- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 141 ลัทธิฮุ่นหยวน
บทที่ 141 ลัทธิฮุ่นหยวน
บทที่ 141 ลัทธิฮุ่นหยวน
ภายในภูเขาไท่เผิง หลังจากเหอผิงจากไปแล้ว มันก็ยังคงเกิดการต่อสู้สะเทือนฟ้าดินขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หลังจากนั้น เพื่อแย่งชิงของวิเศษล้ำค่าที่ลั่วจิ่วเจาได้มาจากถ้ำหลีเยี่ยนแห่งขุนเขาโลงศพเวหา ขุมกำลังฝ่ายต่างๆ ล้วนส่งคนมาอย่างไม่ขาดสาย ว่ากันว่าในช่วงหลายวันต่อมา ชาวเขาที่อาศัยอยู่รอบๆ ภูเขาไท่เผิงมักจะได้ยินเสียงระเบิดและเสียงกึกก้องดังมาจากด้านในหุบเขาอยู่บ่อยครั้ง...
…
ในเวลาเดียวกัน เหอผิงที่ได้ร่างสังขารของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคามา ก็ได้ปลีกตัวออกมาอย่างเงียบเชียบและกลับมายังเมืองหลงเหอแล้ว
เขาไม่ได้สนใจเรื่องราวอื่นๆ ในภูเขาไท่เผิงเลย และเรื่องพวกนั้นก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาแม้แต่น้อย
หลังจากที่เหอผิงกลับมายังห้องลับของตัวเอง ชือซินจื่อก็มุดออกมาจากเงาของเขา หลังจากสังหารกงผีหลัวคนนั้น เขาก็รับหน้าที่จัดการศพ และถือโอกาสหยิบฉวยสิ่งของบางอย่างบนตัวกงผีหลัวติดมือมาด้วย
“หึหึ ศิษย์น้อง สตรีผู้นี้มีที่มาไม่ธรรมดา นอกเหนือจากฐานะสิบสามขุนพลทองคำแล้ว นางน่าจะเป็นคนของลัทธิสดับกลิ่นหอมด้วย...”
ชือซินจื่อโยนถุงหอมออกมาใบหนึ่ง
“ถุงหอมใบนี้น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของศิษย์ในลัทธิสดับกลิ่นหอม สถานะและตำแหน่งของสตรีผู้นี้คงไม่ต่ำต้อย อย่างน้อยก็ต้องอยู่ระดับ ‘บัวหลวง’”
“ลัทธิสดับกลิ่นหอม?”
เหอผิงรับถุงหอมมา ก้มมองดอกบัวที่ปักอยู่บนนั้นแวบหนึ่ง คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย สีหน้าดูเคร่งขรึมขึ้นมา
“ข้ารู้ว่าลัทธิสดับกลิ่นหอมรั้งท้ายอยู่ในเก้ามารอมตะ แต่ข้าไม่ได้รู้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลัทธินี้มากนัก ศิษย์พี่ช่วยบอกทีเถิดว่าสตรีผู้นี้มีฐานะอะไรกันแน่”
“ย่อมได้”
ชือซินจื่อฉีกยิ้ม
ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ เขาคุ้นเคยกับเรื่องราวต่างๆ ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรเป็นอย่างดี เรื่องของลัทธิสดับกลิ่นหอมเขาก็รู้กระจ่างแจ่มแจ้ง
เขาไม่รอช้า รีบเอ่ยปากเล่าทันที “ที่มาของลัทธิสดับกลิ่นหอมนั้นค่อนข้างพิเศษ เจ้าลัทธิคนแรกเดิมทีเป็นเพียงคนตัดฟืนในป่า วันหนึ่งตอนที่ขึ้นเขาไปหาฟืน บังเอิญได้ช่วยเหลือจิ้งจอกวิญญาณตัวหนึ่ง จิ้งจอกตัวนั้นจึงตัดหางตัวเองมอบให้เพื่อตอบแทน พร้อมกับมอบ ‘คัมภีร์ธูปสวรรค์’ ให้สามเล่ม”
“คนตัดฟืนผู้นี้แซ่สือ ภายหลังเจ้าลัทธิสือผู้นี้จึงใช้หางจิ้งจอกมาทำเป็นธูป เพื่อใช้เรียกชุมนุมลูกศิษย์ ผู้คนมากมายพากันมาสวามิภักดิ์ มันจึงถูกเรียกว่าลัทธิสดับกลิ่นหอม ในยุคที่ลัทธิสดับกลิ่นหอมรุ่งเรือง เหล่าสานุศิษย์กระจายไปทั่วทั้งห้าทิศของแผ่นดิน อำนาจยิ่งใหญ่กว่าลัทธิโคลนเสียอีก จนกระทั่งเจ้าลัทธิของพวกเขาถูกยอดฝีมือจากกองปราบมารลอบสังหาร...”
ตามคำกล่าวของชือซินจื่อ ลัทธิสดับกลิ่นหอมเคยรุ่งเรืองอยู่ช่วงหนึ่งเมื่อสามร้อยปีก่อน แต่ก็ถูกยอดฝีมือจากกองปราบมารของราชวงศ์ต้าโหยวค้นพบอย่างรวดเร็ว
ตัวเจ้าลัทธิผู้นั้นมีฝีมือไม่ธรรมดา น่าเสียดายที่ถูกยอดฝีมือนับสิบคนรุมล้อมโจมตี จนต้องสิ้นชีพในที่สุด ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ลัทธิสดับกลิ่นหอมก็เปลี่ยนจากที่แจ้งไปสู่ที่ลับ เริ่มเผยแพร่คำสอนอยู่ใต้ดิน หลายปีมานี้แทบไม่มีชื่อเสียงปรากฏให้เห็น เรียกได้ว่าเก็บตัวเงียบกริบ
“ภายในลัทธิสดับกลิ่นหอมมีการแบ่งลำดับชั้นอย่างเข้มงวด โดยใช้ ‘ตำรายี่สิบสี่ธูป’ เป็นตัวกำหนดลำดับอาวุโสในลัทธิ เริ่มต้นเข้าลัทธิเรียกว่าธูปคุ้มภัย เลื่อนขึ้นไปเป็นธูปไว้ทุกข์ ต่อมาคือธูปต่ออายุ ธูปลดอายุ วิสุทธิ์น้อย วิสุทธิ์ใหญ่ ธูปเร่งวิญญาณ ธูปประทานทรัพย์ บัวน้อย และบัวหลวง เมื่อถึงระดับบัวหลวง ก็สามารถเป็นเจ้าโถงธูปตามที่ต่างๆ ได้ มีหน้าที่ดูแลศิษย์ในสาขาและจัดการเรื่องราวเล็กใหญ่ นับว่าเป็นตำแหน่งที่มีน้ำหนักไม่น้อยเลยทีเดียว”
ชือซินจื่ออธิบายยิ้มๆ
“แต่ต่อให้เป็นระดับบัวหลวง มันก็ยังจัดอยู่ในสิบธูปขั้นต่ำ เว้นแต่จะเป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา ถึงจะมีคุณสมบัติเลื่อนขึ้นสู่ตำแหน่งสิบธูปขั้นกลางได้ ซึ่งตำแหน่งนี้สงวนไว้สำหรับเจ้าลัทธิ ผู้อาวุโส ผู้พิทักษ์กฎ และขุนพลหลักของลัทธิสดับกลิ่นหอม...”
“ช้าก่อน”
เหอผิงถามด้วยความสงสัย “สิบธูปขั้นต่ำ สิบธูปขั้นกลาง ถ้าอย่างนั้นขั้นสูงก็ต้องมีอีกสี่ธูป เจ้าลัทธิ ผู้อาวุโส ผู้พิทักษ์กฎ และขุนพลหลักอยู่เพียงขั้นกลาง แล้วสี่ธูปขั้นสูงคืออะไรกัน?”
“สี่ธูปขั้นสูงคือธูปสำเร็จป่า ธูปเร่งเซ่นไหว้ ธูปเพิ่มวาสนา และธูปเร่งโอสถ สี่ธูปนี้ไม่ได้บูชาคนเป็น แต่บูชา ‘สิบสองเซียนตระกูล หู หวง ไป๋ ชิง ฮุย อู๋ หลง หลาง โก่ว เฮย ฉาง หมาง’ รวมถึงวิญญาณบรรพชนและภูตผีวิญญาณที่เรียกรวมกันว่าสายลมสดใสทั้งยี่สิบสี่สาย...”
บนใบหน้าของชือซินจื่อปรากฏรอยยิ้มเย็นชา
“พูดง่ายๆ ก็คือพวกเซียนคุ้มครองบ้าน ภูตผีศาลเจ้า วิญญาณเร่ร่อนอะไรเทือกนั้น... วิธีการบำเพ็ญเพียรของลัทธิสดับกลิ่นหอมนั้นยุ่งเหยิงมาก ทักษะหลายอย่างต้องพึ่งพาพลังภายนอก พวกศิษย์เหล่านั้นเวลาจะร่ายวิชา ลำพังตบะของตัวเองมักไม่เพียงพอ พวกเขาจึงมักจะต้องจุดธูปอัญเชิญเทพ... หึๆ พวกเขามีเทพที่ไหนให้อัญเชิญกัน ที่เชิญมาก็มีแต่พวกปีศาจ วิญญาณร้าย หรือวิญญาณสัตว์เดรัจฉานทั้งนั้น”
ชือซินจื่อส่ายหน้า น้ำเสียงเจือความเย้ยหยัน
“นอกจาก ‘คัมภีร์ธูปสวรรค์’ สามเล่มนั้นที่พอจะมีข้อดีอยู่บ้าง วิชาอื่นๆ ล้วนไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง ดังนั้นในบรรดาเก้ามารอมตะ พวกเขาจึงถูกจัดให้อยู่รั้งท้ายเสมอ”
เห็นได้ชัดว่าในสายตาของชือซินจื่อ ผู้สืบทอดสำนักหุ่นเชิดเซียนที่อยู่ในอันดับสามของเก้ามารอมตะ วิธีการฝึกฝนของลัทธิสดับกลิ่นหอมนั้นถือว่าต่ำต้อย มีเพียง ‘คัมภีร์ธูปสวรรค์’ สามเล่มนั้นที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว ว่ากันว่าเจ้าลัทธิสือผู้ก่อตั้งลัทธินี้ อาศัยข้ออ้างเรื่องลัทธิเพื่อรวบรวมผู้ศรัทธา จนมีศิษย์นับแสนคน และใช้พลังความปรารถนาของสรรพสัตว์เหล่านั้นเพื่อบำเพ็ญเพียรจนได้กายทองคำแห่งธูปเทียน
“หลังจากเจ้าลัทธิสดับกลิ่นหอมแซ่สือผู้นั้นตายไป เหล่าศิษย์ที่เหลือก็ไม่เป็นโล้เป็นพาย คนกลุ่มนี้หันไปเผยแพร่ลัทธิในที่ลับ มักจะแฝงตัวอยู่ตามย่านที่คึกคักพลุกพล่านของแต่ละเมือง เพื่อดึงดูดชาวบ้านธรรมดาตามท้องถนนมาเป็นผู้ศรัทธา และลอบเผยแพร่คำสอน...”
ชือซินจื่อลูบเคราตัวเองแล้วกล่าวว่า “ถ้ากงผีหลัวเป็นเจ้าโถงธูปจริงๆ ในเขตมณฑลจินเหอก็ต้องมีสาขาของลัทธิสดับกลิ่นหอมตั้งอยู่ ดีไม่ดีอาจจะมียอดฝีมือคนอื่นอยู่อีก สำหรับพวกเราที่อยู่ในมณฑลจินเหอเหมือนกัน นี่จะเป็นเรื่องยุ่งยากแน่!”
“เรื่องยุ่งยากของข้าก็มีเยอะอยู่แล้ว จะมีเพิ่มมาอีกสักเรื่องก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร...”
เหอผิงกำลังตรวจสอบร่างสังขารของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาผู้นั้น ร่างสังขารนั้นผุพังราวกับท่อนไม้แห้งๆ แต่ผิวหนังกลับเหมือนถูกทาด้วยสีทองเปล่งประกายสีทองอ่อนๆ ตอนนี้เขารู้สึกสงสัยเกี่ยวกับร่างสังขารนี้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงสัยว่าทำไมมันถึงมีสภาพแบบนี้ได้
“ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคามีกายากึ่งเซียน หรือที่เรียกกันว่ากายทองคำม่วงแท้ ยอดฝีมือผู้นี้น่าจะดับขันธ์เอง ไม่ได้ถูกสังหารในที่เกิดเหตุ สภาพศพจึงไม่ควรจะเสียหาย... ถ้าเป็นเช่นนั้น ร่างของเขาไม่น่าจะกลายเป็นสภาพแบบนี้ได้”
“น่าจะไปเจอกับวิชาเต๋าที่ร้ายกาจเข้า พอโดนแล้วก็รักษาไม่หายจนต้องตายไป พลังตบะของคนผู้นี้ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นสูงส่งมาก ไม่เช่นนั้นคงหนีรอดกลับมาดับขันธ์ที่ขุนเขาโลงศพเวหาไม่ได้หรอก...”
ชือซินจื่อเลียนแบบท่าทางตอนที่ยังมีชีวิต ลูบเคราแล้วครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง
“ถ้าเดาไม่ผิด คนผู้นี้ต้องเป็นยอดฝีมือของลัทธิฮุ่นหยวน ลัทธิฮุ่นหยวนเป็นสาขาหนึ่งที่สืบทอดมาจากสำนักเต๋าในยุคโบราณ แตกต่างจากจวนเต๋าไท่อี่ ตำหนักมารสามกำเนิด สามสำนักเต๋าเซียนเทียน หรือสามสำนักเต๋าโฮ่วเทียน การสืบทอดของพวกเขานั้นยาวนานเป็นพิเศษ และมีที่มาที่ไปแปลกประหลาดเหมือนกับสายตงหยวน ลัทธิฮุ่นหยวนถือครองเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา ‘เตาปะฟ้า’ ซึ่งอ้างว่าสามารถหลอมรวมสรรพสิ่ง เปลี่ยนแปลงได้นับหมื่นพัน ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งคือ ‘เจ้าลัทธิสืบทอดธรรมหกชั้นฟ้าฮุ่นหยวน’ จัดอยู่ในอันดับที่ยี่สิบจากสามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา แต่ปัจจุบันเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาแขนงนี้ได้สูญหายไปแล้ว...”
“ถ้ำหลีเยี่ยนแห่งขุนเขาโลงศพเวหาก็คือศาลบรรพชนของลัทธิฮุ่นหยวน หลังจากราชวงศ์ต้าเซี่ยล่มสลาย ปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวแห่งราชวงศ์ต้าโหยวก็ผงาดขึ้น นำกองทัพร่วมกับขุมกำลังฝ่ายต่างๆ ปราบปรามไปทั่วแผ่นดิน ในยุคที่ขุนศึกตั้งตัวเป็นใหญ่และทำสงครามกันไม่หยุดหย่อน เจ้าลัทธิสืบทอดธรรมหกชั้นฟ้าฮุ่นหยวนก็เป็นหนึ่งในผู้กล้าที่ร่วมชิงชัยในใต้หล้า ถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยว ภายหลังเมื่อพ่ายแพ้สงครามก็ส่งผลกระทบถึงลัทธิฮุ่นหยวนด้วย ปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวส่งกองทัพใหญ่ไปกวาดล้างลัทธิ ผู้อาวุโสใหญ่ทั้งสิบทยอยสิ้นชีพ และศิษย์ในลัทธิก็ตกตายไปเป็นจำนวนมาก”
“นั่นทำให้ศิษย์ที่เหลือรอดไม่มีที่ให้หนีและไม่มีที่ให้ไป ดังนั้นคนที่เหลือจึงแห่กันหนีไปหลบภัยสงครามที่ถ้ำหลีเยี่ยนบนขุนเขาโลงศพเวหาซึ่งเป็นศาลบรรพชน หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่ามีกี่คนที่รอดชีวิตจากการเข้าไปในแดนลับแห่งนั้นได้ เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา ‘เตาปะฟ้า’ นี้นับว่าสูญสิ้นไปแล้วในอาณาจักรต้าโหยว แต่ว่ากันว่ายังมีสายสืบทอดหลงเหลืออยู่ในดินแดนโพ้นทะเล!”