- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นโจรป่า ขอด่าฟ้าแล้วคว้าบัลลังก์
- บทที่ 35 - พระผู้ช่วยให้รอดในยามวิกฤต!
บทที่ 35 - พระผู้ช่วยให้รอดในยามวิกฤต!
บทที่ 35 - พระผู้ช่วยให้รอดในยามวิกฤต!
บทที่ 35 - พระผู้ช่วยให้รอดในยามวิกฤต!
"วู้ว วู้ว วู้ว..." เสียงเขาสัตว์ของพวกคนเถื่อนดังกังวานขึ้น
กองกำลังทหารม้าของอ๋องขวาแห่งทุ่งหญ้าฝั่งซ้ายและอ๋องขวาแห่งซีหูรวมเป็นหนึ่ง ทหารม้าเจ็ดหมื่นนายพุ่งทะยานเข้าโจมตีค่ายใหญ่ทัพหลวงของฉินหลิงลู่อย่างดุดัน
"ขวางไว้ ขวางพวกมันเอาไว้!" บนหน้าผากขององค์ชายใหญ่หลี่เฉิงหรูมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มไปหมด ความหวังริบหรี่เฮือกสุดท้ายมลายหายไปจนสิ้น! พวกคนเถื่อนยกทัพมาช่วยแคว้นเป่ยฉีจริงๆ ด้วย
พวกคนเถื่อนพวกนี้เอาความกล้ามาจากไหนกัน! ไม่รู้เหมือนกันว่าแม่ทัพแคว้นเป่ยฉียื่นข้อเสนออะไรให้ ถึงได้ทำให้พวกคนเถื่อนยอมยกทัพมา
ตอนนี้มานั่งคิดเรื่องพวกนี้ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการรักษาชีวิตทหารของค่ายใหญ่ติ้งโจวไว้ให้ได้มากที่สุด หากค่ายใหญ่ติ้งโจวพินาศย่อยยับ อย่าว่าแต่จะยกทัพบุกขึ้นเหนือไปตีแคว้นเป่ยฉีเลย แม้แต่เมืองติ้งโจวก็อาจจะรักษาไว้ไม่ได้
ทหารม้าคนเถื่อนเจ็ดหมื่นนายควบม้ายิงธนูจู่โจม ผืนดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่ามันแทบจะทนรับแรงกระแทกไม่ไหว
หลี่เฉิงหรูแค่นเสียงสั่งการจัดกระบวนทัพ เขาเป็นองค์ชายที่กรำศึกอยู่ภายนอกมาหลายปี ผ่านการอาบเลือดฆ่าฟันในสมรภูมิมาอย่างโชกโชน ไม่ใช่พวกขี้ขลาดตาขาวแต่อย่างใด
ทหารเกราะหนักสามพันนายในกองทัพยอมพลีชีพ ยกโล่ขนาดยักษ์ขึ้นต้านทานการพุ่งชนของพวกคนเถื่อน แม้จะต้องล้มตายเป็นเบือก็ตาม
พวกคนเถื่อนรักม้ายิ่งชีพ แต่เมื่อเทียบกับข้อเสนอที่แคว้นเป่ยฉีมอบให้ การสูญเสียม้าศึกไปสักไม่กี่พันตัวก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรนัก
กองทัพขององค์ชายใหญ่เปรียบเสมือนเรือลำน้อยที่ลอยเคว้งอยู่ท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนอง สามารถต้านทานการบุกทะลวงของทหารม้าเจ็ดหมื่นนายเอาไว้ได้อย่างยากลำบาก
สายตาของหลิวหงเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา นี่แหละคือกองทัพชั้นยอดที่แท้จริง! เมื่อมีชุดเกราะหนักอยู่ในมือ ต่อให้ต้องเผชิญกับศัตรูที่มีกำลังมากกว่าเกือบสิบเท่า ก็ยังสามารถปักหลักสู้โดยไม่ยอมถอย
แต่ในกองทัพของหลิวหงทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะทหารมีทักษะต่ำเกินไป อีกทั้งชุดเกราะหนักก็มีไว้แจกจ่ายให้เฉพาะขุนนางระดับรองผู้บัญชาการขึ้นไปเท่านั้น เขาจึงไม่มีทางระดมกำลังทหารเกราะหนักสามพันนายได้เลย
"ถอยทัพ!" ริมฝีปากของฉินหลิงลู่ซีดเผือด ตัวสั่นงันงก เมื่อออกคำสั่งเสร็จ ร่างของเขาก็อ่อนปวกเปียกทรุดลงบนหลังม้า
เขารู้ตัวดีว่าจุดจบของเขามาถึงแล้ว! เป็นเพราะความประมาทเลินเล่อและใจร้อน ไม่ยอมสนใจพวกคนเถื่อนที่มีความทะเยอทะยาน ทำให้ค่ายใหญ่ติ้งโจวต้องประสบความสูญเสียครั้งใหญ่
ต่อให้หนีรอดกลับไปถึงเมืองติ้งโจวได้ คำสั่งจากเมืองหลวงก็ต้องสั่งจำคุกฉินหลิงลู่อย่างแน่นอน หรืออาจจะถึงขั้นดึงตระกูลฉินเข้ามาพัวพันด้วยซ้ำ
ตอนนี้จะไปโทษว่าหลิวหงขัดขืนคำสั่งก็ไร้ประโยชน์เสียแล้ว ในทางกลับกันค่ายกลที่หลิวหงจัดเตรียมไว้กลับกลายเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่ช่วยให้ค่ายใหญ่ติ้งโจวรอดพ้นจากวิกฤตนี้ไปได้
ลมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดกระหน่ำ ทำให้ทัศนวิสัยของกองทัพแคว้นเป่ยฉีพร่ามัว ทว่าแม่ทัพแคว้นเป่ยฉีก็ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ ทั้งสิ้น หัวเราะร่วนลั่นพลางสั่งการให้กองทัพไล่ตีกระหน่ำซ้ำเติม
"หวงเซวียน มั่วซือ สู้ตายเว้ย! ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะปล่อยให้ค่ายใหญ่ติ้งโจวถูกทำลายจนหมดสิ้นที่เขตหนานหลิงไม่ได้เด็ดขาด" หลิวหงถอนใจยาว
รองผู้บัญชาการทั้งสองคนยืนนิ่งเงียบอยู่ด้านหลัง
มั่วซือระดมพลทหารรักษาเมืองหกพันนายเพื่อเตรียมเข้าช่วยเหลือค่ายใหญ่ติ้งโจว ในขณะที่กองกำลังของหวงเซวียนมีฝีมือไม่ค่อยแน่นอน จึงทำได้เพียงอยู่เฝ้ารักษาค่ายกลเท่านั้น
หลิวหงลงจากหอสังเกตการณ์ สวมชุดเกราะเต็มยศ เตรียมตัวนำทหารองครักษ์ออกไปสู้เสี่ยงตายอีกครั้ง
ผู้ตรวจการทหารแซ่เหอมองดูการกระทำของหลิวหงด้วยสีหน้าซับซ้อน "ข้านึกว่าท่านจะ..."
"ท่านคิดว่าข้าเป็นพวกขี้ขลาดตาขาวหรือ ลงสนามรบแล้วไม่กล้าสู้สุดใจ สุดท้ายก็มีแต่ตายอยู่ดี" หลิวหงยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้านก่อนจะยื่นกระบี่ยาวให้ผู้ตรวจการทหารแซ่เหอ
ผู้ตรวจการทหารแซ่เหอรับกระบี่มาจ้องมองหลิวหงอย่างลึกซึ้งก่อนจะหัวเราะร่าออกมา "หากข้ายังมีชีวิตรอดกลับไปได้ ข้าจะไม่เอาความเรื่องที่ท่านแอบตีหัวข้าตอนกลางดึกอีก! ไอ้หัวหน้าโจรป่าเอ๊ย"
ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ความขัดแย้งระหว่างหลิวหงกับผู้ตรวจการทหารก็มลายหายไปจนสิ้น
มั่วซือนำทหารม้าหนึ่งพันนายออกไป ซึ่งแทบจะกวาดม้าศึกในกองทัพของหลิวหงไปจนเกลี้ยง แม้แต่ม้าลากรถเสบียงก็ยังถูกนำมาใช้
หลิวหงนำทหารรักษาเมืองห้าพันนายด้วยตัวเอง จัดกระบวนทัพมุ่งหน้าไปต้านทานกองทัพแคว้นเป่ยฉีเพื่อช่วยเหลือค่ายใหญ่ติ้งโจว
ธงรบที่มีตัวอักษร 'หลิว' ปลิวไสว ในเวลานี้หลิวหงคือพระผู้ช่วยให้รอดของค่ายใหญ่ติ้งโจว!
ความเป็นความตายของกองทัพแปดหมื่นนายขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของหลิวหงเพียงผู้เดียว ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าจะเป็นฉินหลิงลู่หรือองค์ชายใหญ่ สถานการณ์ของทั้งสองคนในตอนนี้ก็ย่ำแย่เต็มที
"องค์ชาย ถอยทัพเถิดพ่ะย่ะค่ะ! ห่างออกไปสามสิบลี้ยังมีเนินเขาปี้เฟิง ขอเพียงเราได้พักฟื้น เราก็อาจจะไม่แพ้พ่ะย่ะค่ะ" ทหารองครักษ์ประจำตัวองค์ชายคุกเข่าอ้อนวอนทั้งน้ำตาเป็นสายเลือด
ความห่างชั้นของกำลังพลมีมากเกินไป ต่อให้เป็นทหารเกราะหนักสามพันนายก็ป้องกันได้เพียงด้านเดียวเท่านั้น หลี่เฉิงหรูกัดฟันกรอด นั่นคือสหายร่วมรบของเขาทั้งนั้นนะ!
ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาใช้อารมณ์ตัดสินใจ! เขาทำได้เพียงสละทหารเกราะหนักสามพันนายเพื่อซื้อเวลาให้กองทัพของตนได้ถอยหนี "ให้จ้าวเหอระวังหลัง กองทัพทั้งหมดถอย!"
กระบวนทัพที่เคยแน่นขนัดเริ่มมีช่องโหว่ ไม่นานทหารเกราะหนักก็เข้ามาอุดช่องโหว่เหล่านั้นพร้อมกับปรับทิศทางเพื่อรับมือกับพวกคนเถื่อน
จ้าวเหอผู้บัญชาการทหารเกราะหนักมองทหารสื่อสารที่คุกเข่าอยู่บนพื้น เขาก็เข้าใจทันทีว่าองค์ชายต้องการให้เขายืนหยัดเป็นแนวหลังเพื่อส่งตัวเองไปตาย
สีหน้าที่เคยเคร่งเครียดกลับผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด กินเบี้ยหวัดขุนนางย่อมต้องทำงานรับใช้เจ้านาย! องค์ชายใหญ่ไม่เคยรังเกียจที่เขามาจากชาติตระกูลต่ำต้อย ทรงเลื่อนขั้นให้เขาเป็นถึงผู้บัญชาการทหารเกราะหนัก! บัดนี้ถึงเวลาตอบแทนพระคุณขององค์ชายแล้ว
"พี่น้องทั้งหลาย พวกเจ้ากลัวตายหรือไม่" จ้าวเหอหัวเราะเสียงดังลั่น ชูกระบี่ก้าวออกไปด้านหน้า
"ไม่กลัว!" ทหารเกราะหนักขานรับอย่างพร้อมเพรียง ขวัญกำลังใจที่เคยตกต่ำกลับฟื้นคืนมาราวกับปาฏิหาริย์
อ๋องขวาแห่งซีหูแค่นเสียงหัวเราะเยาะ มองทหารเกราะหนักเหล่านี้ด้วยสายตาละโมบ หากชุดเกราะเหล่านี้ถูกนำไปสวมใส่ให้ทหารม้าของเขา เขาก็อาจจะมีหวังช่วงชิงตำแหน่งข่านแห่งซีหูมาครองได้
เขาพยักพเยิดส่งซิกให้อ๋องขวาแห่งทุ่งหญ้าฝั่งซ้าย แม้อ๋องขวาแห่งทุ่งหญ้าฝั่งซ้ายจะไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ด้วยความต่างชั้นของกำลังพล เขาจึงทำได้เพียงนำทหารม้าหนึ่งหมื่นนายของเผ่าตนไล่ล่ากองทัพขององค์ชายใหญ่ต่อไป
ได้แต่หวังว่ากองทัพขององค์ชายใหญ่จะมีของมีค่าติดตัวมาบ้างเถอะ!
ทางด้านค่ายใหญ่ติ้งโจว กองทัพแคว้นเป่ยฉีรุมกินโต๊ะ ไล่เข่นฆ่าทหารแคว้นชิ่งใต้ที่แตกทัพอย่างไม่ลดละ
เป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของฉินหลิงลู่ ในขณะที่หัวใจแตกสลาย เขาจึงลืมสั่งการให้จัดกำลังระวังหลัง ส่งผลให้ทหารทุกคนต่างวิ่งหนีเอาตัวรอดอย่างไม่คิดชีวิตจนเกิดการเหยียบกันตายอยู่เนืองๆ
ก็เพราะค่ายใหญ่ติ้งโจวเป็นกองทัพแนวหน้าซึ่งประกอบไปด้วยทหารผ่านศึกที่กรำศึกมาอย่างยาวนาน พวกเขาจึงตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่งได้เป็นอย่างดี การพ่ายแพ้ถอยทัพแล้วถูกไล่ตียังไม่สำคัญเท่ากับขอแค่มีคนวิ่งช้ากว่าตัวเอง พวกเขาก็จะปลอดภัย
จากเดิมที่เป็นเพียงการลอบลงไม้ลงมือกันของทหารที่ไม่ชอบขี้หน้ากันเป็นทุนเดิม กลับบานปลายกลายเป็นการจลาจล ทหารจำนวนมากต่างหันมาห้ำหั่นกันเอง
แม้บรรดาแม่ทัพจะพยายามดุด่าตักเตือนอย่างสุดความสามารถก็ไร้ผล! ชั่วพริบตาเดียวค่ายใหญ่ติ้งโจวก็ส่อแววพังพินาศ
ฉินหลิงลู่น้ำตาไหลพรากอาบแก้มวัยชรา มองดูหายนะที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของตนเอง "ฝ่าบาท กระหม่อมขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ!"
เขาชักกระบี่ออกมาเตรียมจะปลิดชีพตนเอง โชคดีที่ทหารองครักษ์ตาไว รีบพุ่งเข้าไปห้ามการกระทำอันโง่เขลาของฉินหลิงลู่ได้ทัน
หากตอนนี้แม้แต่ตัวแม่ทัพใหญ่ยังมาตายไปอีก ขวัญกำลังใจของทหารทั้งค่ายใหญ่ติ้งโจวคงสูญสิ้นไปอย่างถาวร
เสียงโห่ร้องดังแว่วมาจากที่ไกลๆ ทหารองครักษ์ของฉินหลิงลู่เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจก่อนจะเอ่ยปาก
"ท่านแม่ทัพ พวกเรารอดแล้วขอรับ ท่านผู้บัญชาการหลิวนำกำลังมาช่วยพวกเราแล้ว"
"แม่ทัพฉินอยู่ที่ใด ข้าคือหลิวหง นำทัพมาช่วยแล้ว" หลิวหงจัดกระบวนทัพทหารรักษาเมืองเตรียมพร้อมพลางตะโกนก้อง
เมื่อมองดูกองทัพที่เคยดูองอาจสง่างามในอดีต บัดนี้กลับมีสภาพตกต่ำย่ำแย่ สายใยแห่งความรู้สึกบางอย่างในใจของหลิวหงก็ขาดผึงลง
ดูเหมือนว่ากองทัพชั้นยอดที่ฮ่องเต้แคว้นชิ่งภาคภูมิใจนักหนา เวลาหนีตายก็ไม่ได้ต่างอะไรกับพวกโจรป่าเลยสักนิด
แต่ทว่าบัดนี้หลิวหงยังคงต้องรับบทขุนนางผู้จงรักภักดี พยายามสอดส่ายสายตามองหาร่างของฉินหลิงลู่อย่างสุดความสามารถ
ความพ่ายแพ้ในศึกครั้งนี้มันน่ากลัวเกินไปแล้ว หากฉินหลิงลู่ต้องมาตายไป ราชสำนักก็คงไม่รู้ว่าจะต้องสั่งบั่นคอแม่ทัพนายกองอีกกี่คน ความผิดอันใหญ่หลวงนี้หลิวหงแบกรับไว้ไม่ไหวหรอก ต่อให้เป็นองค์ชายใหญ่ก็ยังคงแบกรับไว้ไม่ไหวเช่นกัน
ทหารองครักษ์พยายามเขย่าตัวฉินหลิงลู่อย่างแรง ในที่สุดฉินหลิงลู่ก็ได้สติ แววตาของเขาเริ่มปรากฏประกายแห่งความหวังขึ้นมาบ้าง
"สั่งให้กองทัพทั้งหมดถอยไปทางทิศของหลิวหง ห้ามวิ่งชนกระบวนทัพเด็ดขาด ให้ถอยโอบไปทางปีกทั้งสองข้าง!"
ในที่สุดฉินหลิงลู่ก็มีความหวังขึ้นมาบ้าง เขาจึงไม่สั่งการแบบส่งเดชอีก หากปล่อยให้กองทหารค่ายใหญ่ติ้งโจวถอยร่นฝ่าทะลวงเข้าไปในกระบวนทัพที่หลิวหงจัดเตรียมไว้ หลิวหงก็คงไม่พูดพร่ำทำเพลง พาคนของตนวิ่งหนีไปทันทีอย่างแน่นอน
ข้าอุตส่าห์หวังดีมาช่วยเจ้า แต่เจ้ากลับคิดจะลากข้าไปตายด้วยหรือ
[จบแล้ว]