- หน้าแรก
- ระบบอัปแต้มไร้ขีดจำกัด วิวัฒนาการสู่จุดสูงสุดในวันสิ้นโลก
- บทที่ 28 วันนี้ขอเล่นเซฟๆ หน่อย
บทที่ 28 วันนี้ขอเล่นเซฟๆ หน่อย
บทที่ 28 วันนี้ขอเล่นเซฟๆ หน่อย
บทที่ 28 วันนี้ขอเล่นเซฟๆ หน่อย
นักรบยีนขั้นสอง 10%!
ความแข็งแกร่งของหวังเย่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยความเร็ววันละ 4%
เคล็ดวิชาวิวัฒนาการสุริยันชาดขั้นต้นระดับสมบูรณ์แบบ ทำให้เขามีความเร็วในการฝึกฝนสูงที่สุดในบรรดาผู้วิวัฒนาการระดับต้นทั้งหมด
การจะทะลวงขึ้นเป็นนักรบยีนขั้นสามภายในหนึ่งเดือน ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาเลย
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการยื่นใบสมัครเข้าหน่วยงานต่างๆ ของสามองค์กรหลัก ซึ่งก็เหมือนกับการยื่นใบสมัครเข้าเรียนนั่นแหละ
หลังจากนี้ก็จะเป็นขั้นตอนการพิจารณา การตอบรับ การจัดสรรกำลังพล การส่งหนังสือแจ้งเตือน และการเตรียมตัวก่อนเข้าทำงาน
กระบวนการทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณห้าวัน
ในขณะที่นักเรียนคนอื่นๆ อาจจะกำลังนั่งลุ้นผลด้วยความกระวนกระวายใจ
แต่สำหรับหวังเย่ ผู้ซึ่งคว้าอันดับหนึ่งในการทดสอบมือใหม่ หลังจากที่เขายื่นใบสมัครไปได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเมื่อวานนี้ ในเครือข่ายภายในของค่ายวิวัฒนาการก็มีตัวหนังสือสีแดงตัวเบ้อเริ่มปรากฏหรา ประกาศต้อนรับการเข้าร่วมหน่วยกู้ภัยของเขาอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว
และวันนี้ ก็มีประกาศเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งข้อความ
[ขอต้อนรับอวี๋สุ่ยชิน นักเรียนค่ายตะวันตก รุ่น 101 เข้าสู่หน่วยกู้ภัย]
ข้อความสั้นๆ แต่กลับสร้างความสั่นสะเทือนได้อย่างมหาศาล
หน่วยกู้ภัย ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานที่ถูกลืมและมีตัวตนน้อยที่สุดในบรรดาสามหน่วยงานพิเศษ จู่ๆ ก็ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามขึ้นมาทันที
เพราะปกติแล้ว ในการทดสอบมือใหม่แต่ละรุ่น หน่วยกู้ภัยแทบจะไม่เคยดึงตัวนักเรียนระดับท็อปทรีมาร่วมทีมได้เลยสักคน
"หวงจื่อรุ่ยพูดถูกจริงๆ ด้วย เธอมีจิตใจเมตตาซะจริงๆ" ในมุมมองของหวังเย่ ด้วยนิสัยที่เป็นโรคกลัวการเข้าสังคมแบบอวี๋สุ่ยชิน บวกกับสถานะการเป็นผู้ใช้พลังพิเศษ การเลือกเข้าศูนย์อนาคตน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเธอแล้ว
แต่เธอกลับเลือกที่จะเข้าร่วมกับหน่วยกู้ภัย นอกเหนือจากอุดมการณ์และความเชื่อส่วนตัวแล้ว ก็คงไม่มีเหตุผลอื่นมาอธิบายได้อีก
คงไม่ได้ทำเพื่อเขาหรอกมั้ง
...
รถประจำค่ายจอดเทียบท่าที่จุดตั้งมั่นหมายเลข 3
หวังเย่ตุนเสบียงทั้งน้ำและอาหารแห้งเอาไว้เต็มกระเป๋า ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังทิศเหนือ
วันนี้ขอฟาร์มแบบเซฟๆ หน่อยดีกว่า
สวนสาธารณะหนานหูมันอันตรายเกินไป
เมื่อวานขนาดเขาระวังตัวแจแล้ว ก็ยังไม่วายแจ็กพอตแตกไปเจอสัตว์ประหลาดระดับดุร้ายขั้นสูงจนได้แผลกลับมาจนได้
ผลก็คือ เมื่อคืนหมอซูสั่งห้ามเขาออกกำลังกายอย่างหนักเด็ดขาด
และเธอก็เป็นฝ่ายคุมเกมเองทั้งหมด
"วันนี้ขอให้ได้กลับบ้านอย่างสวัสดิภาพเถอะ" พอพูดจบ หวังเย่ก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาตงิดๆ
เพราะทุกครั้งที่เขาตั้งปณิธานอะไรไว้ มักจะโดนกรรมตามสนองตอกหน้าหงายอยู่เรื่อย...
เมื่อเทียบกับสวนสาธารณะหนานหูที่เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้านแล้ว พื้นที่ทางทิศเหนือนั้นกว้างใหญ่ไพศาลแต่กลับเงียบสงบกว่ามาก
ในอดีตที่นี่เคยเป็นเขตรอบนอกเมือง เนื่องจากไม่มีแม่น้ำหรือทะเลสาบอยู่ใกล้ๆ ก็เลยไม่ค่อยดึงดูดพวกสัตว์ประหลาดระดับดุร้ายให้มารวมตัวกันสักเท่าไหร่
ที่นี่จึงเหมาะสำหรับให้พวกว่าที่นักรบยีนและนักรบยีนขั้นหนึ่งมาใช้เป็นที่ฝึกซ้อมฟาร์มเลเวลมากกว่า
สำหรับหวังเย่ในตอนนี้ ที่นี่ถือว่าปลอดภัยไร้กังวลสุดๆ
เมื่อวานหลังจากยื่นใบสมัครเข้าหน่วยกู้ภัยเสร็จ เขาก็วิดีโอคอลคุยกับครอบครัว และนัดแนะว่าจะกลับไปกินข้าวเย็นที่บ้านวันนี้
แล้วก็กะว่าจะแวะไปที่ศูนย์วิจัยพันธุกรรม เพื่อไปวัดตัวสั่งตัดชุดอุปกรณ์ประจำตัวที่เป็นรางวัลจากการทดสอบมือใหม่ด้วยเลย
เพราะเขามีเวลาพักผ่อนไม่มากนัก ทันทีที่หน่วยกู้ภัยมีคำสั่งเรียกตัว เขาก็คงต้องบอกลาฐานที่มั่นฝั่งตะวันออก เพื่อออกไปปฏิบัติภารกิจในทันที
ติ๊ง
เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นเสียงที่หวังเย่โปรดปรานที่สุดดังขึ้น
[เงินเข้าบัญชีเงินดิจิทัลของคุณ: 181,180 หยวน]
มาแล้ว!
รายได้จากการขายซากปีศาจต้นไม้ระดับดุร้ายขั้นสูงเมื่อวานนี้!
ถือว่าใกล้เคียงกับที่เขาประเมินเอาไว้ที่ 150,000 หยวนเลยทีเดียว
พอรวมกับส่วนแบ่งจากการขายซากสัตว์ประหลาดระดับดุร้ายตัวอื่นๆ ด้วยแล้ว ยอดรวมก็ถือว่ามหาศาลเอาเรื่องอยู่
"387,800 หยวน" หวังเย่เปิดดูยอดเงินคงเหลือในบัญชี ใกล้จะแตะสี่แสนหยวนแล้วแฮะ
เจ้าของร่างเดิมแทบจะไม่เหลือเงินติดบัญชีไว้ให้เขาเลย
ทำเอาช่วงนั้นเขาต้องระเห็จไปขออาศัยใบบุญหมอซู ทั้งกิน ทั้งอยู่ ทั้งหลับนอนฟรีๆ
ช่วงเดือนธันวาคมกับเดือนมกราคม เฉินถิงอวี้ ผู้เป็นแม่ได้โอนเงินค่าขนมมาให้เขาเดือนละ 1,000 หยวน
แต่เขาก็โอนกลับไปคืนให้หมด
ไม่ใช่ว่าเขาหยิ่งยโสหรือเกรงใจหรอกนะ แต่เขารู้ดีว่าสถานะทางการเงินของทางบ้านเป็นยังไง ขืนรับเงินก้อนนี้มา เขาก็คงกลืนไม่ลงหรอก
"ฮึบอีกนิด ก็พอจะซื้อห้องน้ำในฐานที่มั่นฝั่งตะวันออกได้แล้วล่ะ" หวังเย่นึกไปถึงตอนที่เขาหาเงินก้อนแรกได้ในชาติก่อน ซึ่งเขาก็เอามันไปซื้ออพาร์ตเมนต์มือสองนั่นแหละ
ถึงจะไม่ได้ใหญ่โตอะไร
แต่อย่างน้อยก็พอจะเรียกได้ว่าเป็นบ้านของตัวเอง
แถมยังช่วยประหยัดค่าโรงแรมไปได้โขเลยล่ะ
แต่ราคาอสังหาริมทรัพย์ในยุคนี้ มันบ้าเลือดกว่าในชาติก่อนของเขาหลายขุมนัก
ในเขตชานเมืองของฐานที่มั่นฝั่งตะวันออก ราคาเริ่มต้นก็ปาเข้าไปตารางเมตรละแสนหยวนแล้ว
ส่วนใจกลางเมืองน่ะเหรอ เริ่มต้นที่สองสามแสนหยวนอัป แถมยังไม่มีเพดานจำกัดราคาอีกต่างหาก
ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ ความต้องการมันสูงปรี๊ดขนาดนี้นี่
ปัจจุบันนี้ ทั่วทั้งหัวเซี่ยมีฐานที่มั่นเหลืออยู่เพียงสิบแห่ง แต่กลับต้องรองรับประชากรมากถึงห้าร้อยล้านคน
และด้วยผลงานการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยอย่างต่อเนื่องของหน่วยกู้ภัย จำนวนประชากรก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีลดลงเลย
"หืม?"
หวังเย่มองเห็นรถบ้านของพวกดาราจอดเสียอยู่ข้างทางแต่ไกล ยางรถระเบิดไปเส้นหนึ่ง
มันไม่ใช่ซากรถเก๋งธรรมดาๆ ที่ถูกทิ้งร้างและถูกฝนสีเลือดกัดกร่อนจนผุพังเหมือนรถคันอื่นๆ ในเขตป่า แต่มันเป็นรถรุ่นใหม่เอี่ยมอ่องที่ติดตั้งอาวุธปืนความร้อนสูงเอาไว้ด้วย ซึ่งก็คงจะมาจากฐานที่มั่นนั่นแหละ
เมื่อวานเขายังเห็นมันวิ่งฉิวอยู่แถวๆ จุดตั้งมั่นหมายเลข 3 อยู่เลย
วันนี้ดันมาจอดเดี้ยงอยู่ตรงนี้ซะแล้ว
แม้ว่าทางรัฐบาลจะประกาศเตือนเรื่องความอันตรายในเขตป่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ยังมีคนชะล่าใจและยอมเอาชีวิตมาทิ้งเพื่อแลกกับเงินอยู่เสมอ
"อยากดังจนไม่กลัวตายเลยจริงๆ"
หวังเย่ส่ายหัวด้วยความเวทนา
เขาเดินผ่านรถบ้านคันนั้นไปอย่างไม่แยแส
แต่จู่ๆ เขาก็หยุดชะงัก
มีบางอย่างผิดปกติ
หวังเย่เดินย้อนกลับไปที่รถคันนั้นทันที
สายตาอันเฉียบคมของเขากวาดมองเข้าไปในรถ
กระจกหน้าต่างแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ศพคนขับผู้ชายมีบาดแผลเหวอะหวะที่ลำคอ ดูเหมือนจะถูกสัตว์ประหลาดขย้ำจนเส้นเลือดใหญ่ขาดกระจุย
ส่วนคนที่นั่งเบาะข้างคนขับ เป็นศพไร้หัว สภาพน่าสยดสยองยิ่งกว่า
ภายในรถเต็มไปด้วยอุปกรณ์กล้องถ่ายทำ ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังถ่ายทอดสดกันอยู่
แต่ที่เบาะหลังกลับมีศพของทีมงานอีกสองคนนอนจมกองเลือดอยู่ ซึ่งแสดงว่ามีคนหายไป
"ถูกลากไปกินเป็นมื้อเย็นแล้วงั้นเหรอ" หวังเย่เดินสำรวจรอบๆ ตัวรถ เขาพบรอยเลือดหยดเป็นทาง แต่ก็ไม่พบเบาะแสอะไรที่บ่งชี้ถึงทิศทางที่ชัดเจนเลย
หรือว่าจะเป็นการฆาตกรรมอำพราง
หวังเย่พินิจดูสภาพศพของทั้งสี่คนอย่างละเอียดอีกครั้ง
ถ้าเป็นฝีมือของสัตว์ประหลาดระดับดุร้าย ต่อให้มันกินไม่อิ่ม ก็ไม่มีทางเหลือซากศพที่สมบูรณ์ขนาดนี้ทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าหรอก
แต่ถ้าเป็นฝีมือมนุษย์ล่ะก็...
ไม่สิ ไม่น่าใช่ฝีมือมนุษย์หรอก
"มีรอยเขี้ยว รอยเลือดสาดกระเซ็น ลักษณะเหมือนถูกฉีกทึ้งอย่างป่าเถื่อน"
"ทั้งร่องรอยบาดแผลฉกรรจ์ที่ทำให้ถึงแก่ความตาย และวิธีการลงมือที่เหี้ยมโหดอำมหิตขนาดนี้ มีแต่สัตว์ประหลาดระดับดุร้ายเท่านั้นแหละที่ทำได้"
"คงต้องโทษความซวยของพวกเขาเองล่ะนะ..."
หวังเย่ส่ายหัวเบาๆ
ในเขตป่าแบบนี้ มีผู้วิวัฒนาการตายรายวันเป็นเบืออยู่แล้ว ยิ่งคนธรรมดาไม่ต้องพูดถึงเลย
แถมเรื่องนี้ พวกเขาก็รนหาที่ตายกันเองแท้ๆ
...
ห้านาทีต่อมา
"นี่มัน..." หวังเย่พบศพของนักเรียนคนหนึ่งนอนอยู่ริมถนนที่ถูกทิ้งร้าง
ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ศพของผู้วิวัฒนาการ
เขาจำหน้าหมอนี่ได้ เพราะเคยเข้าทดสอบมือใหม่มาด้วยกัน
ถึงจะจำชื่อไม่ได้ แต่ก็น่าจะเป็นนักเรียนห้องหัวกะทิที่สอบติดท็อป 100 แน่ๆ
สภาพศพของเขาแทบจะไม่ต่างอะไรกับคนขับรถบ้านคันนั้นเลย ลำคอมีรอยแผลเหวอะหวะ ราวกับถูกสัตว์ประหลาดดูดเลือดจนแห้ง
เขานอนจมกองเลือด คาดว่าน่าจะเพิ่งตายได้ไม่นาน
แต่ที่ต่างออกไปก็คือ บนตัวเขามีบาดแผลฉกรรจ์หลายแห่ง
เห็นได้ชัดเลยว่า ก่อนตายเขาต้องผ่านการต่อสู้มาอย่างดุเดือดแน่ๆ
"ที่คอมีรอยเขี้ยวเหมือนกันเป๊ะเลย!"
"เลือดไหลออกจนหมดตัว แต่ซากศพกลับไม่ถูกกัดกิน!"
หวังเย่รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
อย่าบอกนะว่า...
ข้อสันนิษฐานหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของเขา
นี่ไม่ใช่ฝีมือของสัตว์ประหลาดแน่ๆ
จมูกของเขาสูดดมกลิ่น
กลิ่นคาวเลือดยังคงคละคลุ้งอยู่ในอากาศ
หวังเย่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขามองดูศพเพื่อนร่วมรุ่นที่ตายอย่างอนาถด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น ก่อนจะตัดสินใจสะกดรอยตามกลิ่นเลือดนั้นไปอย่างระมัดระวัง
ปกติเขาไม่ใช่พวกชอบแส่เรื่องของชาวบ้านหรอกนะ
แต่การปล่อยให้เพื่อนร่วมรุ่นถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมโดยไม่ทำอะไรเลย มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะทนดูดายได้
ถ้าขืนทำแบบนั้น เขาคงทนรังเกียจตัวเองไปตลอดชีวิตแน่ๆ
"ใกล้เข้ามาแล้ว" หวังเย่ลัดเลาะไปตามริมถนน เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ภาพของตึกรามบ้านช่องที่พังทลาย ซากรถยนต์ที่กลายเป็นเศษเหล็ก ล้วนเป็นประจักษ์พยานถึงความโหดร้ายของมหาภัยพิบัติได้เป็นอย่างดี
หวังเย่ค่อยๆ ขยับตัวไปตามมุมตึกอย่างเงียบกริบ หูของเขาแว่วเสียงคนคุยกัน นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายคมปลาบ มือขวากระชับด้ามดาบสุริยันชาดเอาไว้แน่น
ใกล้มากแล้ว!
ประสาทสัมผัสทั้งหกอันเฉียบคมของเขา สามารถรับรู้ถึงอันตรายที่อยู่ห่างออกไปเป็นร้อยเมตรได้อย่างชัดเจน
หวังเย่เอาหลังพิงกำแพง ค่อยๆ ชะโงกหน้าออกไปมอง ซากปรักหักพังที่อยู่ไกลออกไปปรากฏชัดเจนขึ้นในสายตา รูม่านตาของเขาหดเล็กลงด้วยความตกตะลึง
เป็นพวกมันจริงๆ ด้วย!
[จบตอน]