เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 135 ใครกล้าแย่ง ข้าจะสังหารให้สิ้น!

บทที่ 135 ใครกล้าแย่ง ข้าจะสังหารให้สิ้น!

บทที่ 135 ใครกล้าแย่ง ข้าจะสังหารให้สิ้น!


พระมารดาเขียวโปรดสัตว์เงยหน้าขึ้น ก็เห็นว่าบริเวณเนินดินที่มีหินวางระเกะระกะ ปรากฏร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งโผล่ขึ้นมาอย่างกะทันหัน

รูปร่างของคนผู้นั้นสูงใหญ่กำยำยิ่ง สวมชุดคลุมยาวทำจากผ้าป่านหยาบ สวมรองเท้าฟางด้วยเท้าเปล่า ทว่า บนลำคอที่ไม่ธรรมดาของคนผู้นี้ กลับมีหัวงอกออกมาถึงสองหัว!

หัวทั้งสองเป็นฝาแฝดกัน รูปร่างหน้าตาไม่มีความแตกต่างกันเลย มันงอกอยู่บนลำคอซ้ายขวา ใบหน้าทั้งสองล้วนอัปลักษณ์อย่างยิ่ง ปากเบี้ยวตาเหล่ ริมฝีปากหนา จมูกแบน มองดูแล้วคล้ายกับปีศาจมากกว่าคนธรรมดาทั่วไป

“ข้าว่านะน้องชาย ดูเหมือนกายาเทพมารวารี ‘ดื่มหนึ่งคำอายุวัฒนะ เมามายร่วมกันหมื่นกาล’ ของเจ้าก็มีดีแค่นี้เอง ข้ายังนึกว่าครั้งนี้อย่างน้อยก็สามารถกวาดล้างคนพวกนี้รวมถึงลั่วจิ่วเจาได้ในคราวเดียวเสียอีก…”

“ก็ช่วยไม่ได้ ผลึกปราณเมามายที่ข้าได้มาจากสัตว์ปีศาจวานรหูขาวเม็ดนี้ มีอายุไม่เกินร้อยห้าสิบปี ทำได้เพียงผสานเข้ากับกายาเทพมารวารีของข้าอย่างฝืนๆ กลิ่นสุราของผลึกปราณเมามายนี้ต่อให้พอจะแทรกซึมเข้าไปในเขตแดนห้าทิศห้าสีได้ แต่ก็ยังทำอะไรหลวงจีนเฒ่ากับหลวงจีนหัวโตนั่นไม่ได้หรอก!”

ปีศาจร่างแฝดเดินเนิบนาบเข้ามา ในหมู่พี่น้องสองคนนี้ ผู้พี่ชื่อติงหยวนอัน ส่วนผู้น้องชื่อติงหยวนอิง ทั้งสองเกิดมาเป็นตัวประหลาด มีรูปลักษณ์พิลึกพิลั่นเช่นนี้มาตั้งแต่กำเนิด

พวกเขาถูกพ่อแม่มองว่าเป็นตัวประหลาดจึงถูกนำไปทิ้งไว้ริมแม่น้ำ ทว่าผู้อาวุโสท่านหนึ่งของตำหนักเกราะม่วงได้รับมาเป็นศิษย์ ผู้อาวุโสท่านนี้ตาแหลมคมยิ่ง มองออกว่าพี่น้องสองคนนี้เป็นยอดอัจฉริยะในการบำเพ็ญเพียร เขาจึงได้ถ่ายทอดกายาเทพ ‘มารวายุ’ และ ‘มารวารี’ ของตำหนักเกราะม่วงให้แก่ทั้งสองคนตามลำดับ นั่นก็เพราะวิชาสองบทนี้เหมาะสมกับพรสวรรค์ของทั้งสองมากที่สุด

ผลคือ ปีศาจร่างแฝดคู่นี้ใช้เวลาไม่ถึงสิบห้าปี พวกเขาก็สามารถฝึกฝนกายาเทพมารวายุและกายาเทพมารวารีจาก ‘กายาเบญจธาตุ’ จนสำเร็จ กลายเป็นผู้อาวุโสที่อายุน้อยที่สุดสองคนในตำหนักเกราะม่วง สองยอดคนโฉดนี้ออกท่องยุทธภพมาเพียงสี่สิบกว่าปี แต่ชื่อเสียงอันฉาวโฉ่กลับโด่งดังเป็นอย่างมาก

ติงหยวนอิง ผู้น้องในหมู่เฒ่าประหลาดร่างแฝด เชี่ยวชาญกายาเทพพิสดาร ‘มารวารีภัยทมิฬ’ เป็นพิเศษ สิ่งที่เรียกว่า ‘ภัยทมิฬ’ คือภัยพิบัติที่เกิดจากปราณธาตุน้ำในธาตุทั้งห้า ในระบบธาตุทั้งห้า น้ำคือสีดำ มันจึงเรียกว่าภัยทมิฬ

ศิษย์สายตำหนักเกราะม่วง เมื่อฝึกฝนวิชานี้สำเร็จก็จะสามารถควบคุมปราณน้ำ ไอเมฆ หมอกควันทั้งหมดในฟ้าดินได้ แม้แต่กายเนื้อก็สามารถแปลงเป็นไอน้ำบางเบา ไม่เกรงกลัวการโจมตีธรรมดาทั่วไป

ผู้น้องของฝาแฝดประหลาดคู่นี้ ยังได้ลอบเข้าไปในรอยแยกหุบเหวลึกพร้อมกับติงหยวนอันผู้เป็นพี่ชาย และล่าสัตว์ปีศาจตนหนึ่งที่ชื่อ ‘วานรหูขาว’ สัตว์ปีศาจวานรหูขาวตนนี้ชอบดื่มสุราเป็นชีวิตจิตใจ เนื่องจากดื่มสุรามากเกินไป ปราณสังหารในผลึกปราณจึงกลายเป็นกลุ่มไอปราณสุรา และเนื่องจากปราณผลึกปราณที่อุ้มปราณสังหารนั้นมีชื่อเรียกว่า ‘เมามายร่วมกันหมื่นกาล’ มันจึงถูกเรียกว่าผลึกปราณเมามาย

ผู้น้องใช้วิชามารวารีผสานผลึกปราณเมามายนี้เข้ากับกายาเทพของตน จนหลอมรวมเป็นกายาเทพอันพิสดารชนิดหนึ่ง สามารถเปลี่ยนปราณน้ำให้เป็นไอปราณสุรา ผู้ที่สูดดมกลิ่นสุรานี้เข้าไปจะมีอาการมึนเมาและหลับใหลไปในทันที

ต่อให้เป็นผู้ที่มีพลังตบะสูงกว่าเขา หากเผลอสูดกลิ่นสุราเข้าไปเพียงเล็กน้อย คนผู้นั้นก็จะรู้สึกมึนงง พละกำลังความสามารถทั้งสิบส่วนจะสูญหายไปถึงเก้าส่วน!

ทันใดนั้นเอง มันก็มีเสียงตวาดดังก้องกังวานดุจระฆังทองเหลืองดังมาจากในถ้ำหิน

“เฮอะ! พวกเจ้าสองเฒ่าปีศาจ ลอบโจมตีไม่สำเร็จ ถูกข้าตีถอยไปแล้วยังกล้ามาก่อกวนข้าที่นี่อีกรึ!”

ภายในถ้ำ นัยน์ตาของลั่วจิ่วเจาทอประกายวาบ ในรูม่านตาราวกับมีเปลวเพลิงพร้อมจะพ่นออกมา เมื่อเขาได้ยินเสียงของสองยอดคนโฉดนี้ เขาก็นึกถึงเหล่าพ่อค้าเร่ในกองคาราวานและบรรดาผู้ลี้ภัยที่ต้องตายอย่างน่าอนาถด้วยน้ำมือของคนทั้งสองทันที ความโกรธแค้นสุมแน่นเต็มอก แทบอยากจะพุ่งออกไปสังหารเฒ่าประหลาดร่างแฝดด้วยมือตัวเองเสียเดี๋ยวนี้

“คราวก่อนปล่อยให้พวกเจ้าหนีไปได้ วันนี้หากข้าไม่ได้สับสังหารยอดคนโฉดทั้งสองอย่างพวกเจ้า ข้าคงเสียชาติเกิดเป็นคน!!!”

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า…”

หัวทั้งสองของเฒ่าประหลาดร่างแฝดส่งเสียงหัวเราะพิลึกพิลั่นออกมาอย่างต่อเนื่อง

“เจ้าหนู คราวก่อนเจ้าอาศัยกู่กระบี่ไร้ลักษณ์ที่มาไร้เงาไปไร้ร่องรอยนั่น ถึงได้เสมอกับพวกข้า ตอนนี้กู่กระบี่ไร้ลักษณ์ของเจ้าก็ถูกทำลายไปแล้ว ยังคิดว่าจะทำอะไรพวกข้าสองพี่น้องได้อีกงั้นรึ?”

“เช่นงั้นก็ลองดู!”

ลั่วจิ่วเจาแค่นหัวเราะเสียงเย็น มือข้างหนึ่งค่อยๆ ยกขึ้น เสียงดังแคว่ก ผิวหนังและเนื้อกลางฝ่ามือของเขาฉีกขาดออกอย่างกะทันหัน เผยให้เห็นรูเลือดทรงกลมรูหนึ่ง

หึ่งหึ่งหึ่ง...

ควันสีเทาขาวสายหนึ่งพ่นออกมาจากรูเลือด ตามมาด้วยเสียงหึ่งๆ ดังระงมออกมาจากรูเลือดบนฝ่ามือ ที่แท้มันก็มีฝูงยุงสีเลือดบินกรูกันออกมาอย่างหนาแน่น

เพียงชั่วพริบตา ภายในถ้ำก็เต็มไปด้วยเสียงบินหึ่งๆ ดังไปทั่วบริเวณ

ยุงสีเลือดเหล่านี้ที่เขาปล่อยออกมามีชื่อว่า ‘กระบี่หนวดโลหิต’ เป็นกู่กระบี่ลับที่หลี่ชางเจวี๋ย เจ้าเมืองไป๋อวิ๋น หลอมสร้างขึ้นโดยใช้การหลอมสี่ประการ ได้แก่ กระบี่ สังหาร คำสาป และกู่ จาก ‘กระบี่เจ็ดสังหาร’ ของสำนักสาปกระบี่เป็นรากฐาน

กู่กระบี่ที่ร้ายกาจที่สุดในมือของลั่วจิ่วเจา คือกู่กระบี่ไร้ลักษณ์และกู่กระบี่เงาบิน แต่น่าเสียดายที่กู่กระบี่ไร้ลักษณ์ถูกทำลายไปแล้ว ส่วนกู่กระบี่เงาบินที่เหลืออยู่ เขาก็มีกำลังพอที่จะใช้โจมตีได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น!

ส่วนกู่คุนอู๋ ทหารตั๊กแตนบิน และเข็มเจาะหอยสังข์ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเทพแห่งความมั่งคั่งห้าสีหรือสองยอดคนโฉด มันก็ยังขาดพลังสังหารที่มากพอ หากคำนวณเช่นนี้แล้ว สิ่งเดียวที่พอจะนำมาใช้ประโยชน์ในยามนี้ได้ ก็เหลือเพียงกระบี่หนวดโลหิต!

“แม่นางชิว หนทางข้างหน้าเลือนรางนัก แต่ข้าก็ยังต้องลองพยายามอย่างสุดความสามารถ ข้าไม่อาจรับประกันได้ว่าจะสามารถฝ่าวงล้อมออกไปได้หรือไม่ ทว่า... สำหรับพวกท่านสองพ่อลูก ข้าจะพยายามปกป้องอย่างสุดความสามารถ!”

เขาตบไปที่ทรงกลมสีทองคล้ายเปลือกไข่ด้านหลัง นี่คือม่านพลังปราณทองที่ควบแน่นจากปราณทองคำบริสุทธิ์ของของวิเศษโล่ทองคำ ผู้รอดชีวิตเพียงสองคนจากกองคาราวานที่ถูกเฒ่าประหลาดร่างแฝดสังหารหมู่ก็คือแม่นางชิวและบิดาของนาง

ลั่วจิ่วเจาตบม่านพลังปราณทองรูปเปลือกไข่ รูเลือดกลางฝ่ามือขวาก็พ่นควันสีเทาขาวออกมาอีกสายหนึ่ง ควันสายนี้ครอบคลุมเปลือกไข่สีทอง ห่อหุ้มม่านพลังปราณทองพร้อมกับสองพ่อลูกที่อยู่ภายในให้ลอยขึ้นสู่อากาศ

ในเวลาเดียวกัน ลั่วจิ่วเจาเองก็แผดเสียงร้องยาวก้องกังวาน เขาดึงมือในอากาศ ฝูงยุงสีเลือดจำนวนมหาศาลก็พลันกลายเป็นแสงสีเลือดนับไม่ถ้วน ควบแน่นจนดูราวกับมีตัวตน พุ่งทะลวงฝ่าอากาศออกไปดุจลูกธนู พุ่งทะยานเข้าหายอดฝีมือทั้งหลายที่อยู่นอกถ้ำอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า

เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะฝ่าวงล้อมออกไป ราวกับสายฟ้าฟาดที่หอบเอาควันสีเทาขาว ห่อหุ้มมนุษย์ธรรมดาสองคนในม่านพลังปราณทองแล้วพุ่งทะยานออกมา

“บังอาจนัก!!!”

เทพแห่งความมั่งคั่งห้าสีย่อมไม่ยอมให้เขาผ่านไปได้ จึงรีบเดินค่ายกลมณฑลห้าสีทวนกลับ หมายจะบีบให้เขาถอยกลับเข้าไปในถ้ำหิน ทว่าลั่วจิ่วเจาสังเกตการณ์อยู่ในถ้ำมาเนิ่นนาน จนมองทะลุถึงความตื้นลึกหนาบางของค่ายกลนี้แล้ว สองแขนเสื้อและสิบนิ้วของเขาพลิ้วไหว เร่งเร้าแสงกระบี่หนวดโลหิตจนมีพลังดุจสายรุ้ง ราวกับรุ้งสีเลือดพาดผ่านกลางเวหา มีความองอาจดุจขุนพลเดี่ยวเฝ้าด่าน

ค่ายกลมณฑลห้าสีทวนกลับเริ่มหมุนวน แสงกระบี่สายรุ้งยาวที่เกิดจากกระบี่หนวดโลหิตปะทะเข้ากับพลานุภาพของค่ายกลอย่างจัง

ตูม!

อากาศสั่นสะเทือนอย่างกะทันหันและเกิดการบิดเบี้ยวอย่างน่าประหลาด สรรพเสียงภายในค่ายกลเงียบสงัดลงในทันที ชั่วขณะนั้นราวกับฟ้าดินไร้สรรพเสียง ไม่มีแม้แต่เสียงใดเล็ดลอดออกมา

สิ่งที่ทุกคนเห็นด้วยตา สัมผัสได้ด้วยผิวหนัง และแม้แต่มิติรอบกาย ล้วนราวกับถูกหยุดนิ่งไปชั่วขณะ พลังปราณปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด

ตามหลักแล้ว โคตมะหน้าเหลือง อริยะกงล้อแดง พระมารดาเขียวโปรดสัตว์ ราชันย์ขุมทรัพย์ขาว และจ้าววิถีฟ้าทมิฬ ทั้งห้าคนนี้มีพลังฝีมือเหนือกว่าลั่วจิ่วเจาอยู่มาก ทว่าเมื่อครู่เฒ่าประหลาดร่างแฝดกลับลอบเล่นงานพวกเขาทั้งห้าไปหนึ่งตลบ ส่งผลให้พระมารดาเขียวโปรดสัตว์ ราชันย์ขุมทรัพย์ขาว และจ้าววิถีฟ้าทมิฬ ทั้งสามคนสูญเสียพลังไปมหาศาล ทำให้ไม่อาจประคองค่ายกลนี้เอาไว้ได้ชั่วขณะ

ลั่วจิ่วเจาไม่รอช้า แทงกระบี่ออกไปในทันที กระบี่นี้แทงทะลุค่ายกลใหญ่ พลันเกิดเสียง ‘ป๊อก’ ดังขึ้นเบาๆ

ค่ายกลมณฑลห้าสีทวนกลับถูกแทงทะลุราวกับกระดาษกาว การบิดเบี้ยวถูกส่งผ่านออกไปในวินาทีถัดมา คล้ายกับมีบางสิ่งระเบิดกระจายออก ทั้งเสียง แรงกดดัน ความเจ็บปวด และเลือดลมที่พลุ่งพล่าน ผนวกกับสัมผัสทั้งห้าที่ฟื้นคืนมาในพริบตา ราวกับน้ำทะเลที่ทะลักเข้าสู่ห้องโดยสารเรือ... พระมารดาเขียวโปรดสัตว์ ราชันย์ขุมทรัพย์ขาว และจ้าววิถีฟ้าทมิฬ หงายหลังล้มตึง พร้อมกับกระอักเลือดออกมาคำโต

ลั่วจิ่วเจาส่งเสียงหัวเราะยาวก้องทะลุเมฆ เขาใช้กระบี่เดียวทะลวงฝ่าออกมา จนกระทั่งร่างของเขาหายลับไป การเปลี่ยนแปลงของพลังปราณในค่ายกลถึงได้ปะทุขึ้น เสียงอากาศระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวตามมา

“เจ้าหนู มีฝีมือไม่เบาเลยนี่!”

จากนั้นเฒ่าประหลาดร่างแฝดก็ส่งเสียงหัวเราะพิลึกพิลั่น ร่างพุ่งทะยานดุจดาวตก ออกตัวทีหลังแต่ไปถึงก่อน ขวางทางหนีของลั่วจิ่วเจาเอาไว้ ทั้งสองเป็นผู้อาวุโสของตำหนักเกราะม่วง หากนับตามลำดับอาวุโสก็อยู่ในรุ่นเดียวกับหลี่ชางเจวี๋ย เพียงแต่ยังไม่ได้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตบรรลุมรรคาเสียที

ทว่าผ่านการบำเพ็ญเพียรมาหลายปี พลังตบะของสองพี่น้องก็ยิ่งลึกล้ำ ติงหยวนอันผู้พี่ของเฒ่าประหลาดร่างแฝดตะโกนขึ้นพร้อมกับพ่นลมปราณกังวายุออกมาจากปากสายหนึ่ง

พริบตาต่อมา กังวายุก็กลายเป็นเคียวจันทร์เสี้ยวจำนวนนับไม่ถ้วน ส่งเสียงกรีดร้องแหลมเล็ก ลั่วจิ่วเจารู้สึกเพียงพายุลมแรงพัดโหมกระหน่ำ กระแสอากาศที่ปั่นป่วนแปรเปลี่ยนเป็นคมมีดนับไม่ถ้วนหมุนวนพุ่งเข้าใส่

ลั่วจิ่วเจาตบผลักม่านพลังรูปไข่สีทองนั้นออกไป มือหนึ่งคอยต้านทานคมมีดปราณกังวายุ อีกมือหนึ่งก็ตวัดกระบี่ฟาดฟันออกไปข้างหน้า

อีกด้านหนึ่ง ติงหยวนอิงผู้น้องของเฒ่าประหลาดร่างแฝดก็แค่นหัวเราะเย็นเยียบ หงายฝ่ามือซ้ายขึ้น ปราณน้ำกลุ่มหนึ่งก็พ่นออกมาจากกลางฝ่ามือ เข้าปะทะกับกระบี่หนวดโลหิต ทั้งสองฝ่ายผลัดกันรุกผลัดกันรับ ต่อสู้กันอย่างดุเดือด

“ร้ายกาจนัก ลั่วจิ่วเจาผู้นี้ช่างห้าวหาญยิ่ง ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป เขาคงหาทางหนีรอดไปได้จริงๆ แน่!”

เหอผิงเห็นฉากนี้ก็ตกใจไม่น้อย ลั่วจิ่วเจาผู้นี้ใช่ว่าจะมีพลังฝีมือกล้าแข็งอะไรนัก อย่างน้อยเฒ่าประหลาดร่างแฝดก็เหนือกว่าเขามาก เทพแห่งความมั่งคั่งห้าสีนั่นก็แข็งแกร่งกว่าเขามากเช่นกัน ทว่าคนผู้นี้กลับมีจิตวิญญาณการต่อสู้ที่น่าทึ่ง ทั้งยังมีปณิธานที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ ทำให้เขาสามารถแย่งชิงความได้เปรียบมาได้หลายครั้ง และคว้าโอกาสแห่งชัยชนะมาได้สายหนึ่งท่ามกลางการต่อสู้อันชุลมุน

ยิ่งสู้ลั่วจิ่วเจายิ่งฮึกเหิม เฒ่าประหลาดร่างแฝดนั้นเรียกได้ว่ารับมือยากสุดๆ ทว่าเขาก็ยังสามารถฉวยโอกาสแห่งชัยชนะเอาไว้ได้ ค้นพบช่องโหว่เพียงเสี้ยวเดียวในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย เขายิงกู่กระบี่เงาบินออกจากปลายนิ้ว โจมตีเข้าจุดตายทำลายจุดอ่อน จนทำให้เฒ่าประหลาดร่างแฝดต้องถอยร่นไปติดๆ กัน

เขาส่งเสียงร้องยาว ร่างกายวูบไหว หมายจะชิ่งหนีไป

“ลั่วจิ่วเจา อย่าหวังว่าจะหนีรอดไปได้!”

หมอโรคระบาดซุนหวย กระโดดออกมาจากหลังโขดหินที่ดักซุ่มอยู่ด้านข้าง ล้วงน้ำเต้าเหล็กออกมา ลูกเกาลัดไฟจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งทะลักออกมาดั่งดอกไม้ไฟ แตกตัวเป็นสะเก็ดไฟเจิดจ้ามากมายมหาศาล พลานุภาพดุดันเกรี้ยวกราด สกัดกั้นเส้นทางหนีของลั่วจิ่วเจาเอาไว้

“บัดซบ!”

ลั่วจิ่วเจาเองก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น คนผู้นี้เลือกจังหวะลงมือได้อย่างแยบยลยิ่ง ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน บีบคั้นให้เขาต้องล่าถอยกลับไป

สวบ!

แต่พอเขาถอยหลัง ในชั่วขณะที่ยังทรงตัวไม่อยู่ ทันใดนั้นภายในใจก็ตื่นตระหนก สัญชาตญาณของร่างกายตอบสนองถึงความไม่ชอบมาพากล พอก้มหน้าลงอย่างแรง เขาก็เห็นทวนพู่แดงเล่มหนึ่งแทงทะลุขั้วหัวใจ

“ทวน?”

ลั่วจิ่วเจาซัดฝ่ามือเดียวทำลายปลายทวนพู่แดงจนแหลกละเอียด ร่างทั้งร่างพุ่งทะยานขึ้นฟ้า กระโจนออกไปไกลนับร้อยจั้งราวกับลูกกระสุน พิงร่างกับหินยักษ์ก้อนหนึ่งเพื่อพยุงตัว จากนั้นจึงอ้าปากกระอักเลือดฝอยออกมาอีกระลอก

“บัดซบ... เมื่อครู่ใครลอบโจมตีข้า ทวนเมื่อครู่น่าจะใช้วิชาขั้นสุดยอดของ ‘ทวนหกประสาน’ !”

เขาพิงหินยักษ์ด้านหลัง นัยน์ตาทั้งสองทอประกายแสงสีเทาขาววาบหนึ่ง ใบหน้าก็ปรากฏกลิ่นอายแห่งความตายออกมา

“ช่างเถอะ!”

ลั่วจิ่วเจาแค่นหัวเราะเย็นเยียบ มือขวาปลดหอยสังข์มนตราสีขาวออกมา

“ในเมื่อพวกเจ้าต้องการของวิเศษจากถ้ำหลีเยี่ยนแห่งขุนเขาโลงศพเวหานัก ข้าก็จะยกให้พวกเจ้าก็แล้วกัน!”

เขาตบฝ่ามือลงบนของวิเศษหอยสังข์อย่างแรง ประกายไฟสีน้ำเงินเข้มแตกกระจายออกในพริบตา ส่งเสียงดังปัง หอยสังข์มนตราถูกตบจนแหลกละเอียด มีลำแสงหลายสายพุ่งทะยานออกมาจากข้างใน หมุนวนกลางอากาศหนึ่งรอบ ลำแสงเหล่านี้ห่อหุ้มสิ่งของต่างๆ ไว้ มีทั้งห่อผ้าทารก กงล้อแสงรูปร่างคล้ายดาวหกแฉก ของวิเศษที่ได้รับการปกป้องโดยฟองอากาศที่ควบแน่นจากปราณน้ำ และยังมีของวิเศษอีกสามอย่าง ได้แก่ ขวดหยกหนึ่งใบ ระฆังใบเล็กหนึ่งใบ และกลองทองคำหนึ่งใบ

ชั่วพริบตา สายตาของทุกคน ณ ที่แห่งนั้น ล้วนถูกดึงดูดด้วยฉากนี้…

‘...ของวิเศษหกชิ้น เหมือนกับที่เคยบรรยายไว้ก่อนหน้านี้ไม่ผิดเพี้ยน!’

‘นี่คือสมบัติที่ผู้อาวุโสขอบเขตบรรลุมรรคท่านนั้นแห่งถ้ำหลีเยี่ยนทิ้งไว้หรือ?’

‘สิ่งที่นิกายลับบูรพาของพวกเราต้องการอยู่ในนั้น ใครก็ห้ามแย่ง!!’

ภายในใจของทุกคน ต่างก็มีความคิดที่แตกต่างกันแล่นผ่านเข้ามาในชั่วขณะ

ลั่วจิ่วเจาแผดเสียงคำราม ของวิเศษทั้งหกชิ้นพลันเปล่งแสงเจิดจ้า พุ่งกระจัดกระจายไปในทิศทางที่แตกต่างกัน แตกฉานซ่านเซ็นไปทั่วทุกสารทิศราวกับสายฟ้าและดาวตก

“ตามไป!”

ทุกคนพร้อมใจกันตะโกนก้อง ต่างคนต่างเลือกทิศทางและของล้ำค่าจากถ้ำเซียนที่แตกต่างกัน กลายร่างเป็นรุ้งแสงแต่ละสาย พากันไล่ตามไปติดๆ

“ห่อผ้าทารก จะต้องเป็นสิ่งนั้นแน่! ห่อผ้าทารกนั่นจะต้องเป็นร่างสังขารที่ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคทิ้งไว้หลังจากตกตายไปแล้วอย่างแน่นอน!!”

เหอผิงใจเต้นแรง รีบไล่ตามไปสุดกำลัง ระยะห่างระหว่างเขากับทิศทางที่ห่อผ้าทารกอยู่นั้นค่อนข้างไกล และห่อผ้าทารกชิ้นนี้ก็เป็นสิ่งที่ดึงดูดใจผู้คนมากที่สุดในบรรดาของวิเศษทั้งหลาย แทบจะในเวลาเดียวกันนั้น มันก็มีลำแสงเจ็ดถึงแปดสายพุ่งทะยานออกไป ล็อกเป้าหมายไปที่ร่างสังขารที่หลงเหลือไว้

“บัดซบ!”

เขาเองก็ไม่คาดคิดว่าจะมีคู่แข่งมากมายขนาดนี้ แต่ของวิเศษชิ้นนี้ เขาตั้งปณิธานไว้แล้วว่าต้องได้มาให้จงได้ จะปล่อยให้หลุดมือไปไม่ได้เด็ดขาด

ในชั่วพริบตาแห่งความรวดเร็วปานสายฟ้าฟาดนั้น เหอผิงก็ตัดสินใจเด็ดขาด ร่างกายของเขาวูบไหว เร่งเร้าพลังมหาภัยสามตะวัน แสงเพลิงสีแดงฉานเดือดพล่านไปทั่วร่าง ทั้งแผ่นหลังและแขนขาล้วนพ่นเปลวเพลิงอันทรงพลังออกมา เพียงพริบตาเดียว ประกายไฟสายหนึ่งก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พุ่งทะยานดุจดาวตก รวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ กลายร่างเป็นรุ้งสีแดงฉาน พุ่งทะยานตรงไปยังทิศทางที่ห่อผ้าทารกนั้นลอยไปอย่างดุดัน

“ไสหัวไปให้หมด!”

ร่างทั้งเจ็ดแปดร่างที่กำลังบินไล่ตามสิ่งนี้อยู่กลางอากาศ พลันได้ยินเสียงกรีดร้องแหลมเล็กดังมาจากด้านหลัง

“ของสิ่งนี้เป็นของข้า! พวกเจ้าใครกล้าแย่ง ข้าจะสังหารให้สิ้น!!!”

จบบทที่ บทที่ 135 ใครกล้าแย่ง ข้าจะสังหารให้สิ้น!

คัดลอกลิงก์แล้ว