- หน้าแรก
- ผมไม่อาจถูกกักขัง ตำนานบุรุษผู้สยบความคลั่ง
- บทที่ 19: บ้านฉันอยู่ไหน
บทที่ 19: บ้านฉันอยู่ไหน
บทที่ 19: บ้านฉันอยู่ไหน
ฟางจิ่ววิ่งหน้าตั้งกลับบ้านราวกับกำลังหนีตาย
ตลอดทาง เขาเอาแต่เหลียวหลังกลับไปมองเป็นระยะๆ คอยเช็กให้แน่ใจว่าพี่หวังไม่ได้สะกดรอยตามเขามา
จนกระทั่งก้าวเท้าเข้าบ้าน เปลี่ยนรองเท้า และได้กลิ่นอายความคุ้นเคยของบ้านตัวเองนั่นแหละ หัวใจของฟางจิ่วถึงได้สงบลงในที่สุด
ลิอากำลังอาบแดดสบายใจเฉิบอยู่ที่ระเบียง พอได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวที่หน้าประตู หล่อนก็รีบเบียดตัวผ่านช่องแคบๆ ของประตูระเบียงเข้ามาในห้องนั่งเล่นทันที
เมื่อเห็นเหงื่อที่ผุดพรายและสีหน้าตื่นตระหนกของฟางจิ่ว สัญญาณเตือนภัยในตัวเครื่องของหล่อนก็ดังระงมขึ้นมาทันที
"นี่นายเจอผีหลอกกลางทางมาเหรอเนี่ย?!"
"น่ากลัวกว่านั้นอีก" ฟางจิ่วพูดด้วยสีหน้าขึงขัง "ฉันเกือบโดนลากไปดูตัวมาน่ะสิ"
ลิอายืนอึ้งกิมกี่ไปชั่วขณะ ก่อนจะสบถออกมาด้วยน้ำเสียงแบบ 'นี่นายล้อฉันเล่นใช่ไหมเนี่ย': "ก็แค่ไปดูตัว จะตื่นตูมอะไรนักหนายะ ฉันก็นึกว่านายไปปะฉะดะกับไอ้ผีนั่นกลางถนนมาซะอีก ทำเอาซะตกอกตกใจหมด นอตตรงช่องระบายอากาศฉันแทบจะหลุดออกมาตั้งสองตัวแน่ะ"
ฟางจิ่ว: "..."
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยนะที่เขาได้ยินคนเปรียบเทียบอาการตกใจว่า 'นอตแทบหลุด' น่ะ
สิ่งมีชีวิตจักรกลนี่มันสุดยอดไปเลยแฮะ
แต่ฟางจิ่วก็ดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็วและถามด้วยความสงสัย "เดี๋ยวสิ เธอรู้จักการดูตัวด้วยเหรอ ที่โลกของพวกเธอมีคอนเซปต์การดูตัวด้วยหรือไง"
"ลืมไปแล้วเหรอว่าฉันท่องเน็ตมาน่ะ ข้อมูลข่าวสารเป็นหมื่นเป็นแสนไหลเข้าหัวฉันทุกวัน จะไม่ให้รู้ได้ยังไงล่ะฮะ"
ลิอาพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจนิดๆ พลางเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ถุงพลาสติกใบใหญ่ข้างมือฟางจิ่ว "อีกอย่าง ที่โลกของฉันก็มีการดูตัวเหมือนกันนั่นแหละ แต่พวกเรามักจะเรียกว่า 'การจับคู่ให้เหมาะสม' มากกว่า พอถึงวัยที่กำหนด ก็ต้องจับคู่แต่งงานกัน ถ้าใครปฏิเสธล่ะก็ จะถูกจับไปปาหินใส่จนตายเลยล่ะ"
"!"
เครื่องหมายคำถามตัวเบ้อเริ่มผุดขึ้นบนหัวฟางจิ่ว "การดูตัวในต่างโลกมันโหดเหี้ยมขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย"
ลิอาหัวเราะคิกคัก "ล้อเล่นน่า พวกเราเป็นสังคมอารยะขั้นสูงนะยยะ ทุกคนล้วนเป็นปัญญาชนกันทั้งนั้น จะไปทำเรื่องป่าเถื่อนและโหดร้ายแบบนั้นได้ยังไงกันเล่า"
ฟางจิ่วถอนหายใจอย่างโล่งอก "ฉันก็ว่าอยู่..."
"พวกเราก็แค่เอาหนังสือฟาดหัวพวกนั้นเท่านั้นแหละ"
"ปัญญาชนบ้านไหนเขาทำกันแบบนั้นฟะ!?"
ฟางจิ่วมองดูหุ่นยนต์ตัวน้อยที่กำลังเดินเตาะแตะส่ายไปส่ายมา จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าสภาพจิตใจของลิอาดูดีขึ้นมาก
ก่อนหน้านี้ หุ่นยนต์ตัวน้อยดูหงอยๆ ไปนิดหน่อย เพราะมัวแต่กังวลว่าจะถูกเขาจับโยนทิ้ง
แต่หลังจากที่เขาอธิบายให้ฟัง ลิอาก็กลับมาเป็นเด็กสาวช่างจ้อและพูดจาแปลกประหลาดเหมือนเดิมแล้ว
เมื่อคิดว่านี่อาจจะเป็นผลงานชิ้นโบแดงของตัวเอง ฟางจิ่วก็อดไม่ได้ที่จะระบายยิ้มออกมา
นี่น่าจะเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยมั้งที่เขาปลอบใจคนอื่นสำเร็จ ถึงแม้ว่าลิอาอาจจะเป็นคนมองโลกในแง่ดีอยู่แล้วเป็นทุนเดิมก็เถอะ แต่หล่อนก็ยังเป็นคนเดียวที่ไม่ได้เอามือบีบจมูก ขมวดคิ้ว แล้วเดินหนีไป หลังจากได้ยินฟางจิ่วพูดว่า 'มองในแง่ดีสิ'
"มัวยืนยิ้มแป้นเป็นคนบ้าอะไรอยู่น่ะ"
ลิอาสังเกตเห็นท่าทีแปลกๆ ของฟางจิ่ว ขณะที่หล่อนเอาแต่วิ่งวนรอบถุงช้อปปิ้ง "รีบๆ เอาของออกมาสิ ฉันจะได้ตรวจดู"
ฟางจิ่วได้สติ เทของในถุงช้อปปิ้งออกมาจนหมด แล้วหยิบน้ำขวดนึงมาเปิดฝาดื่มชิลๆ "ฉันซื้อมาครบตามที่เธอสั่งทุกอย่างเลยนะ แถมยังมีของแถมอีกสองสามอย่างที่น่าจะมีประโยชน์ด้วย... อย่างเช่น สบู่น่ะ ลองเช็กดูสิว่าครบไหม"
"ขอดูหน่อยสิ"
ลิอารีบสแกนของทุกชิ้นอย่างรวดเร็วด้วยเซนเซอร์สแกนของหล่อน ไม่กี่อึดใจต่อมา ไฟแสดงสถานะของหล่อนก็กะพริบวาบ "อืม! ไม่มีปัญหา! วัตถุดิบแค่นี้ก็ถมเถแล้ว!"
"ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ล่ะ" ฟางจิ่วมองหล่อนด้วยความคาดหวัง
"ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ก็ประมาณสามชั่วโมงน่ะ"
"สามชั่วโมง..."
ฟางจิ่วลูบคาง แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา
เพิ่งจะเก้าโมงเช้ากว่าๆ เอง
ฟางจิ่วรีบประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับไอ้ผีหัวขาดในหัวอย่างรวดเร็ว
ประการแรก มั่นใจได้เลยว่าไอ้ผีหัวขาดไม่ได้โผล่มาตามเวลาที่ตายตัว
เพราะครั้งแรกที่มันโผล่มาคือตอนกลางคืน ประมาณสี่ทุ่ม
แต่ครั้งที่สองดันโผล่มาตอนบ่ายสองของเมื่อวานซะงั้น
ประการที่สอง ความเป็นไปได้ที่มันจะโผล่มาทุกๆ ช่วงเวลาที่กำหนดก็ควรจะปัดตกไปได้เลย
ระยะห่างระหว่างการโผล่มาครั้งแรกกับครั้งที่สองคือประมาณ 16 ชั่วโมง
ถ้าระยะห่างในการโผล่มามันเท่ากันเป๊ะๆ ไอ้ผีหัวขาดก็ควรจะโผล่มาเป็นครั้งที่สามตอนแปดโมงเช้าสิ
แต่ในความเป็นจริง ไอ้ผีหัวขาดไม่ได้โผล่มาตอนแปดโมงเช้า
สรุปก็คือ
"ความเป็นไปได้สูงที่สุดคือ มันจะสุ่มโผล่มาวันละครั้ง"
ฟางจิ่วหยิบกระดาษแผ่นที่เขาใช้จดลักษณะพิเศษของไอ้ผีหัวขาดขึ้นมา แล้วจดเพิ่มลงไปอีกข้อ
ถึงตอนนี้ ลักษณะพิเศษหลักๆ สามข้อของไอ้ผีหัวขาดก็เผยออกมาให้เห็นจนหมดเปลือกแล้ว
[สุ่มโผล่มาวันละครั้ง]
[หลังจากถูกฆ่าด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง มันจะต้านทานความตายรูปแบบนั้นในครั้งต่อไป]
[ทุกครั้งที่มันตาย มันจะแข็งแกร่งขึ้น]
ฟางจิ่วเลิกคิ้ว
การที่เขาต้องมาเจอแจ็กพอต 'โชคดี' แบบนี้ สงสัยคงทำเวรกรรมมาตั้งแต่ชาติปางก่อนแหงๆ
ทว่า เขากลับไม่ได้รู้สึกสิ้นหวังหรือตื่นตระหนกกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย เขากลับหันไปช่วยลิอาจัดเตรียมวัตถุดิบแทน
ฟางจิ่วทำตามคำสั่งของลิอาอย่างเคร่งครัด เขาช่วยหมุนเปิดฝาขวดน้ำมันพืช ใช้มีดอีโต้หั่นแตงกวา วางหม้อดินไว้ในตำแหน่งที่กำหนด แถมยังต้องเอาฝอยขัดหม้อมาขูดเกล็ดปลาเป็นๆ อีก... หลังจากผ่านกระบวนการทั้งหมดนี้ ฟางจิ่วก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลูกมือที่กำลังถูกปรมาจารย์เชฟฝึกหัดยังไงยังงั้น... พื้นห้องนั่งเล่นเต็มไปด้วยข้าวของที่กองระเกะระกะ กลิ่นของวัตถุดิบสารพัดชนิดผสมปนเปกันไปหมด มีทั้งซอสมะเขือเทศ น้ำผลไม้ และน้ำมันถั่วลิสงเลอะเทอะไปทุกที่ ใครที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวมาเห็นเข้า คงนึกว่าฟางจิ่วกำลังทดลองทำเมนูใหม่แล้วหม้อระเบิดกลางคันแหงๆ
หนึ่งคนกับอีกหนึ่งเครื่องจักรช่วยกันง่วนอยู่กว่าครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็จัดการแปรรูปวัตถุดิบทั้งหมดให้อยู่ในรูปแบบที่ต้องใช้สำหรับวงเวทได้สำเร็จ
ขั้นตอนหลังจากนี้ฟางจิ่วไม่ต้องเข้าไปยุ่งแล้ว—เขาแค่ต้องถอยออกมายืนดูลิอาจัดเตรียมวงเวทอย่างว่าง่ายก็พอ
อาจเป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นในตัวเวทมนตร์ ฟางจิ่วจึงไม่ได้ใช้เวลาช่วงที่รอนี้ไปกับการไถโทรศัพท์ดูคลิปวิดีโอ แต่กลับนั่งจ้องดูการทำงานของลิอาตลอดเวลา
เขานั่งบนโซฟา เฝ้ามองลิอาดูดและพ่นวัตถุดิบต่างๆ ผ่านช่องระบายอากาศของเครื่องจักรอย่างคล่องแคล่วเงียบๆ ความชื่นชมที่เขามีต่อลิอาก็ยิ่งเพิ่มทวีคูณ
—หล่อนปรับตัวให้เข้ากับร่างกายใหม่เอี่ยมอ่องนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบในเวลาอันรวดเร็ว แถมทักษะการควบคุมของหล่อนก็ชำนาญซะจนเรียกได้ว่าเป็น 'สุดยอดนักบิน' (หุ่นยนต์ดูดฝุ่น) ได้เลยทีเดียว
ในขณะเดียวกัน ฟางจิ่วก็อดชื่นชมตัวเองไม่ได้เหมือนกัน
—การที่เขาได้เห็นภาพสุดสยองขวัญแบบนี้ แต่กลับไม่รู้สึกอยากจะบ่นอะไรเลย แถมยังคิดว่ามันเป็นเรื่องสมเหตุสมผลซะงั้น!
จู่ๆ ลิอาก็พูดขึ้นมา "ฟางจิ่ว ขอถามอะไรหน่อยสิ"
"มีอะไรเหรอ"
"บอกฉันหน่อยสิ..."
ระหว่างที่กำลังวาดวงเวท ลิอาก็เอ่ยขึ้นมาลอยๆ "ถ้าเวทมนตร์ของฉันฆ่าไอ้ผีนั่นไม่ได้ล่ะ จะทำยังไง"
เป็นคำถามที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยเอาซะเลย
ฟางจิ่วเองก็ยังไม่ได้คิดทบทวนเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนเหมือนกัน
เขามองดู 'วงเวทสายเครื่องครัว' ที่ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างบนพื้น แล้วถอนหายใจเบาๆ "ถึงตอนนั้นก็คงต้องหาวิธีอื่นแหละมั้ง แต่ฉันคงต้องยอมหัวขาดอีกสักสองสามรอบ—ไม่สิ อาจจะหลายสิบหรือหลายร้อยรอบเลยก็ได้"
"นั่นก็ต้องอยู่บนเงื่อนไขที่ว่านายสามารถฟื้นคืนชีพได้เรื่อยๆ นะ"
ลิอาที่หันหลังให้ฟางจิ่ว ลองเสนอความเป็นไปได้นี้ขึ้นมา "แต่ถ้านายเกิดฟื้นคืนชีพไม่ได้อีกล่ะ จะทำยังไง"
"ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน"
ฟางจิ่วตอบอย่างตรงไปตรงมาและมีคุณภาพระดับพรีเมียม "ตอนนี้ฉันยังไม่รู้สึกเลยว่าตัวเอง 'ไม่สามารถฟื้นคืนชีพได้' เพราะงั้น... เราค่อยๆ แก้ปัญหากันไปทีละเปลาะก็แล้วกัน ถ้าฉันรอด ฉันก็จะรอด แต่ถ้ามันไม่มีทางอื่นแล้วจริงๆ ฉันก็คงต้องตายแหละ"
ลิอาเงียบไปครู่หนึ่ง "นายนี่มันเป็นคนมองโลกในแง่ดีสุดๆ ไปเลยนะ"
"ก็ไม่เท่าไหร่หรอกน่า"
ฟางจิ่วยิ้ม ก่อนจะงัดประโยคเด็ดประจำตัวออกมาใช้ "มองในแง่ดีสิ—อย่างน้อยพอถึงเวลานั้น ฉันก็คงกลายเป็นคนที่มีความอดทนและตายยากที่สุดในประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติแล้วล่ะ ฉันจะต้องถูกเอาไปทำเป็นมีมตลกร้ายเกี่ยวกับการตัดหัวในอนาคตแน่ๆ ดูอย่างพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 สิ พระองค์ยังโด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้เลย"
ลิอาพึมพำเบาๆ "ถ้าจะพูดให้ถูก หัวของพระองค์ต่างหากล่ะที่โด่งดังน่ะ..."
ฟางจิ่ว: "ก็เหมือนกันนั่นแหละ ขอแค่มันยังแขวนอยู่ก็พอ"
ลิอา: "..."
ความมองโลกในแง่ดีของฟางจิ่วทำเอาลิอาถึงกับไปไม่เป็น หล่อนจึงหันไปตั้งสมาธิกับการจัดเตรียมวงเวท และไม่ได้พูดอะไรขึ้นมาอีก
ฟางจิ่วนั่งดูต่ออีกพักหนึ่ง ก็เริ่มรู้สึกเบื่อ เขาจึงลุกขึ้นจากโซฟา เตรียมตัวจะเดินสำรวจไปรอบๆ บ้านและเก็บกวาดเศษขยะบนพื้น
จังหวะนั้นเอง
จู่ๆ โทรศัพท์ของฟางจิ่วก็แผดเสียงร้องขึ้นมาโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า
พร้อมกับเสียงเพลง 'กงสี่ฟาไฉ (ขอให้ร่ำรวย)' ของหลิวเต๋อหัวที่ดังกระหึ่ม ฟางจิ่วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูชื่อคนโทรเข้า
[หัวหน้า]
คิ้วของฟางจิ่วขมวดเข้าหากันอย่างควบคุมไม่ได้ทันที
เขายืนนิ่งอยู่กลางห้องนั่งเล่น ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็กดรับสายในที่สุด
"ฮัลโหลครับ"
"ฟางจิ่ว! รีบไสหัวมาทำงานเดี๋ยวนี้เลยนะ!"
เสียงตะคอกด้วยความเกรี้ยวกราดของหัวหน้าดังทะลุโทรศัพท์ออกมา
หางตาของฟางจิ่วกระตุกสองที เขาพยายามข่มความโกรธแล้วพูดอย่างใจเย็น "วันนี้ผมลางานครับ พอดีมีธุระที่บ้านนิดหน่อยน่ะครับ"
"อย่ามาอ้างนู่นอ้างนี่ให้ฉันฟังนะ!" หัวหน้าแผนกตะเบ็งเสียงด่าเป็นภาษาจีนกลางสำเนียงท้องถิ่นแปร่งๆ "เมื่อวานแกก็ไม่มาทำงานทีนึงแล้ว นี่ยังจะมาขอลาหยุดอีกเหรอ แกคิดว่าบริษัทนี้เป็นอะไรฮะ ฉันจะบอกอะไรให้นะ รีบลงมาข้างล่างเดี๋ยวนี้เลย! แล้วก็นะ ก่อนหน้านี้แกจงใจกรอกที่อยู่ผิดใช่ไหม กะจะหลอกกันใช่ไหมฮะ"
เมื่อได้ยินประโยคแรก สีหน้าของฟางจิ่วก็หมองคล้ำและดูไม่ได้เอาซะเลย ถ้าการหางานใหม่มันไม่ได้ยุ่งยากขนาดนี้ล่ะก็ เขาคงหาทางชิ่งหนีจากไอ้บริษัทเฮงซวยนี่ไปตั้งนานแล้ว จะได้ไม่ต้องมาทนโดนโขกสับแลกกับเงินเดือนอันน้อยนิดแบบนี้
แต่พอได้ยินประโยคครึ่งหลัง ฟางจิ่วก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างลางๆ
"เดี๋ยวสิครับ"
ฟางจิ่วขมวดคิ้ว ถามด้วยความงุนงง "ที่ว่าจงใจกรอกที่อยู่ผิดนี่หมายความว่าไงครับ"
"นี่ยังจะมาตีหน้าซื่ออีกเหรอ แกบอกว่าแกอยู่ที่ไหนนะ"
"อาคารเหอเซียโฮม หมายเลข 7 ห้อง 502 ไงครับ"
"ตอแหล!"
หัวหน้าอดไม่ได้ที่จะสบถด่าผ่านโทรศัพท์ "ตอนนี้ฉันยืนหัวโด่อยู่ในหมู่บ้านแกเนี่ย! อาคารเหอเซียโฮมน่ะ มันไม่มีตึกหมายเลข 7 โว้ย!"