- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 139 ลูกแก้วอสนีทลายเก้าพลังสวรรค์
บทที่ 139 ลูกแก้วอสนีทลายเก้าพลังสวรรค์
บทที่ 139 ลูกแก้วอสนีทลายเก้าพลังสวรรค์
ทวนเงินมีด้ามยาวหนึ่งจั้งหนึ่งฉื่อสามชุ่น ปลายทวนเป็นรูปหัวพยัคฆ์เงินสุกสกาว ปากพยัคฆ์กลืนกินคมทวน คมทวนหมุนควงราวกับสว่าน พุ่งทะลวงไปเบื้องหน้าอย่างดุดัน
‘ทวนหกประสาน’ จัดอยู่ในอันดับท้ายๆ ของสามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา เคล็ดวิชานี้หากจะเรียกว่า ‘วิชาเต๋า’ สู้เรียกว่าวิถียุทธ์จะดีกว่า ‘คัมภีร์อสนี’ ของตระกูลอวี่เหวิน เนื่องจากฝึกฝนได้ยากยิ่ง มันจึงได้ถูกแยกย่อยออกมาเป็นวิชาดาบและเพลงกระบี่อย่าง ‘ดาบอัสนีห้าขุมนรก’ และ ‘หกกฎสังหาร’ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกหลานในตระกูลให้เรียนรู้ได้ง่ายขึ้น โดยมุ่งหวังให้ใช้ ‘กระบวนท่า’ เบิกทางบรรลุมรรคา ซึ่งนับเป็นกลวิธีหนึ่งในการฝึกปรือวิชาเต๋าขั้นสูง
ทว่า ‘ทวนหกประสาน’ นั้นแตกต่างออกไป มันใกล้เคียงกับพลังเหนือธรรมชาติในวิถียุทธ์ของสายวิชาพิชัยสงครามยุคโบราณ ผู้ฝึกวิชาพิชัยสงครามโบราณล้วนเชี่ยวชาญสุดยอดวิชาสังหาร ถนัดการทำศึกชี้ชะตาในสนามรบ และใช้วิถีเลี้ยงสงครามด้วยสงคราม
หากต้องการฝึกฝน ‘ทวนหกประสาน’ นี้ ส่วนใหญ่จำต้องฝังตัวอยู่ในกองทัพ ผ่านการขัดเกลาในสนามรบเสียก่อน จึงจะสามารถตระหนักรู้ถึงความลึกล้ำของมันได้ ดังนั้นเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคานี้จึงถูกถ่ายทอดอย่างลับๆ เพียงในกองทัพราชวงศ์ต้าโหยวและกองปราบมารเท่านั้น…
วืด...! ปลายทวนที่ราวกับสว่านพุ่งทะลวงออกไปเป็นเกลียว ภายในแฝงไว้ด้วยพลังอันแข็งแกร่งที่แตกต่างกันถึงหกชนิด ประกอบไปด้วย ‘หกที่สุด’ ได้แก่ ใหญ่ที่สุด หนักที่สุด เล็กที่สุด เคลื่อนไหวที่สุด นิ่งสงบที่สุด และรวดเร็วที่สุด
หากฝึกปรือจนถึงขอบเขตบรรลุมรรคา เพียงตวัดทวนออกไปตามใจนึก หกที่สุดนี้ก็สามารถแปรเปลี่ยนได้ดังใจปรารถนา ไม่ว่าจะใหญ่ จะหนัก จะเล็ก จะเคลื่อนไหว จะนิ่งสงบ หรือจะรวดเร็ว ล้วนพลิกแพลงได้เองตามสภาวะของศัตรู
ทวนที่ชายหนุ่มแทงออกไปในยามนี้ ทั้งมวลและน้ำหนักล้วนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ต้องรู้ก่อนว่าทวนหัวพยัคฆ์เงินสุกสกาวเล่มนี้ เดิมทีมีน้ำหนักเพียงสี่สิบชั่ง แต่เมื่อถูกเขาหมุนควงและแทงออกไป พลังระเบิดที่ผสานเข้ากับความเร็วในระยะประชิด ทำให้สภาวะทวนทั้งหนักหน่วงและรุนแรง ชนิดที่แทบจะทลายยอดเขาขนาดย่อมๆ ลงได้ในพริบตา
‘เกราะมังกรผีกลืนรูปลักษณ์นี้ สามารถช่วยให้ข้าเดินเหินอยู่ระหว่างมิติหยินหยางได้ เมื่อสวมใส่มัน ก็เท่ากับว่าสามารถเร้นกายไร้ร่องรอยได้ทุกเมื่อ บวกกับ ‘ทวนหกประสาน’ ของข้าที่ถนัดในการโจมตีสังหาร ลงมือลอบสังหารโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาอย่างแท้จริง มิเช่นนั้นก็ย่อมไม่มีทางหลบการลอบสังหารของข้าได้พ้น!’
นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ชายหนุ่มกล้าเสี่ยงต่อกรกับยอดฝีมือจากตำหนักทวิสุริยัน เขาฟันธงแล้วว่าคนผู้นี้ไม่ใช่ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา
พึงรู้ไว้ว่าหลายปีมานี้ ตำหนักทวิสุริยันกำลังวางแผนการใหญ่อย่างหนึ่ง ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาโดยมากจะไม่ปรากฏตัวในอาณาเขตของราชวงศ์ต้าโหยว ต่อให้มี มันก็เป็นเพียงบุตรแห่งเต๋าหรือศิษย์ธรรมดาที่ยังไม่บรรลุมรรคาเท่านั้น
อีกทั้งสามสำนักเต๋าเซียนเทียนก็ไม่ลงรอยกับตระกูลโหยวแห่งราชวงศ์ต้าโหยว หลังจากที่ปฐมองค์ฮ่องเต้แห่งต้าโหยวสถาปนาราชวงศ์ ตำหนักทวิสุริยัน อารามลอยนภา และลัทธิหมื่นชีวิต ก็ได้รวบรวมเหล่าศิษย์ในอาณาจักรต้าโหยวถอนตัวจากฐานที่มั่นเดิม ย้ายเข้าไปยังแดนลับอันเป็นรากฐานของตน และในยามปกติก็จะไม่เปิดประตูแดนลับอย่างเด็ดขาด
แดนลับทั้งสามแห่งนั้นมีขนาดไม่ด้อยไปกว่าอาณาจักรต้าโหยว ทั้งยังสามารถใช้ชีวิตสืบเผ่าพันธุ์ได้ สามสำนักเต๋าล้วนก่อตั้งบ้านเมืองในแดนลับ อีกทั้งยังไปปล้นชิงชนพื้นเมืองจากโพ้นทะเลมาอบรมสั่งสอน สร้างเมืองมากมายในแดนลับโดยไม่ต้องถูกอำนาจกษัตริย์แทรกแซง ช่างเป็นชีวิตที่อิสระเสรีเสียจริง!
…กล่าวอีกนัยหนึ่ง สามสำนักเต๋าก็เหมือนกับเศษเดนของสำนักพุทธ รากฐานไม่ได้อยู่ในราชวงศ์ต้าโหยว ดังนั้นเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในอาณาจักรต้าโหยว พวกเขาจึงไม่ได้หูตากว้างไกลนัก
‘เรื่องของหลี่ชางเจวี๋ย เจ้าเมืองไป๋อวิ๋น และลั่วจิ่วเจาผู้เป็นศิษย์ของเขา อาจไม่ได้รับความสนใจจากยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาของตำหนักทวิสุริยัน แต่หากเป็นลูกศิษย์ภายใต้สังกัดของยอดฝีมือเหล่านั้น ไม่แน่ว่าอาจอยากมาฉวยโอกาสกอบโกยผลประโยชน์ก็เป็นได้!’
ชายหนุ่มใจเต้นตึกตัก พุ่งตัวแทงหอกออกไป เขารู้ดีว่ากายอมตะตะวันเขียวในเคล็ดวิชา ‘มหาภัยสามตะวัน’ หากไม่ฆ่าให้ตายติดด่อกันสิบครั้งภายในเวลาหนึ่งร้อยลมหายใจ ย่อมไม่มีทางสังหารคนผู้นี้ลงได้ ทว่าหากทวนหกที่สุดของ ‘ทวนหกประสาน’ โจมตีสำเร็จ เพียงการโจมตีครั้งเดียวก็มากพอที่จะทำลายร่างเนื้อของอีกฝ่ายให้แหลกเหลวได้ และการฟื้นฟูในครั้งต่อไปย่อมต้องช้าลงอย่างแน่นอน
เมื่อทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ลอบแทงเพิ่มอีกสักสองสามทวน ต่อให้สังหารยอดฝีมือที่ยังไม่บรรลุมรรคาผู้นี้ลงไม่ได้ เขาก็ยังสามารถฉวยโอกาสนำร่างสังขารหนีไปอย่างใจเย็น โดยอาศัยความพลิกแพลงของเกราะมังกรผีกลืนรูปลักษณ์ถอนตัวไปจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัย…
เห็นเพียงปลายทวนยาวเล่มนี้หมุนควงราวกับสายฟ้าแลบ ปลายทวนตวัดเป็นพายุหมุน พัดพากระแสลมอันแข็งแกร่งรุนแรงเข้ามา ทว่าในจังหวะที่แทงห่างจากหลังศีรษะของเหอผิงเพียงหนึ่งชุ่น มันก็คล้ายกับพุ่งชนเข้ากับป้อมปราการไร้รูป สภาวะทวนที่ทำลายล้างทุกสิ่งพลันหยุดชะงักลงในทันที
ตึง!
ปลายทวนในระยะประชิด พุ่งชนเข้ากับกำแพงล่องหน บังเกิดเสียงดังกึกก้องราวกับระฆังใบยักษ์ พลังสะท้อนกลับทำให้ห้านิ้วของเขาสั่นสะท้าน แทบจะจับด้ามหอกเอาไว้ไม่อยู่
“อะไรกัน?”
ทวนของชายหนุ่มแฝงไว้ด้วยความพลิกแพลงของหกที่สุด เขาใช้ออกไปด้วย ‘ขุนเขาหนักที่สุด’ ทวนที่แทงออกไปแม้ไม่ได้มีน้ำหนักเท่ากับภูเขาใหญ่หนึ่งลูกจริงๆ แต่มันก็เทียบได้กับหินยักษ์ขนาดเท่าภูเขาย่อมๆ
พูดตามตรง สภาวะของทวนที่แทงออกไปนี้ มันราวกับมียอดเขาเหาะไปชนก็ไม่ปาน ใครจะไปคาดคิดว่าจะมาพ่ายแพ้เอาตรงนี้ได้
“นี่... นี่หรือว่าจะเป็นการควบคุมความเปลี่ยนแปลงของปราณฟ้าดิน หลังจากที่ตระหนักรู้ถึงขอบเขตฟ้าคนประสานกันแล้ว?”
ชายหนุ่มสะดุ้งตกใจ ก่อนจะพลันได้ยินเสียงสูดลมหายใจเข้าลึกเล็กน้อยของเหอผิงที่ไม่ได้หันหน้ากลับมา ทันใดนั้น แรงกดดันของกระแสลมก็ตีโอบเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง ร่างทั้งร่างของเขาพลันชะงักงัน รู้สึกได้ว่าอากาศรอบด้านกลายเป็นหนักอึ้งดั่งปรอท ราวกับจมลงไปในน้ำลึก มีความรู้สึกเชื่องช้าอึดอัดอย่างน่าประหลาด
“สูดลมกลายเป็นหิน! นิมิตแห่งการบรรลุมรรคาอย่างนั้นหรือ?!”
ชายหนุ่มตกใจสุดขีด เขารู้ดีว่านี่คือความสามารถ ‘สูดลมกลายเป็นหิน’ ของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาที่มีในคำเล่าลือ ร่างกายของเขาก็เร้นลับหายไปในความว่างเปล่าทันที ในชั่วพริบตา เขากระตุ้นความวิเศษของเกราะมังกรผีกลืนรูปลักษณ์ ทะลวงผ่านมิติหยินหยาง วูบไหวหายไปครั้งแล้วครั้งเล่า ถอยห่างออกไปไกลหลายสิบจั้ง
“ไม่ถูกต้อง!”
เมื่อถอยห่างออกไป เขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติ
“‘สูดลมกลายเป็นหิน’ ของคนผู้นี้มีระยะแค่สามจั้ง ไม่เหมือนยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาที่สามารถควบคุมปราณฟ้าดินรอบกายในรัศมียี่สิบถึงสามสิบจั้ง เพียงสูดลมหายใจเฮือกเดียวก็สามารถเปลี่ยนอากาศให้เป็นหินได้ ไม่ว่าจะใช้เพื่อป้องกันการโจมตีหรือกักขังศัตรู มันก็ล้วนเป็นแค่เรื่องพลิกฝ่ามือ”
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาถึงได้แข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อ พวกเขาสามารถควบคุมปราณฟ้าดินในรัศมียี่สิบถึงสามสิบจั้งได้ตามใจปรารถนา หากเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตบรรลุมรรคา ก็เลิกหวังที่จะใช้วิธีลอบโจมตีหรือลอบสังหารเพื่อต่อกรกับยอดฝีมือระดับนี้ไปได้เลย
...นิมิตทั้งหลาย เช่นสูดลมกลายเป็นหิน ซ่อนเร้นกายา หูมองเห็นตาได้ยิน เมื่อฝึกฝนจนถึงขั้นนี้ก็จะปรากฏขึ้นเองโดยธรรมชาติ ไม่นับว่าเป็นอภินิหารอันใดเลย
“ทว่าระยะแค่สามจั้ง เช่นนั้นความสามารถของเขาก็ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าไหร่ ข้ายังมีลูกแก้วอสนีทลายเก้าพลังสวรรค์ซุกซ่อนอยู่หนึ่งลูก มันถูกหลอมสร้างขึ้นจากการรวบรวมปราณสังหาร เมื่อระเบิดออก อานุภาพของมันสามารถแผ่ขยายออกไปไกลกว่าสี่สิบจั้ง หากตกอยู่ในรัศมีสิบจั้งของศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็นคน สรรพสิ่ง หรือภูเขาหิน เมื่อโดนเข้าไปร่างและวิญญาณย่อมแหลกสลาย กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา!”
ลูกแก้วอสนีทลายเก้าพลังสวรรค์คือท่าไม้ตายก้นหีบของเขา น่าเสียดายที่เมื่อใช้สู้กับยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคากลับไร้ประโยชน์ เพราะสิ่งที่น่าปวดหัวที่สุดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาก็คือ…
ไม่ว่าจะพยายามเพียงใด มันก็ยากที่จะบีบเข้าไปในระยะประชิดของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาได้ เพียงแค่อีกฝ่ายสัมผัสได้ถึงอันตราย พวกเขาก็สามารถคาดเดาการเคลื่อนไหวของศัตรูล่วงหน้า เพียงแค่ขยับความคิด ก็สามารถควบคุมปราณฟ้าดินให้กลายเป็นกำแพงล่องหนที่ราวกับสร้างขึ้นจากทองแดงเหล็กกล้า หรือวางค่ายกลเขตแดนสูดลมกลายเป็นหินได้ การโจมตีทุกรูปแบบล้วนพังทลายกลายเป็นเพียงภาพลวงตา
“ข้าประมาทเอง!”
เขาได้ร่างสังขารมาครอบครอง ทั้งยังมีเกราะมังกรผีกลืนรูปลักษณ์ชิ้นนี้ที่สามารถปกป้องร่างกาย เป็นชุดเกราะที่สามารถโบยบินและพลิกแพลงได้ อีกทั้งยังไม่เกรงกลัวน้ำและไฟ เมื่อต้องเผชิญกับอุณหภูมิความร้อนสูงของเปลวเพลิงที่เกิดจากพลังมหาภัยสามตะวันก็สามารถต้านทานได้หมด
ดังนั้นเขาจึงกล้าที่จะเข้าต่อสู้ในระยะประชิด หากไม่เป็นเช่นนั้น เขาก็คงไม่กล้ารั้งอยู่เพื่อปะทะกับศัตรูที่แข็งแกร่งผู้นี้แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น จุดที่พิเศษที่สุดของชุดเกราะนี้คือสามารถแหวกว่ายไปในความว่างเปล่า ทะลวงผ่านมิติทั้งสองภพระหว่างหยินและหยางได้
เดิมที ชายหนุ่มมั่นใจในคุณสมบัติอันน่าทึ่งของเกราะมังกรผีกลืนรูปลักษณ์นี้ ด้วยความสามารถของเขา การจะสังหารผู้บำเพ็ญเพียรจากตำหนักทวิสุริยันผู้นี้อาจเป็นเรื่องยาก แต่การจะเอาชนะศัตรูก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้!
‘ไม่มีทางเลือกแล้ว มีแต่ต้องทุ่มสุดตัวเท่านั้น เกราะมังกรผีกลืนรูปลักษณ์ของข้าไม่ถนัดเรื่องการบินระยะไกล หากถูกคนของตำหนักทวิสุริยันใช้วิชาดมกลิ่นพลังอย่าง ‘เพ่งเล็งสัมผัสวิญญาณ’ หรือ ‘สะกดวิญญาณพันลี้’ จับเอกลักษณ์ได้ เช่นนั้นตัวตนของข้าก็มีสิทธิ์ถูกเปิดโปง…’
ชายหนุ่มบังเกิดความเด็ดขาดขึ้นในใจ ร่างกายถอยร่นไปด้านหลัง หลอมรวมเข้ากับอากาศธาตุ และในขณะนั้นเอง เหอผิงก็กะพริบตา เขากลอกตามองชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหลัง รู้ดีว่าชุดเกราะบนร่างของอีกฝ่ายมีความมหัศจรรย์เป็นอย่างมาก สามารถพาร่างของอีกฝ่ายทะลวงผ่านมิติหยินหยางได้
“ทะลวงผ่านภพเร้นลับหยินหยางสินะ? ชุดเกราะนี้ค่อนข้างคล้ายกับเกี้ยวกระดาษของข้า ที่สามารถเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างสองภพได้…”
ประกายแสงสีเขียวปลาบแปลบประกายวาบขึ้นในดวงตาของเหอผิง ปากก็พึมพำกับตัวเอง
โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรได้แบ่งแยกฟ้าดินนี้ออกเป็น ‘สามภพหกเส้นทาง’ สามภพนั้นก็คือภพเหวลึก ภพมนุษย์ และภพวิญญาณที่ถูกเรียกว่า ‘ภพอาณาจักรวิญญาณ’
ภพเหวลึกตั้งอยู่ในรอยแยกและธรณีลึกใต้พื้นพิภพ มันเชื่อมต่อกับพื้นดินเบื้องบน มีทางเข้าอยู่หลายแห่ง เบื้องล่างห้วงเหวนั้นมีเหล่าสัตว์ปีศาจอาศัยอยู่นับไม่ถ้วน
ภพมนุษย์คือดินแดนที่กว้างใหญ่ที่สุดในผืนฟ้าดินนี้ อาณาจักรต้าโหยวและอาณาจักรต้าซีเย่ล้วนตั้งอยู่บนพื้นผิวของภพมนุษย์ ส่วนภพอาณาจักรวิญญาณนั้นมีความพิเศษยิ่งยวด มันถูกมองว่าเป็นมิติเวลาที่ขนานไปกับภพมนุษย์และภพเหวลึก นอกจากนี้ ภพอาณาจักรวิญญาณยังแตกแขนงออกเป็นหกเส้นทาง หกเส้นทางนี้เป็นทางเข้าสู่ศูนย์กลางของอาณาจักรวิญญาณ หกเส้นทางและมิติเวลาของสามภพเชื่อมโยงถักทอกันเหมือนตาข่ายหนาทึบ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือภพเร้นลับหยินหยาง หรือที่เรียกอีกอย่างว่าเส้นทางเร้นลับ
ชุดเกราะกระดูกอันแปลกประหลาดที่ชายหนุ่มสวมใส่อยู่นี้ สามารถโบยบินบนท้องฟ้าได้อย่างอิสระ ทั้งยังสามารถทะลวงผ่านมิติหยินหยางทั้งสองภพได้ เรียกได้ว่าพลิกแพลงยากจะคาดเดา
ยามที่อีกฝ่ายถอยเข้าสู่ความว่างเปล่า เขามองเห็นได้อย่างชัดเจน สิ่งที่ห่อหุ้มร่างสังขารของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาผู้นั้นไว้คือห่อผ้าทารกผืนหนึ่ง ชายหนุ่มคว้ามันไว้ในมือซ้าย ส่วนมือขวากำทวนหัวพยัคฆ์เงินสุกสกาวเล่มนั้นไว้แน่น
‘ภพเร้นลับแผ่ซ่านครอบคลุมอยู่ในมิติเวลาของแดนดิน หากไม่มีเนตรทิพย์ของสำนักพุทธ ย่อมไม่อาจมองทะลุความเปลี่ยนแปลงของความว่างเปล่าได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการตามหาคนผู้นี้ที่เร้นกายอยู่ในความว่างเปล่า... หากคนผู้นี้ตั้งใจจะหลบหนี ข้าก็ไม่มีความมั่นใจมากนักว่าจะจับตัวเขาไว้ได้ การจะแย่งชิงห่อผ้าทารกในมือเขา มันก็เป็นเรื่องยุ่งยากเอาการอยู่เหมือนกัน’
ความคิดแล่นผ่านเข้ามาในหัวไม่กี่ตลบ เหอผิงก็คิดแผนการขึ้นมาได้ ความวิเศษของพลังมหาภัยสามตะวันที่เขาเพิ่งจะตระหนักรู้ ไม่ได้มีเพียงแค่ภูตผีร่างเพลิงชนิดเดียวเท่านั้น หากพึ่งพาความวิเศษอีกขั้นหนึ่ง อาจจะสามารถจัดการกับคนผู้นี้ได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ขยับกาย พริบตาลำแสงเพลิงหลายเส้นก็พุ่งทะยานมาจากทั่วทุกสารทิศ พวกมันคือยายเฒ่าเหมียวฮวาและคนอื่นๆ ที่กลายสภาพเป็นภูตผีร่างเพลิง
จิตวิญญาณของพวกมันได้สูญสลายไปหมดแล้ว หลงเหลือเพียงเศษเสี้ยวของวิญญาณ กลายเป็นสิ่งชั่วร้ายรับใช้ภายใต้อำนาจของพลังมหาภัยสามตะวัน ซึ่งถูกเขาเรียกตัวกลับมาโดยตรง ราวกับลำแสงที่พันธนาการอยู่รอบกาย
ลำแสงเพลิงทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ร่างเงาสีเขียวก็ราวกับถูกปกคลุมด้วยเมฆเพลิงขนาดยักษ์ อุณหภูมิความร้อนสูงรอบกายยิ่งแผดเผา แม้แต่อากาศก็ยังกลายเป็นเปลวแดดระยิบระยับ
ฟึ่บ!
ด้านหลังของเหอผิง ชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้นราวกับเทเลพอร์ต การปรากฏตัวในครั้งนี้ เขาตวัดมือซ้าย โยนห่อผ้าทารกขึ้นไปในอากาศ จากนั้นร่างของเขาก็ถอยร่นไปด้านหลัง แล้วเลือนหายไปในความว่างเปล่าอย่างไร้ร่องรอย
“ร่างสังขาร!”
เหอผิงรีบพุ่งตัวตามไป ยื่นมือหมายจะคว้าห่อผ้าทารกนั้น แต่ในชั่วพริบตานั้นเอง ห่างออกไปเบื้องหลังนับสิบจั้ง ร่างเงาหนึ่งก็ทะลวงฝ่าอากาศมาอย่างดุดัน ทวนเงินพุ่งแทงเข้าที่แผ่นหลังของภูตผีร่างเพลิงตัวหนึ่ง
“ตายซะ!”
ทวนที่แทงออกไปดันไปถึงกึ่งกลาง ภูตผีร่างเพลิงที่แหวกว่ายอยู่ทั่วทุกสารทิศตัวอื่นก็พุ่งเข้ามาพัวพัน แต่ทวนราวกับดาวตกพุ่งระเบิดเป็นวงแสงนับไม่ถ้วน ภูตผีร่างเพลิงเหล่านั้นพุ่งเข้ามา แต่เมื่อถูกปลายทวนจิ้มใส่ พวกมันก็ราวกับน้ำเดือดราดรดหิมะ หลอมละลายหายไปในพริบตา
“ของปลอม!”
เหอผิงไม่ได้ใส่ใจเลยว่าภูตผีร่างเพลิงจะถูกทำลาย ถึงอย่างไรของพวกนี้เพียงแค่มีพลังมหาภัยคอยเสริม พวกมันก็สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้อย่างไม่ขาดสาย เขายื่นมือคว้าห่อผ้าทารกนั้นก็รู้ทันทีว่าเป็นของปลอม ภายในห่อมีเพียงหินก้อนหนึ่งเท่านั้น
“ถูกต้องแล้ว ของปลอมยังไงล่ะ!”
ชายหนุ่มหัวเราะลั่น โยนก้อนแสงสีเขียวในมือขึ้นไปบนฟ้า ในระยะนี้ ระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายมีไม่ถึงสิบจั้งด้วยซ้ำ
“ไปตายซะ!”
เขาตวาดเสียงต่ำ แสงสีเขียวเข้มระเบิดออกมาจากก้อนแสงนั้น กวาดล้างออกไปทั่วทุกสารทิศ
ในขณะเดียวกัน ร่างของชายหนุ่มก็หดตัวลงในชั่วพริบตา ราวกับจุดสีดำที่เล็กลงเรื่อยๆ หลอมรวมเข้ากับความว่างเปล่า ทิ้งไว้เพียงเหอผิงให้สัมผัสประสบการณ์ตรงในที่เกิดเหตุ ถึงอานุภาพอันมหาศาลของลูกแก้วอสนีทลายเก้าพลังสวรรค์ลูกนี้ที่สามารถทำให้ทั้งคน สรรพสิ่ง และภูเขาหินในรัศมีสิบจั้งสั่นสะเทือนจนกลายเป็นผุยผง