- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 143 กวาดล้างป้อมหลิวหง (1)
บทที่ 143 กวาดล้างป้อมหลิวหง (1)
บทที่ 143 กวาดล้างป้อมหลิวหง (1)
อินต๋าหลัวโกรธเกรี้ยวอย่างยิ่งต่อลัทธิสดับกลิ่นหอมและการทรยศของกงผีหลัว เขาได้ถ่ายทอดคำสั่งหนึ่งแก่เหอผิง นั่นคือกวาดล้างและปิดล้อมสังหารฐานที่มั่นของลัทธิสดับกลิ่นหอมในมณฑลจินเหอ!
“มณฑลจินเหอนับเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมระหว่างในด่านและนอกด่าน ลัทธิสดับกลิ่นหอมกล้าเล่นตุกติกใต้จมูกพวกเรา หากไม่ถอนรากถอนโคนพวกมัน เกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อแผนการในอีกหลายปีข้างหน้าของนิกายลับบูรพา!”
น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบ
“อีกอย่าง กงผีหลัว หรือเซียงอวี้ชิงก็รู้เบื้องลึกเบื้องหลังบางอย่างของนิกายลับบูรพาแล้ว หากข้อมูลที่นางกุมไว้รั่วไหลออกไปก็จะเป็นเรื่องยุ่งยาก เพื่อป้องกันไว้ก่อน เรื่องนี้ต้องจัดการให้เรียบร้อย!”
ไม่นาน ผ่านหยกมันแกะสลัก อินต๋าหลัวก็ระบุตำแหน่งฐานที่มั่นทุกแห่งของลัทธิสดับกลิ่นหอมในมณฑลจินเหอออกมา พร้อมกับแนบข้อมูลที่ละเอียดถี่ถ้วนมาให้อีกชุดหนึ่ง
“นี่คือข้อมูลที่ได้จากปากของแกนนำลัทธิสดับกลิ่นหอมผู้หนึ่งที่เทพแห่งความมั่งคั่งห้าสีบังเอิญจับตัวได้ในภูเขาไท่เผิง มันถูกอริยะกงล้อแดงที่เป็นหนึ่งในเทพแห่งความมั่งคั่งห้าสีใช้วิชาค้นวิญญาณรีดเค้นข้อมูลออกมา ข้อมูลนี้ไม่น่าจะปลอมแปลงได้…”
เขากล่าวต่อ “ข้าจะจัดเตรียมให้เทพแห่งความมั่งคั่งห้าสีเข้าร่วมปฏิบัติการกวาดล้างในครั้งนี้ด้วย นอกจากนี้ หมี่ฉีหลัว หนึ่งในสิบสองขุนพลทองคำก็จะตามมาสมทบ เพื่อช่วยเหลือเจ้าในการกำจัดเศษเดนของลัทธิสดับกลิ่นหอม! เรื่องนี้เจ้าต้องจัดการให้ดี ห้ามผิดพลาดเด็ดขาด!”
“ผู้ใต้บังคับบัญชารับคำสั่งขอรับ”
เหอผิงแสร้งทำเป็นจงรักภักดี ทว่าเขาก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงสัยว่า “จริงสิ ท่านใต้เท้าอินต๋าหลัว ท่านเทพแห่งความมั่งคั่งห้าสีเหล่านั้นน่าจะยังมีภารกิจสำคัญอยู่นะขอรับ? การให้พวกเขามาร่วมวงกับเรื่องทางนี้…”
…สิบสองขุนพลทองคำในนิกายลับบูรพานั้น สถานะไม่ได้สูงส่งนัก ทว่าเทพแห่งความมั่งคั่งห้าสีซึ่งเป็นยอดฝีมือที่มาจากนิกายเคารพดารา สถานะในองค์กรนิกายลับบูรพาของพวกเขานั้นชัดเจนว่าอยู่เหนือกว่าโม่ซิวหลัว
แต่การจัดเตรียมของอินต๋าหลัว กลับดูเหมือนจะมอบหมายให้เทพแห่งความมั่งคั่งห้าสีมาเป็นลูกน้องของเหอผิงเพื่อคอยช่วยเหลือ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาเอ่ยปากถาม
“เจ้าหมายถึงเรื่องของลั่วจิ่วเจางั้นรึ?”
อินต๋าหลัวตอบกลับอย่างเย็นชา “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า กฎของนิกายลับบูรพาเจ้าก็รู้ดี เรื่องที่ไม่ควรถามก็อย่าถามให้มากความ ในเมื่อข้าให้พวกเขามารับใช้เจ้า เจ้าก็แค่ทำตามที่ข้าสั่งก็พอ แค่กแค่กแค่ก…”
ดูเหมือนก่อนหน้านี้เขาจะได้รับบาดเจ็บ จึงไอติตต่อกันหลายครั้งก่อนจะกล่าวต่อ “ผลงานของเจ้าในภูเขาไท่เผิงนับว่าไม่เลว วิชาเชื่อมศพฝึกฝนได้ง่ายกว่าเคล็ดวิชาทั่วไป แต่แก่นแท้ก็ยังคงเป็นวิชาเชื่อมศพ ‘คัมภีร์สละร่างเชื่อมศพ’ ซึ่งเป็นคัมภีร์สืบทอดที่แท้จริงของสำนักเชื่อมศพที่สูญหายไปนานหลายปีแล้ว…”
อินต๋าหลัวเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน
“โชคดีที่ในมือข้ายังมีคัมภีร์ฉบับไม่สมบูรณ์อยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งบันทึกวิชาลับในขั้นต่อไปเอาไว้ เห็นแก่ความจงรักภักดีที่เจ้ามีต่อนิกายลับบูรพาตลอดหลายปีมานี้ เดี๋ยวข้าจะถ่ายทอดให้เจ้า จงจำไว้ เคล็ดวิชานี้ห้ามเผยแพร่ออกไปเด็ดขาด”
เมื่อได้ยิน ‘เจ้านาย’ ของตนกล่าวเช่นนี้ เหอผิงก็รีบแสร้งทำเป็นซาบซึ้งจนน้ำตาไหลและขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาแสดงความจงรักภักดีต่ออินต๋าหลัวอย่างล้นเหลือ ในขณะที่ส่วนลึกในใจกลับกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องหนึ่ง
‘พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ‘ใต้เท้าอินต๋าหลัว’ ผู้นี้ ในศึกที่ภูเขาไท่เผิง ข้าก็ไม่ยักกะเห็นเขา แต่เขากลับรู้เรื่องราวในภูเขาไท่เผิงเป็นอย่างดี เป็นไปได้ไหมว่า... เป็นไปได้ไหมว่าเขาคือเจ้านั่นที่เชี่ยวชาญการใช้ทวนหัวพยัคฆ์เงินและแตกฉานใน ‘ทวนหกประสาน’ ?’
‘ทำไปทำมา คนที่ข้าทุบตีไปดันเป็น ‘เจ้านาย’ ผู้นี้นี่เอง แต่จะว่าไปก็แปลก เขาแอบไปแย่งชิงร่างสังขารของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาไปทำไมกัน? นิกายลับบูรพาไม่น่าจะหมายตาสิ่งนี้ไว้ไม่ใช่รึ? ไม่เช่นนั้นเทพแห่งความมั่งคั่งห้าสีคงตามล่ามาตั้งนานแล้ว’
“พอแค่นี้กว่า”
อินต๋าหลัวหมดอารมณ์สนทนา เขาเอ่ยปากด้วยความเหนื่อยล้าและเฉยเมย “หยกมันแกะสลักที่มอบให้เจ้า นอกจากจะทำหน้าที่สื่อสารขั้นพื้นฐานแล้ว ยังสามารถออกภารกิจส่วนตัวหรือทำการซื้อขายกับสมาชิกภายในของนิกายลับบูรพาได้ เดิมทีคุณสมบัติของเจ้ายังไม่เพียงพอ แต่ตอนนี้ข้าจะยกเว้นและมอบสิทธิ์นี้ให้เจ้าเป็นกรณีพิเศษ เจ้าต้องการฝึกฝนคัมภีร์สละร่างเชื่อมศพส่วนที่เหลือ ทรัพยากรบางอย่างข้าสามารถมอบให้เจ้าได้ แต่อีกส่วนหนึ่งเจ้าต้องหาทางเตรียมการเอง การมอบสิทธิ์นี้ให้เจ้า มันก็เพื่อให้เจ้าประหยัดแรงไปได้บ้าง…”
เขากล่าวอีกสองสามประโยค ก่อนจะตัดการติดต่อกับเหอผิงไป
“คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าหยกมันแกะสลักนี้จะมีระบบเช่นนี้ด้วย ในระดับหนึ่งของสิ่งนี้แทบจะใกล้เคียงกับโทรศัพท์มือถือบนโลกแล้ว มีระบบเครือข่ายภายใน ทั้งยังสามารถประกาศข้อความและทำการซื้อขายได้ คนของนิกายลับบูรพาดูแล้วก็มีสมองเหมือนกัน!”
เหอผิงทำตามคำแนะนำของอินต๋าหลัว เปิดใช้ระบบใหม่ของหยกมันแกะสลัก หยกชิ้นนี้คล้ายคลึงกับของวิเศษชนิดหนึ่ง นอกจากจะสามารถสื่อจิตเก็บความคิดได้แล้ว ยังสามารถส่งผ่านข้อมูลข่าวสารออกไปได้ ประสิทธิภาพของมันร้ายกาจกว่าหยกสื่อสารบันทึกความคิดทั่วไปมากนัก...
เขายื่นมือออกไปแตะเบาๆ บนหยกมันแกะสลักก็ปรากฏแสงเงาต่างๆ ขึ้นมา ในนั้นมีภาพเป็นฉากๆ และมีตัวอักษรเล็กๆ เบียดเสียดกันแน่นขนัด ล้วนเป็นข้อมูลการซื้อขายส่วนตัว รหัสลับ และข่าวสารการลอบวางแผนจากภายในองค์กรนิกายลับบูรพา
“ของสิ่งนี้ยังมีประโยชน์ต่อข้ามากทีเดียว วันหน้าหากต้องการรวบรวมวัตถุดิบ ข้าก็ไม่ต้องเปลืองแรงให้มากความ”
เขากวาดสายตามองคร่าวๆ ก็พอมองเห็นภาพรวม และยังได้มองทะลุเห็นโครงร่างแผนการขององค์กรนิกายลับบูรพาที่เปิดเผยออกมาลางๆ ผ่านหยกมันแกะสลักนี้ เพียงแค่เบาะแสที่ซ่อนเร้นเหล่านี้ มันก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนอกสั่นขวัญแขวนแล้ว
“เป็นอย่างที่คิด แผนการของนิกายลับบูรพานับว่าใหญ่โตกว่าที่คาดไว้ การแผ่ขยายเครือข่ายพรรคพวก ขยายอิทธิพลอำนาจ อีกทั้งยังสมคบคิดกับนิกายเคารพดาราแห่งอาณาจักรเสินเฟิง สิ่งที่พวกมันวางแผนและหมายมั่นไว้ เรียกได้ว่ามีความทะเยอทะยานอย่างโจ่งแจ้ง ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว!”
ความคิดมากมายแล่นผ่านเข้ามาในหัวของเหอผิง ในท้ายที่สุด เขาก็ยิ้มเยาะพลางเอ่ยว่า “ช่างปะไร นิกายลับบูรพาจะมีความทะเยอทะยานหรือแผนการอะไร แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้าเล่า อย่างไรเสียสำหรับข้าแล้ว องค์กรนิกายลับบูรพานี้ก็เป็นเพียงแหล่งกอบโกยผลประโยชน์ชั้นดี อินต๋าหลัวก็ใจกว้างเสียจริง ทั้งแจกจ่ายยารักษา ทั้งยังตั้งใจจะมอบวิชาเชื่อมศพและทรัพยากรให้ข้าอีก ไม่รู้ว่าจะช่วยประหยัดแรงกายแรงใจให้ข้าไปได้มากแค่ไหน…”
เขายื่นมือออกไปคว้า ก็ดึงเอาทวนยาวสีเงินสว่างวาบเล่มหนึ่งออกมาจากเงาของตัวเอง
“ทวนหัวพยัคฆ์เงินเล่มนี้ใช้วัสดุที่พิเศษอย่างยิ่ง ในนั้นมีวัสดุล้ำค่าอย่างน้อยสามถึงสี่ชนิด ทั้งทองแดงม่วง หยกสวรรค์ และโลหะดำที่จำเป็นสำหรับการเปลี่ยนกระดูก คราวนี้ก็มีที่มาที่ไปแล้ว ไม่ต้องเปลืองแรงไปค้นหาอีก”
สองมือจับทวนยาวเล่มนี้ไว้แน่น เขาสลับการทำงานของหัวใจ ใช้พลังภัยตะวันเขียวมาหลอมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผ่านไปหนึ่งก้านธูป ในที่สุดก็หลอมละลายทวนหัวพยัคฆ์เงินให้กลายเป็นแอ่งน้ำสีเงิน จากนั้นจึงสกัดเอาแก่นโลหะหลายชนิดออกมาได้
“วัตถุดิบรวบรวมครบแล้ว ทว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเปลี่ยนกระดูก รอให้ข้าจัดการเรื่องของลัทธิสดับกลิ่นหอมให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เลื่อนการเปลี่ยนกระดูกออกไปสักหน่อยก็ไม่มีปัญหาอะไร!”
…
สองวันต่อมา ภายในเขตมณฑลจินเหอก็ต้องเผชิญกับพายุที่มองไม่เห็นลูกหนึ่ง
นิกายลับบูรพาจะไม่ปล่อยคนทรยศในองค์กรไป การทรยศของกงผีหลัวย่อมดึงดูดการพุ่งเป้าโจมตีจากนิกายลับบูรพาอย่างแน่นอน!
…
ยามค่ำคืน บนผืนทะเลสาบอันเงียบสงบ เรือสำราญที่แขวนโคมกระดาษลำหนึ่งก็เกิดไฟลุกพรึบขึ้นมา เงาร่างหลายร่างกรีดร้องโหยหวน ก่อนจะร่วงหล่นดังตูมตามจากเรือสำราญลงสู่ผืนน้ำ มีฟองอากาศผุดขึ้นมาบนผิวน้ำสองสามทีแล้วก็ไร้สุ้มเสียงใดๆ อีก
…
ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของเมืองข้างเคียง ไม่รู้ว่ากลายเป็นทะเลเพลิงไปตั้งแต่เมื่อใด เสียงฝีเท้าเป้าม้า เสียงร้องไห้คร่ำครวญ และเสียงตะโกนฆ่าฟันดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จวบจนรุ่งสางของวันที่สอง ทั่วทั้งหมู่บ้านมีควันไฟพวยพุ่ง กลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง
…
สายลมแรงพัดผ่านราตรีมืดมิดเผยให้เห็นจันทร์คล้อย บนเส้นทางภูเขา ม้าสีพุทราแดงตัวหนึ่งควบตะบึงฝุ่นตลบ ตามติดมาด้วยกองทหารม้านับร้อยนายที่ไล่หลังมาติดๆ ไม่นานนักก็มาถึงเนินลาดชันที่สูงลิ่วแห่งหนึ่ง และป่าต้นหยางที่อยู่เบื้องหน้าเนินนั้น
ป่าต้นหยางส่งเสียงดังกราวเมื่อถูกลมพัด ภายใต้แสงจันทร์สาดส่องขาวซีด มีกลุ่มคนชุดดำหมอบซุ่มซ่อนตัวเป็นระเบียบกระจัดกระจายกันอยู่
คนชุดดำเหล่านี้คาดดาบไว้ที่เอว สวมหมวกหนังและเกราะหนัง ที่แขนผูกผ้าสีแดงไว้ ทุกคนล้วนใช้ผ้าดำปิดหน้า ใครเห็นก็ดูออกว่าคนกลุ่มนี้มีที่มาไม่ธรรมดา
เหอผิงพลิกตัวลงจากหลังม้า บนใบหน้าของเขาสวมหน้ากากโม่ซิวหลัวเอาไว้ เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าก่อนเป็นอันดับแรก เห็นเพียงจันทร์เสี้ยวแขวนลอยอยู่บนนภา เมฆบนท้องฟ้าถูกลมกลางคืนพัดลอยลิ่ว ในป่าต้นหยางมีสายลมหนาวเหน็บพัดวูบ ทำให้ใบหญ้าปลิวว่อน
เขานำกลุ่มลูกน้องเดินแกมวิ่งขึ้นมาบนเนินลาดชัน ก็มองเห็นสายน้ำใสดั่งน้ำพุสายหนึ่งโอบล้อมจวนที่ทอดยาวติดต่อกันอยู่เบื้องล่าง
ภายใต้แสงจันทร์ กำแพงหินสีเทาดำที่โอบล้อมอยู่ ซุ้มประตูหินศิลาแลงหน้าจวนยิ่งดูน่าเกรงขาม เสาหินทั้งสองด้านรองรับป้ายสลักตัวอักษรสีทองตรงกลาง ด้านบนเขียนอักษรขนาดใหญ่สามคำว่า ‘ป้อมหลิวหง’
ประตูใหญ่ของจวนร่นไปด้านหลังเล็กน้อย หน้าประตูเป็นลานดินเหลืองกว้างใหญ่คล้ายลานกว้าง มีเสาธงปักอยู่หนึ่งต้น เหนือประตูใหญ่แขวนโคมไฟกันลมไว้สองดวง แกว่งไกวไปมาตามสายลม
“ป้อมหลิวหง ที่นี่คือฐานที่มั่นของลัทธิสดับกลิ่นหอมในมณฑลจินเหองั้นรึ?”
เหอผิงสะบัดผ้าคลุมสีดำ ชายเสื้อปลิวไสว
จากบนเนินลาดชันอันสูงลิบ เขากล่าวเปิดปากด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“เป็นอย่างไรบ้าง? ป้อมหลิวหงมีความเคลื่อนไหวผิดปกติใดๆ หรือไม่?”
เขาเอ่ยถามซาอู๋โหวที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง
“ตอนนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ขอรับ…”
ซาอู๋โหวกลืนน้ำลาย เอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “แต่ตามที่สายสืบของเรารายงานมา ป้อมหลิวหงแห่งนี้หยั่งรากลึกในมณฑลจินเหอมาเนิ่นนาน ตัวป้อมเองก็เป็นคหบดีใหญ่ในท้องถิ่น กอบโกยทรัพย์สินไปนับไม่ถ้วน กักตุนเสบียงมาเนิ่นนาน ในป้อมเลี้ยงดูทาสผู้แข็งแกร่งและคนงานไว้มากมาย ปกติแล้วจะฝึกซ้อมรบทั้งวันทั้งคืน อีกทั้งยังมีครูมวยฝีมือดี และยังลอบเชิญยอดฝีมือในยุทธภพมาอีกไม่น้อย หากจะบุกโจมตีป้อมหลิวหง เกรงว่าคงต้องออกแรงเหนื่อยสักหน่อยขอรับ”
เขาเป็นโจรภูเขาเฒ่า อยู่ในวงการนักเลงยุทธภพมาหลายปี เพียงแค่มาดูลาดเลาที่นี่ไม่กี่ครั้ง เขาก็ดูออกว่าป้อมหลิวหงแห่งนี้แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่วิธีการทั่วไปที่จะต่อกรได้ อย่างน้อย ตัวเขาเองก็ไม่อยากเป็นกองหน้าทะลวงฟัน เพราะนั่นเท่ากับรนหาที่ตาย
“ไม่เป็นไร คนที่ข้าพามาด้วยจะเป็นกำลังหลักในการโจมตี” เหอผิงโบกมือ คนกลุ่มนั้นที่อยู่ด้านหลังก็พากันลงจากหลังม้า ร่างกายของพวกเขารวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ วิ่งพุ่งพรวดพราดเข้ามา
เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมลงมาตามกรอบหน้าของซาอู๋โหว ตอนนี้เขามองเห็นได้ชัดเจนแล้ว กลุ่มกำลังหลักที่ ‘หัวหน้าใหญ่’ พามานี้ ล้วนใช้ปลายเท้าเขย่งสไลด์ไปกับพื้น ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่ที่พวกเขาปรากฏตัวขึ้น เขาก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าของซากศพจางๆ โชยมาตามสายลมยามค่ำ
เมื่อนึกเชื่อมโยงไปถึงวิธีการของเจ้านายผู้นี้ ในแววตาของเขาก็เผยให้เห็นถึงความตื่นตระหนกหวาดกลัวสายหนึ่ง
“ไม่ใช่คนงั้นรึ? ก็จริง หากเป็นของที่ไม่ใช่คนเหล่านี้ การบุกโจมตีป้อมหลิวหงก็พอมีความเป็นไปได้ ยิ่งไปกว่านั้น... ขนาดสิบสามค่ายโจรเมฆาขวางยังถูกยึดมาแล้ว กับแค่ป้อมหลิวหงป้อมเดียวจะนับเป็นอะไรได้?”
เหอผิงไม่สนใจซาอู๋โหว เขามองดูป้อมหลิวหงเบื้องล่าง แล้วค่อยๆ เอ่ยปาก “ทุกคนฟังคำสั่ง เตรียมถล่มป้อมหลิวหง! เตรียมพร้อม… เริ่มการโจมตีด้วยไฟ!”
สิ้นเสียงคำสั่งของเขา การเข่นฆ่าสังหารหมู่ก็เริ่มต้นขึ้น