เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 รับรางวัลภารกิจ

บทที่ 6 รับรางวัลภารกิจ

บทที่ 6 รับรางวัลภารกิจ


บทที่ 6 รับรางวัลภารกิจ

เมื่อดวงวิญญาณของเซี่ยงอวี้ถูกใช้งาน เจียงจินสือพลันรู้สึกถึงมวลความร้อนสายหนึ่งพุ่งพล่านจากหัวใจลามเลียไปทั่วสรรพางค์กาย สองแขนและสองขาของเขาเปี่ยมด้วยพละกำลังขึ้นมาในทันที ทว่าภาพในจินตนาการที่ว่าร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปจนกล้ามเนื้อล่ำสันปูดโปนทั่วตัวนั้นกลับไม่ได้เกิดขึ้น

เจียงจินสือจึงก้มลงสำรวจแผงข้อมูลส่วนตัวของตนเอง

ผู้ใช้งาน : เจียงจินสือ (ชายหนุ่มไม่เอาถ่านที่มีกำลังแขนอยู่บ้าง)

อาณาเขต : ไม่มี

แต้มสะสม : 0

พลังการต่อสู้ : 10 (กำลังหลอมรวมดวงวิญญาณของเซี่ยงอวี้ ยอดขุนศึกแห่งฉู่ตะวันตก ปัจจุบันอยู่ในระดับขีดจำกัดของร่างกาย)

ประชากร : 1

เจียงจินสือคิดในใจ ดูท่าว่าร่างกายนี้จะยังไม่อาจรองรับพลังทั้งหมดได้ เขาจำเป็นต้องเร่งฝึกฝนและเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อที่จะหลอมรวมพลังส่วนที่เหลือในภายหลัง แต่อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ไม่ใช่คนอ่อนแอที่ไร้ทางสู้แล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง

สายตาของเขาเคลื่อนไปจับจ้องยังสิ่งของรายการอื่น เงินสิบตำลึงช่างมาได้ถูกจังหวะราวกับสวรรค์ประทาน เนื่องจากครอบครัวของเขากำลังขัดสนเงินทอง และตัวเขาเองก็ต้องการเนื้อสัตว์มาบำรุงร่างกาย

ส่วนยาสมานแผลหยกดำนั้นเข้าใจได้ไม่ยาก มันคือยาสามัญที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับพวกโจรป่า เจียงจินสือยังไม่ได้นำมันออกมาเพราะยามนี้ยังไม่มีเหตุให้ต้องใช้

นอกจากนี้ยังมีขวดยาลูกกลอนขจัดร้อยโรคอีกหนึ่งขวด ภายในบรรจุยาไว้ทั้งหมดเก้าเม็ด มันสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้สารพัดชนิด นับเป็นของล้ำค่าอย่างยิ่งในยุคสมัยที่การเจ็บไข้ได้ป่วยมักหมายถึงการนอนรอความตายเพียงอย่างเดียว

เขาเพียงไม่รู้ว่ามันจะใช้รักษาอาการบาดเจ็บที่ขาของมารดาได้หรือไม่ จึงตั้งใจว่าทันทีที่กลับถึงบ้านจะรีบทดลองดู

"ติ๊ด! ปล่อยภารกิจใหม่!"

"ขอแสดงความยินดีกับชายหนุ่มไม่เอาถ่านที่มีกำลังแขนอยู่บ้างสำหรับการก่อคดีปล้นชิงครั้งแรก ในฐานะเยาวชนผู้มีความทะเยอทะยาน โปรดขยายรากฐานทีมของท่าน จงรับสมัครพรรคพวกให้ครบห้าคนเพื่อเข้าร่วมทีม และรับกล่องของขวัญสุ่มหนึ่งกล่อง"

เมื่อเห็นภารกิจตรงหน้า ดวงตาของเจียงจินสือก็ทอประกายวาบ เขาหันไปมองลั่วเฟิงที่เดินห่างออกไปแล้ว

"พี่ชาย ช้าก่อน!"

ลั่วเฟิงที่ก่อนหน้านี้เอาแต่ยืนตะลึงจ้องมองโจรป่าผู้นี้ จึงได้แต่เดินเลี่ยงออกมาพร้อมแบกน้องสาวไว้บนหลังเพื่อมุ่งหน้าต่อไป ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายกลับวิ่งไล่ตามมาอีกครั้ง

การกระทำนี้ทำให้ดวงตาของลั่วเฟิงคุกรุ่นด้วยเพลิงโทสะ เขาจ้องเขม็งไปที่เจียงจินสืออย่างดุดัน

เจียงจินสือทำเป็นมองไม่เห็นท่าทีนั้น แล้วแสร้งกล่าวกับลั่วเฟิงด้วยน้ำเสียงลึกลับ "พ่อหนุ่ม เจ้ากำลังมีโชคแล้ว!"

ลั่วเฟิงมึนงงกับคำพูดนั้น เขาขมวดคิ้วอย่างรำคาญใจ "มีอะไรก็รีบพูดมา"

เจียงจินสือลดเสียงต่ำลง "เจ้าเคยได้ยินชื่อ... เอ้อ... ค่ายตะวันฉาย บ้างหรือไม่?"

เดิมทีเขาตั้งใจจะใช้ชื่อ ค่ายลมดำ ซึ่งเป็นชื่อโหลที่โจรป่ามักใช้กัน แต่แล้วก็ฉุกคิดได้ว่าชื่อนั้นดูไม่ค่อยน่าเลื่อมใสเท่าใดนัก จึงเปลี่ยนใจเปลี่ยนชื่อเสียใหม่

ลั่วเฟิงขมวดคิ้วด้วยความฉงน เรื่องนี้มาเกี่ยวพันกับตัวเขาได้อย่างไร?

เมื่อเห็นลั่วเฟิงนิ่งเงียบ เจียงจินสือจึงเริ่มเกลี้ยกล่อมต่อ "แม้ค่ายตะวันฉายของพวกเราจะเป็นรังโจรป่า แต่ความสมัครสมานสามัคคีภายในนั้นแข็งแกร่งยิ่งนัก ข้าเห็นแม่นางน้อยที่อยู่บนหลังของเจ้านั้น..."

สำหรับลั่วเฟิงแล้ว น้องสาวคือจุดอ่อนที่ใครจะมาล่วงเกินมิได้ ก่อนที่เจียงจินสือจะทันพูดจบ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันควัน เขาคำรามใส่เจียงจินสือด้วยความโกรธา

"เจ้าโจรชั่ว กล้าดียังไงมาคิดมิดีมิร้ายกับน้องสาวข้า? ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!"

"เฮ้! ใครคิดมิดีมิร้ายกับน้องสาวเจ้ากัน? ข้าจะบอกว่าค่ายตะวันฉายของพวกเรามียาลูกกลอนล้ำค่าที่สามารถรักษาอาการป่วยของน้องสาวเจ้าได้ต่างหาก"

เมื่อได้ยินว่าน้องสาวมีทางรอด ใบหน้าของลั่วเฟิงก็แปรเปลี่ยนเป็นความยินดี เขาปรี่เข้าไปคว้าแขนของเจียงจินสือไว้แน่น "จริงหรือ?"

เจียงจินสือสัมผัสได้ถึงพละกำลังที่ส่งผ่านมาจากลำแขน แววตาของเขาฉายความประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนที่ความมุ่งมั่นที่จะดึงตัวอีกฝ่ายมาเข้าพวกจะยิ่งแรงกล้าขึ้น

"จริงแท้แน่นอนยิ่งกว่าไข่มุกเสียอีก พี่ชาย ท่านปล่อยมือข้าก่อนเถิด การฉุดกระชากลากถูเช่นนี้มันดูไม่เป็นผู้ดีเอาเสียเลย"

ถึงแม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดโจรป่าถึงได้มาใส่ใจเรื่องกิริยามารยาท แต่ลั่วเฟิงก็ยอมปล่อยมือแต่โดยดีและจ้องมองเจียงจินสือด้วยสีหน้ากระวนกระวาย

เจียงจินสือตบเข้าที่แขนของตนเบาๆ แล้วเข้าเรื่องทันที "ขอเพียงเจ้าเข้าร่วมกับค่ายตะวันฉายของพวกเรา ข้าจะไปขอร้องหัวหน้าค่ายให้มอบยาลูกกลอนเพื่อช่วยชีวิตน้องสาวเจ้าเอง"

ได้ยินดังนั้นลั่วเฟิงก็ขมวดคิ้ว สีหน้าดูลังเลใจ "เจ้าต้องการให้ข้าเข้าร่วมขบวนการปล้นชิงวิ่งราวอย่างนั้นหรือ?"

เจียงจินสือโบกมือเป็นพัลวัน "พูดจาเลอะเทอะไปใหญ่ พวกเราคือโจรป่าคุณธรรมที่ปล้นคนรวยเพื่อช่วยคนจนต่างหาก"

เมื่อได้ยินคำว่า โจรป่าคุณธรรม เป็นครั้งแรก สมองของลั่วเฟิงก็ดูจะหยุดทำงานไปชั่วขณะ

อีกอย่าง จากวีรกรรมที่เจ้าปล้นแผ่นแป้งครึ่งซีกไปจากข้าเมื่อครู่ มันมีความเกี่ยวข้องอันใดกับการปล้นคนรวยช่วยคนจนกันเล่า?

เมื่อเห็นลั่วเฟิงยังคงลังเล เจียงจินสือจึงตัดสินใจเติมฟืนเข้ากองไฟเพิ่มอีกหน่อย

"ค่ายตะวันฉายของพวกเราใช่ว่าจะรับใครเข้าพวงได้ง่ายๆ หากไม่มีคนแนะนำ ต่อให้เจ้าอยากจะเข้าแค่ไหนก็เข้าไม่ได้ ที่ข้าชวนเจ้าเพราะเห็นว่าเจ้าเป็นคนมีความซื่อสัตย์และกตัญญู หากพลาดโอกาสนี้ไป เจ้าจะหาโอกาสที่สองไม่ได้อีกแล้วนะ"

ลั่วเฟิงหวนนึกถึงคำสัตย์ที่ให้ไว้กับบิดามารดาก่อนสิ้นใจว่าจะดูแลน้องสาวให้ดี เขาจึงกัดฟันกรอดแล้วเอ่ยออกมา "ตกลง! ข้าจะเข้าร่วม! แต่ข้าต้องการยาเดี๋ยวนี้ น้องสาวข้าจะทนไม่ไหวแล้ว"

เมื่อมองไปยังหญิงสาวที่ซูบซีด เจียงจินสือก็เข้าใจดีว่าไม่อาจรอช้าได้อีก เขาจึงกลอกตาไปมาเพื่อหาอุบาย

"ค่ายตะวันฉายของพวกเราแบ่งออกเป็นสมาชิกวงนอกและสมาชิกวงใน มีเพียงสมาชิกวงในเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ขอรับยากับหัวหน้าค่ายได้"

เมื่อเห็นลั่วเฟิงทำท่าจะระเบิดอารมณ์ เจียงจินสือจึงรีบชิงพูดตัดบท "แต่ข้ายังมียาเหลือติดตัวอยู่ครึ่งเม็ด คิดว่าน่าจะเพียงพอที่จะช่วยประคองอาการไว้ได้"

ลั่วเฟิงถามอย่างแคลงใจ "ยาเพียงครึ่งเม็ดจะไปได้ผลอะไร?"

เจียงจินสือตบอกตัวเอง "ได้ผลแน่นอนสหาย! วันนี้เจ้าเอายาครึ่งเม็ดนี้ให้น้องสาวกินเพื่อรักษาอาการให้คงที่เสียก่อน คืนนี้เมื่อข้ากลับไปยังค่าย ข้าจะไปขอยืมจากคนอื่นมาให้อีกครึ่งเม็ด พรุ่งนี้เวลาเดิม เจ้าก็มารอข้าที่นี่ก็แล้วกัน"

ที่เขาพูดเช่นนี้ก็เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ และต้องการให้อีกฝ่ายรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณเขามากขึ้น

เมื่อได้ฟังคำยืนยันเช่นนี้ ลั่วเฟิงก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ หากยาครึ่งเม็ดนี้ไม่ได้ผล พรุ่งนี้เขาก็แค่ไม่มาตามนัด และไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมค่ายตะวันฉายอันใดนั่นด้วย

แต่หากมันได้ผลเล่า?

นั่นย่อมเป็นเรื่องประเสริฐยิ่ง การที่สามารถปรุงยาวิเศษรักษาโรคได้โดยไม่ต้องพึ่งหมอ ค่ายโจรเช่นนี้ต่อให้จะไม่มีอนาคตที่รุ่งโรจน์ แต่อย่างน้อยก็น่าจะพอใช้เป็นที่พึ่งพิงเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ชั่วคราว

เจียงจินสือไม่กล้าบอกความจริงกับอีกฝ่ายว่า ในค่ายตะวันฉายตอนนี้มีเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น อีกฝ่ายยังไม่ได้ลงเรือลำเดียวกันกับเขา หากไปแจ้งความกับทางการขึ้นมา เขาคงได้ตายตั้งแต่นังไม่ได้เริ่มออกศึกเป็นแน่

การให้ยาเพียงครึ่งเม็ดยังเป็นการป้องกันมิให้อีกฝ่ายเชิดยาหนีไป เขาค่อนข้างมั่นใจในสรรพคุณของสิ่งของจากระบบ ยาเพียงครึ่งเม็ดน่าจะเพียงพอที่จะยื้อชีวิตอีกฝ่ายไว้ได้ หากเขาให้ยาไปแล้วพรุ่งนี้อีกฝ่ายไม่มาปรากฏตัว เขาก็เสียยาไปเพียงครึ่งเม็ดเท่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใด หากไม่ยอมเสียสละเหยื่อล่อ ย่อมไม่มีวันตกปลาได้สำเร็จ

ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจที่มีความเสี่ยงเช่นนี้จำเป็นต้องมีผลประโยชน์มาซื้อใจคน

เขาคงไม่สามารถโบกมือเรียกเพียงครั้งเดียว แล้วจะมีผู้คนแห่กันมาสาบานว่าจะยอมถวายหัวติดตามเขาไปจนตายหรอกกระมัง?

เจียงจินสือจึงแสร้งทำเป็นล้วงหาของในอกเสื้อ แอบหยิบยาลูกกลอนขจัดร้อยโรคออกมาหนึ่งเม็ด แล้วใช้เล็บสะกิดแบ่งมันออกเป็นสองส่วน

เมื่อมองดูยาครึ่งเม็ดสีดำทะมึนในมือ ลั่วเฟิงก็เริ่มระแวงว่ามันจะเป็นเพียงขี้ไคลที่ปั้นมาจากร่างกายของอีกฝ่ายหรือไม่

เจียงจินสือส่งยาลูกกลอนขจัดร้อยโรคให้อีกฝ่าย จากนั้นก็โบกมือลาแล้วเดินมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง

ยามนี้เขามีเงินแล้ว จึงตั้งใจจะไปซื้อข้าวของบางอย่างกลับบ้าน หากไปช้ากว่านี้ร้านรวงอาจจะปิดเสียก่อน

หลังจากเดินมาได้สักพัก เขาก็พลันนึกขึ้นได้ว่าพวกเขาสนทนากันตั้งนานสองนาน แต่เขายังไม่ได้ถามชื่อเสียงเรียงนามของอีกฝ่ายเลย!

ช่างเถิด พรุ่งนี้ค่อยถามก็ยังไม่สาย!

จบบทที่ บทที่ 6 รับรางวัลภารกิจ

คัดลอกลิงก์แล้ว