- หน้าแรก
- ชีสโหมดเปิดโหมดโกงพิชิตเกม
- บทที่ 8 วิถีพลังลมปราณและเบื้องหลังตระกูลหลิน
บทที่ 8 วิถีพลังลมปราณและเบื้องหลังตระกูลหลิน
บทที่ 8 วิถีพลังลมปราณและเบื้องหลังตระกูลหลิน
บทที่ 8 วิถีพลังลมปราณและเบื้องหลังตระกูลหลิน
ลมปราณในฐานะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของนิยายกำลังภายในนั้น มอบประโยชน์นานัปการรวมถึงการรักษาโรคภัยและไข้เจ็บ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมหัวหน้าผู้คุ้มกันแห่งสำนักคุ้มภัยม้าขาวจึงได้รับคำเชิญจากอาจารย์หลินให้มายื่นมือช่วยเหลือ เพราะเมื่อเทียบกับบุรุษเหล่านี้ที่ฝึกฝนเพียงวิชาภายนอกแล้ว หัวหน้าผู้คุ้มกันผู้นี้ถือเป็นผู้ฝึกยุทธในยุทธจักรอย่างแท้จริงที่ย่างเท้าเข้าสู่โลกแห่งวิถีชาวยุทธด้วยความมั่นคง
เมื่อได้ยินว่ามีหญิงสาวผู้เชี่ยวชาญวิชาแพทย์มาขอเข้าพบ อาจารย์หลินที่จมอยู่ในความโศกเศร้าก็ชะงักไป โชคดีที่แม้เขาจะเหนื่อยล้าแต่ก็ไม่ได้สูญเสียความระแวดระวังไปเสียทีเดียว เขาจึงหยั่งเชิงจุดประสงค์ของเธออย่างมีชั้นเชิงในระหว่างการทักทาย
แม้คำถามของอาจารย์หลินจะดูนุ่มนวล แต่เมิ่งจินถังก็ตอบออกไปตามตรง "ข้าเพียงบังเอิญผ่านมา จึงแวะเข้ามาดูเสียหน่อย"
ตามปกติแล้วอาจารย์หลินคงไม่ยอมรับคำอธิบายเช่นนี้ แต่เมื่อเห็นกระบี่ยาวที่ข้างเอวของเธอเขาก็เข้าใจได้ทันที สำหรับผู้ฝึกยุทธแล้ว การพบเจอเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นระหว่างการเดินทางแล้วแวะเข้ามาดูถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ใบหน้าของหลินซื่อแดงก่ำด้วยพิษไข้และพร่ำเพ้อไม่หยุด ขาขวาที่โผล่พ้นชายผ้าปรากฏสีม่วงคล้ำน่ากลัว บาดแผลบวมเป่งและมีจุดเลือดสองจุดอยู่ตรงกลาง นอกจากนั้นก็ไม่เห็นรอยแผลอื่นใดอีก
หนองสีเหลืองยังคงซึมออกมาจากบาดแผลอย่างต่อเนื่อง
เมิ่งจินถังรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ในตัวเธอมีทั้งยาผงสมานแผลและยาพิษ หากสามารถบันทึกข้อมูลเกมไว้ได้ในตอนนี้ เธออยากจะลองใช้วิธีรักษาแบบพิษต้านพิษกับเขาดูจริงๆ
บางทีอาจเป็นเพราะสัมผัสได้ถึงบางอย่าง คนไข้บนเตียงจึงพลันสั่นสะท้านขึ้นมา
เมิ่งจินถังชำเลืองมองเขาพร้อมกับยื่นสองนิ้วออกไป กดลงบนจุดเหลียงชิวที่ขาของหลินซื่ออย่างแผ่วเบา เธอค่อยๆ ส่งพลังลมปราณผ่านจุดชีพจร และในไม่ช้าก็สัมผัสได้ถึงมวลพลังที่ติดขัดขนาดใหญ่ขวางกั้นเส้นทางอยู่
การโคจรโลหิตผ่านวังวิญญาณเป็นวิธีการควบคุมลมปราณรูปแบบหนึ่งในเกม ซึ่งมีประโยชน์ในการเพิ่มความชำนาญและขยายขีดจำกัดสูงสุดของวิชากำลังภายใน ทว่าสำนักเขาเหน็บหนาวกลับไร้ผู้คน นอกจากเหล่าลิงและชะนีที่แวะเวียนมาหาบ้างแล้ว ก็ไม่เห็นสัตว์ตระกูลวานรตัวอื่นในสำนักอีกเลย เจ้าสำนักเมิ่งที่ผ่านมาจึงตัดสินใจใช้หลินซื่อเป็นเครื่องมือในการหาประสบการณ์จริงเพื่อฝึกฝนการควบคุมลมปราณ
วิชากำลังภายในพื้นฐานเดิมทีนั้นมีความสมดุลและสงบเยือกเย็น ประกอบกับตัวผู้ฝึกฝนเองก็ถูกพิษเย็นคุกคาม หลินซื่อที่นอนอยู่นั้นจึงรู้สึกรางๆ ราวกับมีกระแสน้ำเย็นไหลเข้าสู่เส้นชีพจรอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ถูกงูกัด นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
กระแสเลือดพิษสีดำถูกรีดออกมาจากบาดแผล ก่อนจะลงมือเมิ่งจินถังเองก็ไม่ได้คาดคิดว่าผลลัพธ์จะเด่นชัดเพียงนี้ เธอไม่รู้เลยว่าการที่มีพิษเย็นอยู่ในร่างกาย ทำให้การโคจรลมปราณในแต่ละวันของเธอพัฒนาวิธีการกดข่มและขับพิษออกมาโดยธรรมชาติ
ในระหว่างขั้นตอนการขับพิษ เมิ่งจินถังค่อยๆ เข้าถึงความละเอียดอ่อนของการควบคุมพลังลมปราณในการใช้งานจริง เลือดพิษจากขาของหลินซื่อไหลออกมาไม่ขาดสาย จนกระทั่งผ้าซับผืนที่ห้า เลือดที่ไหลออกมาจึงเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีแดงในที่สุด
เมิ่งจินถังลนไฟฆ่าเชื้อมีดสั้นเล่มเล็กแล้วกรีดเอาเนื้อตายออกจากบาดแผล เธอคุ้นชินกับการกวัดแกว่งกระบี่ เมื่อต้องถือมีดเล่มเล็กมือของเธอจึงยิ่งมั่นคง การเคลื่อนไหวเบาแรงและรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาเธอก็ทำความสะอาดบาดแผลจนเสร็จสิ้น
เมื่อพิจารณาว่าหลินซื่อในยามนี้มีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย เมิ่งจินถังจึงป้อนยาคืนพละกำลังเม็ดเล็กให้เขาหนึ่งเม็ด เพื่อป้องกันไม่ให้เขาต้องเผชิญกับสภาวะวิกฤตจากการเสียเลือดมากเกินไปต่อจากพิษงู
ในขณะที่เธอกำลังทำการรักษา อาจารย์หลินและภรรยา รวมถึงญาติสนิทในสำนักศิลปะการต่อสู้ต่างพากันล้อมรอบและจ้องมองอย่างตั้งใจ พวกเขาเห็นเพียงหญิงสาวเอื้อมมือไปกดที่ขาของหลินซื่อเบาๆ เลือดพิษสีดำก็ไหลออกมาเอง จากนั้นแสงสีเงินวาบผ่าน เนื้อที่เน่าเสียก็หายไป เธอจึงโรยยาผงห้ามเลือดทับลงไปชั้นหนึ่ง ต่อมาเมิ่งจินถังหยิบขวดหยกออกจากถุงข้างเอว เทออกมาเป็นยาเม็ดสีแดงชาดขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าเมล็ดถั่วเหลืองแล้วป้อนให้หลินซื่อ
หนึ่งเค่อต่อมา หลินซื่อที่เคยหมดสติไปก็สามารถลืมตาขึ้นมา เรียกหาบิดามารดา และร้องขอหาน้ำหาอาหารด้วยความหิวโหย ในขณะที่อาจารย์หลินและภรรยาแสดงความขอบคุณต่อเมิ่งจินถังอย่างสุดซึ้ง พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะถามว่าเธอเป็นศิษย์จากสำนักที่มีชื่อเสียงแห่งใด
เมิ่งจินถังนึกถึงรูปแบบบทสนทนาในเกม จึงประสานมือและยิ้มตอบ "ข้าเป็นศิษย์สำนักเขาเหน็บหนาว วันนี้บังเอิญผ่านมานับว่าเป็นวาสนาต่อกัน"
อาจารย์หลินชะงักไปเล็กน้อย
เทือกเขาเหน็บหนาวนั้นทอดยาวเกือบห้าร้อยลี้และกว้างใหญ่ไพศาลนัก เพียงแค่ชื่อภูเขา ใครจะรู้ว่าหญิงสาวนางนี้มักจะบำเพ็ญตบะอยู่ที่ใด อีกทั้งบรรพบุรุษของเขาถึงสามชั่วคนก็เป็นคนท้องถิ่นที่นี่ และเขาไม่เคยได้ยินว่ามีสำนักใดในละแวกนี้ที่ตั้งชื่อตามเขาเหน็บหนาวเลย
อย่างไรก็ตาม ในยุทธจักรมีหยอดยุทธผู้เร้นกายอยู่มากมาย และบางสำนักก็ชอบที่จะฝึกฝนอย่างสันโดษไม่นิยมข้องแวะกับเรื่องราวทางโลก ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด
ระบบแจ้งเตือนว่า "ประสบความสำเร็จในการเพิ่มชื่อเสียงสำนัก ค่าความประทับใจของเมืองเหม่ยไท่เพิ่มขึ้น"
อาจารย์หลินเอ่ยถาม "แม่นาง ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าหากอาการของลูกชายข้ากำเริบขึ้นมาในภายหลัง เราควรทำเช่นไร"
เมิ่งจินถังพิจารณาคำถามนี้อยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงโยนขวดกระเบื้องให้อาารย์หลินทันที
อาจารย์หลินเปิดขวดกระเบื้องออกและเห็นว่าภายในบรรจุวัตถุสีดำที่มีลักษณะคล้ายเศษถ่าน "..."
เมิ่งจินถังยิ้ม "ยานี้สามารถทำให้คนเคลื่อนไหวช้าลง หากท่านหลินกังวลว่าจะเกิดอุบัติเหตุ ท่านสามารถให้ยานี้แก่คุณชายเพื่อป้องกันไม่ให้เขาวิ่งเข้าไปในป่าอีก"
อาจารย์หลินที่เดิมทีต้องการเพียงยาผงสมานแผล "...ขอบพระคุณแม่นางมาก"
นอกจากการกล่าวขอบคุณแล้ว อาจารย์หลินและภรรยายังมอบเงินสามสิบตำลึงเป็นค่ารักษาและคะยั้นคะยอให้เมิ่งจินถังอยู่ร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน ทว่าฝ่ายหลังไม่ปรารถนาจะรั้งอยู่ข้างนอกนานนักจึงส่ายหน้าปฏิเสธคำเชิญ
อาจารย์หลินพลันเอ่ยขึ้นว่า "แม่นาง โปรดรอสักครู่ ข้ามีเรื่องจะกล่าว"
ภายใต้หมวกคลุมหน้า ริมฝีปากของเมิ่งจินถังโค้งขึ้นเล็กน้อย
เธอกำลังสงสัยอยู่พอดี เส้นทางบนเขาเหน็บหนาวนั้นสูงชันและอันตราย หลังจากหลินซื่อถูกงูพิษกัดที่ขาขวาในป่าลึก เขาจัดการพาตัวเองลงจากเขามาเพียงลำพังได้อย่างไร
หากเขาใช้ทั้งมือและเท้าตะเกียกตะกายลงมา ก็ไม่เห็นรอยบาดหรือรอยถลอกบนรยางค์ของหลินซื่อเลยแม้แต่น้อย
อาจารย์หลินเชิญเมิ่งจินถังเข้าสู่ห้องด้านในด้วยความเคารพ ทั้งสองนั่งลงประจันหน้ากันในฐานะเจ้าบ้านและแขก
"ตามตรงนะแม่นาง ลูกชายคนที่สามของข้าหายออกจากบ้านไปอย่างลึกลับเมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าสงสัยว่าเขายังไปได้ไม่ไกลและวนเวียนอยู่ในภูเขาแถวนี้ แต่ด้วยเหตุผลบางประการเขาจึงไม่สะดวกที่จะปรากฏตัว เมื่อสองวันก่อนเขาเห็นน้องชายถูกงูพิษกัดจึงแอบส่งตัวลงมา..."
หลังจากฟังเรื่องเล่าของอาจารย์หลิน ข้อความจากระบบก็ปรากฏขึ้นใหม่
ระบบแจ้งว่า "ตามคำบอกเล่าของอาจารย์หลิน ดูเหมือนจะมีเบื้องหลังที่ซ่อนอยู่ในการหายตัวไปของลูกชายคนที่สามตระกูลหลิน ซึ่งควรค่าแก่การสืบสวนอย่างละเอียด"
เงื่อนไขภารกิจคือ "ตามหาเบื้องหลังและที่อยู่ของลูกชายคนที่สามตระกูลหลิน"
ระยะเวลาจำกัดคือ "สามวัน"
อาจารย์หลินประสานมือ "ในเมื่อท่านเป็นศิษย์สำนักเขาเหน็บหนาว หากเกิดเหตุการณ์ใดๆ บนภูเขา ข้าควรจะแจ้งให้ท่านทราบ"
เมิ่งจินถังยิ้ม "ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณอาจารย์หลินที่เตือน"
จากนั้นเธอก็ถามถึงตำแหน่งที่หลินซื่อได้รับบาดเจ็บและพบว่าเป็นป่าที่อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกสามสิบลี้
ภารกิจที่เพิ่งเปิดใช้งานนี้มีเวลานับถอยหลังหนึ่งเดือน โดยปกติแล้วการกำหนดเวลาเช่นนี้เป็นการเตือนโดยนัยว่า ในเมื่อมีเวลาถึงสามสิบวัน ผู้เล่นจึงไม่ควรลงมือในทันที แต่ควรใช้เวลาเพื่อพัฒนาตนเองเสียก่อน มิฉะนั้นอาจจะพบกับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงเนื่องจากกำลังต่อสู้ไม่เพียงพอในระหว่างการไขปริศนา
หลังจากบอกลาสำนักศิลปะการต่อสู้ของตระกูลหลิน เมิ่งจินถังก็เดินเล่นตามท้องถนนอีกครั้ง ซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นซึ่งราคาถูกกว่าในร้านค้าของระบบ เดิมทีเธอตั้งใจจะกลับขึ้นเขา แต่สัมผัสได้ว่ามีคนสะกดรอยตามเธออยู่ห่างๆ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะตั้งใจหรือไม่ เธอจึงวิชาตัวเบาทันที เพียงเลี้ยวไม่กี่ครั้งก็สลัดคนผู้นั้นทิ้งไว้เบื้องหลังได้อย่างง่ายดาย
นอกจากลูกชายแล้ว อาจารย์หลินยังมีลูกเขยชื่อหวัง ซึ่งช่วยงานอยู่ในสำนักและเรียนรู้วิชามวยและพลองจากพ่อตาอยู่บ้าง
ลูกเขยหวังรีบวิ่งเข้ามาหาพ่อตาและกระซิบบอกบางอย่าง ฝ่ายหลังตั้งใจฟังแล้วถอนหายใจหลังจากนั้นครู่หนึ่ง "หายตัวไปกะทันหันเช่นนี้ นางต้องใช้วิชาตัวเบาในตำนานของชาวยุทธเป็นแน่ ดูท่าแม่นางผู้นี้จะเป็นศิษย์จากสำนักที่มีชื่อเสียงจริงๆ หากหัวหน้าผู้คุ้มกันหม่าอยู่ที่นี่ บางทีเขาอาจจะมองออกบ้าง แต่ข้ายังขาดความหยั่งรู้เช่นนั้น"
หมอที่เคยรักษาหลินซื่อก่อนหน้านี้ได้รับเชิญกลับมาที่สำนักอีกครั้ง หลังจากยืนยันอาการของหลินซื่อ เขาก็ประหลาดใจอย่างยิ่งและกล่าวว่าหญิงสาวที่ผ่านมานางนั้นต้องเป็นหมอเทวดาผู้ไร้เปรียบ เขายังขูดเอาผงยาบางส่วนจากแผลของหลินซื่อไปตรวจสอบและระบุว่านั่นคือยาผงสมานแผลที่ใช้กันในหมู่ผู้ฝึกยุทธจริงๆ
เป็นเวลาเที่ยงวัน เมื่อเห็นอาการของลูกชายดีขึ้นมาก อาจารย์หลินจึงรู้สึกโล่งใจและไปส่งอาหารให้บิดาผู้ชราด้วยตนเอง ซึ่งพักอยู่ที่ห้องทิศตะวันออกของลานหลังบ้าน
ห้องทิศตะวันออกสะอาดสะอ้านราวกับถ้ำหิมะ มีเพียงเก้าอี้โยกตั้งอยู่ตรงกลาง ซึ่งมีชายชราผู้หนึ่งนอนอยู่
เมื่อได้ยินเสียงคนเข้ามา ผู้เฒ่าหลินบนเก้าอี้โยกก็ไม่ลืมตาและเอ่ยถามทันที "อาการบาดเจ็บของเจ้าสี่เป็นอย่างไรบ้าง"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อาจารย์หลินก็ตระหนักได้ว่าอาการบาดเจ็บของลูกชายไม่ได้ถูกปิดบังจากบิดา เขาจึงรีบก้มคำนับและเล่าสถานการณ์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาอย่างละเอียด
ผู้เฒ่าหลินลืมตาขึ้น "สำนักเขาเหน็บหนาว... เมื่อตอนที่ข้ายังเยาว์วัย เคยมีสำนักเช่นนี้อยู่บนภูเขาจริงๆ แต่ไม่มีข่าวคราวมานานหลายปีแล้ว ข้านึกว่าพวกเขาสูญสิ้นไปนานแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะยังมีศิษย์เหลืออยู่"
อาจารย์หลินกล่าว "ในความเห็นของลูก แม้แม่นางผู้นั้นจะยังเยาว์วัย แต่การบำเพ็ญลมปราณของนางนั้นบริสุทธิ์อย่างยิ่ง"
ผู้เฒ่าหลินชำเลืองมองลูกชายแล้วหัวเราะร่า พร้อมกับเย้าแหย่ "เจ้าก็เข้าใจด้วยหรือว่า พลังลมปราณที่บริสุทธิ์ นั้นหมายความว่าอย่างไร"
อาจารย์หลินกล่าวด้วยรอยยิ้มประจบ "แม้ลูกจะไม่เข้าใจ แต่เมื่อครั้งที่ลูกไปที่สำนักคุ้มภัยม้าขาวก่อนหน้านี้ ลูกเคยเห็นผู้คุ้มกันที่นั่นลงมือ และข้าคาดว่าฝีมือพวกเขายังห่างไกลจากแม่นางผู้นั้นนัก"
ผู้เฒ่าหลินนึกทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง "สำนักเขาเหน็บหนาวส่วนใหญ่ฝึกฝนวิชากระบี่ ข้าไม่เคยได้ยินว่าพวกเขามีลมปราณที่เป็นเอกลักษณ์อันใด บางทีอาจจะเป็นวิชาที่พัฒนาขึ้นใหม่ในช่วงหลายปีมานี้ ใครจะรู้ได้"
น้ำเสียงของอาจารย์หลินเต็มไปด้วยความโล่งใจ "เดิมทีลูกคิดว่าเจ้าสี่คงจะไม่รอดแน่... ไม่นึกเลยว่าจะได้พบกับยอดยุทธเช่นนางในเมือง วาสนาของเขาช่างดีจริงๆ"
เมิ่งจินถังไม่รู้เลยว่า แม้เธอจะเพิ่งฝึกฝนจนแต้มความชำนาญของวิชากำลังภายในพื้นฐานเต็มพิกัด แต่เธอก็ได้ก้าวเข้าสู่ทำเนียบยอดฝีมือในสายตาของนักบู๊ทั่วไปเสียแล้ว แน่นอนว่าการประเมินตนเองของเธอนั้นมาจากระบบเกมเป็นหลัก และเกณฑ์ที่ระบบใช้ในการตัดสินคือฉบับเฉพาะสำหรับผู้เล่น หลังจากที่ได้ยกระดับความแข็งแกร่งโดยรวมจากเด็กสาวธรรมดาที่ไม่มีกำลังภายในเลยขึ้นมาสู่ระดับปัจจุบันภายในสามเดือน ไม่ว่าจะเป็นสำนักใดก็นับว่าเธอเป็นอัจฉริยะที่สวรรค์ประทานมาพร้อมกับรัศมีของผู้กล้าที่เจิดจรัส
อาจารย์หลินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโน้มตัวลงอีกครั้งและเสนอแนะอย่างระมัดระวัง "ท่านพ่อ เรื่องที่เจ้าสามและเจ้าสี่เผชิญในวันนี้ ล้วนเป็นเพราะพวกเขาปรารถนาจะกราบอาจารย์เพื่อเรียนรู้วิชาการต่อสู้ จะดีไหมหาก..."
ก่อนที่เขาจะกล่าวจบ ก็ถูกบิดาขัดจังหวะ ผู้เฒ่าหลินยกแขนขึ้นทำท่าทางให้หยุดอย่างหนักแน่นและถอนหายใจ "วิชาพลองมังกรพเนจรไม่ใช่ยอดวิชาอันใด ไม่เรียนเสียก็ไม่เป็นไร การใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและซื่อสัตย์ยังสามารถรักษาชีวิตไว้ได้ มิฉะนั้น สภาพของข้าในตอนนี้ก็คือบทเรียน"
ลมพัดเข้ามาจากนอกประตูทำให้ชายเสื้อตัวล่างของผู้เฒ่าหลินพลิ้วไหวไม่หยุด ขากางเกงของเขานั้นว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง
ยามนี้เป็นช่วงกลางฤดูร้อน ทว่าลมบนเขายังคงเย็นสบาย เมิ่งจินถังนั่งอยู่ใต้ชายคา มีเสื้อคลุมผ้าฝ้ายพาดอยู่บนบ่า และมีตะกร้าผลลูกแพร์ที่ล้างสะอาดแล้ววางอยู่ข้างกาย เธอขาดเพียงโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้เท่านั้น เพื่อให้บรรลุชีวิตที่สมบูรณ์แบบตามอุดมคติ
ตอนนี้เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่า หากเธอมิได้ละเว้นชีวิตเจ้าวานรยักษ์ตัวนั้นก่อนหน้านี้ พวกวานรธรรมดาที่เหลือถึงแม้จะถูกขับไล่ออกจากหุบเขาไปชั่วคราว พวกมันก็จะกลับมาล้างแค้นเป็นระยะ สถานที่รวมตัวของพวกมันจะกลายเป็นจุดเกิดของสัตว์ร้ายซ้ำๆ ภายในเขตสำนัก ทว่าเนื่องจากเธอทำภารกิจขับไล่นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อเมิ่งจินถังต้องการเพิ่มระดับเลเวล เธอจึงต้องออกไปนอกหุบเขาเพื่อตามหาสัตว์ป่าดุร้ายตัวอื่น
ในเรื่องนี้ เจ้าวานรยักษ์ได้มอบความช่วยเหลือบางอย่างแก่เธอ
ก่อนหน้านี้พวกวานรได้บุกรุกเข้ามาในหุบเขาเนื่องจากถิ่นที่อยู่เดิมถูกฝูงลิงดำยึดครอง ทั้งสองกลุ่มไม่ถูกกัน พวกวานรจึงนำทางเมิ่งจินถังไปช่วยจัดการ ลิงดำเหล่านี้ไม่มีความนึกคิดและเป็นสัตว์ป่าโดยแท้จริง ประกอบกับนิสัยดุร้าย ทำให้ระยะการโจมตีของพวกมันกว้างมาก เมิ่งจินถังได้รับประสบการณ์มากมายจากการต่อสู้กับพวกมัน และยังถือโอกาสฝึกฝนวิชาตัวเบาของเธอให้เชี่ยวชาญยิ่งขึ้นอีกด้วย