งที่เห็นคือซากศพนับสิบร่างนอนทับถมกันไปมา โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นอย่างน่าสยดสยองบนทางเดินปูหินสีเทา บางครายังมองเห็นอวัยวะแขนขาที่ขาดสะบั้น
เขาเงยหน้าขึ้นสำรวจรอบด้านอีกครั้ง แสงเพลิงกว่าสิบจุดในเรือนชั้นในลุกพรึบขึ้นพร้อมกัน อาศัยสายลมยามราตรี เปลวเพลิงจึงลุกลามออกไปอย่างรวดเร็ว ควันโขมงและเปลวเพลิงสีแดงฉานพวยพุ่งระบำขึ้นสู่ท้องฟ้า เพียงชั่วพริบตาเดียว เรือนชั้นในก็มีเปลวเพลิงพุ่งสูงเทียมฟ้า จมดิ่งสู่ทะเลเพลิงสีแดงฉาน
“ป้อมหลิวหงถือว่าจบสิ้นแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าจุดซ่อนเร้นเล็กๆ อีกหลายแห่งในตัวเมืองแห่งนี้จะถูกถอนรากถอนโคนไปแล้วหรือไม่”
เขานำกองกำลังใหญ่มา กวาดล้างโถงธูปที่ใหญ่ที่สุดของลัทธิสดับกลิ่นหอมในเขตมณฑลจินเหอ บริเวณรอบเมืองใกล้เคียงยังมีจุดซ่อนเร้นอีกหลายแห่ง ซึ่งพระมารดาเขียวผู้โปรดสัตว์ ราชันย์ขุมทรัพย์ขาว จ้าววิถีฟ้าทมิฬ และอริยะกงล้อแดง ต่างรับผิดชอบกวาดล้างคนละหนึ่งจุด
“เพียงแต่หมี่ฉีหลัวผู้นั้นจนบัดนี้ก็ยังไม่โผล่หน้ามา อินต๋าหลัวกล่าวว่าคนผู้นี้สมควรจะมาให้ความร่วมมือกับข้าด้วย ทว่าผลลัพธ์คือจนป่านนี้ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา!”
ขณะที่เหอผิงกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ แผ่นหินสีเทาใต้เท้าก็สั่นสะเทือนเล็กน้อย จากในรอยแยก กระบี่ยาวปลายแบนเล่มหนึ่งก็แทงสวนขึ้นมาที่ฝ่าเท้าของเขา
“หาที่ตาย!”
สัมผัสวิญญาณของเขาเฉียบแหลมเพียงใด เขาระแวดระวังไว้นานแล้วว่าใต้ทางเดินหินสีเทานี้มีอุโมงค์ลับซ่อนอยู่ เขาจึงกระทืบเท้าลงไปอย่างแรงทันที กระบี่ยาวพลันแตกหักกระจาย พื้นรองเท้าเหยียบย่ำลงบนพื้นอย่างหนักหน่วง ส่งเสียงดังปัง ฝุ่นตลบฟุ้ง แรงสั่นสะเทือนไร้รูปส่งผ่านกระบี่ที่หักไปยังร่างของคนเบื้องล่าง เมล็ดพันธุ์มารมรณะที่ปะปนอยู่ในนั้นแทรกซึมเข้าสู่จิตสำนึกของคนผู้นี้ มันตายคาที่โดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้องโหยหวนเลยแม้แต่น้อย!
ฟิ้วฟิ้วฟิ้วฟิ้ว!
ไร้ซึ่งลางบอกเหตุใดๆ เส้นสายสีดำสี่สายก็พุ่งทะยานมาจากกลางอากาศด้วยความเร็วสูง ดุจสายฟ้าฟาดคลื่นม้วนตัว มุ่งตรงเข้าใส่เหอผิงที่อยู่ตรงกลาง
“กระบี่บิน?”
เหอผิงเปิดเปลือกตาขึ้น ประกายแสงประหลาดวาบผ่าน เขายกมือข้างหนึ่งไปข้างหน้า ในระยะสามจั้งแม้แต่อากาศก็ยังกลายเป็นเหนียวหนืด เส้นสายสีดำทั้งสี่แท้จริงแล้วคือกระบี่บินไร้ด้ามสี่เล่ม มีความยาวเพียงสองนิ้ว บังคับด้วยสัมผัสวิญญาณ รวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ เหมาะสำหรับการลอบสังหารที่สุด
ทว่า เมื่อกระบี่บินทั้งสี่เล่มนี้หลุดเข้ามาในในระยะสามจั้งรอบตัวเขา พวกมันก็ราวกับถูกเคลือบด้วยกาวติดปลา ยิ่งบุกไปข้างหน้าก็ยิ่งเชื่องช้า ราวกับถูกครอบคลุมด้วยปรอทไร้รูป ไม่อาจรุดหน้าไปได้แม้แต่นิ้วเดียว
“ไร้ประโยชน์สิ้นดี!”
เหอผิงยื่นมือขวาออกไปคว้ากระบี่บินทั้งสี่เล่มไว้ในมือ แขนเทียมหุ่นเชิดออกแรงบีบ เสียงกร๊อบดังขึ้น กระบี่บินที่ตีขึ้นจากทองคำบริสุทธิ์และเหล็กวิเศษก็ถูกบีบจนแหลกละเอียด
“อะไรกัน? กระบี่บินยังถูกบีบจนแหลกได้? นี่มันยอดฝีมือระดับไหนกัน!!!”
ทั้งสี่คนที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดคอยบังคับกระบี่ต่างตื่นตะลึงในใจ กระบี่บินก็เป็นของวิเศษ แฝงไว้ด้วยแสงปราณธาตุทอง คมกริบหาใดเปรียบ ยามเชือดเฉือน ตัวกระบี่ยังสามารถสั่นสะเทือนด้วยความเร็วสูง ไม่ใช่สิ่งที่เลือดเนื้อจะสัมผัสได้เลย
ยอดฝีมือในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ต่อให้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตบรรลุมรรคา มันก็มีไม่กี่คนที่จะใช้มือเปล่าลองบีบกระบี่บินให้แหลกได้ เว้นเสียแต่ว่ามือของคนผู้นี้จะไม่ใช่มือของมนุษย์ แต่เป็นมือเหล็กที่ตีขึ้นจากเหล็กกล้า
“ในเมื่อมาแล้ว พวกเจ้าทั้งสี่ก็จงอย่าได้กลับไปเลย!”
เหอผิงเหวี่ยงมือออกไป กระบี่บินก็ถูกขยำจนกลายเป็นก้อนเหล็กแหลกเหลวปาลงบนพื้น เขาตวาดเสียงต่ำ บนท้องฟ้าที่มีจันทร์เสี้ยวลอยเด่น สัตว์ประหลาดหัวสิงโตมีปีกคู่หนึ่ง พุ่งโฉบลงมาจากกลางอากาศราวกับยักษ์สุดแสนดุร้าย ดวงตาทั้งสองสาดแสงสีเขียว จ้องเขม็งไปยังผู้ใช้กระบี่บินทั้งสี่คนนั้น