- หน้าแรก
- ย้อนสู่ยุคกันดาร พาทั้งหมู่บ้านเป็นโจร
- บทที่ 27 หมอฮั่วเซิงถูกเบี้ยวค่าหยูกยา
บทที่ 27 หมอฮั่วเซิงถูกเบี้ยวค่าหยูกยา
บทที่ 27 หมอฮั่วเซิงถูกเบี้ยวค่าหยูกยา
บทที่ 27 หมอฮั่วเซิงถูกเบี้ยวค่าหยูกยา
ทันทีที่เจียงจินสือกล่าวจบ เจียงหลีก็ทำปากมุ่ยแล้ววิ่งหนีไปทันที
แน่นอนว่าเจียงหลีหาได้เชื่อคำพูดของเจียงจินสือไม่ นางคิดว่าเขาเพียงแค่เย้าแหย่นางเล่นเท่านั้น
เมื่อแสงรุ่งอรุณมาเยือน เจียงจินสือลุกขึ้นจากพื้นแล้ววิ่งไปกลับถึงสามรอบเพื่อตักน้ำให้เต็มโอ่งที่บ้าน
ในขณะที่กำลังจะออกเดินทาง เจียงจินสือพลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขาจึงดึงตัวหลี่ซินเยว่มาที่มุมหนึ่งเพื่อกระซิบสั่งความ
"หากท่านลุงใหญ่หรือท่านลุงรองมาหาเรื่องที่บ้าน เจ้าไม่ต้องไปโต้เถียงกับพวกเขานะ ให้ไปที่ทางแยกเมื่อวานแล้วตามคนทั้งสามคนนั้นมาช่วย"
หลี่ซินเยว่พยักหน้ารับคำ ทว่าลึกๆ ในใจนางกลับไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เท่าใดนัก
คนพวกนั้นจัดการได้ง่ายกว่าพวกผู้อพยพหรือโจรป่าเสียอีก เป็นเพียงการโต้เถียงด้วยฝีปากเท่านั้น ซึ่งนางสามารถรับมือได้ด้วยตัวคนเดียวอย่างแน่นอน
ทว่าเจียงจินสือยังคงเป็นห่วงเสี่ยวหลีจื่อและท่านแม่ อีกทั้งภรรยาจำยอมของเขาก็ยังไร้ประสบการณ์ เขาจึงเกรงว่าพวกนางจะเสียเปรียบเอาได้
ถึงแม้เขาจะคาดการณ์ว่าคนพวกนั้นคงไม่มีอารมณ์มาหาเรื่องไปอีกวันสองวัน แต่เขาก็ยังต้องเตรียมการป้องกันไว้ก่อน
จากนั้นเขาจึงหยิบเงินสองตำลึงออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้หลี่ซินเยว่ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เจียงจินสือจึงจากไปได้อย่างไร้กังวล
ด้วยเหตุนี้ เงินที่ได้รับเป็นรางวัลครั้งที่สองจากระบบจึงเกือบจะหมดสิ้น เหลือติดตัวเขาอยู่เพียงสองตำลึงเศษเท่านั้น
เขาหวังว่าการเดินทางครั้งนี้จะราบรื่นและได้ผลกำไรกลับมาบ้าง
คล้อยหลังเจียงจินสือไปไม่นาน หลี่ซินเยว่ก็จูงมือเจียงหลีออกจากบ้าน
นางวางแผนจะไปเดินสำรวจรอบๆ ภูเขาต้าเจียง เพื่อดูว่ามีสิ่งของมีค่าใดที่พอจะนำไปแลกแต้มกับระบบได้บ้าง
แน่นอนว่าเจียงหลีขานรับคำชวนของพี่สะใภ้อย่างกระตือรือร้น นางรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ในที่สุดก็มีคนมาพาไปเที่ยวเล่นเสียที
ในหมู่บ้านเดียวกันนี้ ขณะที่บางคนมีความสุข ทว่าบางคนกลับเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม
ยามนี้ต้าหยากำลังวุ่นอยู่หน้าเตาเพื่อทำอาหารเช้า ในขณะที่เสียงด่าทอด้วยความโกรธแค้นดังออกมาจากในบ้านไม่ขาดสาย
"เจ้าหมอฮั่วเซิงนั่น มันกล้าเรียกเก็บเงินจากพวกเราถึงหนึ่งตำลึง! ข้าว่ามันคงจะละโมบจนเป็นบ้าไปแล้ว!"
ผู้ที่ส่งเสียงคำรามคือเจียงฟู่ ลุงใหญ่ของเจียงจินสือ ซึ่งยามนี้กำลังเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ
เมื่อวานนี้ ฮั่วเซิงมาช่วยรักษาคนในบ้านเจียงซื่อไจ้ ไม่เพียงแต่ต้องวิ่งรอกไปมา แต่ยังนำสมุนไพรจากบ้านตนเองมาใช้อีกมากมาย
หลังจากที่คนบ้านเจียงซื่อไจ้เริ่มทุเลาอาการลงบ้าง ฮั่วเซิงจึงเสนอเรียกเก็บค่าหยูกยาเป็นเงินหนึ่งตำลึง
เพราะในตอนนั้นทุกคนต่างอยู่ในอาการขวัญหนีดีฝ่อ จึงไม่มีใครกล้าปฏิเสธโดยตรง ทำได้เพียงบ่ายเบี่ยงขอเลื่อนการจ่ายเงินมาเป็นวันนี้
ด้วยความเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน ฮั่วเซิงจึงไม่ได้เอะใจและตั้งใจจะกลับมาเก็บเงินในเช้าวันถัดไป
ทว่าเช้าวันนี้ หลังจากคนบ้านเจียงซื่อไจ้พบว่าตนเองหายเป็นปกติแล้ว พวกเขาก็เริ่มล้อมวงหารือกันเรื่องเงินหนึ่งตำลึงนั้น
เมื่อได้ยินคำบ่นของเจียงฟู่ เจียงกุ้ยก็เอ่ยสนับสนุนทันควัน
"พวกเราล้วนเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน ทั้งยังกล่าวคำขอบคุณไปแล้ว เขายังจะมีหน้ามาเรียกเก็บค่าหยูกยาจากพวกเราอีกหรือ? เหอะ!"
เจียงซื่อไจ้ซึ่งนั่งอยู่ที่ตำแหน่งประมุขของโต๊ะ ตบโต๊ะดังปังด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
"ไม่มีทางที่ข้าจะให้เงินมันเด็ดขาด หากมันมีปัญหาอะไร ก็บอกให้มันมาเคลียร์กับข้านี่"
เจียงเอ้อร์ตั้น บุตรชายคนรองของเจียงฟู่รีบปรบมือประจบเอาใจทันที
"ท่านปู่กล่าวได้ถูกต้องที่สุด หมอฮั่วเซิงนั่นจะกล้ามาทวงเงินกับท่านปู่เชียวหรือ?"
เจียงซื่อไจ้หลับตาลงด้วยสีหน้าท่าทางขรึมขลัง ทว่าในใจกลับรู้สึกพองโต คำยกยอจากหลานชายและคนในครอบครัวทำให้เขาพึงพอใจยิ่งนัก
ต้าหยาที่อยู่ด้านนอกได้ยินบทสนทนาของคนในครอบครัว ใบหน้าของนางยังคงเรียบเฉย นางนิ่งเงียบพลางตักน้ำจากถังไม้ที่เท้าเติมลงในหม้อไปอีกหนึ่งกระบวย
ยังไม่ทันที่ต้าหยาจะยกอาหารเช้าเข้าไปเสิร์ฟ เสียงตะโกนของฮั่วเซิงก็ดังมาจากหน้าลานบ้านเสียก่อน
"ท่านอาเจียง อยู่บ้านหรือไม่?"
เจียงว่าง บุตรชายคนโตของเจียงกุ้ยเป็นคนแรกที่เปิดประตูเดินออกมา และเอ่ยตอบกลับอย่างไร้มารยาท "จะตะโกนหาอะไรกันแต่เช้าตรู่เช่นนี้?"
ฮั่วเซิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่ปั้นแต่งขึ้น "อ้อ หลานเจียงนี่เอง ท่านพ่อกับท่านปู่ของเจ้าอยู่บ้านหรือไม่?"
เจียงว่างกรอกตาใส่ฮั่วเซิงพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงรำคาญใจ "พวกท่านจะอยู่หรือไม่มันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย? มีธุระอะไรก็รีบว่ามา"
ใบหน้าของฮั่วเซิงดูกระอักกระอ่วนเล็กน้อย แต่เขายังคงพยายามรักษาหน้าด้วยการยิ้ม "มิใช่ว่าเมื่อวานพวกเราตกลงกันไว้แล้วหรือว่าวันนี้ข้าจะมารับค่าหยูกยา? หลานชาย เจ้าดูสิ..."
เจียงว่างยกมือขึ้นแคะหูพลางสวนกลับอย่างไม่เกรงใจ "ใครเป็นหลานชายเจ้า? อย่ามาตีสนิทนับญาติกับข้า"
ฮั่วเซิงเริ่มจะหมดความอดทน ในขณะที่เขากำลังจะตำหนิเจียงว่างอยู่นั้น ครอบครัวของเจียงซื่อไจ้ก็เดินออกมาจากในบ้านพอดี
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฮั่วเซิงจึงไม่เสียเวลาเสวนากับรุ่นหลานอย่างเจียงว่างอีก เขาพยายามกล่าวทักทายเจียงซื่อไจ้
"ท่านอาเจียง!"
เจียงซื่อไจ้หยุดชะงัก มือทั้งสองกุมไม้เท้าเอาไว้พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "หลานชายข้าพูดถูกแล้ว เจ้ากับข้าหาได้มีสายเลือดเกี่ยวข้องกันไม่ อย่ามานับญาติกันจะดีกว่า"
ยามนี้ฮั่วเซิงเข้าใจแจ่มแจ้งถึงเจตนาของพวกเขาแล้ว คนพวกนี้กำลังจะถีบหัวส่งหลังจากได้ผลประโยชน์ไปแล้วชัดๆ!
ทว่าเขายังคงมีความหวังอยู่ลึกๆ เพราะเงินจำนวนนี้ไม่ใช่เงินน้อยๆ เลย
"แน่นอนว่าข้ามิบังอาจไปตีสนิท ข้าเพียงแค่มารับเงินค่าหยูกยาหนึ่งตำลึงคืนเท่านั้น"
เจียงฟู่ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพลางพ่นคำด่าทอใส่ฮั่วเซิงเป็นชุด
"เจ้าบอกว่าหนึ่งตำลึง มันก็ต้องเป็นหนึ่งตำลึงอย่างนั้นหรือ? หากเจ้าไปขุดเอารากหญ้าจากพื้นดินมาต้มให้พวกเรากินเล่า? พวกเรายังต้องจ่ายเงินหนึ่งตำลึงให้เจ้าอยู่อีกหรือ?"
"พวกเจ้าคนเนรคุณ! หากไม่ใช่เพราะยาของข้า พวกเจ้าก็คงจะ..."
ก่อนที่ฮั่วเซิงจะพ่นไฟออกมาต่อ เจียงซื่อไจ้ก็เอ่ยแทรกขึ้นมา เพื่อเป็นคำตัดสินชี้ขาดในเรื่องนี้
"ลูกชายข้าพูดถูกแล้ว แม้ว่าเมื่อวานครอบครัวข้าจะทุกข์ทรมานจากอาการปวดท้อง แต่สุดท้ายพวกเราก็รอดพ้นมาได้ด้วยพละกำลังของตนเอง มันหาได้เกี่ยวข้องกับน้ำต้มรากหญ้าของเจ้าไม่"
เพียงประโยคเดียว เขาก็ปัดหยูกยาสมุนไพรของอีกฝ่ายเป็นเพียงรากหญ้าไร้ค่า คำพูดช่างเหมือนกับเจียงฟู่และเจียงกุ้ยไม่มีผิดเพี้ยน สมกับที่เป็นครอบครัวเดียวกันจริงๆ
ฮั่วเซิงโกรธจัดจนหน้าแดงก่ำ เขาหอบหายใจแรงพลางคำรามออกมา "ดี! ดี! ดี! ดีมาก! นับจากนี้ไป ต่อให้คนตระกูลเจียงของพวกเจ้ามานอนตายอยู่หน้าบ้านข้า ข้าก็จะไม่ยื่นมือเข้าไปช่วย!"
เจียงกุ้ยแค่นยิ้ม "ด้วยวิชาแพทย์งูๆ ปลาๆ ของเจ้าน่ะ ไปรักษาแมวรักษาหมาจะดีกว่า อย่าเที่ยวมาทำร้ายชาวบ้านหมู่บ้านต้าเจียงเลย"
ฮั่วเซิงโกรธจนแทบจะกระอักเลือด เขาชี้หน้าครอบครัวเจียงซื่อไจ้ แต่สุดท้ายก็ไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้อีก ได้แต่สะบัดหน้าจากไป
ทันทีที่ฮั่วเซิงจากไป เจียงฟู่ก็รีบกล่าวประจบสอพลอทันที
"วิธีการของท่านพ่อนั้นยอดเยี่ยมยิ่งนัก! เพียงไม่กี่คำ ก็ช่วยครอบครัวประหยัดเงินไปได้ถึงหนึ่งตำลึง"
เจียงซื่อไจ้มีท่าทีลำพองใจ "พวกเจ้าควรจะเรียนรู้เอาไว้! ครอบครัวใหญ่ทั้งครอบครัวนี้ต้องพึ่งพาข้าในการจุนเจือ"
เจียงกุ้ยทนเห็นพี่ชายประจบประแจงท่านพ่อฝ่ายเดียวไม่ได้ จึงตัดสินใจเปลี่ยนประเด็น
"พี่ใหญ่ เหตุใดต้าหยาจึงยังทำอาหารไม่เสร็จเสียที? ความวุ่นวายเมื่อครู่ทำให้ท่านพ่อหิวแล้วนะ"
รอยยิ้มของเจียงฟู่พลันชะงัก เขาแอบด่าทอเด็กสาวที่เป็นตัวล้างผลาญเงินในใจที่ชอบขัดขวางเขาอยู่เรื่อย
เมื่อต้าหยายกอาหารเช้าเข้ามาในบ้าน นางย่อมหนีไม่พ้นการถูกด่าทอตามระเบียบ ทุกคนในห้องต่างลงมือกินอาหาร ทว่าต้าหยากลับยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างประตู ก้มหน้ากิ่งนิ่งไม่เอ่ยคำใด
ในระหว่างมื้ออาหาร เจียงซื่อไจ้พลันเอ่ยขึ้นว่า "หาเวลาเอาตัวต้าหยาไปขายในเมืองเสีย!"
เจียงฟู่เงยหน้าขึ้นด้วยความฉงน "ก่อนหน้านี้ข้าเคยไปสอบถามมาแล้ว แต่นางไม่ได้ราคาดีนักหรอก!"
เจียงซื่อไจ้กระแทกชามลงบนโต๊ะ ใบหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวัง
"ต่อให้นางไม่ได้ราคาดี แต่มันก็ยังดีกว่าปล่อยให้กินข้าวเปล่าๆ อยู่ที่บ้าน อีกอย่าง เจ้าจะไปถามพวกพ่อค้าคนกลางทำไม? เหตุใดไม่ลองไปถามที่ซ่องโสเภณีดูเล่า?"
คำพูดนี้เปรียบเสมือนแสงสว่างให้แก่ทุกคน เจียงกุ้ยถึงกับยกนิ้วให้
"ท่านพ่อมีหนทางเสมอจริงๆ ซ่องโสเภณีย่อมจะให้ราคาสูงกว่าพวกพ่อค้าคนกลางแน่นอน"
เจียงซุ่น บุตรชายคนรองของเจียงกุ้ย สบโอกาสแทรกขึ้นมาว่า "หากขายนางไปตั้งแต่เมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว คงจะได้ราคาดีกว่านี้ ยามนี้นางกลายเป็นสาวเทื้อไปแล้ว แม้แต่ซ่องโสเภณีก็คงไม่ให้ราคาสูงนักหรอก"
ทว่าแม่ของต้าหยาพลันเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา "ข้ามีแผน ซ่องโสเภณีจะดูที่หน้าตาเป็นหลัก ลองไปหาช่างแต่งหน้ามาแสร้งลองทาชาดบนใบหน้านางดู นอกจากจะไม่ต้องเสียเงินแล้ว ยังอาจจะอัพราคานางให้สูงขึ้นได้อีกด้วย"