เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 136 รูปลักษณ์วิปริต

บทที่ 136 รูปลักษณ์วิปริต

บทที่ 136 รูปลักษณ์วิปริต


ร่างสังขารของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคานั้น ถือเป็นวัตถุดิบที่สำคัญยิ่งยวดสำหรับเหอผิง เขาไม่มีทางยอมให้ใครมาแย่งชิงสิ่งนี้ไปต่อหน้าต่อตาเด็ดขาด

ร่างกายของเหอผิงพองขยายขึ้นจนเกิดเสียงดังกึกก้อง จากนั้นก็ระเบิดออก เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นรอบกาย พุ่งทะยานแหวกอากาศไปดั่งดาวตก โดยอาศัยแรงขับดันจากเปลวเพลิง

อันที่จริง การทำได้ถึงขั้นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ในทางกลับกัน มันก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีว่าความเข้าใจในเคล็ดวิชา ‘มหาภัยสามตะวัน’ ของเขาลึกล้ำขึ้นทุกวัน

ทั้งจ้าวอสรพิษแดงและหมอโรคระบาดซุนหวยต่างก็จ้องมองร่างสังขารของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาตาเป็นมัน

ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคามีกายากึ่งเซียน ในสำนักพุทธเรียกว่า ‘กายทองคำม่วงแท้’ ส่วนเต๋าเรียกว่า ‘โลหิตกลายเป็นไข ร่างกายดั่งเงินยวง’ และ ‘ไขหยกหลั่งไหลเปล่งประกาย’ ยอดฝีมือที่บำเพ็ญเพียรจนถึงระดับนี้ ร่างกายจะกลายเป็นไขเงิน โลหิตเปลี่ยนเป็นของเหลวสีขาว ทั่วร่างส่งกลิ่นหอมรัญจวน ลมหายใจที่พ่นออกมากลายเป็นเมฆหมอก

หลังจากบรรลุมรรคาแล้ว เพียงแค่ตอนสิ้นใจกายเนื้อไม่ถูกทำลาย ซากศพนี้ก็จะไม่มีวันเน่าเปื่อย รูปร่างหน้าตาแทบจะเหมือนตอนยังมีชีวิตทุกประการ แม้ผ่านไปเป็นพันปีก็ยังคงสภาพเดิมไว้ได้

ร่างสังขารเหล่านี้ล้ำค่ายิ่งนัก เพียงนำชิ้นส่วนบางส่วนไปก็สามารถหลอมสร้างเป็นของวิเศษต่างๆ หรือแม้กระทั่งของวิเศษระดับสูงที่แท้จริงได้

และร่างสังขารที่สมบูรณ์หนึ่งร่าง ย่อมเทียบเท่ากับการหลอมสร้างของวิเศษได้หลายชิ้น เมื่อเทียบกันแล้ว ของวิเศษอีกหลายชิ้นที่ลั่วจิ่วเจาได้มาจากขุนเขาโลงศพเวหานั้นดูด้อยค่าลงไปถนัดตาเลย

ของเหล่านั้นก็เป็นเพียงของวิเศษธรรมดา ต่อให้ตามไปแย่งชิง โชคดีแค่ไหนก็คงได้มาแค่ชิ้นเดียว แต่หากแย่งชิงร่างสังขารร่างนี้มาได้ นั่นก็เท่ากับได้ของวิเศษมาหลายชิ้น

ผู้ที่คิดเช่นนี้ นอกจากจ้าวอสรพิษแดงและหมอโรคระบาดซุนหวยแล้ว มันก็ยังมีคนอื่นๆ อีกหลายคน พวกเขาต่างพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้า ร่างกายกะพริบวูบเดียวก็บินออกไปไกลกว่าสิบลี้ หมายจะตาม ‘ห่อผ้าทารก’ ที่ลอยออกไปให้ทัน แต่ใครจะรู้ว่าจู่ๆ ด้านหลังก็มีเสียงคำรามดังกึกก้องกัมปนาทตามมาก่อน

“...ใครกล้าแย่ง ข้าจะสังหารให้สิ้น!!!”

เงาร่างที่ถูกล้อมรอบด้วยเปลวเพลิงพุ่งทะยานมาจากด้านหลังอย่างฉับพลัน ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารนอกรีตสองคนที่อยู่รั้งท้ายได้ยินเพียงเสียงคำรามกร้าว ก็รู้สึกหนังศีรษะชาหนึบ เส้นผมลุกชันขึ้นมาทันที

“นั่นมันตัวอะไ–?”

ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้หันกลับไปมอง กะโหลกศีรษะก็ถูกกรงเล็บสีแดงฉานเจาะทะลุ เมื่อออกแรงขย้ำ ศีรษะของทั้งสองคน ตั้งแต่ปากที่ควรจะส่งเสียงร้องขึ้นไปก็อันตรธานหายไปทันที

วินาทีต่อมา สมอง เลือด และกะโหลกศีรษะก็ถูกเปลวเพลิงแผดเผาจนระเหยเหือดแห้ง ร่างไร้วิญญาณกลางอากาศถูกเผากลายเป็นตอตะโกและร่วงหล่นลงมา เห็นได้ชัดว่าจิตวิญญาณและร่างแหลกสลายไปจนหมดสิ้นแล้ว

‘น่าเสียดาย พลังมหาภัยสามตะวันข้ายังตระหนักรู้ไม่ทะลุปรุโปร่ง เปลวเพลิงที่ปล่อยออกไปทำได้เพียงทำร้ายผู้คนและทำลายจิตวิญญาณเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นหยินหยางผสาน เพลิงคืนสู่สภาวะก่อกำเนิด หากไปถึงขั้นนั้นได้ เปลวเพลิงที่ทะลักออกจากร่างจะสามารถสลับสับเปลี่ยนระหว่างเย็นจัดและร้อนจัดได้ดั่งใจนึก ทลายขีดจำกัดทางกายภาพไปอย่างสิ้นเชิง’

‘หากถึงขั้นนั้น ข้าคงสามารถคว้าจับจิตวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรสองคนนี้ออกมาได้ ต้องรู้ไว้ว่าช่วงเวลานี้ ข้ากำลังต้องการรวบรวมจิตวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรแปดคนเพื่อมาฝึกปรือวิชา ช่างสูญเปล่าเสียจริง!’

ช่วงเวลานี้ เขากำลังเตรียมการขั้นต้นสำหรับวิชาลับมารฝันร้ายแปดเป็นแปดตาย ในระหว่างการฝึกปรือวิชาลับมารฝันร้ายนี้จำเป็นต้องสร้างแท่นพิธี หลังจากสร้างแท่นพิธีเสร็จแล้ว ยังขาดจิตวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรอีกแปดดวงเพื่อนำมาสถิตในธง

น่าเสียดายที่ผู้บำเพ็ญเพียรไม่ใช่ผักกาดขาวที่จะหาได้ง่ายๆ เคล็ดวิชา ‘มหาภัยสามตะวัน’ ของเขาเดิมทีก็ใช้วิธีลัดในการฝึกฝน ระดับขั้นจึงมีข้อบกพร่อง การตะปบกรงเล็บลงไปครานี้ ทำได้เพียงพรากชีวิตอีกฝ่าย แต่ไม่สามารถกักขังจิตวิญญาณไว้ได้

‘ช่างเถอะ ขอเพียงแย่งชิงร่างสังขารของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคามาได้ หลังจากเปลี่ยนกระดูกสำเร็จ ข้าจะมุ่งหน้าไปยังทะเลตะวันออกทันที ทะเลตะวันออกเป็นดินแดนสุขาวดีของโลกผู้บำเพ็ญเพียร มีผู้บำเพ็ญเพียรมากมาย การจะหาเจ้าโง่ที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงสักสองสามคน แล้วเอาดวงวิญญาณมาฝึกปรือวิชาก็ไม่ใช่เรื่องยากอันใด!’

ความคิดแล่นผ่านเข้ามาในหัวเพียงชั่วครู่ การเคลื่อนไหวของเขาก็เร็วขึ้นอีกก้าวหนึ่ง เขาส่งเสียงหัวเราะประหลาดแหบพร่า พุ่งเข้าใส่คนอื่นๆ ที่เหลือราวกับสายฟ้าแลบ

“นั่นมันปีศาจอะไรกัน?”

ผู้บำเพ็ญเพียรอีกคนหนึ่ง กำลังควบคุมปราณบริสุทธิ์ขี่สายลม

เขาหันขวับไปมองก็เห็นกลุ่มเปลวเพลิงพุ่งเข้ามาใกล้ ภายในเปลวเพลิงนั้นมีเงาร่างหนึ่ง ร่างกายเป็นสีแดงฉาน อาบไล้ไปด้วยแสงสีทองแดงดั่งเปลวเพลิง ตัวยังมาไม่ถึง คลื่นความร้อนก็พัดถาโถมเข้าใส่เสียแล้ว

“แย่แล้ว!”

คนผู้นี้ไม่รู้ที่มาที่ไปแน่ชัด เขาสะบัดมือขวา ลูกกลมสีดำสนิทสองลูกก็พุ่งออกมาจากความว่างเปล่าราวกับสายฟ้าสองสาย พุ่งตรงไปยังเงาเพลิงนั้นด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ

ปัง...ปัง...

ลูกกลมสีดำสนิททั้งสองลูกมีชื่อว่า ‘อสนีบาตตระหนกวิญญาณ’ ถูกปาเข้าใส่หน้าของเหอผิงโดยตรง ชั่วพริบตาเดียว เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาทก็ดังขึ้นกลางอากาศ อสนีบาตตระหนกวิญญาณทั้งสองลูกแตกกระจายออก กลายเป็นกลุ่มก้อนสายฟ้าและเปลวเพลิง แสงสายฟ้าสีขาวอมเขียวสว่างวาบ ร่างของเหอผิงราวกับถูกอสนีเพลิงกลืนกินจนแหลกละเอียด

ทันทีที่สายฟ้าระเบิดออก ควันดำก็ลอยคลุ้งไปทั่วท้องฟ้าดั่งเมฆทมิฬ ผู้บำเพ็ญเพียรคนนั้นเห็นเช่นนั้นก็ดีใจจนแทบเนื้อเต้น อสนีบาตตระหนกวิญญาณของเขาได้มาอย่างยากลำบาก มันถูกหลอมสร้างขึ้นจากเพลิงหยินมรกตแห่งพิภพใต้บาดาล เมื่อระเบิดออก อานุภาพจะรุนแรงมหาศาล ของวิเศษธรรมดาทั่วไปไม่อาจต้านทานได้อย่างแน่นอน

‘ต่อให้เจ้าเก่งกาจแค่ไหน เมื่อเจออสนีบาตตระหนกวิญญาณของข้าเข้าไปก็ยังต้องถูกระเบิดจนแหลกละเอียด ไม่เหลือแม้แต่เศษซาก!’

ความคิดนี้เพิ่งแล่นผ่านเข้ามาในหัว จู่ๆ ภาพตรงหน้าก็พร่ามัว เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็เห็นกลุ่มเปลวเพลิงทะลวงผ่านเมฆดำ แยกออกเป็นเส้นใยเพลิงสีแดงฉานห้าเส้นพุ่งแหวกอากาศเข้ามาหาตัว ไม่ว่ามันจะพาดผ่านไปที่ใด อากาศก็บิดเบี้ยวด้วยความร้อนระอุ ลมร้อนพัดกระหน่ำเข้ามาอย่างรุนแรง

ในตอนนั้นเหอผิงได้ตระหนักรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงใหม่ใน ‘มหาภัยสามตะวัน’ แล้ว ในใจเกิดอยากลองวิชา เขาแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา ควบคุมเปลวเพลิงให้กลายเป็นฝ่ามือเมฆเพลิงขนาดมหึมา ครอบทับลงไปอย่างเกรี้ยวกราด

“ช่วย–!”

ผู้บำเพ็ญเพียรคนนั้นรู้ถึงความร้ายกาจดี แต่น่าเสียดายที่ช้าไปก้าวหนึ่ง ฝ่ามือเพลิงขนาดเท่าพัดใบปาล์มครอบทับลงมาจากกลางอากาศ เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้น เปลวเพลิงพุ่งทะลักออกจากดวงตา ปาก และจมูก ร่างถูกแผดเผากลายเป็นเถ้าถ่านกลางอากาศ

“มหาภัยสามตะวัน! นั่นคือมหาภัยสามตะวันของตำหนักทวิสุริยัน!!!”

จ้าวอสรพิษแดงและหมอโรคระบาดซุนหวยต่างก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่มีรากฐานแน่นหนา รู้ดีว่านี่คือกระบวนท่าอันร้ายกาจของสายตำหนักทวิสุริยัน ซึ่งเป็นหนึ่งในสามสำนักเต๋าเซียนเทียน ในใจจึงตื่นตระหนกตกใจเป็นอย่างยิ่ง

‘เหตุใดคนของตำหนักทวิสุริยันจึงมาอยู่ที่นี่ได้?!’

‘เป็นไปไม่ได้! คนของกองปราบมารและกองตุลาการโลหิตจะปล่อยให้คนของตำหนักทวิสุริยันเข้ามาถึงที่นี่ได้อย่างไร?’

ทั้งสองคนลังเลใจอยู่เพียงชั่วครู่ ฝ่ามือเพลิงยักษ์ก็กางออก พวกเขาไม่กล้าคิดอะไรให้มากความอีก ทุ่มสุดกำลังปลดปล่อยแสงวิญญาณคุ้มกายออกมา

“ช้าเกินไปแล้ว”

เหอผิงแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม เสียงระเบิดตูมดังสนั่น เกลียวคลื่นเมฆเพลิงขนาดมหึมาม้วนตัวออกมาปกคลุมฟ้าดินอย่างบ้าคลั่ง กลืนกินแสงวิญญาณคุ้มกายรอบตัวของทั้งสองคนไปในพริบตา

“บัดซบ! บัดซบ! บัดซบ! ยอดฝีมือระดับนี้มาอยู่ในสถานที่พรรค์นี้ได้ยังไง?”

จ้าวอสรพิษแดงรู้ดีว่า ‘มหาภัยสามตะวัน’ เป็นเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาที่อยู่สิบอันดับแรก เมื่อฝึกฝนพลังมหาภัยสามตะวันสำเร็จ อานุภาพจะแข็งแกร่งไร้เทียมทาน ยิ่งหากพูดถึงความเกรี้ยวกราดในการจู่โจม ย่อมถือเป็นอันดับหนึ่งในสามสำนักเต๋าเซียนเทียน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ตนเองจะเอาตัวรอดได้อย่างไร!

ทว่าตอนนี้ไม่มีเวลาให้เขาคิดอะไรได้อีกแล้ว ทำได้เพียงส่งเสียงคำรามต่ำ อสรพิษประหลาดสีแดงคล้ายหงอนไก่ที่พันอยู่รอบตัวอ้าปากกว้าง พ่นแสงสายฟ้าที่สว่างวาบและคดเคี้ยวออกมา พุ่งทะยานเข้าใส่กลุ่มเมฆเพลิงนั้นอย่างรุนแรง

ภายในเมฆเพลิงก่อตัวเป็นกระแสน้ำวน ดูดกลืนแสงสายฟ้าเข้าไป มันเมินเฉยต่อการตอบโต้ของจ้าวอสรพิษแดงโดยสิ้นเชิง และแทบจะดูดกลืนร่างเนื้อของเขาทั้งร่างเข้าไปในกระแสน้ำวนนั้นด้วย

“อ๊ากกก!”

ริมฝีปากที่ซีดเผือดของจ้าวอสรพิษแดงสั่นระริก เขาออกแรงขว้างอสรพิษประหลาดสีแดงคล้ายหงอนไก่ในมือออกไป เพื่อทุ่มสุดตัวเป็นครั้งสุดท้าย

เมฆเพลิงม้วนตัวพุ่งทะยานออกไป ขยายขนาดใหญ่หลายเท่า หมอโรคระบาดซุนหวยที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็ร้องเสียงหลง เขาพยายามบินไปข้างหน้าเพื่อหนีให้พ้นรัศมีของเมฆเพลิง ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมชูป้ายผ้ายาวในมือขึ้น บนป้ายผ้ามีตัวอักษรขนาดใหญ่เขียนไว้ว่า ‘ทำสิ่งใดล้วนไม่สำเร็จ’ ตัวอักษรเหล่านั้นเปล่งแสงสีขาวสว่างไสว

ชั่วอึดใจ เปลวเพลิงที่ลอยว่อนอยู่เต็มฟ้าก็แผดเผาเข้ามา ทว่าก่อนที่จะเข้าถึงตัวเขาในระยะประชิด พวกมันก็ถูกป้ายผ้าผืนนี้ดูดกลืนเข้าไปจนหมดสิ้น

ป้ายผ้าผืนนี้คือของวิเศษประจำสำนักมารนอกรีตที่หมอโรคระบาดซุนหวยสังกัดอยู่ ความวิเศษของมัน คือบนป้ายผ้ามีหลุมพรางกระแสน้ำวนนับไม่ถ้วน สามารถดูดซับวิชาจากภายนอกได้ และยังสามารถเปลี่ยนวิชาอาคมทั้งปวงจาก ‘ใช้สำเร็จ’ ให้กลายเป็น ‘ไม่สำเร็จ’ ได้

ทว่าพลังอัคคีที่ก่อตัวขึ้นจาก ‘มหาภัยสามตะวัน’ นี้ หาใช่สิ่งที่ของวิเศษของสำนักมารนอกรีตเพียงชิ้นเดียวจะต้านทานได้ เมื่อดูดซับไปได้ครึ่งทาง จู่ๆ มันก็มีเสียงระเบิดดังขึ้น ป้ายผ้ายาวแตกกระจุย มีก้อนแสงสีแดงฉานบวมเป่งราวกับเนื้องอกพุ่งออกมาจากตัวป้ายผ้า แผ่ซ่านลมร้อนระอุออกมา

หมอโรคระบาดซุนหวยรู้สึกหนาวสะท้านที่แผ่นหลัง เขาเป็นคนหัวไว จึงรีบทิ้งป้ายผ้ายาวไปทันที จากนั้นหมอกเลือดกลิ่นเหม็นคาวก็พวยพุ่งขึ้น เขาพุ่งตัวลงด้านล่างอย่างรวดเร็ว ใช้ปราณต้นกำเนิดระเบิดพลังสะท้อนกลับ ในชั่วพริบตาเดียวก็สลัดหลุดจากเปลวเพลิงที่เพียงแค่สัมผัสผิวหนังก็สามารถแผดเผาทะลุกระดูกได้ กลายเป็นลำแสงสีเลือดหลบหนีไปทันควัน

แต่จ้าวอสรพิษแดงไม่ได้โชคดีเช่นนั้น เขาถูกเปลวเพลิงแผดเผาร่างจนผิวหนังปริแตก เจ็บปวดรวดร้าวราวกับถูกมีดนับพันเล่มเฉือนเนื้อ เขาเองก็เป็นคนเหี้ยมคนหนึ่ง เมื่อตกอยู่ในสภาพเช่นนี้จึงกัดฟันกรอดพลางเอ่ยว่า “ไม่สนว่าเจ้าจะเป็นคนของตำหนักทวิสุริยันหรือไม่ วันนี้ข้าขอสู้ตายกับเจ้า!”

พูดจบ เขาก็ใช้ปลายนิ้วชี้ข้างขวาที่ถูกไฟไหม้ไปครึ่งหนึ่ง แตะลงที่หว่างคิ้วของตนเอง ทันใดนั้นพลังลึกลับอันน่าสะพรึงกลัวก็แผ่ซ่านออกมาจากกะโหลกศีรษะของเขา!

“...นี่มัน?”

ในวินาทีนั้น เหอผิงก็สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังอันรุนแรงที่ยากจะบรรยาย ราวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ถูกปลดปล่อยออกมา ชั่วพริบตาเดียว ท้องฟ้าและผืนดินรอบข้างก็มืดลงเล็กน้อย สรรพสิ่งรอบตัวเกิดการบิดเบี้ยวและผิดเพี้ยนไปอย่างเลือนลาง

ที่หว่างคิ้วของจ้าวอสรพิษแดงปรากฏรอยปริแตก หนวดเส้นเล็กยาวเส้นหนึ่งยื่นยาวออกมา ดวงตาทั้งสองข้างของเขากระตุกอย่างรุนแรง และจู่ๆ ลูกตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดก็กระเด็นหลุดออกจากเบ้าตาขวา

“หึหึหึ…”

จ้าวอสรพิษแดงส่งเสียงหัวเราะชวนขนลุก ในวินาทีนั้น เบ้าตาขวาของเขาก็กลายเป็นรูกลวงว่างเปล่า

จากนั้นฉากที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าก็เกิดขึ้น นิ้วมือเล็กๆ ห้านิ้วโผล่ออกมา มันคือฝ่ามือเล็กๆ ที่เกาะเกี่ยวเปลือกตาไว้ แล้วออกแรงดึงอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ‘โพละ’ กะโหลกศีรษะของจ้าวอสรพิษแดงระเบิดแตกออก มีสิ่งแปลกปลอมโชกเลือดก้อนหนึ่งลอยออกมาจากกองสมองพร้อมกับส่งเสียงร้องแหลมเล็ก พุ่งพรวดเข้าไปในกลุ่มเมฆเพลิง

“รูปลักษณ์วิปริต? นี่มันการกลายพันธุ์”

เหอผิงใจหายวาบ รู้ดีว่าตนเองบีบคั้นจ้าวอสรพิษแดงที่ฝึกฝนวิถีมารนอกรีตผู้นี้จนถึงขีดสุด คนผู้นี้ในช่วงก่อนตาย ได้ใช้วิชาลับฝืนพยายามจะบรรลุมรรคา

ทว่าบนใต้หล้านี้มีเพียงสามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาเท่านั้นที่สามารถบรรลุมรรคาได้ หากผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารนอกรีตต้องการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตบรรลุมรรคา คนผู้นั้นก็จะต้องเผชิญกับทัณฑ์สวรรค์ ทัณฑ์สวรรค์ชนิดนี้ก็คือธาตุไฟเข้าแทรก หรือที่เรียกว่าการกลายพันธุ์นั่นเอง

…การกลายพันธุ์ คือพลังบิดเบี้ยวที่เต็มไปด้วยความเน่าเฟะและเสื่อมทราม ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารนอกรีตทุกคนมีโอกาสที่จะเกิดการกลายพันธุ์ได้ พวกเขาก็เปรียบเสมือนระเบิดเวลาแต่ละลูก และจ้าวอสรพิษแดงผู้นี้ก็ได้ทำตัวเป็นระเบิดแล้วจุดชนวนตัวเองอย่างไม่ต้องสงสัย

ในขณะที่ความคิดแล่นปราดไปมา ทารกวิปริตที่จ้าวอสรพิษแดงกลายสภาพไปก็ส่งเสียงร้องแหลมเล็ก ฉีกกระชากกลุ่มเมฆเพลิงขนาดใหญ่ แล้วพุ่งกระโจนเข้าใส่ร่างจริงของเขา

จบบทที่ บทที่ 136 รูปลักษณ์วิปริต

คัดลอกลิงก์แล้ว