เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 รวยแล้ว! รวยแล้ว!

บทที่ 7 รวยแล้ว! รวยแล้ว!

บทที่ 7 รวยแล้ว! รวยแล้ว!


บทที่ 7 รวยแล้ว! รวยแล้ว!

"ปัง ปัง ปัง!!!"

คมกระบี่ฟันลงมา พลังปราณทะลวงผ่านม่านหมอกหนาทึบ เผยให้เห็นเรือนหลังน้อยอันประณีต

กระบี่ยาวชี้ตรงไปยังเรือนหลังน้อยอย่างเย็นชา ทั่วร่างของหลิงเกอแผ่ซ่านไปด้วยไอเย็น แม้แต่อากาศยังจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งบางๆ สายตาอันเยือกเย็นของนางมองทอดยาวไปตามใบกระบี่จดจ้องไปยังเรือนหลังน้อย แววตาแฝงไปด้วยอารมณ์อันลึกล้ำและซับซ้อนจนไม่อาจคาดเดาได้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่

"นายท่าน?" หลีซุ่ยเห็นหลิงเกอขาดความเยือกเย็นอย่างที่หาดูได้ยาก

"แหมๆๆ โกรธขนาดนี้ แทงใจดำเข้างั้นสิ? กระบี่นี้ใช้ได้เลยทีเดียวนะ"

บนยอดเขา เสียงนั้นดังก้องกังวาน ในคำชมเชยแฝงไปด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ

บทสนทนาระหว่างหลิงเกอกับอีกฝ่าย หลีซุ่ยไม่ได้ยิน แต่ตอนนี้เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายแทงใจดำหลิงเกอ เขาก็เบิกตากว้างขึ้นมาทันที

"เจ้ากล้าแทงใจดำนายท่านของข้าเรอะ!" หลีซุ่ยพูดพลางพุ่งทะยานเข้าไปยังเรือนหลังน้อย

หลิงเกอคว้าหางของหลีซุ่ยเอาไว้

ในโลกนี้มีเพียงหลิงเกอคนเดียวที่กล้าดึงหางของเขา หลีซุ่ยหันกลับไปมอง เมื่อเห็นนางส่ายหน้า เขาก็ถลึงตาใส่เรือนหลังน้อยอย่างไม่พอใจนัก ก่อนจะกลับมายืนข้างกายหลิงเกอ

เมื่อเห็นเกล็ดน้ำแข็งบนร่างนางที่เพียงแค่สัมผัสอากาศก็แตกสลาย หลีซุ่ยก็รู้สึกปวดใจเป็นอย่างยิ่ง

ดูเหมือนจะเป็นเพียงเกล็ดน้ำแข็งธรรมดา แต่แท้จริงแล้วมันคือพลังปราณของนายท่านที่รั่วไหลออกมาต่างหาก

พลังปราณของนายท่าน เหลืออยู่ไม่มากแล้ว

"เจ้ารู้มากเกินไปแล้ว" หลิงเกอลดกระบี่ลง การตวัดกระบี่เมื่อครู่ทำให้นางใจเย็นลงแล้ว

คนไร้ตัวตนผู้หนึ่งไม่เพียงรู้สาเหตุที่รากปราณของนางถูกทำลาย แต่ยังรู้ถึงเหตุผลที่นางพากเพียรฝึกฝนตลอดหลายปีมานี้เพื่อหวังจะทะยานสู่สวรรค์ ซ้ำยังรู้ลึกไปถึงเรื่องราวเบื้องหลังที่แม้นางเองก็ยังไม่รู้ อารมณ์ของนางจึงพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที

ดังนั้น พิษในร่างของนางจึงไม่ใช่พิษของโลกมนุษย์ การทะยานสู่สวรรค์ก็ไม่อาจถอนรากถอนโคนมันได้

ดังนั้น ต่อให้ทะยานสู่สวรรค์แล้วต้องแลกมาด้วยการสูญเสียพรสวรรค์และตบะบารมี นางก็ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่รากปราณจะพังทลายลงได้ทุกเมื่ออยู่ดี

"ข้าพูดเรื่องของเจ้าให้ฟังมากมาย ลงลึกไปถึงสิ่งที่เจ้าเองก็ยังไม่รู้ และข้าก็ไม่ได้ทำเรื่องร้ายกาจอะไรกับเจ้า เจ้าก็ควรจะเชื่อในความจริงใจของข้าได้แล้ว"

"เช่นนี้ เจ้าก็วางแผนให้ข้ามาที่นี่ตั้งแต่แรกแล้วสินะ?"

"ที่พบเจ้าเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ สิ่งที่ข้าเพิ่งพูดไปนั้น ข้าก็เพิ่งรู้ตอนที่เจ้าเข้ามาในเขาอวี้หลิง บางส่วนก็เป็นการคาดเดาจากสิ่งที่รู้ พลังของข้าในตอนนี้ทำให้ข้ารู้ได้เพียงเท่านี้แหละ รอให้เจ้าฝึกฝนวิถีเก้าสวรรค์สำเร็จ เจ้าก็ทำได้เช่นกัน"

อีกฝ่ายกำลังบอกหลิงเกอว่าพลังของตนนั้นมีจำกัด ความเข้าใจทั้งหมดที่มีต่อหลิงเกอก็หยุดอยู่เพียงเท่านี้

หลิงเกอลูบคลำกระบี่ยาวสีดำสนิทในมือ ท่าทางของนางเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง มั่นใจ และสง่างามไร้การผูกมัด

"กระบี่เล่มนี้ไม่เลวเลย" นางกล่าวชมเชย

เป็นกระบี่ที่ดีมากจริงๆ แข็งแกร่งกว่าม่อเซียวไม่รู้ตั้งกี่เท่า

"มันชื่อว่า เฟิ่งเกอ"

หลีซุ่ยเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจระคนยินดี "ชื่อเฟิ่งเกออย่างนั้นหรือ"

นายท่านชื่อหลิงเกอ ช่างมีวาสนาต่อกันเสียจริง

หลิงเกอครุ่นคิดบางอย่างพลางเก็บกระบี่เฟิ่งเกอลง ก่อนจะยื่นมือออกไป "เอามาสิ วิถีเก้าสวรรค์"

การที่หลิงเกอรับกระบี่ที่อีกฝ่ายมอบให้ ย่อมหมายความว่านางตกลงที่จะฝึกฝนวิถีเก้าสวรรค์ และยอมเป็นผู้สืบทอดของเขาอวี้หลิงอะไรนั่นแล้ว

ไม่ใช่ว่าเชื่อใจอีกฝ่ายอย่างสมบูรณ์ หรือยอมรับความรับผิดชอบในฐานะผู้สืบทอดหรอกนะ

ก็ยังคงเป็นคำพูดเดิม อีกฝ่ายรู้เรื่องรากปราณของนางอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งถึงเพียงนี้ ต่อให้มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง ก็ต้องช่วยฟื้นฟูรากปราณให้นางก่อนอยู่ดี

แสงปราณสว่างวาบขึ้นในมือของหลิงเกออีกครั้ง ภาพตัวอักษรก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของนางโดยธรรมชาติ พวกมันเคลื่อนไหวไปมาราวกับมีชีวิต หลิงเกอหลับตาลง นั่งสมาธิเข้าฌานอยู่กับที่ และน้อมรับพวกมันอย่างเงียบๆ

หลีซุ่ยถอยห่างออกไป คอยเฝ้าระวังอยู่ข้างกายหลิงเกอเช่นเคย

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด หลีซุ่ยรอกระทั่งเริ่มรู้สึกร้อนใจขึ้นมาบ้างแล้ว "นี่ นายท่านของข้าฝึกฝนวิถีเก้าสวรรค์อะไรนี่ แล้วจะฟื้นฟูรากปราณได้จริงๆ หรือ?"

รอบด้านเงียบกริบ ในขณะที่หลีซุ่ยเลิกหวังว่าอีกฝ่ายจะตอบคำถาม เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง

"ตอนนี้พลังปราณของนางกล้าแกร่งเกินไป"

หา?

หลีซุ่ยไม่เข้าใจ

บนโลกนี้ยังมีใครคิดว่าพลังปราณของอีกคนกล้าแกร่งเกินไปอีกหรือ?

อีกอย่าง ของนายท่านนี่เรียกว่าพลังปราณกล้าแกร่งตรงไหน ไม่รู้ว่ารั่วไหลออกไปตั้งเท่าไหร่แล้ว การรักษาเอาไว้ได้แค่นี้ก็นับว่าดีมากแล้ว

"เดี๋ยวก่อน ที่เจ้าทำไปสองครั้งก่อนหน้านี้คือจงใจงั้นหรือ?" ตอนแรกล่อนายท่านให้ลงมือจนพลังปราณรั่วไหล แล้วก็ทำให้นายท่านโกรธจนต้องตวัดกระบี่ออกไปเอง

กระบี่นั้น ทำเอานายท่านสูญเสียพลังปราณไปไม่น้อยเลยทีเดียว

อีกฝ่ายไม่ตอบคำถาม หลีซุ่ยได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ

ช่างเจ้าเล่ห์นัก

หลังจากหลิงเกอทำความเข้าใจวิถีเก้าสวรรค์จนครบถ้วนแล้ว นางก็ลืมตาขึ้น

"สมกับที่เป็นเคล็ดวิชาของเทพเซียน ช่างล้ำลึกยิ่งนัก" หลิงเกอเอ่ยชมด้วยความประหลาดใจ

"ความล้ำลึกของมันยังมีอีกมาก แม้แต่ตัวข้าเองจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่อาจเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ เจ้ามีพรสวรรค์ถึงเพียงนี้ ซ้ำยังมีสติปัญญาเป็นเลิศ ข้าหวังว่าเจ้าจะบรรลุถึงขั้นที่สูงกว่าได้ หากสามารถทำความเข้าใจได้อย่างแท้จริง คาดว่าก่อนที่เจ้าจะทะยานสู่สวรรค์ รากปราณย่อมต้องฟื้นฟู เช่นนี้ก็จะไม่ทำให้พรสวรรค์และตบะของเจ้าต้องสูญเสียไป ส่วนเรื่องพิษในร่างกาย เจ้ารอให้ฝึกฝนวิถีเก้าสวรรค์ถึงขั้นที่สองก่อน แล้วข้าจะบอกวิธีถอนพิษให้" เสียงของอีกฝ่ายดังก้องไปทั่วเขาอวี้หลิง

หลิงเกอเลิกคิ้ว "มีวิธีงั้นหรือ?"

อีกฝ่ายหัวเราะเบาๆ "วิชาหลักของข้าคือการปรุงยา"

ดวงตาของหลิงเกอเป็นประกาย "ข้าชื่อหลิงเกอ"

การแนะนำตัวอย่างกะทันหันของหลิงเกอ ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจความหมายของนางทันที จึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะลั่นออกมา

หลังจากหัวเราะอยู่นาน อีกฝ่ายจึงตอบกลับมาว่า "ข้าชื่อ ฉืออวี่ หากเจ้าอยากเรียนปรุงยา ข้าก็สอนให้ได้ และก็เหมือนเดิม ไม่ต้องกราบเป็นอาจารย์"

หลิงเกอถูกมองความคิดออกทะลุปรุโปร่ง นางก็ไม่ปฏิเสธ ยกสองแขนขึ้นกอดอก "ความล้ำลึกของวิถีเก้าสวรรค์ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเขาอวี้หลิงจะไร้ชื่อเสียงเรียงนามในสามภพ ไม่ว่าข้าจะกราบอาจารย์หรือไม่ ขอเพียงก้าวออกไปจากที่นี่ และใช้วิถีเก้าสวรรค์ให้คนภายนอกเห็น ข้าเชื่อว่าเรื่องที่เขาอวี้หลิงมีผู้สืบทอดปรากฏตัวขึ้น จะต้องแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็วแน่นอน"

สำนักบำเพ็ญเซียนในทวีปเสวียนชางมีไม่น้อย มีแม้กระทั่งศิษย์ที่ปิดบังชื่อสำนักของตนเองเพื่อออกเดินทางเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในทวีป แต่ในความเป็นจริงแล้ว เพียงแค่ศิษย์เหล่านี้ออกกระบวนท่า ใครๆ ก็ดูออกว่าเป็นคนของสำนักใด

เมื่อฝึกฝนวิถีเก้าสวรรค์แล้ว ไม่ว่านางจะกราบเป็นอาจารย์หรือไม่ ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ ในสายตาของคนนอก นางก็คือลูกศิษย์ของคนที่ชื่อฉืออวี่ผู้นี้อยู่ดี ต่อให้นางจะยังแยกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เพียงแค่ฟังจากเสียงก็ไม่สามารถฟันธงได้จริงๆ ก็แบบว่า... เป็นเสียงที่ค่อนข้างจะเป็นกลาง

ฉืออวี่เอ่ยชมอย่างจริงจัง "ช่างเป็นแม่นางน้อยที่ฉลาดเฉลียวจริงๆ"

หลิงเกอโบกมือไปมา ก็ไม่ใช่ตรรกะที่เข้าใจยากอะไรนี่นา

"เข้ามาเถอะ พลังปราณของที่นี่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรของเจ้ามาก" ประตูเรือนหลังน้อยเบื้องหน้าค่อยๆ เปิดออก

หลิงเกอก้าวเท้าออกไป เพียงวินาทีถัดมาก็เข้ามาอยู่ในลานเรือนแล้ว มีทั้งสะพานน้อยสายน้ำไหล สระบัวศาลาริมน้ำ สมุนไพรวิเศษขึ้นอยู่เต็มพื้น ดอกไม้นานาพรรณบานสะพรั่ง ช่างเป็น... กระท่อมปรุงยา ที่ไม่เลวเลยจริงๆ

สมุนไพรวิเศษที่อยู่เต็มลานเรือนนี้ ต่อให้เป็นแค่ต้นหญ้าที่ขึ้นอยู่บนพื้นธรรมดาๆ ก็ยังมีอายุอย่างน้อยหนึ่งพันปีขึ้นไป ช่างเป็นดินแดนทำเลทองเสียจริง

หลิงเกอเดินสำรวจรอบลานเรือน สมุนไพรที่หาได้ยากยิ่งในทวีปเสวียนชางกลับมีอยู่เต็มไปหมดที่นี่ เมื่อมองจากด้านนอกจะเห็นเป็นเพียงเรือนหลังน้อยที่มีทิวทัศน์งดงาม แต่พื้นที่จริงกลับกว้างใหญ่พอๆ กับคฤหาสน์หลังโตเลยทีเดียว

มิติที่เทพเซียนใช้คาถาอาคมสร้างขึ้นมา เต็มไปด้วยเรื่องน่าประหลาดใจทุกซอกทุกมุมจริงๆ

"นายท่าน รวยแล้ว รวยแล้ว!" หลีซุ่ยถึงกับอดรนทนไม่ไหวต้องร้องตะโกนออกมา

ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น ต่อให้เป็นแค่สายน้ำที่ไหลอยู่นี่ก็ยังเป็นน้ำพุวิเศษนะ น้ำพุวิเศษเลยนะ! ของดีมากมายขนาดนี้ ลองหยิบออกไปขายส่งๆ ดูสิ จะได้เงินตั้งเท่าไหร่!

"เดี๋ยวก่อน ฉืออวี่อยู่ที่ไหนล่ะ?" หลีซุ่ยชะเง้อคอมองหา

พวกเขาเดินสำรวจจนทั่วแล้ว ก็ยังไม่เห็นคนที่ชื่อฉืออวี่เลย

หลิงเกอกวาดสายตามองไปรอบๆ "เรือนหลังนี้ ทุกหนทุกแห่งล้วนมีจิตวิญญาณของฉืออวี่อยู่"

รอยยิ้มของหลีซุ่ยหุบลงทันที "ก็หมายความว่าได้แต่มองแต่หยิบไปไม่ได้งั้นสิ?"

หากทุกที่ล้วนเกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณของฉืออวี่ ย่อมไม่อาจแตะต้องได้อย่างแน่นอน

"ตอบถูกแล้ว" ฉืออวี่ชิงตอบตัดหน้าหลิงเกอ

หลีซุ่ย: ......

"ซุ่ยซุ่ยจอมทึ่ม พวกเราก็ปลูกใหม่ได้นี่นา ที่นี่เป็นสถานที่ที่เหมาะสมตามธรรมชาติในการปลูกสมุนไพรและของวิเศษอยู่แล้ว" อีกอย่าง ตอนนี้แตะต้องไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าวันข้างหน้าจะแตะต้องไม่ได้นี่

ในเมื่อเป็นผู้สืบทอดของเขาอวี้หลิงแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ยังไงก็ต้องเป็นของนางอยู่ดี ทั้งเขาอวี้หลิงก็เป็นของนางทั้งหมด

หลีซุ่ยกลับมาอารมณ์ดีและสงบลงได้

นายท่านมีวิธีรับมือเสมอ

หลิงเกอเดินเล่นจนรอบเรือน นางหว่านเมล็ดพันธุ์ลงไปที่มุมหนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปในอาคาร หาห้องที่แสงแดดส่องถึงดีที่สุด แล้วกินยารักษาอาการบาดเจ็บเข้าไปก่อน เพื่อรักษาบาดแผลที่ได้รับมาจากสำนักเสวี่ยฉยง

ยาที่นางกินล้วนเป็นระดับสวรรค์ขึ้นไป บาดแผลภายนอกจึงสมานตัวอย่างรวดเร็ว ส่วนอาการบาดเจ็บภายใน... ยกเว้นรากปราณ ก็เริ่มฟื้นฟูแล้วเช่นกัน

หลังจากนั้น หลิงเกอก็เริ่มฝึกฝนวิถีเก้าสวรรค์

แม้ที่นี่จะมีกลางวันกลางคืนสลับสับเปลี่ยนกันไป แต่กลับไม่รู้สึกถึงการไหลผ่านของเวลา กลางคืนและกลางวันไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว

สำหรับหลิงเกอแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการรักษาอาการบาดเจ็บและการฝึกฝนบำเพ็ญเพียร

หลีซุ่ยคอยเฝ้าหลิงเกออยู่ข้างๆ จนเบื่อหน่ายและหลับสนิทไป

"กริ๊ง~"

กระดิ่งที่คอของหลิงเกอก็ดังขึ้นมากะทันหัน

เมื่อเสียงกระดิ่งทองดังเข้าหู หลิงเกอที่กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

"หลิงเกออยู่ที่ไหน! บอกมา ข้าจะเหลือศพแบบครบส่วนไว้ให้เจ้า!" เสียงดุดันเหี้ยมเกรียมดังออกมาจากกระดิ่ง

"ฝันไปเถอะ..."

เสียงคมกระบี่ฟันฉับลงมาดังขึ้น

"อ๊าก!!!"

จบบทที่ บทที่ 7 รวยแล้ว! รวยแล้ว!

คัดลอกลิงก์แล้ว