- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 138 ภูตผีร่างเพลิง
บทที่ 138 ภูตผีร่างเพลิง
บทที่ 138 ภูตผีร่างเพลิง
…แสงเพลิงควบแน่น ราวกับดวงตะวันสีเขียวลอยตระหง่านอยู่กลางนภา
เหอผิงโคจรกายอมตะตะวันเขียวสวมชุดเกราะแก้ว จากนั้นพลิกแพลงกระบวนท่า ทั่วร่างก็ปรากฏแสงเพลิงอันยิ่งใหญ่สว่างวาบขึ้นมา
เมื่อครู่นี้เขานับว่าเสียเปรียบไปไม่น้อย เป็นเพราะ ‘ทวนหกประสาน’ ที่ชายหนุ่มผู้นั้นร่ายรำออกมาอยู่ในระดับที่ลึกล้ำยิ่ง ยามที่ปลายทวนสีเงินสั่นไหว เงาทวนนับร้อนนับพันก็แทงทะลวงออกมาอย่างต่อเนื่องราวกับพายุฝนกระหน่ำ ดูเผินๆ เหมือนจะยุ่งเหยิงไร้ระเบียบ ทว่าแท้จริงแล้วเงาทวนเหล่านั้นกลับประสานรวมเป็นหนึ่งเดียว โจมตีหมุนเวียนไม่รู้จบ ‘พันทวนหลอมรวมเป็นหนึ่ง หนึ่งทวนแตกฉานเป็นพัน’ สภาวะทวนมีกลิ่นอายของการย่อขุนเขาลงในเมล็ดผักกาดอยู่อย่างแท้จริง
ผลลัพธ์ก็คือ เมื่อถูกจู่โจมเข้าอย่างจัง ร่างกายของเขาก็ระเบิดแตกแหลกเหลวในทันที
ทว่าน่าเสียดายที่ชายหนุ่มผู้นั้นยังบำเพ็ญเพียรไม่ถึงขอบเขตบรรลุมรรคา ต่อให้ ‘ทวนหกประสาน’ ของเขาจะแข็งแกร่งขึ้นอีกสิบเท่า มันก็ไม่อาจใช้เพลงทวนสังหารเหอผิงที่มีกายอมตะตะวันเขียวได้
เพียงแต่ว่า อานุภาพของกระบวนท่า ‘หกคำถามฟ้าดิน’ ของชายหนุ่มนั้นก็แข็งแกร่งไร้เทียมทานเช่นกัน อีกทั้งภายใต้การกระหน่ำแทงอย่างต่อเนื่อง พลังทำลายล้างที่บดขยี้เหอผิงจนกลายเป็นผุยผงในชั่วพริบตานั้น มันก็ทำให้สติสัมปชัญญะของเขาตกอยู่ในความสับสนอลหม่านไปด้วย
ในเสี้ยววินาทีที่ร่างกายแหลกเหลว ความรู้สึกอันแสนประหลาดล้ำลึกชนิดหนึ่งก็ค่อยๆ เอ่อล้นขึ้นมาในจิตใจ เหอผิงบังเกิดความรู้แจ้งขึ้นมาชั่ววูบหนึ่ง
ความรู้แจ้งนี้หยั่งรากลึกอยู่ในก้นบึ้งของจิตวิญญาณ ถือเป็นรากฐานของจิตสำนึก เพียงแต่ถูกสัมผัสรับรู้ทั้งหลายในโลกหล้าบดบังเอาไว้... ในชั่วลัดนิ้วมือ ในเสี้ยววินาทีนั้น ม่านหมอกแห่งความลุ่มหลงทั้งมวลก็ถูกชะล้างออกไป จนเผยให้เห็นตัวตนที่แท้จริงในที่สุด
“สรรพสิ่งหลอมรวม ก่อกำเนิดก่อนฟ้าดิน เงียบงัน! ว่างเปล่า! หยัดยืนเอกเทศมิแปรเปลี่ยน โคจรวัฏจักรมิรู้สิ้น สามารถเป็นมารดาแห่งใต้หล้า…”
เหอผิงสัมผัสได้ว่าสายใยบางอย่างระหว่างตนเองกับโลกใบนี้ได้เลือนหายไป สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือจิตสำนึกของเขาที่ถูกดึงดูดเข้าไปในห้วงมิติเวลาที่ไม่อาจบรรยายได้ สถานที่แห่งนั้นคือความว่างเปล่าอันมืดมิด เงียบสงัดไร้สรรพเสียง กว้างใหญ่ไร้รูปลักษณ์ จิตสำนึกของเขาหยุดนิ่งอยู่ที่นั่นเพียงชั่วพริบตา ทว่ากลับเนิ่นนานราวกับผ่านไปนับพันนับหมื่นปี
“นี่คือการรู้แจ้งฟ้าดิน ข้าทำลายม่านหมอกในใจ เชื่อมต่อกับมรรคาสวรรค์ที่เป็นดั่งมารดาของสรรพสิ่ง นี่สินะที่เรียกว่าขอบเขต ‘ฟ้าคนมิใช่สอง มิพักต้องเอ่ยถึงการประสาน’ ?”
เหอผิงได้สติกลับคืนมา เนื่องจากร่างกายสูญสลาย จิตสำนึกที่แตกซ่านไปชั่วขณะจึงหลอมรวมขึ้นใหม่อีกครั้ง ในจังหวะที่เขากำลังควบแน่นสร้างกายเนื้อขึ้นมาใหม่นั้น เขาก็ตระหนักได้ว่าตนเองได้รับโชควาสนาครั้งใหญ่ เรื่องนี้คงต้องขอบคุณชายหนุ่มผู้นั้นที่ใช้กระบวนท่า ‘หกคำถามฟ้าดิน’ ของ ‘ทวนหกประสาน’ กระหน่ำแทงเขาจนร่างแหลกเหลว
สิ่งนี้บีบบังคับให้จิตสำนึกของเขาเชื่อมโยงกับมารดาแห่งมรรคาสวรรค์ จนสัมผัสได้ถึงสัจธรรมอันล้ำลึกของการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดิน แน่นอนว่านี่ไม่ได้หมายความว่าเขาสามารถใช้ ‘มหาภัยสามตะวัน’ เพื่อบรรลุมรรคาได้ ทว่าเป็นการได้รับความรู้แจ้งเกี่ยวกับการสัมผัสฟ้าดินมาสายหนึ่ง
การรู้แจ้งเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับผู้ที่เข้าใกล้ขอบเขตบรรลุมรรคา ขอเพียงมีพลังตบะถึงระดับหนึ่งก็สามารถรับรู้ได้ ทว่าสำหรับเหอผิงที่ไม่เคยฝึกปรือ ‘มหาภัยสามตะวัน’ อย่างแท้จริง อาศัยเพียงยันต์ไฟโอสถแท้ในร่างเพื่อวิวัฒนาการพลังมหาภัยสามตะวันนั้น นับว่าเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อโดยแท้
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ภายใต้การพึ่งพาสัมผัสฟ้าดิน ‘มหาภัยสามตะวัน’ ยังสามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้ด้วย!”
ท่ามกลางอสรพิษเพลิงแต่ละสายที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ภายในแสงเพลิงสีเขียวที่สาดส่องอยู่เบื้องหลังของเขา ในขณะเดียวกันนั้น เงาร่างของคนตายหลายคนที่ต้องจบชีวิตลงภายใต้พลังมหาภัยสามตะวันก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นยายเฒ่าเหมียวฮวา เฒ่าเหยากุ่ย จ้าวอสรพิษแดง และคนอื่นๆ อีกหลายคน
วูบ!
ร่างวิญญาณในกองเพลิงต่างอ้าปากค้างไร้สรรพเสียง ราวกับกำลังกรีดร้องโหยหวนอย่างแหลมเล็ก แขนขาแห้งเหี่ยวบิดเบี้ยว สองมือแกว่งไกวปัดป่ายไปมา
ร่างวิญญาณอันดำเป็นตอตะโกที่บิดเบี้ยวเหล่านี้ ดูราวกับภูตผีปีศาจที่ผุดขึ้นมาจากขุมนรกชั้นเก้า พวกมันไร้ซึ่งทางออกในปรโลก ได้แต่ดิ้นรนยื่นแขนออกไป นิ้วมือตะเกียกตะกายไขว่คว้าไปข้างหน้าอย่างสูญเปล่า
ชายหนุ่มผู้ถือทวนเงินมองดูฉากนี้ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง เมื่อสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบนร่างของเหอผิง เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนังศีรษะชาหนึบ ความหนาวเหน็บแล่นปราดไปทั่วร่างจนขนลุกซู่
ชายหนุ่มเคยได้ยินมานานแล้วว่าเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาของตำหนักทวิสุริยันนั้นแปลกประหลาดคาดเดายาก ซึ่งเมื่อดูจากตอนนี้ เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าตัวเขาประเมินการสืบทอดวิชาของตำหนักทวิสุริยันต่ำเกินไป
“ไป!”
เหอผิงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมีแววตาเหี้ยมโหดเปล่งประกาย เขาแค่นเสียงหัวเราะเยาะเย้ย วินาทีต่อมา เงาร่างอันน่าสะพรึงกลัวเบื้องหลังก็กลายสภาพเป็นลำแสงเพลิงหลายเส้น พุ่งทะยานเข้าหาทิศทางของชายหนุ่มผู้นั้น
นี่คือความสามารถอันแยบยลในการใช้ ‘มหาภัยสามตะวัน’ ที่เขาได้รับมาส่วนหนึ่ง หลังจากที่รู้แจ้งถึงขอบเขต ‘ฟ้าคนมิใช่สอง มิพักต้องเอ่ยถึงการประสาน’
ที่แท้ หลังจากบำเพ็ญเพียรพลังมหาภัยสามตะวันแล้ว ผู้ที่ถูกเขาสังหารด้วยเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคานี้ ล้วนถูกเปลวเพลิงแผดเผาจนกลายเป็นกลุ่มก้อนวิญญาณ กลุ่มก้อนวิญญาณเหล่านั้นคือภาพสะท้อนตัวตนก่อนเสียชีวิตของผู้ตาย ซึ่งจะตกเป็นทาสรับใช้ของผู้ใช้พลังมหาภัยสามตะวันที่เป็นคนสังหาร
พวกมันจะปรากฏตัวในรูปลักษณ์ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ทว่าก็ดูคล้ายกับภูตผีปีศาจที่มาจากขุมนรก หลังจากตื่นขึ้นมา ความเจ็บปวดทรมานจากการถูกเปลวเพลิงแผดเผาจนตายจะคอยตอกย้ำพวกมันอยู่เสมอ ทำให้พวกมันระบายความเคียดแค้นชิงชังใส่ร่างของคนเป็นทุกคนที่พบเจอ
ในสายตาของชายหนุ่ม ลำแสงเพลิงสีแดงฉานแต่ละเส้นกำลังพุ่งกระหน่ำเข้ามา ทุกๆ เส้นล้วนเป็นกลุ่มก้อนเปลวเพลิงที่ห่อหุ้มร่างของคนตายที่ดำเกรียมบิดเบี้ยวและมีใบหน้าอันน่าสะพรึงกลัวเอาไว้ภายใน
“ไสหัวไป!”
ชายหนุ่มเหยียบย่างไปบนอากาศอันความว่างเปล่า ท่ามกลางเสียงกระดูกลั่นกรอบแกรบบางเบา รูปร่างที่ดูผอมบางกลับกลายเป็นกำยำล่ำสันขึ้นมาในทันที มัดกล้ามเนื้อทั่วร่างปูดโปน เผยให้เห็นถึงพละกำลังอันมหาศาล
เขากวัดแกว่งทวน ราวกับขุนพลควบม้าถือวิสาสะ ทวนเงินเล่มนั้นสั่นสะท้านอย่างรุนแรงในชั่วพริบตา เพียงเสี้ยววินาทีก็วาดวงโค้งนับร้อยนับพันขึ้นกลางอากาศเบื้องหน้า แสงโค้งสีเงินแต่ละเส้นหดเล็กลงจากวงใหญ่ พันเกี่ยวรัดรึงราวกับประกายอสนีบาต
ในชั่วขณะที่เขาสะบัดเงาทวนนับพันออกมา ตัวทวนก็อันตรธานหายไปจากสองมือของเขาอย่างกะทันหัน ร่างทั้งร่างของเขาก็กลายเป็นลำแสงสีเงินยวง มีเพียงจุดทวนโค้งนับพันที่ทะลวงฝ่าอากาศพุ่งเข้ามาโจมตี
ลำแสงเพลิงหลายเส้นพุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้า ร่างวิญญาณในกองเพลิงที่ถูกพลังมหาภัยสามตะวันหลอมสร้างขึ้นมาเหล่านั้น ล้วนมีใบหน้าที่ดุร้ายน่ากลัว ดวงตาทั้งสองข้างถูกแผดเผาจนกลายเป็นหลุมดำกลวงโบ๋ ภายในมีเพียงก้อนถ่านสีแดงฉานสองก้อนกลิ้งกลอกไปมา ปากแสยะนิ้มกว้างส่งเสียงหัวเราะวิปลาส ก่อนจะเรียงแถวหน้ากระดานกลายร่างเป็นเปลวเพลิงโหมกระหน่ำพุ่งเข้าใส่
ก่อนตายคนเหล่านี้ถูกพลังมหาภัยสามตะวันสังหาร หลังความตายก็กลายเป็นเสมือนผีตายโหงที่คอยหาตัวตายตัวแทน พวกมันไม่มีกายเนื้อ เป็นเพียงกลุ่มก้อนกองเพลิง ทว่ากลับสามารถโบยบินได้อย่างอิสระ ไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งใดควบคุม เมื่อพบเจอผู้คนก็จะพุ่งเข้าใส่ หากถูกแสงเพลิงกลุ่มนี้แผดเผา มันจะกัดกร่อนกระดูกทะลวงไขกระดูก กระทั่งคนถูกเผาทั้งเป็นจนตาย
เมื่อตายไป แน่นอนว่าจะต้องกลายเป็นพวกพ้องของพวกมัน หากยังคงลุกลามขยายวงกว้างไปอย่างไร้ที่สิ้นสุดเช่นนี้ มันจะขยายตัวใหญ่ขึ้นจนถึงขั้นที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
ปัง! เสียงระเบิดดังสนั่น ชายหนุ่มแทงทวนออกไปอย่างไม่เกรงกลัว รัศมีทวนนับพันเส้นดั่งสายฟ้าแลบ เกิดเป็นพายุหมุนสาดกระจาย แทงทะลวงออกไปอย่างดุดัน
เงาผีในกองเพลิงส่งเสียงร้องโหยหวน ร่วงหล่นลงมาเป็นจำนวนมาก ทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างรุนแรง เปลวเพลิงสีแดงฉานลุกโชน พลังปราณของทวนพุ่งทะยานประกายสายฟ้าฟาด ลมปราณของทั้งสองฝ่ายต่างล็อกเป้ากันและกัน เวลาดูเหมือนจะเดินช้าลงในชั่วพริบตา ก่อนจะเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วท่ามกลางความเงียบสงัด ทำให้สรรพสิ่งรอบข้างหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ทั้งที่รวดเร็วถึงขีดสุด ทว่าวิถีการโจมตีกลับปรากฏชัดเจน ไร้ซึ่งความคลุมเครืออันใด
นัยน์ตาของชายหนุ่มสะท้อนให้เห็นถึงแสงเพลิงที่พุ่งเข้ามา ประกายไฟที่กระเด็นออกมาจากเปลวเพลิงดั่งภูตผีเหล่านั้น อยู่ห่างจากดวงตาเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ทวนยาวของเขาแทงสวนขึ้นไปเบื้องบน ห้วงมิติทั้งหมดคล้ายกับหยุดชะงักไปชั่วขณะ ประสาทสัมผัสหยุดนิ่งไปเล็กน้อย วินาทีต่อมาก็กลับคืนสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง
ฉ่าฉ่าฉ่า! ทวนเงินแทงจุดสีดำออกมาเป็นสาย ยันปะทะอยู่กลางอากาศกับร่างเพลิงที่กลายร่างมาจากยายเฒ่าเหมียวฮวา เฒ่าเหยากุ่ย จ้าวอสรพิษแดง และคนอื่นๆ รังสีทวนแทงทะลวงเข้าใส่แสงเพลิง ประกายไฟและคลื่นกระแทกสาดกระจาย เสียงบาดแก้วหูดังทะลุความว่างเปล่า
ในช่วงเวลาพริบตาเดียว เสียงปังปังปังก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสียงกึกก้องดังกังวานราวกับประทัดแตกระเบิดขึ้นกลางอากาศ เงาผีที่แปรสภาพมาจากเปลวเพลิงเหล่านั้นต่างแผดเสียงร้องโหยหวน ก่อนจะถูกปลายทวนแทงทะลวงจนร่างระเบิดกระจัดกระจาย
ชายหนุ่มถอยร่นไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว ทวนเงินในมือโค้งงอราวกับลำไผ่ เพียงถูกดีดสะท้อน ง่ามมือก็แทบจะฉีกขาด ทวนเงินของเขาเล่มนี้หลอมสร้างขึ้นจากเหล็กนิลเย็นบริสุทธิ์ผสานกับปราณโลหะทั้งห้า ชุบแข็งด้วยเลือดของมังกรน้ำ และเสริมพลังด้วยยันต์ลับร้อยแปดประการ ทว่าเพียงแค่การปะทะกันครั้งเดียวก็เกือบจะหักสะบั้น สิ่งนี้ทำให้เขารับรู้ได้ถึงความร้ายกาจ
แต่เมื่อเขาถอยร่นไปด้านหลัง แสงเพลิงที่ถูกระเบิดก็ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง ท่ามกลางเปลวเพลิงที่พันธนาการอยู่ มองเห็นโครงกระดูกไหม้เกรียมหลายร่างได้เลือนราง โครงกระดูกเหล่านั้นงอกชั้นผิวหนังสีดำไหม้เกรียมขึ้นมา ก่อนจะเหาะเหินขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายร่างเป็นมังกรเพลิงแต่ละตัว บินวนเวียนอยู่กลางอากาศ
“นี่แหละคือความน่าสะพรึงกลัวของพลังมหาภัยสามตะวัน ผู้ที่ถูกพลังมหาภัยกลืนกิน เมื่อตายไปแล้วก็จะกลายเป็นทาสรับใช้ของพลังนี้ หากข้ามีพลังกล้าแกร่งมากพอก็อาจจะสามารถวิวัฒนาการพลังมหาภัยสามตะวันให้กลายเป็นภัยตะวันแดงได้ ทำให้ภูตผีร่างเพลิงเหล่านี้สามารถใช้กระบวนท่าไม้ตายที่เคยมีชีวิตอยู่ได้!”
เหอผิงแสยะยิ้มอย่างเย็นชา นิ้วทั้งห้างุ้มงอราวกับตะขอ ฝ่ามือเมฆเพลิงขนาดมหึมาก็พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายเป็นเส้นสายเปลวเพลิงห้าสาย พุ่งไขว่คว้าทะยานออกไป
‘ชื่อเสียงอันเลื่องลือ มิได้กล่าวเกินจริงเลยแม้แต่น้อย... ผู้ที่มาจากตำหนักทวิสุริยัน ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ!’
ชายหนุ่มลอบถอนหายใจอยู่ในใจ รู้ดีว่าครานี้ได้พบกับยอดฝีมือตัวจริงเข้าให้แล้ว พลังมหาภัยสามตะวันช่างแปลกประหลาดพิสดารยิ่ง
ทว่าร่างสังขารของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคานั้นล้ำค่ายิ่งนัก เขาเองก็ไม่อาจเลือกทางอื่นได้!
เขาหลับตาลงแน่น ใช้นิ้วชี้กดไปที่จุดกึ่งกลางหว่างคิ้ว บริเวณนั้นมีรอยประทับอักขระยันต์ปรากฏอยู่ ซึ่งเป็นอักขระยันต์เซียนโบราณ
เมื่อปราณโลหิตสายหนึ่งไหลเวียนเข้าไป อักขระยันต์นี้ก็เปล่งประกายแสงสีแดงออกมา
ครืน!
ปราณโลหิตในร่างของชายหนุ่มพุ่งพล่านราวกับน้ำพุที่ผุดขึ้นจากพื้นดิน ก่อให้เกิดเสียงคลื่นซัดสาดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งร่าง
เมื่อประสานเข้ากับพลังของอักขระยันต์นี้ ‘บางสิ่ง’ ที่หลับใหลอยู่ภายในร่างของเขาก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น วินาทีต่อมา เกราะกระดูกสีดำขลับดั่งน้ำหมึกก็งอกเงยออกมา ปกคลุมบริเวณลำคอ บ่าทั้งสองข้าง หน้าอก แผ่นหลัง และหน้าท้อง...
กรอบแกรบ… กรอบแกรบ… สิ้นเสียงอันแปลกประหลาด หนามกระดูกแหลมคมก็ค่อยๆ งอกเงยขึ้นมาทีละซี่ หนามกระดูกที่เรียวยาวและคมกริบนั้น ทำให้รูปลักษณ์ของเกราะกระดูกดูดุร้ายน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้นไปอีก
จากนั้น เมื่อชายหนุ่มเกร็งพลังปราณเบาๆ ก็คล้ายกับว่ากระดูกที่หดตัวพับอยู่เกิดการบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ที่แขนและขาของเขาก็มีเสียงดังก๊อบแก๊บ ปรากฏสสารสีเทาคล้ายกระดูกงอกออกมาปกคลุมภายนอก
ทั่วทั้งร่างของเขาถูกห่อหุ้มด้วยเกราะประหลาดชุดนี้ แม้แต่หมวกเกราะที่ส่วนหัวก็ยังมีเขากระดูกแหลมคมงอกออกมาคู่หนึ่ง ที่มองดูแล้วราวกับภูตผีปีศาจ กลิ่นอายอันดุร้ายและอำมหิตแผ่ซ่านออกมา เพียงแค่ชำเลืองมองก็ทำให้จิตใจของผู้คนเกิดความหวาดกลัวและกระวนกระวายใจ
“มังกรผีกลืนรูปลักษณ์ หมื่นมารหลีกเร้น!”
ชั่วพริบตานั้น ชายหนุ่มก็เบิกตากว้าง ทั่วร่างราวกับปะทุจิตสังหารออกมาเป็นสาย วินาทีต่อมา ร่างกายของเขาก็ค่อยๆ โปร่งแสงและเลือนลาง ภายใต้การปกคลุมของพลังอันน่าพิศวง ร่างกายของเขาก็คล้ายกับกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน อยู่กึ่งกลางระหว่างความลวงและความจริง ราวกับกลายร่างเป็นภูตผีวิญญาณก็มิปาน
ฟุ่บ!
ร่างของเขาอันตรธานหายไปจากอากาศธาตุ ทำให้ฝ่ามือเมฆเพลิงและภูตผีร่างเพลิงต่างพุ่งเข้าคว้าน้ำในทันที
และในเสี้ยววินาทีที่เขาหายตัวไปนั้นเอง ทวนเงินเล่มหนึ่งก็พุ่งทะลวงออกมาจากความว่างเปล่า พุ่งตรงเข้าหาท้ายทอยของเหอผิงจากด้านหลัง