- หน้าแรก
- บันทึกคดีเวทนตร์ อาโอซากิ อาโอโกะ
- บทที่ 20 แหวน 5 วง
บทที่ 20 แหวน 5 วง
บทที่ 20 แหวน 5 วง
"อึ๋ย! หนาวชะมัด!"
เช้าวันต่อมา อาโอโกะที่เพิ่งตื่นนอนในห้องของเธอถึงกับสั่นสะท้านและกอดตัวเองไว้แน่น เธอพยายามตะเกียกตะกายลุกจากเตียง ถูมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันเพื่อสร้างความอบอุ่น ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเป็นถึงจอมเวท!
อาโอโกะจึงปล่อยให้พลังเวทไหลเวียนไปตามวงจรเวททั้งเก้าสิบเก้าเส้นทั่วเรือนร่างอย่างเริงร่า และความหนาวเย็นก็มลายหายไปในทันที
คฤหาสน์คุองจินั้นดีงามไปเสียทุกอย่างแถมยังมีรสนิยม แต่สิ่งอำนวยความสะดวกบางอย่างก็เก่าแก่เกินไป โดยเฉพาะการขาดแคลนระบบทำความร้อน มีเพียงเตาผิงขนาดต่างๆ ให้เลือกใช้เท่านั้น และเธอคงไม่สามารถจุดไฟทิ้งไว้ตลอดทั้งคืนตอนที่กำลังหลับได้หรอก จริงไหม?
โดยรวมแล้ว อาโอซากิ อาโอโกะเป็นผู้สนับสนุนการใช้ชีวิตสมัยใหม่ตัวยง บ้านของเธอเองที่เคยอยู่ร่วมกับโทโกะ ได้รวบรวมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดและทันสมัยที่สุดในยุคนี้เอาไว้สารพัด ยกตัวอย่างเช่น ระบบทำความร้อนใต้พื้นที่ฝังไว้ในเพดานและพื้น หรือระบบปรับอากาศแบบรวมศูนย์ และเครื่องทำน้ำอุ่นอัตโนมัติที่รักษาอุณหภูมิให้คงที่ สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกติดตั้งไว้เป็นพิเศษเพื่อความสะดวกสบาย และอาโอโกะก็ทุ่มเงินไปกับพวกมันไม่น้อย (เพราะคนในท้องถิ่นยังไม่ค่อยเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เท่าไหร่นัก)
จนกระทั่งได้มาอยู่ที่บ้านของอลิซ เธอถึงได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสไตล์ของ "แม่มดแบบดั้งเดิม"
ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีฮีตเตอร์ไฟฟ้า ไม่มีกระทั่งน้ำอุ่นให้ใช้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
หากไม่ได้พลอยของอลิซคอยช่วยดูแลเรื่องความเป็นอยู่ ก็แทบจะเรียกได้ว่าเธอคือคนจากศตวรรษที่แล้วที่มาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมยุคปัจจุบันเลยทีเดียว
แน่นอนว่าผู้คนในศตวรรษที่แล้วก็คงไม่ได้มีชีวิตที่สุขสบายเท่ากับอลิซ เพราะพวกเขาไม่มีพลอยแบบที่อลิซมี และหลายสิ่งหลายอย่างก็ต้องอาศัยหยาดเหงื่อแรงงานของคนรับใช้ เพื่อให้เจ้านายได้เพลิดเพลินกับชีวิตอันแสนพิเศษ
อาโอโกะรีบล้างหน้าแปรงฟันที่อ่างล้างหน้า จัดการรูปลักษณ์ของตัวเองให้เรียบร้อย แล้วมองดูหญิงสาวในกระจก
แม้จะไร้ซึ่งเครื่องสำอางแต่งแต้ม แต่ผิวพรรณอันบอบบางอ่อนเยาว์และใบหน้าของเธอกลับงดงามยิ่งกว่าคนที่แต่งหน้าทาปากมาอย่างพิถีพิถันเสียอีก บางทีนี่อาจจะเป็นความงามตามธรรมชาติที่ไม่อาจปิดบังได้สินะ? อาโอโกะคิดอย่างกระหยิ่มใจ
หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ อาโอโกะก็มานั่งที่โต๊ะทำงาน หยิบตำราเวทมนตร์ออกมา และเริ่มการทำสมาธิประจำวัน
อาโอโกะ ผู้ซึ่งต่อสู้กับไพรเมตเมอร์เดอร์และฝ่าฟันการขัดขวางของมันมาได้สำเร็จ (ซึ่งหมายความว่าเธอหนีรอดมาได้สำเร็จ) และได้ก้าวเข้าสู่กระแสแห่งรากเหง้า ได้รับ "ค่าประสบการณ์" มาอย่างมหาศาล สิ่งนี้ค่อนข้างคล้ายคลึงกับค่าประสบการณ์ในเกม แต่ก็ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว
ตอนแรกเธอคิดว่ามันคงจะเหมือนกับเกมอาร์พีจี ที่แค่ไปฆ่าไก่สักสองสามตัวก็จะได้ค่าประสบการณ์เยอะแยะ แล้วกลายเป็น "เทพกระบี่เนินสิบลี้" แบบนั้นมันจะไม่เยี่ยมไปเลยเหรอ? แต่หลังจากได้ลองดูแล้ว เธอก็ตระหนักได้ว่าการจะเลื่อนระดับคลาสจอมเวทของเธอได้นั้น เธอต้องพึ่งพาการทำสมาธิและการศึกษาค้นคว้าในทุกๆ วัน หรือไม่ก็ต้องใช้คาถาต่อสู้กับศัตรูที่ไม่ได้อ่อนแอกว่าเธอมากนัก
และในช่วงแรก มันก็ไม่มีตัวบ่งชี้เชิงปริมาณที่ชัดเจน อาโอโกะแค่หมกมุ่นอยู่กับการศึกษาคาถา แล้วจู่ๆ วันหนึ่ง แรงบันดาลใจก็ผุดวาบขึ้นมา และเธอก็เลื่อนระดับ
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา อาโอโกะมักจะคิดอยู่เสมอว่าเธอจะสามารถแสดงรายละเอียดความคืบหน้าในการเลื่อนระดับเชิงปริมาณผ่านคาถาจากโครงข่ายเวทมนตร์หรือด้วยวิธีการทางเวทมนตร์ เพื่อสร้างสิ่งที่คล้ายคลึงกับ "หน้าต่างสถานะตัวละคร" ได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าของงานวิจัยชิ้นนี้กลับเป็นไปอย่างเชื่องช้า และเพิ่งจะได้รับแรงบันดาลใจลางๆ มาเมื่อไม่นานมานี้เอง ซึ่งยังคงต้องอาศัยการค้นคว้าและการศึกษาอีกมากเพื่อทำให้มันเป็นรูปธรรม
ตอนนี้เธอมาถึงระดับจอมเวทขั้น 9 แล้ว ทำให้ได้รับช่องใส่คาถาระดับห้าช่องแรกมาครอบครอง ดังนั้น การค้นหาคาถาระดับห้าที่เหมาะสม จึงกลายเป็นภารกิจสำคัญในการเตรียมพร้อมรับมือกับ "การกลับมาของราชันมังกร" อย่างโทโกะ
เมื่อเตรียมคาถาสำหรับวันนี้เสร็จเรียบร้อย อาโอโกะก็หลับตาลง จิตใจทั้งหมดของเธอดำดิ่งลึกลงไปภายในร่างกาย หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ภายในชิ้นส่วนของโครงข่ายเวทมนตร์ที่ซ่อนอยู่ลึกสุดในจิตวิญญาณของเธอ
สิ่งที่เรียกว่าโครงข่ายเวทมนตร์ คือผลรวมของพลังเวททั้งหมดที่บรรจุอยู่ภายในสรรพสิ่งบนโลกและสรวงสวรรค์ และเวทมนตร์ปฐมกาลทั้งมวลก็คือวัตถุดิบแห่งการรังสรรค์ ซึ่งแต่ละสิ่งล้วนดำรงอยู่พร้อมกับจิตสำนึกที่มีขนาดแตกต่างกันไป เวทมนตร์ปฐมกาลที่มีจิตสำนึกเหล่านี้ มนุษย์ปุถุชนไม่สามารถนำมาใช้งานได้โดยตรง แต่บรรดาจอมเวทสามารถร่ายคาถาผ่าน "โครงข่าย" ที่ถักทอขึ้นจากเส้นสายของเวทมนตร์ปฐมกาลได้
อาโอโกะเข้าใจดีว่าโครงข่ายเวทมนตร์ภายในตัวเธอนั้น ไม่ได้เรียบง่ายเหมือนกับการกะเทาะ "ชิ้นส่วน" ออกมาจากโครงข่ายเวทมนตร์อย่างแน่นอน เพราะเมื่อเธอเข้าไปใน "ชิ้นส่วนโครงข่ายเวทมนตร์" แห่งนี้ สิ่งที่เธอมองเห็นคือมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลไร้ที่สิ้นสุด สีสันและความรู้ที่ไม่อาจหาคำมาบรรยายได้จำนวนนับไม่ถ้วนได้ถาโถมเข้าใส่การรับรู้ที่เธอมีต่อโลกใบนี้
และเพื่อที่จะได้รับความรู้จากมหาสมุทรแห่งเวทมนตร์อันแสนซับซ้อนนี้ เธอจำเป็นต้องใช้จิตสำนึกของตนเองเปรียบเสมือน "ตาข่าย" เพื่อเพียรพยายามตักตวงสิ่งที่มีค่าจากมหาสมุทรแห่งโครงข่ายเวทมนตร์ขึ้นมาศึกษา
ในอดีต เธอทำได้เพียงแค่ค้นหาสมบัติใน "ทะเลตื้น" ของโครงข่ายเวทมนตร์เท่านั้น แต่เมื่อความรู้ด้านเวทมนตร์ของเธอเพิ่มพูนขึ้นและระดับของเธอสูงขึ้น อาโอโกะก็สามารถเข้าถึงส่วนที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นของโครงข่ายเวทมนตร์ได้ เธอเข้าใจได้ในทันทีว่า ในส่วนลึกของมหาสมุทรอันแปลกประหลาดแห่งนี้ ไม่เพียงแต่จะมีสมบัติล้ำค่าซ่อนอยู่เท่านั้น แต่ยังมีอันตรายที่ไม่อาจทำความเข้าใจได้แฝงตัวอยู่ด้วย
ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่เธอทำสมาธิ อาโอโกะจะค้นหาสิ่งที่เธอต้องการอย่างระมัดระวัง และเธอจะไม่แตะต้องแสงเรืองรองทางเวทมนตร์ที่ดูเย้ายวนใจ แต่กลับไม่สามารถทำความเข้าใจถึง "จุดประสงค์ที่แท้จริง" ของมันได้อย่างเด็ดขาด
ในตอนนั้นเอง หลังจากค้นหาอย่างระมัดระวัง อาโอโกะก็พบคาถาระดับห้าที่เหมาะสมจำนวนสามบท
เธอลืมตาขึ้น จิตสำนึกของเธอหลุดพ้นจากชิ้นส่วนของโครงข่ายเวทมนตร์ แต่อาโอโกะยังคงรักษาสภาวะ "ลื่นไหล" ที่ไร้ซึ่งความยินดีหรือความเศร้าหมองเอาไว้ เธอหยิบปากกาขึ้นมา และเริ่มคัดลอกคาถาบทใหม่ลงบนหน้ากระดาษที่ว่างเปล่าในตำราเวทมนตร์ของเธอ
เธอยังต้องใช้สมาธิเมื่อร่ายคาถาด้วย แต่สภาวะของสมาธินั้นไม่เหมือนกับสภาวะลื่นไหล อาโอโกะสามารถรวบรวมสมาธิเพื่อร่ายคาถาได้ทุกเมื่อ ตราบใดที่เธอไม่ถูกรบกวนอย่างรุนแรงจนเกินไป อย่างไรก็ตาม การจะเข้าสู่สภาวะลื่นไหลนั้นเรียกร้องให้เธอต้องเตรียมการล่วงหน้าบางอย่าง เช่น การทำสมาธิและการเตรียมคาถาในทุกๆ เช้า
คาถาระดับห้าบทใหม่ทั้งสามบท ได้แก่ ม่านไพลินแห่งเนซรันจากสายเวทป้องกัน คาถาเทเลพอร์ตจากสายเวทอัญเชิญ และกำแพงพลังจากสายเวทพลังงาน
แม้ว่าคาถาทั้งสามบทนี้จะมาจากต่างสายเวทกัน แต่มันก็มีทั้งฟังก์ชันป้องกันและการกวาดล้างพื้นที่อย่างไม่ต้องสงสัย หลังจากที่อาโอโกะเชี่ยวชาญเวทมนตร์บทที่ห้าอย่างเป็นทางการ ศักยภาพในการโจมตีในขอบเขตของเวทมนตร์ของเธอก็ได้รับการยกระดับขึ้นอย่างมหาศาล ดังนั้น การเสริมศักยภาพด้านการป้องกันผ่านคาถาจากโครงข่ายเวทมนตร์ จึงถือเป็นทางเลือกที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย
แน่นอนว่า การประยุกต์ใช้เวทมนตร์บทที่ห้านั้นครอบคลุมถึงวิธีการป้องกันที่อาจเรียกได้ว่าไร้เทียมทาน แต่ราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการใช้เวทมนตร์บทที่ห้าทำให้เธอไม่สามารถใช้งานมันได้บ่อยนัก เพราะเธอไม่อยากเผชิญหน้ากับสมุนจอมน่ารำคาญของเจตจำนงของโลกอยู่บ่อยๆ (ย้ำเลยว่าน่ารำคาญมาก)
ราวๆ เจ็ดโมงเช้า อาโอโกะก็คัดลอกคาถาบทใหม่เสร็จสิ้น ส่วนกระบวนการเรียนรู้และการทดลองเฉพาะเจาะจงนั้น คงต้องเก็บไว้ทำในโอกาสหน้า
อาโอโกะเก็บตำราเวทมนตร์ของเธอ ลุกขึ้นยืน บิดขี้เกียจ แล้วเดินออกจากห้องไป
อาโอโกะทำมื้อเช้าแสนอร่อยและดีต่อสุขภาพสำหรับตัวเธอเองและอลิซ (แม้แต่ต้าจวงก็ยังมีส่วนแบ่งด้วย) และหลังจากค่อยๆ ทานกันจนเสร็จ ทั้งสองก็เตรียมตัวไปโรงเรียน
อาโอโกะสวมหมวกกันน็อกและขี่รถมอเตอร์ไซค์ของเธอ พลางครุ่นคิดว่าเธอจะรับมือกับคำถามจากครูและเพื่อนร่วมชั้นอย่างไรเมื่อไปถึงโรงเรียน แต่แล้วเธอก็คิดได้ว่า ทำไมเธอต้องไปแคร์คำพูดของเพื่อนร่วมชั้นด้วยล่ะ? หากความเข้มแข็งภายในจิตใจของคนเรามากพอ พวกเขาก็สามารถเมินเฉยต่อความคิดเห็นของผู้อื่นได้ และอาโอซากิ อาโอโกะก็ถือเป็นผู้นำในเรื่องนี้ ลำพังแค่ข่าวลือพวกนั้นไม่มีความหมายอะไรกับเธอเลย
เมื่อคิดได้ดังนั้น อารายมณ์ของอาโอโกะก็เบิกบานขึ้น และความกดดันทางจิตใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอเคยรู้สึกในตอนแรกก็มลายหายไปในอากาศธาตุ