- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 142 สังหารให้สิ้นซาก
บทที่ 142 สังหารให้สิ้นซาก
บทที่ 142 สังหารให้สิ้นซาก
เหอผิงได้ยินดังนั้นก็ลอบส่ายหน้าอยู่ในใจ
“ดูเหมือนว่าจะเป็นไปตามที่ข้าคาดไว้ การอยู่ในองค์กรมือปราบของราชสำนักนั้นเอื้อต่อการบำเพ็ญเพียร แม้แต่ในโลกใบนี้ การกุมอำนาจไว้ในมือก็ทำให้ฝึกปรือได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อเป็นเช่นนั้น ย่อมสามารถระดมทั้งกำลังคนและทรัพยากรจำนวนมหาศาลได้ กองกำลังใดที่กล้าต่อต้านก็สามารถชี้เป็นชี้ตายได้ตามใจชอบ ทั้งยังมีความชอบธรรมและนามอันล้ำเลิศในใต้หล้า ราชสำนักก็คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการบำเพ็ญเพียรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน ไม่ได้ด้อยไปกว่าสามสำนักเต๋าเซียนเทียนเลย”
“ฮ่าฮ่าฮ่า กล่าวได้ถูกต้อง”
ชือซินจื่อก็แสดงความเห็นด้วยเช่นกัน
“เพียงแต่ ไม่รู้ว่าปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวคิดอะไรอยู่ เขากลับไม่โปรดปรานโลกผู้บำเพ็ญเพียร และไม่ชอบผู้บำเพ็ญเพียรหน้าไหนทั้งสิ้น บุคคลผู้นี้คือทรราชที่นับพันปีจะปรากฏสักคน มองแผ่นดินทั้งปวงเป็นของสงวนส่วนตัว มองราษฎรเป็นเพียงปศุสัตว์ของราชวงศ์ต้าโหยวที่จะเชือดเฉือนจัดการอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจ”
“หลังจากสถาปนาราชวงศ์ เขาก็แตกหักกับกองกำลังผู้บำเพ็ญเพียรทั่วหล้า ลัทธิฮุ่นหยวนก็เป็นหนึ่งในผู้เสียสละ การกวาดล้างพุทธและกวาดล้างเต๋าหลายต่อหลายครั้งในเวลาต่อมา ล้วนเกิดขึ้นเพียงเพราะไปขัดหูขัดตาของเขา ทว่าผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่ในใต้หล้าก็ไม่อยากตั้งตนเป็นศัตรูกับเขานัก ปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวอาศัยเพียงกำลังของตัวเอง บีบคั้นให้กองกำลังผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่ของราชวงศ์ต้าโหยวต้องลุกฮือขึ้นต่อต้าน”
“นอกจากนี้ ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าโหยวในยุคหลังอีกหลายคนก็ยังใช้ข้ออ้างที่ว่า ‘กฎระเบียบของพุทธและเต๋าหย่อนยาน ทำให้หลวงจีนและนักพรตมีมากเกินควร จนส่งผลกระทบต่อราชการบ้านเมืองของต้าโหยว’ นำไปสู่การกวาดล้างเต๋าสามครั้ง กวาดล้างพุทธสี่ครั้ง ซึ่งรวมถึงการบุกสังหารวัดสือฉานที่เป็นอารามโบราณอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน กวาดล้างวัดวาอารามทั่วหล้า หลอมพระพุทธรูปเผาพระไตรปิฎก ขับไล่หลวงจีนทำลายเจดีย์... อีกทั้งยังยึดทรัพย์สินของวัดและหลวงจีนในหมู่บ้าน ภายหลังยังโจมตีสำนักเต๋าต่างๆ ยึดครองที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ของอารามและศาลเจ้าไปมากมาย หึหึหึ เบื้องหลังเรื่องราวเหล่านี้ ล้วนมีเงาของปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวผู้นี้แฝงอยู่ไม่มากก็น้อย…”
“ช้าก่อนศิษย์พี่”
เหอผิงสังเกตเห็นปัญหาบางอย่าง
“ตามบันทึกของคนรุ่นก่อนในราชวงศ์นี้ ปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวหลังจากขึ้นครองบัลลังก์ได้เพียงสามสิบเจ็ดปีนับแต่สถาปนาราชวงศ์ต้าโหยวก็สิ้นชีพ และถูกฝังร่างไว้ในสุสานหลวง... ในช่วงเวลานี้ การกวาดล้างเต๋าสามครั้ง และกวาดล้างพุทธสี่ครั้ง กินเวลายาวนานกว่าร้อยเจ็ดสิบปี เขาจะ…”
เมื่อกล่าวไปได้ครึ่งทาง เขาก็ตระหนักได้ว่าตนเองมองข้ามจุดสำคัญไปเสียแล้ว!
นั่นคือปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะเป็นผู้บำเพ็ญเพียร ยิ่งไปกว่านั้น ฮ่องเต้ที่สามารถกวาดต้อนทรัพยากรทั่วทั้งใต้หล้ามาเพื่อบำเพ็ญเพียรเช่นเขาได้ จะมีพลังตบะล้ำลึกเพียงใดกัน?
“หรือว่าปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวจะยังไม่ตาย? ตามบันทึกพงศาวดารบางฉบับของราชวงศ์นี้ ปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวมีชาติกำเนิดที่ต้อยต่ำ เกิดในหมู่สามัญชน เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาๆ อายุล่วงเลยสามสิบปีไปแล้ว เขาจึงค่อยผงาดขึ้นจากดินแดนที่รายล้อมด้วยสงคราม ฝ่าฟันท่ามกลางความวุ่นวายของแผ่นดิน... หากคำนวณเช่นนี้ หากในตอนนั้นเขาเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาแล้วล่ะก็ อย่างน้อยก็ย่อมมีอายุขัยถึงสองร้อยห้าสิบปี หรืออาจจะยืนยาวกว่านั้น!”
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา ชือซินจื่อก็ส่ายหน้าเล็กน้อย
“ศิษย์น้อง บันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ใช่ว่าจะเป็นเรื่องจริงเสมอไป อย่างน้อยเราก็พอจะคาดเดาจากร่องรอยได้ว่า พลังตบะของปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวนั้นลึกล้ำสุดหยั่งคาด เป็นยอดฝีมือที่แม้แต่สามสำนักเต๋าเซียนเทียนยังต้องยำเกรง ความแข็งแกร่งของเขานั้นก้าวล่วงขอบเขตปุถุชน ไม่สามารถใช้ตรรกะทั่วไปมาประเมินได้”
“อีกทั้งการสันนิษฐานของเจ้าก็ผิดพลาดไปแล้ว ในเมื่อบันทึกพงศาวดารของราชวงศ์นี้ล้วนเป็นปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวที่รับสั่งให้คนเขียนขึ้น กล่าวว่าตนเองมีชื่อเสียงขจรขจายทั่วหล้าเมื่ออายุล่วงสามสิบ เจ้าก็เชื่ออย่างนั้นหรือ... หึหึ แต่หากดูจากเบาะแสที่หลงเหลืออยู่ในโลกผู้บำเพ็ญเพียร ปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวอาจไม่ได้กำเนิดหลังจากราชวงศ์ต้าเซี่ยล่มสลาย เขาอาจมีตัวตนอยู่ตั้งแต่ช่วงที่ราชวงศ์ต้าเซี่ยเผชิญกับมหันตภัยร้ายแรงเสียด้วยซ้ำ และได้ประสบกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในตอนนั้นด้วยตนเอง”
“นอกจากนี้ ข้ายังสงสัยว่าเขาอาจไม่ใช่คนที่เกิดในยุคราชวงศ์ต้าเซี่ย แต่มาจากยุคสมัยที่เก่าแก่ยิ่งกว่าราชวงศ์ก่อนหน้าที่จะเป็นต้าเซี่ยเสียอีก…”
เหอผิงได้ยินถึงตรงนี้ก็สะดุ้งตกใจ เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ หลังจากสถาปนาราชวงศ์ต้าโหยว เขาก็ได้ทำการเผาทำลายตำราและบันทึกประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ก่อนไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้หลักฐานทางประวัติศาสตร์และเอกสารจากยุคก่อนที่ตกทอดมานั้นมีอยู่น้อยนิด แม้แต่บัณฑิตในหมู่ชาวบ้านที่แตกฉานในคัมภีร์ซือจิง ก็รู้เพียงว่าราชวงศ์ก่อนมีนามว่าต้าเซี่ย ส่วนประวัติศาสตร์ก่อนหน้าต้าเซี่ยนั้นกลับไม่รู้เรื่องราวใดเลย
อีกด้านหนึ่ง ทางฝั่งโลกผู้บำเพ็ญเพียรกลับยังคงเก็บรักษาบันทึกบางส่วนไว้ได้ ไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนัก เพียงแต่โลกผู้บำเพ็ญเพียรไม่สนใจการเปลี่ยนแปลงของโลกโลกีย์ ผู้ที่พูดถึงประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ก่อนโดยเฉพาะจึงมีไม่มากนัก... ส่วนบันทึกประวัติศาสตร์ในหมู่ชาวบ้านที่สามารถ ‘บันทึกตามความเป็นจริง’ ซึ่งแทบจะหลงเหลืออยู่นั้นก็มีจำนวนน้อยยิ่งกว่าน้อย เพราะการเผาตำราทำลายคัมภีร์ในครั้งนั้น ถือเป็นการทำลายล้างบันทึกเหล่านี้อย่างราบคาบ
“นี่... หรือว่าปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวผู้นั้นจงใจปกปิดที่มาของตนเอง เขาเป็นคนโบราณที่มีชีวิตอยู่ตั้งแต่ก่อนยุคราชวงศ์ต้าเซี่ย ผู้บำเพ็ญเพียรเมื่อบรรลุมรรคาแล้ว พวกเขาจะมีอายุขัยประมาณสองร้อยห้าสิบปี หากทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสำแดงเทวะ อายุขัยก็สามารถเพิ่มขึ้นอีกกว่าห้าร้อยปี บวกกับอายุขัยที่เพิ่มพูนขึ้นตามขอบเขตการบำเพ็ญเพียร ปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวก็น่าจะมีอายุอย่างน้อยแปดร้อยปีขึ้นไปแล้ว…”
เหอผิงสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวเหน็บ
“ปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวจนถึงบัดนี้ยังไม่สิ้นชีพอีกหรือ แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ใดกัน?”
“ในเวลานี้ ความเป็นไปได้มากที่สุดก็คือสุสานหลวงของราชวงศ์ต้าโหยว ตาเฒ่าผู้นี้ตายไปแล้วหรือไม่ ในโลกผู้บำเพ็ญเพียรก็ถือเป็นความลับที่ผู้คนหวาดระแวงอย่างยิ่ง ภายในสุสานหลวงต้าโหยว ตาเฒ่านั่นละสังขารไปแล้ว หรือกำลังแอบวางแผนการร้ายอันใดอยู่ นอกจากราชวงศ์ต้าโหยวแล้ว คนนอกย่อมไม่มีทางล่วงรู้ได้เลย”
ชือซินจื่อค่อยๆ เงยหน้าขึ้น นัยน์ตาสีเขียวอมฟ้าขุ่นมัวทอประกายประหลาดวูบหนึ่ง
“สิ่งเดียวที่เรารู้แน่ชัดก็คือ หากปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวยังไม่ตาย เช่นนั้นด้วยพลังตบะของเขา มันก็มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตที่ไม่อาจจินตนาการได้แล้ว ภายในสุสานหลวงราชวงศ์ต้าโหยวอาจเป็นที่ซ่อนเร้นของผู้ยิ่งใหญ่ระดับเซียนปฐพีก็เป็นได้”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เองหรือ?”
เหอผิงตระหนักรู้ในทันที เขาดูเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างออก หว่างคิ้วขมวดเข้าหากันแน่นจนเป็นรูป ‘川’
“สามสำนักเต๋าเซียนเทียน อารามลอยนภา ลัทธิหมื่นชีวิต ตำหนักทวิสุริยัน แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรที่พลังอ่อนด้อยอย่างข้าที่เปรียบดั่งใช้บ้องไม้ไผ่ส่องดูฟ้า ใช้เปลือกหอยตวงน้ำทะเล ก็ยังมองออกว่ากองกำลังผู้บำเพ็ญเพียรทั้งสามนี้แข็งแกร่งเพียงใด แต่พวกเขากลับถอนตัวออกจากแผ่นดินนี้หลังจากที่ราชวงศ์ต้าโหยวถูกสถาปนาขึ้น เกรงว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขาหวาดกลัวได้ มันก็คงมีเพียงปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวผู้นั้น!”
“เจ้ากล่าวไม่ผิด อารามลอยนภา ลัทธิหมื่นชีวิต ตำหนักทวิสุริยัน ในโลกผู้บำเพ็ญเพียรนั้นล้วนไร้กฎเกณฑ์ วางอำนาจบาตรใหญ่ พวกเขาไม่ได้เกรงกลัวกองปราบมารในอาณาจักรต้าโหยว ไม่สนใจราชวงศ์ต้าโหยวแห่งกองตุลาการโลหิต และยิ่งไม่เกรงกลัวกองกำลังผู้บำเพ็ญเพียรอื่น สิ่งเดียวที่สามสำนักเต๋านี้หลีกเลี่ยง มันก็มีเพียงสุสานหลวงต้าโหยว ที่ซึ่งอาจมียอดฝีมือระดับเซียนปฐพีที่ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าสิ้นอายุขัยไปแล้วหรือไม่ผู้นั้น”
ชือซินจื่อเอ่ยเรียบๆ “ในใต้หล้ายุคปัจจุบัน มรรคาสวรรค์และมนุษย์ถูกตัดขาด ผู้ยิ่งใหญ่ระดับเซียนปฐพีหนึ่งคนก็เทียบเท่ากับไร้เทียมทานในแผ่นดิน ไม่มีใครสามารถต้านทานความแข็งแกร่งของยอดฝีมือระดับเซียนปฐพีได้ แม้แต่สามสำนักเต๋าก็ทำได้เพียงเลือกที่จะถอยออกจากต้าโหยว เพื่อหลีกเลี่ยงคมดาบนั้น”
เหอผิงได้ยินถึงตรงนี้ก็นิ่งเงียบไป
สามสำนักเต๋าเป็นตัวตนที่หยิ่งผยองเพียงใด แม้เขาจะไม่เคยสัมผัสโดยตรง ทว่าก็สามารถรับรู้ได้จากจิตวิญญาณอันกว้างใหญ่ไพศาลไร้ที่สิ้นสุดของเทพอัคคีบูชาที่วิญญาณอีกดวงในร่างสัมผัสได้!
ทว่าแม้จะเป็นสามสำนักเต๋า แต่เมื่ออยู่ต่อหน้ายอดฝีมือระดับเซียนปฐพีอย่างปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยว พวกเขาก็ทำได้เพียงเลือกที่จะซ่อนตัว ถอยร่นเข้าสู่แดนลับฟ้าดิน หากจะเหยียบย่างเข้าสู่โลกโลกีย์อีกครั้ง พวกเขาก็ต้องระแวดระวังและหลีกเลี่ยงอำนาจบารมีอันยิ่งใหญ่คับฟ้าของเซียนปฐพีอย่างถึงที่สุด ความแข็งแกร่งของปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวนั้นจึงเป็นที่ประจักษ์ชัด
“ศิษย์น้อง ศิษย์พี่ขอเตือนเจ้าอีกครั้ง ว่าห้ามใช้พลังมหาภัยสามตะวันโดยพลการอีกเด็ดขาด สามสำนักเต๋ารับใช้เรื่องราวของวิถีเทพ มีความลับดำมืดมากมายที่คนนอกไม่อาจเข้าใจ การที่เจ้าได้แสดงฝีมืออย่างโดดเด่นที่ภูเขาไท่เผิงในครั้งนี้ ทันทีที่ใช้กายอมตะตะวันเขียวที่ย้อมครึ่งฟ้าเป็นผลึกแก้วสีเขียวออกไป การกระทำที่โอ้อวดเช่นนี้ ต่อให้อยู่ห่างออกไปนับสิบลี้ ผู้บำเพ็ญเพียรที่พอมีสายตาแหลมคมสักหน่อยก็ล้วนมองออก…”
ชือซินจื่อกล่าวเตือน
“สิ่งที่เราทำในเมืองซุ่ยอันนั้นปิดบังซ่อนเร้นอย่างยิ่งก็จริง แต่ในสายตาของผู้ยิ่งใหญ่ในฟ้าดินแห่งนี้ มันก็ใช่ว่าจะไร้ร่องรอยให้สืบเสาะ ยอดพระเกจิอาจารย์แห่งนิกายปัจเจกพุทธยาน สามารถใช้ดวงตามองเห็นปฏิจจสมุปบาทสิบสอง หยั่งรู้ถึงการเวียนว่ายตายเกิดของเหตุปัจจัยในโลกธาตุอันกว้างใหญ่ไพศาล หรือสดับฟังเสียงในใจของสรรพสัตว์ทั้งที่มีชีวิตและไร้ชีวิตได้ เมื่อถึงขอบเขตนี้ ในสายตาของพวกเขา ความลับที่ผู้คนมากมายคิดไปเองว่าปิดบังมิดชิด แท้จริงแล้วหาใช่ความลับไม่!”
“เพียงแต่ เมื่อก้าวไปถึงจุดที่ยอดฝีมือเหล่านั้นยืนอยู่ ไปถึงระดับความสูงของพวกเขา เรื่องเล็กน้อยเพียงหยิบมือ ย่อมไม่อาจดึงดูดความสนใจของพวกเขาได้ มันก็เหมือนกับมดปลวกใต้ฝ่าเท้าเจ้า มันจะทำให้เจ้าหันไปสนใจได้อย่างไรกัน”
เขาชี้แนะเหอผิงต่อไป เพียงแต่สิ่งนี้ไม่ได้มาจากเจตจำนงของหุ่นเชิดมนุษย์ตัวนี้ ทว่ามาจาก ‘กลไก’ ที่ถูกก่อร่างขึ้นจากเศษเสี้ยวจิตวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ในร่างหุ่นเชิด
“อย่างเช่นการที่เจ้าสังหารหลวงจีนมารชุดแดงอับรา ด้วยพลังสัมผัสอันกว้างใหญ่ไพศาลของพวกหัวโล้นแห่งสำนักพุทธ ใช่ว่าจะสามารถตบตาพวกเขาได้ เพียงแต่คนทั่วไปของสำนักพุทธยากที่จะสอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องของต้าโหยว และยอดฝีมือระดับสูงก็ไม่อยากจะวิ่งแร่เข้ามาหาเรื่องเฮงซวยในอาณาจักรต้าโหยวก็เท่านั้น!”
“สำหรับสถานการณ์ของสามสำนักเต๋าก็เช่นเดียวกัน ตำหนักทวิสุริยันมียอดฝีมือมากมายดั่งเมฆา แต่เพื่อหลีกเลี่ยงการล่วงละเมิดข้อห้ามของปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวผู้นั้น จนไปยั่วโทสะให้ยอดฝีมือระดับเซียนปฐพีแห่งยุคต้องลงมือด้วยตนเอง อย่างมากที่สุดตำหนักทวิสุริยันก็เพียงส่งยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาออกหน้า บุคคลขอบเขตสำแดงเทวะย่อมไม่ปรากฏตัวในอาณาเขตของต้าโหยวอย่างเด็ดขาด ต่อให้ส่งยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคามา พวกเขาก็ต้องระมัดระวังตัวแจ ไม่กล้าเผชิญหน้าปะทะกับกองกำลังของราชสำนักโดยตรง”
“แน่นอนว่ากุญแจสำคัญย่อมอยู่ที่ความแข็งแกร่งของตัวเจ้าเอง หากเจ้าสามารถบรรลุมรรคาได้เร็วขึ้นเท่าใด ความเสี่ยงก็จะลดลงไปกว่าครึ่ง ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาในใต้หล้ายุคปัจจุบัน พวกเขาก็นับว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับหนึ่ง หากมีรากฐานของการบรรลุมรรคา ต่อให้เจ้าต้องเผชิญกับพลังที่ไม่อาจต้านทานได้จริงๆ ก็แค่หนีเข้าไปหลบในเมืองนครหยกขาวซึ่งเป็นเมืองหลวงของต้าโหยวเสียเลย แล้วดูสิว่ายอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาของตำหนักทวิสุริยัน จะมีความกล้าบุกเข้าไปหาเรื่องเจ้าถึงเมืองนครหยกขาวหรือไม่”
“บางที ข้าอาจเข้าร่วมกับราชสำนักต้าโหยวได้”
เหอผิงแย้มยิ้มบางๆ
“องค์กรที่ชื่อว่านิกายลับบูรพา น่าจะเป็นกองกำลังหนึ่งภายในราชสำนัก ข้าสามารถอาศัยอยู่ใต้ร่มเงาของนิกายลับบูรพา เพื่อต่อกรกับยอดฝีมือของตำหนักทวิสุริยันได้สบาย”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า วิธีคิดเช่นนี้ช่างเป็นเอกลักษณ์ของศิษย์น้องเสียจริง”
ชือซินจื่อหัวเราะเสียงดังลั่น ทันใดนั้น เขาก็เปลี่ยนเรื่องถาม
“หากคิดในแง่มุมนี้ ศิษย์น้อง เจ้าจะพลิกแพลงไปเข้าร่วมกับตำหนักทวิสุริยันเสียเลยก็ได้ ความพิเศษอันล้ำเลิศในตัวเจ้า ดูเหมือนจะทำให้เจ้าไม่ถูกกลืนกิน ทั้งยังสามารถขโมยพลังของเทพอัคคีบูชามาขับเคลื่อนพลังมหาภัยสามตะวันได้อีกด้วย”
“ข้าเดาว่าตำหนักทวิสุริยันก็คงจะสนใจในตัวเจ้ามากเช่นกัน หากเจ้ายอมรับใช้เทพอัคคีบูชา ไม่แน่พวกเขาอาจจะให้ความสำคัญกับเจ้าเป็นพิเศษ วันข้างหน้าอาจแทรกซึมเข้าไปในตำหนักหงส์เพลิง แล้วคว้าตำแหน่งผู้สืบทอดของตำหนักทวิสุริยันมาครองก็มีความเป็นไปได้ไม่น้อย”
“เข้าร่วมตำหนักทวิสุริยันอย่างงั้นหรือ?”
เหอผิงครุ่นคิดตาม รู้สึกว่าเรื่องราวของวิถีเทพนั้นลี้ลับพิสดารจนเกินไป นี่ต้องไม่ใช่ทางเลือกที่ดีแน่ ทว่า หากเขาเข้าร่วมกับตำหนักทวิสุริยันจริงๆ อู๋โหยวเซิงที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดจะลงมือทำสิ่งใดต่อไปกัน
‘เคล็ดวิชา ‘มหาภัยสามตะวัน’ ข้าเองก็สนใจอยู่มาก เพียงแต่ไร้วาสนาได้พานพบ บางทีข้าอาจจะต้องหาโอกาสแย่งชิงเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคานี้มาจากมือของผู้บำเพ็ญเพียรตำหนักทวิสุริยัน... หากสามารถอาศัยสถานการณ์ให้เป็นประโยชน์ ชักนำให้อู๋โหยวเซิงขัดแย้งกับตำหนักทวิสุริยันได้ เช่นนั้นก็ยิ่งประเสริฐ!!’
แน่นอนว่าความคิดนี้เป็นเพียงแค่สิ่งที่แล่นเข้ามาในหัว เขาปัดมันทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เพราะผู้บังคับบัญชาของตนอย่างใต้เท้าอินต๋าหลัวได้เริ่มใช้หยกมันแกะสลักส่งกระแสจิตเรียกหาเขาแล้ว
“โม่ซิวหลัว อาการบาดเจ็บของเจ้าฟื้นฟูเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”
น้ำเสียงของอินต๋าหลัวแฝงความเหนื่อยล้ามากกว่าแต่ก่อนอยู่หลายส่วน
“ใต้เท้าอินต๋าหลัว ขอบคุณที่ท่านเป็นห่วง ข้าถูกชือซินจื่อจากสำนักหุ่นเชิดเซียนลงมือเข้าให้ ทำให้บอบช้ำภายใน ไม่ถึงกับเป็นบาดแผลสาหัส โชคดีที่ได้โอสถของท่าน ตอนนี้จึงฟื้นฟูกลับมาได้เจ็ดแปดส่วนแล้ว ไม่เป็นอะไรมากนักขอรับ!”
“เช่นนั้นก็ดี”
อินต๋าหลัวกล่าวเสียงเรียบ “โอสถชิงชีวิตนี้ล้ำค่าอย่างยิ่ง ข้าเองก็ได้มาเพียงครึ่งขวด เจ้าก็จงใช้สอยอย่างประหยัดเถิด!”
หลังจากลูกน้องอย่างเหอผิงได้รับบาดเจ็บ อินต๋าหลัวก็ส่งคนนำโอสถรักษาบาดแผลอันล้ำค่ามาให้โดยเฉพาะ ทำให้เหอผิงได้กอบโกยผลประโยชน์ฟรีๆ ไปไม่น้อยทีเดียว
“ใต้เท้าอินต๋าหลัว” เหอผิงพยายามเลียนแบบน้ำเสียงของโม่ซิวหลัวให้แนบเนียนที่สุด “เรื่องของกงผีหลัว ข้าเองก็ไม่ทราบเรื่องเช่นกัน ในวันที่ข้าถูกชือซินจื่อทำร้ายจนบาดเจ็บ ข้าก็รีบหลบหนีไปทันที ส่วนกงผีหลัวในเวลานั้นยากจะต้านทานไหว นางหลบหนีไปอีกทิศทางหนึ่ง ไม่รู้ว่าถูกชือซินจื่อไล่ตามทันหรือไม่ เกรงว่าคนคงจะ…”
“ไม่ต้องพูดแล้ว”
น้ำเสียงของอินต๋าหลัวแฝงความจนปัญญาอยู่บ้าง
“เรื่องในครั้งนี้ เจ้าทำได้ดีมากแล้ว ชือซินจื่อเป็นผู้สืบทอดของสำนักหุ่นเชิดเซียน ในโลกผู้บำเพ็ญเพียรเขาก็เป็นมารเฒ่าที่ดุร้ายโหดเหี้ยมและมีชื่อเสียงฉาวโฉ่เป็นที่รู้จักไปทั่ว เจ้าเพิ่งเริ่มบำเพ็ญเพียรได้ไม่นาน การอาศัยวิชาเชื่อมศพรั้งรอต่อกรกับเขาได้เนิ่นนานปานนี้ มันก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว... ส่วนกงผีหลัว หึ ใครจะคาดคิดว่าสตรีผู้นี้ที่เป็นถึงหนึ่งในสิบสองขุนพลทองคำกลับมีอีกหนึ่งฐานะซ่อนอยู่”
“ท่านใต้เท้า นี่หมายความว่าอย่างไรขอรับ?”
เหอผิงแสร้งทำน้ำเสียงประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
“สรุปแล้วกงผีหลัวยังมีฐานะใดอยู่อีก?”
“สตรีผู้นี้ยังมีอีกหนึ่งฐานะ นางคือเจ้าโถงธูปของลัทธิสดับกลิ่นหอม นางน่าจะเป็นสายลับที่ลัทธิสดับกลิ่นหอมส่งแทรกซึมเข้ามาในนิกายลับบูรพาของเรา ร้ายกาจนักกงผีหลัว ร้ายกาจนักเซียงอวี้ชิง แม้แต่ข้าก็ยังถูกนางหลอกเอาได้…”
อินต๋าหลัวแค่นเสียงเย็นชา
“หากนางไม่ตาย นิกายลับบูรพาของเราก็คงสืบไม่พบความลับนี้ เซียงอวี้ชิง หรือก็คือกงผีหลัว ซุกซ่อนตัวตนได้อย่างแยบยลยิ่งนัก ฐานะของนางถูกพวกเราล่วงรู้ก็ตอนที่นางตายไปแล้ว…”
เหอผิงได้ยินถึงตรงนี้ เขาก็แอบพึมพำอยู่ในใจ
‘นิกายลับบูรพาของพวกเจ้ากำลังเล่นตุกติกอะไรอยู่ ภารกิจสองอย่างที่มอบหมายให้ก่อนหน้านี้ หนึ่งคือตามหาลั่วจิ่วเจา อีกหนึ่งคือสืบหาคนทรยศจากเบื้องบน…’
‘ผลสรุปทำไปทำมา ในหมู่สิบสองขุนพลทองคำของฝั่งตัวเองกลับมีไส้ศึกโผล่มาอีกคน โอ้ ใช่สิ ข้าเองก็เป็นเกลือเป็นหนอนเหมือนกันไม่ใช่รึ!’
‘องค์กรของพวกเจ้า หรือว่าสมาชิกทุกคนจะเป็นสายลับกันหมด?’
ในขณะที่เขากำลังคิดเช่นนั้น อินต๋าหลัวก็ถ่ายคำสั่งใหม่มาให้เขา
“ภายในเขตมณฑลจินเหอ เกรงว่าจะยังมีฐานที่มั่นของลัทธิสดับกลิ่นหอมซ่อนอยู่อีกหลายแห่ง เซียงอวี้ชิงถึงขั้นย้ายฐานที่มั่นของโถงธูปมาอยู่ใต้จมูกพวกเรา สตรีผู้นี้ช่างมีฝีมือและเส้นสายเยอะจริงๆ แต่…”
น้ำเสียงของอินต๋าหลัวเผยให้เห็นถึงจิตสังหารขุมหนึ่ง
“ลัทธิสดับกลิ่นหอมยื่นมือเข้ามาสอดลึกเกินไปแล้ว โม่ซิวหลัว ในเมื่ออาการบาดเจ็บของเจ้าก็หายดีแล้ว เจ้าจงนำคนใต้บังคับบัญชาไปกวาดล้างฐานที่มั่นของลัทธิสดับกลิ่นหอมเหล่านี้ให้สิ้นซากเสีย พวกชั้นต่ำจากลัทธิสดับกลิ่นหอมพวกนี้ ไม่ต้องเหลือไว้แม้แต่คนเดียว จงสังหารพวกมันให้สิ้น!!”