เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 137 หกคำถามฟ้าดิน

บทที่ 137 หกคำถามฟ้าดิน

บทที่ 137 หกคำถามฟ้าดิน


หลังมหาภัยพิบัติเทพและมนุษย์ มรรคา ‘สวรรค์’ และ ‘มนุษย์’ ในโลกผู้บำเพ็ญเพียรที่สามารถบรรลุเป็นเซียนและยอดคนก็ได้ถูกตัดขาด สิ่งนี้ส่งผลให้ความบิดเบี้ยวของมรรคาสวรรค์ลุกลามไปทั่วทั้งโลก สิ่งที่เรียกว่าเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา คือสามสิบหกวิชาบำเพ็ญเพียรเพียงหนึ่งเดียวในฟ้าดินที่สามารถบรรลุมรรคาได้โดยไม่ได้รับผลกระทบจากความบิดเบี้ยวนี้

นอกเหนือจากสามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาแล้ว วิชามารนอกรีตทั้งหมดล้วนทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรธาตุไฟเข้าแทรก หรือเกิดความบิดเบี้ยวและกลายพันธุ์ ปรากฏการณ์กลายพันธุ์นี้ถูกเรียกว่า ‘รูปลักษณ์วิปริต’ !

จ้าวอสรพิษแดงเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่ฝึกฝนวิชามารนอกรีต ต่อให้พลังตบะของเขาล้ำลึกเพียงใด เมื่อถึงด่านบรรลุมรรคาก็ไม่กล้าทะลวงผ่าน เพราะวิชามารนอกรีตไม่ใช่เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา ตัวเขาจึงย่อมไร้ซึ่งการคุ้มครองเมื่อจะบรรลุมรรคา เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคานั้นสามารถสอดคล้องกับฟ้าดินแห่งนี้ มันจึงมอบการคุ้มครองแก่ผู้บำเพ็ญเพียรในยามบรรลุมรรคาได้

หากปราศจากการคุ้มครองชั้นนี้ ไม่ว่าผู้บำเพ็ญเพียรคนใด ในชั่วพริบตาที่พลังตบะบรรลุถึงขั้นสัมผัสฟ้าดิน พวกเขาก็จะเป็นดั่งเด็กน้อยเปลือยกายที่ต้องเผชิญหน้ากับมรรคาสวรรค์อันกว้างใหญ่ไพศาลอย่างเปลือยเปล่า ทั้งเจตจำนง จิตใจ และดวงวิญญาณ ล้วนถูกกลืนกินโดยพลังอันบิดเบี้ยวจนกลายเป็นอสูรวิปริต

หลังจากที่ศีรษะของจ้าวอสรพิษแดงระเบิดออก เลือดเนื้อและจิตวิญญาณที่เกาะกุมเป็นก้อนก็พุ่งทะยานออกมา

เมฆเพลิงที่เหอผิงปล่อยออกไปก็ไม่อาจสกัดกั้นสิ่งลี้ลับนี้ได้ มันฉีกกระชากแสงเพลิงพุ่งเข้ามาประดุจลูกศร

รูปร่างของมันคล้ายกับทารก จู่ๆ ก็แผดเสียงร้องโหยหวน เสียงนั้นแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นเสียงกระจายออกไป ไม่ว่าใครที่ได้ยิน ต่างก็รู้สึกถึงความมึนงงในสติสัมปชัญญะ

“เป็นอสูรวิปริตจริงๆ ด้วย! ตามคำเล่าลือ หลังจากที่ผู้บำเพ็ญเพียรล้มเหลวในการบรรลุมรรคา ภายในเลือดเนื้อจะก่อกำเนิดอสูรวิปริตขึ้น อสูรวิปริตชนิดนี้เกิดมาพร้อมความดุร้ายโดยกมลสันดาน สามารถกลืนกินปราณบริสุทธิ์ ปราณมรณะ ไออัปมงคล และไอพิษได้ทุกสรรพสิ่ง หากถูกสังหาร กลิ่นอายนอกรีตจะทะลักออกมาก่อมลทินให้ผืนดินและดับสูญพลังชีวิต... ดูเหมือนว่าข้าเองก็ต้องระวังตัวสักหน่อยแล้ว!”

เหอผิงรู้ถึงความร้ายกาจของมันดี ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย กวาดสายตามองไปเบื้องหน้า

ในยามนี้ ด้านหน้าสุดยังมีอีกสามคนที่กำลังไล่ตามร่างสังขาร ซึ่งบินเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนห่างออกไป หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ห่อผ้าทารกที่ห่อหุ้มร่างสังขารนั้น ท้ายที่สุดจะตกไปอยู่ในมือผู้ใดก็ยากจะคาดเดา

วินาทีต่อมา เหอผิงไม่ลังเลที่จะกระตุ้นกายอมตะตะวันเขียว ทันใดนั้นเปลวเพลิงสีเขียวกลุ่มหนึ่งก็เริ่มลุกลามจากหว่างคิ้วของเขาเป็นจุดเริ่มต้น เพียงพริบตาเดียวก็ห่อหุ้มไปทั่วทั้งร่าง ในครั้งนี้กายอมตะตะวันเขียวคล้ายกับแปรเปลี่ยนเป็นชุดเกราะเพลิง ห่อหุ้มทั้งศีรษะ แขนขา และลำตัวของเขาไว้

“แกว๊ก แกว๊ก แกว๊ก!”

อสูรวิปริตส่งเสียงร้องประหลาดสองสามครา แล้วเร่งความเร็วพุ่งเข้ามา

ถึงตอนนี้เหอผิงจึงได้เห็นชัดเจน บนผิวหนังทั่วร่างของมันเต็มไปด้วยตุ่มน้ำพองคล้ายอาการบวมอักเสบ ซึ่งผุดขึ้นและยุบหายไปอย่างต่อเนื่อง ลำคอของมันทั้งเล็กและยาว ปากฉีกกว้าง ฟันบนล่างสองแถวแหลมคมดุจฟันเลื่อย ทั้งยังมีลิ้นยาวเหยียดราวกับอสรพิษ

ฟิ้ว!

เมื่ออสูรวิปริตบินเข้ามาใกล้ หน้าท้องของมันก็ปริแตก ก้อนเลือดเนื้อพุ่งทะยานออกมา กลายสภาพเป็นหนวดสีแดงฉานตวัดเข้าหาใบหน้าของเหอผิง

“ระเบิด!”

เขายื่นนิ้วออกไปเบื้องหน้า ดัชนีที่ชี้ออกไปทำให้อสูรวิปริตรูปร่างคล้ายทารกระเบิดออกในทันที แม้แต่เศษซากเลือดเนื้อก็ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ไม่หลงเหลือแม้แต่ชิ้นเดียว

หลังจากอสูรวิปริตตายลง หากจัดการซากศพไม่สะอาด มันจะกลายเป็นแอ่งน้ำสีดำเหม็นเน่า บริเวณที่น้ำสีดำแปดเปื้อน พลังชีวิตจะถูกตัดขาดโดยพลัน ในเวลาสิบยี่สิบหรือสามสิบปี พื้นที่แห่งนี้จะไม่มีแม้แต่ต้นหญ้างอกเงยผลิบาน

“กำจัดตัวประหลาดนี่ได้สักที!”

ร่างของเขาขยับม้วนตัวไปพร้อมกับกระแสเพลิงสีเขียว เศษซากศพของจ้าวอสรพิษแดงกลางอากาศก็ถูกเมฆเพลิงแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ไม่เหลือแม้แต่ซาก

ทว่าในตอนนั้นเอง มันก็แว่วเสียงคนร้องคำรามยาว พุ่งทะยานขึ้นมาจากด้านหลัง รูปลักษณ์ประดุจสายรุ้งพาดผ่านสรวงสวรรค์ พุ่งลงมาจากแดนไกลอย่างรวดเร็ว แม้จะมาทีหลังแต่กลับถึงก่อน

ผู้มาเยือนคือชายหนุ่มในชุดคลุมสีเขียว ใบหน้าสวมหน้ากากงิ้ว ทวนเงินในมือแทงออกไป สองเท้าเหยียบแสงหลบหนีเหาะเหิน เพียงพริบตาเดียวก็แทงทะลุร่างของอีกสามคนที่กำลังไล่ตามห่อผ้าทารกนั้นจนเป็นรูโหว่

ชายหนุ่มยื่นมือซ้ายที่ว่างอยู่ออกไปคว้าจับอย่างรวดเร็ว แย่งชิงร่างสังขารนั้นมาได้

“บังอาจ!”

เหอผิงโกรธจัด คนผู้นี้รีบรุดมาเพื่อชุบมือเปิบ เขาเร่งความเร็วพุ่งตัวไปข้างหน้า ง้างหมัดขึ้นแล้วชกออกไปกลางอากาศทันที

ตูม!

หมัดที่เขาชกออกไปนั้น เปลวเพลิงสีเขียวอันร้อนแรงก็สว่างวาบ รังสีหมัดปริแตกในทันที แสงประหลาดในหมัดสาดแสงเจิดจ้า กระแสเพลิงหลายสายพุ่งทะลวงออกมา

อีกฝ่ายก็แทงทวนออกไปอย่างรวดเร็ว ปลายทวนและหมัดปะทะเข้าด้วยกัน คลื่นกระแทกอันน่าสะพรึงกลัวจนเกินจินตนาการระเบิดออกจากการปะทะของทั้งสอง แผ่ขยายออกไปราวกับระลอกคลื่นในน้ำ กระจายจากจุดศูนย์กลางออกไปรอบทิศทางเป็นวงกลมอย่างรวดเร็ว

ทั้งสองลงมือกันกลางอากาศ ทว่าต้นไม้และโขดหินเบื้องล่าง เพียงแค่ถูกคลื่นกระแทกที่สาดซัดลงมากวาดผ่านไปครั้งเดียวก็ถูกสั่นสะเทือนจนกลายเป็นผุยผงทั้งหมด

เคร้ง!

เสียงดังกึกก้องกังวานดุจระฆังยักษ์ เปลวเพลิงสีเขียวนับไม่ถ้วนถูกซัดจนแตกซ่าน ร่างของเหอผิงสั่นสะท้านเล็กน้อย ลมปราณและเลือดลมตีกลับอย่างรุนแรง

“ถึงกับรับหมัดของข้าได้!”

หมัดของเขาแฝงไว้ด้วยพลังภัยตะวันเขียว ยามที่หมัดชกออกไป ทั้งความร้อน พิษไฟ และพลังขับเคลื่อนที่หมุนเวียน ล้วนถูกปล่อยออกไปพร้อมกัน ทำให้การโจมตีนี้แทบจะไร้เทียมทาน ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปยากจะต้านทานได้ ทว่าเพียงการปะทะครั้งเดียว พลังภัยตะวันเขียวก็เกือบจะถูกผู้ใช้ทวนผู้นั้นอัดกระแทกจนแตกซ่านไปดื้อๆ

ในเวลาเดียวกัน ผู้ที่แย่งชิงร่างสังขารไป หรือก็คือคนที่ลอบทำร้ายลั่วจิ่วเจาไปก่อนหน้านี้ ส่งเสียงหัวเราะร่าออกมา มือข้างหนึ่งถือทวนยาวในแนวนอน จากนั้นปลายทวนก็สั่นไหว ตวัดเป็นเงาทวน แล้วสะบัดอีกครา ทวนยาวก็พุ่งตรงไปที่หว่างคิ้วของเหอผิงประดุจมังกร

“วิชาทวนงั้นรึ?”

เหอผิงสะดุ้งในใจ พลันนึกถึง ‘ทวนหกประสาน’ ของกองปราบมารในทันที เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาในใต้หล้านั้นมีมากมาย แต่มีเพียงเคล็ดวิชานี้วิชาเดียวที่พึ่งพาวิชาทวนในการใช้เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา หากจะบอกว่า ‘ทวนหกประสาน’ เป็นวิชาเต๋า สู้บอกว่ามันเหมือนกับพลังเหนือธรรมชาติในวิถียุทธ์เสียมากกว่า

“หกประสานดั่งเมล็ดข้าว ใครเล่าเพาะใครเล่าปลูก? ซุกซ่อนในห้วงมหรรณพ ใครเล่าเก็บใครเล่าเกี่ยว? ตะวันจรัสกลางนภา ใครเล่าเปล่งประกายใครเล่าบดบัง?”

ผู้ถือทวนร่ายกลอนเสียงยาว แทงทวนออกไปดั่งสายฟ้าฟาด จู่ๆ เหอผิงก็รู้สึกว่าสรรพสิ่งในสายตาของตัวเองเชื่องช้าลงอย่างมาก มีเพียงทวนเงินที่แทงฝ่าอากาศมา จุดแสงสีเงินล่องลอย พลันแปรเปลี่ยนเป็นเงาทวนนับร้อยนับพัน ปราณอันแหลมคมที่ปะทุจากปลายทวนช่างดุดันยิ่งนัก ประดุจดั่งประกายไฟร้อยพันบุปผาเบ่งบาน

ปึก!

ประสาทสัมผัสของเขาผิดปกติไปในฉับพลัน ชายหนุ่มผู้นั้นใช้ ‘ทวนหกประสาน’ รวบรวมกระบวนท่าสังหาร เหยียบแสงหลบหนีเหาะเหินเข้ามา

ทันใดนั้น เงาทวนนับร้อยนับพันก็ระเบิดประกายขึ้นกลางอากาศ สติของเหอผิงสั่นสะท้านเล็กน้อย สูญเสียการรับรู้เวลาไปชั่วขณะหนึ่ง แม้แต่ในสมองก็ขาวโพลนไปหมด รู้สึกราวกับว่าตนเองถูกภูเขาทั้งลูกบดขยี้ทับร่าง

เมื่อกระบวนท่าทวนหยุดลง ร่างของเขาก็ปลิวละลิ่วกระเด็นออกไปในทันที

ปัง!

ในชั่วขณะที่ถูกซัดกระเด็นออกไป หว่างคิ้ว ลำคอ หน้าอก และตามจุดต่างๆ ทั่วร่างกายที่ถูกทวนเงินแทงทะลุก็ระเบิดออกทีละจุด เกราะที่รวมตัวขึ้นจากกายอมตะตะวันเขียวเปราะบางราวกับกระดาษ รูเลือดปรากฏขึ้นทั่วร่าง เลือดสีแดงพุ่งกระฉูดดั่งน้ำพุ กลางอกก็ถูกแทงจนเป็นรูโหว่มองทะลุได้

“กำเนิดจากตำหนักหนีหว่าน โคจรผ่านหุบเขาหานกู่ สะท้อนกลับตำหนักม่วง สาดส่องผากกะโหลก ซานหลี่มีไว้ทำไม? หกจุดเชื่อมโยงไปที่ใด? ใต้เส้นชีพจรไต้หม่าย ดั่งสายน้ำหลั่งไหล…”

ได้ยินเพียงชายหนุ่มผู้นั้นหัวเราะเสียงดังลั่น ร่ายกลอนยาวเหยียดออกมา จากนั้นก็สะบัดทวนเงินในมืออีกครั้ง!

ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม!

เสียงระเบิดดั่งอสนีบาตดังอื้ออึงออกมาจากร่างเนื้อของเหอผิง จากนั้นก็ระเบิดแตกละเอียดในทันที

ตามมาด้วยการโจมตีอันปลิดชีพ ร่างกายนี้เนื้อแหลกละเอียด กระดูกและเนื้อกลายเป็นโคลนตม ร่างทั้งร่างแตกสลายประดุจสายลมและหยาดฝน แต่เพียงพริบตาเดียว แสงเพลิงสีเขียวนับไม่ถ้วนก็กลายเป็นดั่งไฟผีที่กระจัดกระจายรวมตัวกันเป็นกลุ่ม

จู่ๆ ชายหนุ่มก็เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นในใจ เขาเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเพียงกลางห้วงความว่างเปล่า มีแสงสีเขียวสว่างวาบราวกับเศษแก้วหลากสีที่ถูกเผาไหม้และหลอมละลายจนแหลกเหลว ทว่าละชิ้นกลับเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งขึ้น ล่องลอยอยู่กลางอากาศเช่นนั้น

“ดีดีดี!”

เสียงทุ้มต่ำราวกับปีศาจเฒ่าที่อยู่มานับร้อยปีดังขึ้น

“นี่สินะ ‘หกคำถามฟ้าดิน’ ใน ‘ทวนหกประสาน’ น่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ!”

ตูม!

คล้ายดั่งเสียงกลองสวรรค์ดังกึกก้อง ท่ามกลางแสงสีเขียวอันลึกลับที่ปกคลุมทั่วฟ้า หัวใจที่ก่อตัวจากเปลวเพลิงดวงหนึ่งหดเกร็งลงเล็กน้อย ความเปลี่ยนแปรงก็พลันบังเกิด…

ทันใดนั้น เปลวเพลิงสีเขียวและเศษแก้วหลากสีจากทุกสารทิศก็ไหลย้อนกลับราวกับระลอกน้ำ รวมตัวกันในฉับพลัน ควบแน่นเป็นเงาร่างคนขึ้นมาอีกครั้ง ทันทีที่คนผู้นี้ปรากฏตัว ทั่วร่างก็ถูกคลุมด้วยเปลวเพลิงสีเขียว จากเปลวเพลิงที่แปรเปลี่ยนเป็นรูปธรรม ยิ่งควบแน่นกลายเป็นชุดเกราะอันวิจิตรงดงาม

ชุดเกราะนี้ผสานเข้ากับรูปร่างของเขา ไม่เพียงแต่จะห่อหุ้มร่างเนื้อไว้อย่างมิดชิดโดยไม่เหลือช่องว่างแม้แต่น้อย ทว่ายังแนบสนิทไปกับเรือนร่างราวกับชั้นแก้วสีเขียว โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเขาเลยแม้แต่น้อย

ร่างกายของเหอผิงถูกห่อหุ้มด้วยชุดเกราะแก้วสีเขียวเป็นประกาย ประดุจดั่งเทพในกองเพลิง รอบกายของเขายังเปล่งแสงเพลิงสูงถึงหนึ่งจั้ง ยามที่เปลวเพลิงพวยพุ่ง รัศมีแสงก็แผ่กระจายออกไป อุณหภูมิโดยรอบพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว บนท้องฟ้าคล้ายกับมีดวงตะวันสีเขียวดวงเล็กปรากฏขึ้น

“แต่ข้าก็ยังต้องขอบใจเจ้า หากไม่มีทวนของเจ้าช่วยส่งเสริม ข้าก็อาจไม่สามารถหยั่งรู้ถึงความลึกล้ำของคำว่า ‘ฟ้าคนมิใช่สอง มิพักต้องเอ่ยถึงการประสาน’ ได้เลยแม้แต่น้อย!”

เหอผิงแสยะยิ้มเย็นชา เหยียบย่างลงบนเมฆเพลิงกลุ่มหนึ่ง ลอยตัวขึ้นกลางอากาศ ในดวงตาควบแน่นเป็นเปลวเพลิงสีเขียวสองสาย ใบหน้าเย็นเยียบ ก่อเกิดเป็นพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่เทียมฟ้า กลิ่นอายความดุร้ายอันมหาศาลครอบคลุมลงมาโดยตรง

“บรรลุมรรคา... เป็นไปไม่ได้!”

ชายหนุ่มผู้นั้นหน้าถอดสี เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมฝ่ามือที่กุมทวนเงินไว้

“‘หกคำถามฟ้าดิน’ ของเจ้าก็ถามจบแล้ว! ต่อไปก็เป็นข้าถามเจ้าบ้างแล้ว!”

เหอผิงหัวเราะอย่างเหี้ยมเกรียม แสงเพลิงบนร่างพุ่งทะยานเสียดฟ้า แปรเปลี่ยนเป็นทะเลเพลิงอันเดือดพล่าน ท่ามกลางเพลิงภัยตะวันเขียวที่ควบแน่นจากกายอมตะตะวันเขียว เงาร่างบิดเบี้ยวนับสิบร่างก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น นั่นคือเงาร่างคนที่ถูกเผาจนดำเป็นตอตะโก พยายามยื่นกรงเล็บที่แห้งเหี่ยวจนเหลือแต่กระดูกออกไปนอกทะเลเพลิงอย่างสูญเปล่า

หากพินิจดูให้ถี่ถ้วน จะสามารถมองออกว่าเงาร่างที่ดำเป็นตอตะโกเหล่านั้น ชัดเจนว่าเป็นผู้ที่เคยตายด้วยน้ำมือของเหอผิง อย่างยายเฒ่าเหมียวฮวา เฒ่าเหยากุ่ย จ้าวอสรพิษแดง และคนอื่นๆ ที่ถูกพลังมหาภัยสามตะวันแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน...

จบบทที่ บทที่ 137 หกคำถามฟ้าดิน

คัดลอกลิงก์แล้ว