- หน้าแรก
- เกิดใหม่ครานี้ ข้าคือจักรพรรดิกระบี่อันดับหนึ่ง
- บทที่ 11 - ทดสอบพรสวรรค์
บทที่ 11 - ทดสอบพรสวรรค์
บทที่ 11 - ทดสอบพรสวรรค์
บทที่ 11 - ทดสอบพรสวรรค์
"คนที่ตุกติกไม่ใช่เย่ฝาน แต่มีคนแอบเล่นตุกติกกับช่องทางของเขาเพื่อหวังจะใส่ร้าย"
ผู้อาวุโสสายในอธิบายเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ฟังอย่างละเอียด ใบหน้าของเจ้าตำหนักทั้งสองซีดเผือดลงเรื่อยๆ ไม่คาดคิดเลยว่าจะมีใครกล้าทำเรื่องสกปรกเช่นนี้ใต้จมูกของพวกตน แม้ว่านี่จะเป็นเพียงการทดสอบเข้าสำนักเล็กๆ แต่กฎก็คือกฎ หากไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ก็ไม่อาจสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยได้ ผู้ใดที่ทำผิดสมควรต้องได้รับการลงโทษ
"ตรวจสอบแน่ชัดหรือยังว่าใครเป็นคนทำ?"
"ยังไม่ทราบแน่ชัดครับ"
"ต้องเร่งมือโดยเร็วที่สุด หากตรวจพบความจริงเมื่อใด ให้ลงโทษสถานหนัก สถาบันชิงสือของเราจะไม่ยอมปรักปรำคนดี แต่ก็จะไม่ปล่อยคนเลวให้ลอยนวลไปได้เช่นกัน"
ด้านล่างแท่นประเมิน
ผู้อาวุโสคุมสอบแค่นเสียงเย็นชา "เย่ฝาน เจ้าช่างขวัญกล้าเทียมฟ้า ถึงกับกล้าโกงการทดสอบ คนของข้า ไปจับตัวมันมาเดี๋ยวนี้!"
แน่นอนว่าเขาย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าเย่ฝานไม่ได้โกง แต่เขาก็ต้องกัดฟันยืนกรานให้ถึงที่สุด ส่วนเรื่องหลักฐานยืนยันว่าเย่ฝานโกงนั้น เดี๋ยวก็คงหามาจัดฉากได้ในไม่ช้า เมื่อมีทั้งพยานและหลักฐานครบครัน เขาอยากจะรู้นักว่าเย่ฝานจะพลิกสถานการณ์กลับมาได้อย่างไร
"ช้าก่อน!"
เย่ฝานยิ้มเยาะด้วยความดูแคลน "ท่านยืนกรานกัดไม่ปล่อยว่าข้าโกงการทดสอบ แต่ถ้าข้ามีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าข้าไม่ได้โกง ท่านจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?"
"เจ้าจะมีหลักฐานอะไรได้?" ผู้อาวุโสคุมสอบหัวเราะเยาะ "อย่าหาว่าข้าไม่ให้โอกาสเจ้า ตอนนี้มีหลักฐานอะไรก็รีบงัดออกมาซะ ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวจะไม่มีโอกาสได้แก้ตัวอีก"
เย่ฝานยิ้มบางๆ "โอ้ ท่านแน่ใจหรือว่าต้องการให้ข้าเอาออกมา?"
ผู้อาวุโสคุมสอบทำท่าราวกับถือไพ่เหนือกว่าเย่ฝาน "เอาออกมาสิ เจ้ามีอะไรก็เอาออกมาให้หมด แต่ข้าขอแนะนำให้เจ้ายอมแพ้และเลิกดิ้นรนอย่างไร้ประโยชน์ซะ บางทีสถาบันอาจจะยอมปรานีลดโทษให้เจ้าก็ได้"
เจ้าจะมีหลักฐานอะไรได้ ช่องทางที่แปดข้าเป็นคนจัดการด้วยตัวเอง ย่อมไม่มีทางทิ้งร่องรอยไว้ให้เจ้าจับได้อย่างแน่นอน
"ตกลง"
เย่ฝานพยักหน้ารับ ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบแก่นอสูรออกมาหนึ่งเม็ด
"เป็นไปได้อย่างไร!"
ดวงตาของผู้อาวุโสคุมสอบแทบจะถลนออกมานอกเบ้า
ในสายตาของเขา เย่ฝานก็แค่โชคดีที่สามารถผ่านด่านมาได้ด้วยความบังเอิญ อันที่จริงการจะผ่านด่านแรกนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ยกเว้นศิษย์เพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่ทำไม่ได้ โดยทั่วไปแล้วศิษย์ที่เข้ารับการทดสอบขอเพียงพยายามหลบเลี่ยงสัตว์เวทให้ได้ก็พอ
หากโชคร้ายถูกจับได้ ก็พยายามอย่าไปพัวพันหรือต่อสู้กับพวกมัน สัตว์เวทในด่านแรกมีเพียงสิบตัวเท่านั้น และพวกมันทั้งหมดก็ยังไม่เปิดสติปัญญา การจะหลบหลีกให้พ้นจากพวกมันทั้งหมดจึงเป็นเรื่องง่ายดายมาก ทว่าวิธีนี้จะทำให้เสียเวลาค่อนข้างเยอะ
ยังมีอีกวิธีหนึ่ง นั่นก็คือการฝ่าวงล้อมฆ่าล้างพวกมันออกไป
แน่นอนว่านั่นไม่ใช่เรื่องจริงจังนัก เพราะเมื่อเกิดการต่อสู้ขึ้น สัตว์เวททั้งหมดจะแห่กันมารวมตัว สิบตัวไม่ใช่จำนวนที่ศิษย์ใหม่พึ่งเข้าสำนักจะรับมือไหว ดีไม่ดีอาจถึงขั้นเอาชีวิตไปทิ้งได้เลย
ด้วยเหตุนี้ โดยทั่วไปจึงไม่มีใครเลือกใช้วิธีที่สอง
แม้เย่ฝานจะเป็นคนแรกที่ผ่านการทดสอบ แต่เขาก็มั่นใจว่าเย่ฝานคงใช้วิธีแรกในการเอาตัวรอดออกมา เพราะเขารู้ดีว่าในช่องทางที่แปดนั้นมีสัตว์เวทอยู่ถึงแปดสิบกว่าตัว อย่าว่าแต่ศิษย์ใหม่เลย ต่อให้เป็นศิษย์เก่าที่มีประสบการณ์โชกโชน ก็ไม่มีใครกล้าบ้าบิ่นพอที่จะเลือกใช้วิธีแรกแน่ๆ
ทว่า แก่นอสูรที่เย่ฝานหยิบออกมานั้น เป็นของที่เพิ่งถูกดึงออกมาจากร่างของสัตว์เวทที่เพิ่งตายจริงๆ บนนั้นยังมีกลิ่นอายของสัตว์เวทหลงเหลืออยู่เลย
"แก่นอสูรของเจ้ามีปัญหา"
เขาฉวยโอกาสริบแก่นอสูรของเย่ฝานเก็บเข้าแขนเสื้ออย่างแนบเนียน พร้อมกับลอบโคจรพลังวิญญาณเพื่อลบกลิ่นอายของสัตว์เวทบนแก่นอสูรทิ้งจนหมดจด
เขาคว้าข้อมือของเย่ฝานไว้แน่น พร้อมกับตวาดเสียงกร้าว "ตอนนี้เจ้ายังมีอะไรจะพูดแก้ตัวอีก!"
ลูกไม้ตื้นๆ ของผู้อาวุโสคุมสอบ มีหรือจะรอดพ้นสายตาของเขาไปได้ เย่ฝานยิ้มมุมปากอย่างเงียบงัน "ข้าลืมบอกท่านไปเลย แก่นอสูรแบบนี้ข้ายังมีอีกเพียบ ท่านค่อยๆ ตรวจสอบไปก็แล้วกัน"
สีหน้าของผู้อาวุโสคุมสอบแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง การที่เย่ฝานสามารถสังหารสัตว์เวทได้หนึ่งตัวก็นับว่าถึงขีดจำกัดแล้ว จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีแก่นอสูรมากกว่านี้
เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้ เขาก็ทำได้เพียงไหลตามน้ำต่อไป เขาเตรียมตัวที่จะลบกลิ่นอายสัตว์เวทออกจากแก่นอสูรเม็ดที่สองของเย่ฝาน
ทว่า วินาทีต่อมาเขากลับต้องยืนตะลึงงัน!
ในมือของเย่ฝาน กลับมีแก่นอสูรกองโตเป็นภูเขาเลากา!
ถ้าเป็นแค่แก่นอสูรหนึ่งหรือสองเม็ด เขายังพอรับมือไหว แต่ถ้ามีเป็นสิบๆ เม็ด เขาก็หมดปัญญาแล้วเหมือนกัน
การลบกลิ่นอายของสัตว์เวทบนแก่นอสูรจำเป็นต้องใช้พลังวิญญาณมหาศาล การจะลบกลิ่นอายจากแก่นอสูรจำนวนมากขนาดนี้ในเวลาอันสั้น ด้วยระดับพลังของเขาในตอนนี้ย่อมไม่สามารถทำได้แน่นอน
"ท่านอยากจะตรวจสอบให้ละเอียดกว่านี้อีกหน่อยไหมล่ะ?"
ใบหน้าของผู้อาวุโสคุมสอบขาวซีดไร้สีเลือด เขาพูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ
ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น แต่ทุกคนที่อยู่ด้านล่างแท่นต่างก็กลั้นหายใจ โดยเฉพาะหลี่ชิงเทียนที่ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงจุดนี้ ต่อให้เป็นคนโง่ก็ดูออกว่าเย่ฝานไม่ได้โกงการทดสอบแต่อย่างใด
……
เมื่อทุกคนเสร็จสิ้นการทดสอบในด่านแรก ผู้อาวุโสคุมสอบก็จำใจต้องประกาศเริ่มการทดสอบด่านที่สอง "ตอนนี้ทุกคนตามข้ามา"
การทดสอบเข้าสำนักแบ่งออกเป็นสองส่วน แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดคือส่วนที่สอง นั่นก็คือการทดสอบพรสวรรค์
การจะก้าวเดินบนเส้นทางวิถียุทธ์ไปให้ถึงจุดสูงสุด พรสวรรค์ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด พรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์เป็นตัวแทนของศักยภาพที่แฝงอยู่ในตัวบุคคล
ผู้บริหารระดับสูงของสถาบันอาจจะไม่ได้สนใจผลงานของศิษย์ในด่านแรกมากนัก แต่ถ้ามีใครที่โดดเด่นขึ้นมาในการทดสอบพรสวรรค์ พวกเขาย่อมต้องจับตามองเป็นพิเศษแน่นอน
จะเป็นมังกรหรือเป็นหนอน ก็ต้องมาวัดกันที่ด่านที่สองนี่แหละ ด่านที่สองนี้จะเป็นเกณฑ์หลักในการตัดสินว่าศิษย์ใหม่จะได้เข้าสู่ลานในหรือลานนอก
"ตอนนี้ ข้าเรียกชื่อใคร คนนั้นก็ขึ้นมาทดสอบพรสวรรค์"
เย่ฝานกำลังจะก้าวออกไป ลำดับการทดสอบในด่านที่สองจะเรียงตามอันดับที่ได้จากด่านแรก ในเมื่อเขาเป็นที่หนึ่งของด่านแรก เขาก็ควรจะเป็นคนแรกที่ได้รับการทดสอบ
ทว่า ผู้อาวุโสคุมสอบกลับเอ่ยขึ้นกะทันหัน "คนแรก หลี่ชิงเทียน!"
เท้าของเย่ฝานที่เพิ่งก้าวออกไป จำต้องชะงักและถอยกลับมา
"ท่านหมายความว่ายังไง?" เขาขมวดคิ้วถาม
"หมายความว่ายังไงน่ะหรือ น่าขันสิ้นดี ข้าต่างหากที่เป็นผู้รับผิดชอบการทดสอบครั้งนี้ ข้าจะตัดสินใจยังไงจำเป็นต้องอธิบายให้เจ้าฟังด้วยงั้นหรือ?"
ผู้อาวุโสคุมสอบพูดด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ "อยากจะทดสอบนักใช่ไหม งั้นก็รอไปเถอะ เมื่อไหร่ที่ข้าอารมณ์ดี เมื่อนั้นค่อยถึงคิวทดสอบของเจ้า!"
เขาผูกใจเจ็บกับเย่ฝานไปแล้ว เย่ฝานอยากทดสอบงั้นหรือ ได้ ก็รอไปสิ ตราบใดที่ยังมีคนต่อคิวทดสอบอยู่ เย่ฝานก็ต้องรอต่อไป
แน่นอนว่าถ้าเย่ฝานทนไม่ไหวจนก่อเรื่องแหกกฎของสนามสอบล่ะก็ เขาก็จะมีข้ออ้างอันชอบธรรมในการจัดการกับเย่ฝานทันที
"ได้ งั้นเรามาคอยดูกัน"
เย่ฝานยกแขนขึ้นกอดอกและยืนรออยู่ด้านข้าง ในเมื่ออีกฝ่ายอยากจะเล่น เขาก็จะอยู่เป็นเพื่อนเล่นให้ถึงที่สุด
เมื่อเห็นว่าเย่ฝานไม่หลงกล ผู้อาวุโสคุมสอบก็เผยรอยยิ้มเย้ยหยันออกมา เขาอุตส่าห์หลงนึกว่าเย่ฝานจะเป็นคนจริงที่ไหนได้ ที่แท้ก็เป็นแค่พวกขี้ขลาดตาขาวคนหนึ่ง
"ไอ้สวะที่ไม่คู่ควร เบิกตาดูให้ดีว่าใครกันแน่ที่เป็นอัจฉริยะที่แท้จริง!"
หลี่ชิงเทียนแค่นเสียงดูแคลน การที่อันดับหนึ่งในด่านแรกถูกเย่ฝานแย่งชิงไปสร้างความเจ็บปวดให้เขาอย่างหนัก
ทว่า สถาบันให้ความสำคัญกับอันดับในด่านที่สองมากกว่า การจะประเมินว่าศิษย์คนไหนควรค่าแก่การปั้นให้เป็นดาวเด่นหรือไม่ ล้วนวัดกันที่พรสวรรค์ทั้งสิ้น
เขายื่นมือขวาออกไปวางทาบลงบนแท่นทดสอบ ทันใดนั้น แท่นทดสอบก็เปล่งแสงสว่างเจิดจ้าบาดตาออกมา
(จบแล้ว)